คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

คำว่า " โยนิโสมนสิการ "ที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ มิลินทปัญหา และฎีกามิลินทปัญหาซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบาย ขยายความคัมภีร์มิลินทปัญหาอีกที มีใจความว่า

" ถามเรื่อง โยนิโสมนสิการกับปัญญา

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า : " ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ใดไม่มีปฏิสนธิ ผู้นั้นย่อมไม่มีปฏิสนธิ ด้วยโยนิโสมนสิการ (คือการกำหนดจิตด้วยอุบายที่ชอบธรรม) ไม่ใช่หรือ ? "
พระเถระตอบว่า : " ขอถวายพระพร บุคคลไม่มีปฏิสนธิ ด้วยโยนิโสมนสิการ คือด้วย ปัญญา และด้วย กุศลธรรมอื่น ๆ "
พระเจ้ามิลินท์ : " ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โยนิโสมนสิการ กับ ปัญญา เป็นอันเดียวกันหรืออย่างไร ? "
พระเถระ : " ขอถวายพระพร ไม่ใช่อย่างเดียวกัน คือ โยนิโสมนสิการ ก็อย่างหนึ่ง ปัญญา ก็อย่างหนึ่ง แพะ แกะ สัตว์เลี้ยง กระบือ อูฐ โค ลา เหล่าใดมีมนสิการ แต่ปัญญาย่อมไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้นขอถวายพระพร "
พระเจ้ามิลินท์ : " ชอบแล้ว พระนาคเสน "

ถามเรื่อง ลักษณะของมนสิการ ลักษณะของปัญญา

พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า : " ข้าแต่พระนาคเสน มนสิการ มีลักษณะอย่างไร ปัญญา มีลักษณะอย่างไร ? "
พระเถรเจ้าตอบว่า : " มหาราช มนสิการ มีความ อุตสาหะ เป็นลักษณะ และมีการ ถือไว้ เป็นลักษณะ ส่วน ปัญญา มีการ ตัด เป็นลักษณะ "
พระเจ้ามิลินท์ : " ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มนสิการ มีการถือไว้เป็นลักษณะอย่างไร ปัญญา มีการตัดเป็นลักษณะอย่างไร ขอจงอุปมา? "
พระเถระ : " มหาราชทรงรู้จักวิธีเกี่ยวข้าวบ้างไหม ? "
พระเจ้ามิลินท์ : " รู้จัก พระผู้เป็นเจ้า "
พระเถระ : " วิธีเกี่ยวข้าวนั้นคืออย่างไร ? "
" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า คือคนจับกอข้าวด้วยมือข้างซ้าย จับเคียวด้วยมือข้างขวา แล้วตัดให้ขาดด้วยเคียว ที่ถือไว้ด้วยมือข้างขวา "
พระเถระ : " มหาราช ข้อนี้ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น คือ พระโยคาวจรถือไว้ซึ่งมนสิการ คือกิเลสอันมีในใจของตนแล้ว ก็ตัดด้วย ปัญญา ฉันนั้น มนสิการ มีลักษณะถือไว้ ปัญญา มีลักษณะตัด อย่างนี้แหละ มหาราช"
พระเจ้ามิลินท์ : " ถูกดีแล้ว พระนาคเสน "


ในฏีกามิลินทปัญหา ได้อธิบาย ขยายความ “โยนิโสมนสิการ” ไว้ว่า

คำว่า โยนิโสมนสิการ ได้แก่การกระทำไว้ในใจอันให้อารมณ์ถึงเฉพาะ ด้วยสาธารณลักษณปฐม ด้วยอุบายว่า อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา ดังนี้ ได้แก่ การนึกถูกในทางธรรม เป็นต้นว่า นึกถึง อนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา เก็บความนึกถึงซึ่งธรรมอย่างนี้ไว้ในใจ

อธิบาย “โยนิโสมนสิการ”

คำว่า โยนิโส แปลว่าโดยถูกอุบาย คือ โดยถูกทาง โดยถูกช่อง
คำว่า มนสิการ แปลว่า การทำไว้ในใจ
การทำไว้ในใจโดยถูกอุบาย ชื่อว่า โยนิโสมนสิการ หมายความว่า ได้แก่ การทำไว้ในใจ คือ ใส่ใจอารมณ์เฉพาะที่ควรใส่ใจ เป็นอารมณ์ที่ใส่ใจ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความรู้ขึ้นได้ในเวลานั้น ไม่ปล่อยใจแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ มามายภายนอก

ก็โยนิโสมนสิการนี้ ไม่ใช่วิปัสสนาปัญญา ทั้งไม่ใช่มัคคปัญญา เพราะฉะนั้น พระนาคเสนเถระครั้นปฏิเสธว่า “หามิได้ ขอถวายพระพร” ดังนี้แล้ว จึงถวายวิสัชชนาต่อไปว่า “โยนิโสมนสิการก็อย่างหนึ่ง ปัญญาก็อย่างหนึ่ง ขอถวายพระพร แม้พวกสัตว์เหล่านี้...แต่ว่าสัตว์เหล่านั้นหามีปัญญาไม่” ดังนี้

เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งความที่ว่า สัตว์เดรัจฉานก็มีโยนิโสมนสิการได้ แต่ไม่อาจมีปัญญา (คือวิปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญา)ได้นี้ บัณฑิตพึงสาธกเรื่องของนกแขกเต้าที่ภิกษุณีเลี้ยงไว้ในสำนัก สอนให้มนสิการกรรมฐานว่า “อัฏฐิ อัฏฐิ”-“กระดูก กระดูก” ทุกเมื่อเชื่อวัน วันหนึ่งถูกเหยี่ยวใช้กรงเล็บโฉบเอาตัวไป แม้มนสิการไปว่า กระดูกๆ เกิดความรู้ความเห็นว่า “มีแต่กองกระดูก กองกระดูกถูกกองกระดูกโฉบเอาไป” ดังนี้ก็ไม่อาจสืบต่อความรู้ความเห็นนั้นจนเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญาได้ ตามที่ท่านเล่าไว้ในอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร เถิด

พึงทราบว่า สำหรับสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายนั้น แม้ท่านจะกล่าวว่า ไม่มีปัญญา ก็ไม่ได้หมายเอาปัญญาทุกอย่าง หมายเอาเฉพาะวัปัสสนาปัญญาและมัคคปัญญา (รวมทั้งปัญญาอย่างอื่นที่เป็นผลเป็นอานิสงส์ของวิปัสสนาปัญญาหรือมัคคปัญญา) เท่านั้น เพราะว่าปัญญาที่ต่ำกว่านั้น สัตว์เดรัจฉานก็สามารถทำให้เกิดได้ด้วยอาศัยโยนิโสมนสิการที่มีได้นั้นนั่นแหละเป็นปัจจัย โยนิโสมนสิการไม่ใช่ปัญญา เป็นสภาวธรรมคนละอย่างกับปัญญา เป็นแต่เพียงเหตุ เป็นเพียงปัจจัยแห่งปัญญาเท่านั้น ข้อนี้ สมจริงดังที่ครัสไว้ว่า

“นาหํ ภิกฺขเว อัญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ เยน อนุปฺปนฺนา ว่า สมฺมาทฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา วา สมฺมาทิฏฺฐิ ปวฑฺฒติ ยถยิทํ ภิกฺขเว โยนิโสมนสิกาโร – ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่น แม้สักอย่างเดียวที่เป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิอันยังไม่เกิดขึ้นได้เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฏฐิอันเกิดขึ้นแล้วได้เจริญขึ้น เหมือนอย่างโยนิโสมนสิการนี้นะ ภิกษุทั้งหลาย”
ก็คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” ที่ตรัสไว้ในสูตรนี้ ได้แก่วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิอันเป็ฯวิปัสสนาปัญญา) และมัคคสัมมาทิฏฐิ (สัมมาทิฏฐิอันเป็นมัคคปัญญา) "
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ขอบคุณค่ะคุณต้น เด๋วค่อยอ่านเนาะเยอะมาก ๆ ๕๕๕ ต้องอ่านอย่างตั้งใจ ไม่งั้นไม่เข้าแน่ ๆ :P :P

อนุโมทนาสาธุบุญในการเผยแผ่ธัมมะครั้งนี้ด้วยนะคะ
:D

ตำราวิสุทธิมรรคก็ยังไม่ได้สะสางเลยอ่ะ อยากอ่านก็อยาก แต่เหตุปัจจัยก็ยังไม่พร้อม :oops: :oops:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ปุจฉา...การแสดงรูปปรมัตถ์แบ่งออกเป็นกี่นัย? คืออะไรบ้าง? :roll: :roll:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

Saturn Sky เขียน:ปุจฉา...การแสดงรูปปรมัตถ์แบ่งออกเป็นกี่นัย? คืออะไรบ้าง? :roll: :roll:
วิสัชชนา.......ในอภิธรรมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 6 ได้แสดงรูปปรมัตถ์ไว้ 5 นัยคือ
1.รูปสมุทเทสนัย คือ การแสดงรูปโดยสังเขป
2.รูปวิภาคนัย คือ การแสดงรูปโดยจำแนกพิสดาร
3.รูปสมุฏฐานนัย คือ การแสดงสมุฏฐานของรูป
4.รูปกลาปนัย คือ การแสดงรูปที่เกิดขึ้นเป็นหมวดๆ
5.รูปปวัตติกกมนัย คือ การแสดงความเกิดขึ้นพร้อมด้วยความดับของรูปตามลำดับ
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ปุจฉา ... อารมณ์ทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายที่ประณีต ที่น่าปรารถนา น่ายินดี น่าพึงพอใจของคนทั้งหลาย อันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโลภะนั้น กุศลจิตจะเกิดในอารมณ์ทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างไร ?
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

หลายๆท่านที่สวดมนต์ไหว้พระคงจะได้รับความสุขใจสบายใจกันในขณะที่สวดมนต์นั้น และท่านยังจะได้อานิสงส์เหล่านี้อีก ครับ

" อานิสงส์ของการบูชาพระรัตนตรัยมีหลายประการ คือ
๑. ทำให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ
๒. นำมาซึ่งความไม่เสื่อม ( อปริหานิยธรรม ๗ )
๓. การนอบน้อมพระรัตนตรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เป็นบุญอันล้ำเลิศ
๔. เป็นการประกาศตนว่า มีที่พึ่ง มีที่ยึดถือ มีที่ระลึก เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฯ
๕. เป็นการสะสมทรัพย์และฝังขุมทรัพย์อันมั่นคงไว้
๖. ทำให้ได้ความไพบูลย์แห่งศรัทธา สติ ปัญญา และความไพบูลย์แห่งบุญ
๗. ทำให้เป็นผู้มากไปด้วยปีติและปราโมทย์
๘. ทำให้มีความรู้สึกว่า ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
๙. ทำให้ทนต่อความกลัว ความตกใจ และสามารถอดกลั้นต่อทุกข์ได้
๑๐.ทำให้ไม่หลงลืมสติกระทำกาละ และย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า "
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

เทวทูต ๓ คืออะไร ?
" พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓
๖. ทูตสูตร
ว่าด้วยเทวทูต ๓ จำพวก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทูต ๓ นี้ ๓ คืออะไรบ้าง คือ
บุคคลลางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย... ด้วยวาจา... ด้วยใจ บุคคล
นั้น ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย ... ด้วยวาจา... ด้วยใจแล้ว เพราะกายแตก
ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นิรยบาลทั้งหลาย ต่างก็จับบุคคล
นั้นที่แขนไปแสดงแก่พญายมว่า ข้าแต่เทวะ บุรุษผู้นี้เป็นคนไม่เกื้อกูล
มารดา... บิดา... สมณะ.. พราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอ
พระองค์จงลงทัณฑ์แก่บุรุษนี้เถิด.

พญายมซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่หนึ่ง กะบุรุษนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้า
ไม่ได้เห็นเทวทูตที่หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้นตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่แก่แล้ว
มีอายุ ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เป็นคนชราหลังโกง ค่อม กราน
ไม้เท้าเดินงกเงิ่น กระสับกระส่าย สิ้นความเป็นหนุ่มสาวแล้ว ฟันหัก ผมหงอก
เกรียน หัวล้าน ตัวเป็นเกลียวตกกระ.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า
ถึงตัวเราก็มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความแก่ไปได้ มาเราจะทำความดี
ด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น . เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่า บาปกรรมนั่นน่ะ
มารดา ...บิดาก็มิได้ทำให้เลย พี่น้องชาย ...พี่น้องหญิง ก็มิได้ทำให้ มิตร
อำมาตย์... ญาติสายโลหิตก็มิได้ทำให้ เทวดาก็มิได้ทำให้ สมณพราหมณ์ก็
มิได้ทำให้ เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรมนั่นเอง

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูต
ที่สองว่า เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชาย ที่ป่วย
เจ็บไข้หนัก นอนเกลือกมูตรและกรีสของตน มีคนพยุงให้ลุก... ให้นอน.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า ถึง
ตัวเราก็มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความเจ็บไข้ไปได้ มาเราจะทำ
ความดีด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น มารดา
... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรม
นั้นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูต
ที่สามว่า เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สามอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ตาย
แล้วหนึ่งวันบ้าง...สองวันบ้าง... สามวันบ้าง ขึ้นพอง เขียว น้ำเหลืองไหล.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า ถึง
ตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงความตายไปได้ มาเราจะทำความดี
ด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น
มารดา... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของ
บาปกรรมนั่นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามกะบุรุษนั้นแล้วก็นิ่งอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิรยบาลทำกรรมกรณ์ ชื่อ เบญจพิธ-
พันธนะกะบุรุษนั้น คือ เอาตาปูเหล็กแดงตรึงมือ ๒ ข้าง เท้า ๒ ข้างและ
กลางอก บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และ
ไม่ตายตลอดเวลาที่บาปกรรมยิ่งไม่สิ้น.

พวกนิรยบาล จับบุรุษนั้นนอนลงแล้วถากด้วยขวานผึ่ง... ตั้งเอา
เท้าขึ้นศีรษะลงแล้วถากด้วยพร้า...จับเอาเทียมรถให้แล่นไปแล่นมาบนพื้นอัน
ร้อนลุกเป็นเปลวช่วงโชติ... บังคับให้ขึ้นลงภูเขาเถ้าถ่านอันร้อนลุกโชน..
จับเอาเท้าขึ้นศีรษะลง ทุ่มลงไปในโลหกุมภี อันร้อนแดงลุกเป็นแสง บุรุษ
นั้นถูกต้มอยู่ในนั้นจนตัวพอง เมื่อถูกต้มจนตัวพองอยู่ในนั้น ลางทีก็โผล่
ขึ้นม้า ลางทีก็จมลงไป ลางทีก็ลอยขวางไป บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า
หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิรยบาลจับบุรุษนั้นไปลงมหานรก ก็
มหานรกนั้น มีสี่มุม สี่ประตู แบ่งออกเป็นส่วนๆ
มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วย (ฝา)
เหล็ก พื้นก็ล้วนไปด้วยเหล็ก ร้อนลุกโชน
แผ่ (ความร้อน) ไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ
ตั้งอยู่ทุกเมื่อ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว ความปริวิตกนี้ได้มีแก่พญายม
ว่า ได้ยินว่า ชนเหล่าใดทำกรรมทั้งหลายที่เป็นบาปในโลก ชนเหล่านั้นย่อม
ถูกทำกรรมกรต่าง ๆ เช่นอย่างนี้ เจ้าประคุณ ขอให้ข้า ฯ ได้เป็นมนุษย์
เถิด กับขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงบังเกิดในโลก ขอให้ข้า ฯ
ได้เข้าใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพึงทรงแสดงธรรม
และขอให้ข้า ฯ พึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ฟังเรื่องนั้นต่อผู้อื่น เป็นสมณะหรือ
พราหมณ์ก็ตาม จึงมากล่าวอย่างนี้ หามิได้ ที่จริง เรากล่าวเรื่องที่เราได้รู้เอง
ได้เห็นเอง แจ่มแจ้งเองทีเดียว.

คนเหล่าใดถูกเทวทูตเตือนแล้วยัง
ประมาทอยู่ คนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงกาย
อันเลว โศกเศร้าสิ้นกาลนาน
ฝ่ายคนเหล่าใด เป็นสัตบุรุษผู้สงบ
ในโลกนี้ ถูกเทวทูตเตือนแล้วไม่ประมาท
ในธรรมของพระอริยเจ้าเสมอไป เห็นภัย
ในเพราะอุปาทานอันเป็นแดนเกิดแห่งชาติ
และมรณะ เลิกยึดถือ หลุดพ้นไปเพราะ
สิ้นชาติและมรณะ คนเหล่านั้น ถึงความ
เกษมเป็นสุข ดับทุกข์ได้ในชาติปัจจุบัน
พ้นเวรภัยทั้งปวง ล่วงทุกข์ทั้งหมด.
จบทูตสูตรที่ ๖ "

เทวทูต ๓ ก็คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ที่เห็นกันอยู่รอบๆตัวเราทุกๆวันนี้เอง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ton40 เขียน:ปุจฉา ... อารมณ์ทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายที่ประณีต ที่น่าปรารถนา น่ายินดี น่าพึงพอใจของคนทั้งหลาย อันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดโลภะนั้น กุศลจิตจะเกิดในอารมณ์ทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างไร ?
ปัจจัยให้เกิดโลภะ :arrow: กุศลจิตจะเกิดในอารมณ์ทั้งหลาย วัตุทั้งหลายเหล่านั้นได้อย่างไร?

ขึ้นชื่อว่าโลภะก็คือ อกุศล แต่เมื่ออกุศลเกิดจะทำอย่างไรให้เป็นกุศล ง่ายนิดเดียว :lol: อะ ๆ ล้อเล่น
ต้องจริงจังหน่อยใช่ป่ะไม่งั้นไม่ขลัง :twisted:


วิสัชชนา....ปรโตโฆสะ สติมา สัมปชาโน อาตาปี หมายถึง

สติมา คือมีสติตั้งมั่นอยู่ที่ฐานทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม โดยเท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น

สัมปชาโณ คือมีสัมปชัญญะ รู้ตัวเสมอว่ากำลังกำหนดอะไร ดูอะไร สิ่งที่กำหนดอยู่นั้นเป็นรูปอะไร นามอะไร

อาตาปี คือต้องมีความเพียรประคองจิต ๔ ประการ


หรือวางโยนิโสมนสิการ..
การทำในใจให้แยบคาย หรือ การพิจารณาโดยแยบคาย กล่าวคือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ
พิจารณา ไตร่ตรองสาวไปจนถึงสาเหตุหรือต้นตอของเรื่องที่กำลังคิด คือคิดถึงรากถึงโคนนั่นเอง
แล้วประมวลความคิดรอบด้านจนกระทั่งสรุปออกมาได้ว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี
เป็นวิถีทางแห่งปัญญา เป็นธรรมสำหรับกลั่นกรองแยกแยะข้อมูลหรือแหล่งข่าวหรือที่เรียก "ปรโตโฆสะ"
อีกชั้นหนึ่ง กับทั้งเป็นบ่อเกิดแห่งความคิดชอบหรือ "สัมมาทิฐิ" ทำให้มีเหตุผล และไม่งมงาย...

ดังมีพระพุทธพจน์ที่ว่า

"เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมยังกุศลให้เกิด ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก
เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการนี้ ไม่มีเลย "
8-) 8-)
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ton40 เขียน:
Saturn Sky เขียน:ปุจฉา...การแสดงรูปปรมัตถ์แบ่งออกเป็นกี่นัย? คืออะไรบ้าง? :roll: :roll:
วิสัชชนา.......ในอภิธรรมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 6 ได้แสดงรูปปรมัตถ์ไว้ 5 นัยคือ
1.รูปสมุทเทสนัย คือ การแสดงรูปโดยสังเขป
2.รูปวิภาคนัย คือ การแสดงรูปโดยจำแนกพิสดาร
3.รูปสมุฏฐานนัย คือ การแสดงสมุฏฐานของรูป
4.รูปกลาปนัย คือ การแสดงรูปที่เกิดขึ้นเป็นหมวดๆ
5.รูปปวัตติกกมนัย คือ การแสดงความเกิดขึ้นพร้อมด้วยความดับของรูปตามลำดับ
เยี่ยมค่ะ
ไฟล์แนบ
6like.gif
6like.gif (6.96 KiB) เข้าดูแล้ว 110 ครั้ง
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ปุจฉา...กำเนิดมี 4 อย่างคือ... :roll:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ton40 เขียน:เทวทูต ๓ คืออะไร ?
" พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓
๖. ทูตสูตร
ว่าด้วยเทวทูต ๓ จำพวก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทูต ๓ นี้ ๓ คืออะไรบ้าง คือ
บุคคลลางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย... ด้วยวาจา... ด้วยใจ บุคคล
นั้น ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย ... ด้วยวาจา... ด้วยใจแล้ว เพราะกายแตก
ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นิรยบาลทั้งหลาย ต่างก็จับบุคคล
นั้นที่แขนไปแสดงแก่พญายมว่า ข้าแต่เทวะ บุรุษผู้นี้เป็นคนไม่เกื้อกูล
มารดา... บิดา... สมณะ.. พราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล ขอ
พระองค์จงลงทัณฑ์แก่บุรุษนี้เถิด.

พญายมซักไซ้ไล่เลียง เทวทูตที่หนึ่ง กะบุรุษนั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้า
ไม่ได้เห็นเทวทูตที่หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้นตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่แก่แล้ว
มีอายุ ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง เป็นคนชราหลังโกง ค่อม กราน
ไม้เท้าเดินงกเงิ่น กระสับกระส่าย สิ้นความเป็นหนุ่มสาวแล้ว ฟันหัก ผมหงอก
เกรียน หัวล้าน ตัวเป็นเกลียวตกกระ.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าน่ะ เป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า
ถึงตัวเราก็มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความแก่ไปได้ มาเราจะทำความดี
ด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น . เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่า บาปกรรมนั่นน่ะ
มารดา ...บิดาก็มิได้ทำให้เลย พี่น้องชาย ...พี่น้องหญิง ก็มิได้ทำให้ มิตร
อำมาตย์... ญาติสายโลหิตก็มิได้ทำให้ เทวดาก็มิได้ทำให้ สมณพราหมณ์ก็
มิได้ทำให้ เจ้าทำเองแท้ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรมนั่นเอง

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตหนึ่งแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูต
ที่สองว่า เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สองอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชาย ที่ป่วย
เจ็บไข้หนัก นอนเกลือกมูตรและกรีสของตน มีคนพยุงให้ลุก... ให้นอน.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า ถึง
ตัวเราก็มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงความเจ็บไข้ไปได้ มาเราจะทำ
ความดีด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น มารดา
... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของบาปกรรม
นั้นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สองแล้ว จึงซักไซ้ไล่เลียงเทวทูต
ที่สามว่า เจ้าไม่ได้เห็นเทวทูตที่สามอันปรากฏอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ.

บุรุษนั้น ตอบว่า ไม่ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าไม่ได้เห็นหรือ ในหมู่มนุษย์ หญิงหรือชายที่ตาย
แล้วหนึ่งวันบ้าง...สองวันบ้าง... สามวันบ้าง ขึ้นพอง เขียว น้ำเหลืองไหล.

บุรุษนั้น. ได้เห็น เจ้าข้า.

พญายม. เจ้าเป็นผู้ใหญ่รู้เดียงสาแล้ว ไม่ได้คำนึงบ้างหรือว่า ถึง
ตัวเราก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงความตายไปได้ มาเราจะทำความดี
ด้วยกายวาจาใจเถิด.

บุรุษนั้น. เปล่าเลย เจ้าข้า มัวประมาทเสีย.

พญายม. เจ้าไม่ได้ทำความดีด้วยกายวาจาใจ เพราะมีความประมาท
แน่ละ เขาจะต้องทำกะเจ้าตามฐานที่ประมาท ก็แต่ว่าบาปกรรมนั้นนั่น
มารดา... บิดาก็มิได้ทำให้เลย ฯลฯ เจ้าทำเองแท้ ๆ เจ้าก็จะต้องรับผลของ
บาปกรรมนั่นเอง.

พญายม ครั้นซักไซ้ไล่เลียงเทวทูตที่สามกะบุรุษนั้นแล้วก็นิ่งอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิรยบาลทำกรรมกรณ์ ชื่อ เบญจพิธ-
พันธนะกะบุรุษนั้น คือ เอาตาปูเหล็กแดงตรึงมือ ๒ ข้าง เท้า ๒ ข้างและ
กลางอก บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และ
ไม่ตายตลอดเวลาที่บาปกรรมยิ่งไม่สิ้น.

พวกนิรยบาล จับบุรุษนั้นนอนลงแล้วถากด้วยขวานผึ่ง... ตั้งเอา
เท้าขึ้นศีรษะลงแล้วถากด้วยพร้า...จับเอาเทียมรถให้แล่นไปแล่นมาบนพื้นอัน
ร้อนลุกเป็นเปลวช่วงโชติ... บังคับให้ขึ้นลงภูเขาเถ้าถ่านอันร้อนลุกโชน..
จับเอาเท้าขึ้นศีรษะลง ทุ่มลงไปในโลหกุมภี อันร้อนแดงลุกเป็นแสง บุรุษ
นั้นถูกต้มอยู่ในนั้นจนตัวพอง เมื่อถูกต้มจนตัวพองอยู่ในนั้น ลางทีก็โผล่
ขึ้นม้า ลางทีก็จมลงไป ลางทีก็ลอยขวางไป บุรุษนั้นเสวยทุกขเวทนาอันกล้า
หนัก เผ็ดร้อนอยู่ ณ ที่นั้น และไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนิรยบาลจับบุรุษนั้นไปลงมหานรก ก็
มหานรกนั้น มีสี่มุม สี่ประตู แบ่งออกเป็นส่วนๆ
มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วย (ฝา)
เหล็ก พื้นก็ล้วนไปด้วยเหล็ก ร้อนลุกโชน
แผ่ (ความร้อน) ไปถึง ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ
ตั้งอยู่ทุกเมื่อ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว ความปริวิตกนี้ได้มีแก่พญายม
ว่า ได้ยินว่า ชนเหล่าใดทำกรรมทั้งหลายที่เป็นบาปในโลก ชนเหล่านั้นย่อม
ถูกทำกรรมกรต่าง ๆ เช่นอย่างนี้ เจ้าประคุณ ขอให้ข้า ฯ ได้เป็นมนุษย์
เถิด กับขอพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงบังเกิดในโลก ขอให้ข้า ฯ
ได้เข้าใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพึงทรงแสดงธรรม
และขอให้ข้า ฯ พึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ฟังเรื่องนั้นต่อผู้อื่น เป็นสมณะหรือ
พราหมณ์ก็ตาม จึงมากล่าวอย่างนี้ หามิได้ ที่จริง เรากล่าวเรื่องที่เราได้รู้เอง
ได้เห็นเอง แจ่มแจ้งเองทีเดียว.

คนเหล่าใดถูกเทวทูตเตือนแล้วยัง
ประมาทอยู่ คนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงกาย
อันเลว โศกเศร้าสิ้นกาลนาน
ฝ่ายคนเหล่าใด เป็นสัตบุรุษผู้สงบ
ในโลกนี้ ถูกเทวทูตเตือนแล้วไม่ประมาท
ในธรรมของพระอริยเจ้าเสมอไป เห็นภัย
ในเพราะอุปาทานอันเป็นแดนเกิดแห่งชาติ
และมรณะ เลิกยึดถือ หลุดพ้นไปเพราะ
สิ้นชาติและมรณะ คนเหล่านั้น ถึงความ
เกษมเป็นสุข ดับทุกข์ได้ในชาติปัจจุบัน
พ้นเวรภัยทั้งปวง ล่วงทุกข์ทั้งหมด.
จบทูตสูตรที่ ๖ "

เทวทูต ๓ ก็คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ที่เห็นกันอยู่รอบๆตัวเราทุกๆวันนี้เอง
สิ่งเหล่านี้ตอนเป็นมนุษย์หากไม่เป็นผู้ที่มีณานแล้วจักมิได้เห็น หากเป็นผู้ที่มีณานแล้วจึงจักได้เห็น..
นรก สวรรค์ มีจริงหรือ เพราะไม่เห็นด้วยตา สัตว์ทั้งหลายจึงยังทำความประมาทให้เกิดอยู่ หากปฏิบัติธรรม
จนมีสมาธิแก่กล้าได้ณานแล้ว เห็นด้วยตาในจึงเชื่อ...แล้วจะมีสักกี่คนที่ได้ณานแล้วเห็นสิ่งเหล่านี้ได้....


แต่เราแม้ยังไม่ได้เห็นด้วยตาใน แต่ก็เชื่อค่ะว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงๆ และ เป็นเรื่องที่น่ากลัว!!!!
บางคนถึงแม้เชื่อว่ามีและกลัวด้วย แต่ก็ยังคงทำอกุศลให้เกิดอยุ่เรื่อยไปไม่เคยคิดที่จะ ตทังคปหานกิเสลอย่าง
จริงจัง แสดงว่ายังกลัวไม่จริง ยังไม่เข้าถึงพร้อม...
:) :)
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
~Ai~
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 27259
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 14:27
Tel: ~ ❤❤❤❤ ~
team: ~ C.G.MOTO~
Bike: ~ ❤ DAHON ❤~

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ~Ai~ »

:o :o :o ชอบอ่ะ สงสัยต้องปริ้นออกมาอ่านซะแล้ว อ่านแบบนี้ปวดตา เยอะเกิ๊น แต่ชอบอ่ะค่ะ แยกเป็นหมวดหมู่ แบบถามตอบ กระตุ้นให้อยากรู้
ขืนไปหามาอ่านเอง ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก งง
:D
The Ai Real Estate Agent
C.G.MOTOR FB:หนมตาล
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

Saturn Sky เขียน:ปุจฉา...กำเนิดมี 4 อย่างคือ... :roll:
โยนิ คือ กำเนิด 4
ชาพุชะ เกิดในครรภ์
อัณฑชะ เกิดในไข่
สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล..ของเหลว
โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น

กำเนิด คือ การบังเกิดของสัตว์โลก ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ และสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อกล่าวถึงกำเนิดคือการเกิดของสัตว์เหล่านั้นแล้วมีเพียง 4 ประเภทเท่านั้น คือ

1. ชลาพุชะ ได้แก่ สัตว์ที่ถือปฏิสนและเจริญเติบโต เมื่อถึงกำหนดเวลาก็คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา เช่น สัตว์ดิรัจฉานบางประเภท มนุษย์ ในบางที่บอกว่า แม้เทวดาชั้นต่ำบางประเภทก็เกิดด้วยกำเนิดนี้เช่นกัน
2. อัณฑชะ สัตว์ที่ถือกำเนิดในรูปฟองไข่ แล้วฟักออกมาเป็นตัวที่หลัง เช่น สัตว์ปีก เต่า จระเข้ จิ้งจก เป็นต้น
3. สังเสทชะ สัตว์ที่เกิดจากเชื้อรา ของสกปรก ซากสัตว์เน่า เช่น ไวรัสบางอย่าง เชื้อโรค หนอนนานาชนิด เป็นต้น
4. โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดโดยผุดขึ้นมา เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องผ่านการเป็นทารก เมื่อตายก็ไม่ทอดทิ้งสรีระไว้ ท่านบอกว่าได้แก่ พวกอบาย 3 เว้นดิรัจฉาน เทวดาในกามาวจรภูมิ 6 และรูปพรหม 16 ดังกล่าวแล้ว ท่านเหล่านี้ล้วนแต่อุบัติด้วยกำเนิดนี้ทั้งนั้น
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

อัณฑชะ มาจาก อณฺฑ ( ไข่ , ฟองไข่ ) + ช ( กำเนิด , การเกิด ) = กำเนิดในฟองไข่
ชลาพุชะ มาจาก ชลาพุ ( มดลูก ) + ช ( กำเนิด , การเกิด ) = กำเนิดในมดลูก
สังเสทชะ มาจาก สํเสท ( เหงื่อไคล , น้ำเน่า ) + ช ( กำเนิด , การเกิด ) = การเกิดด้วยเหงื่อไคล
โอปปาติกะ มาจาก อุป ( เข้าไป , ใกล้ , มั่น ) + ปต (ธาตุ) +ณิก (ปัจจัย) + ปาติก ( ผู้ตกไป ) = ผู้เกิดผุดขึ้น
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

คุณ sakalot นี้ไม่ธรรมดาจริงๆนะครับ ขอบคุณมากครับที่มาร่วมด้วยช่วยกันตอบกระทู้ จะได้เกิดประโยชน์กับเพื่อนๆชาวจักรยานด้วยกันครับ สาธุๆ...
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”