การขาดหลักประกันสุขภาพ ของกลุ่มชาติพันธ์
และการแบกรับภาระของโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก
"แม้โรงพยาบาลจะมีหนี้ค้างชำระ แต่จะให้เราหยุดรักษาคนกลุ่มนี้คงไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็เหมือนเราเอาเงินมาเป็นตัวกลาง เหนือจิตใจ สุดท้าย...ไม่ใช่แค่วิกฤตการเงินที่น่ากลัว แต่อนาคตอาจถึงขั้นวิกฤตมนุษยธรรมก็เป็นได้..." เป็นประโยคเด็ดของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก ในฐานะแพทย์ที่ทำงานเพื่อคนในถิ่นทุรกันดารกว่า 20 ปี
ปัญหาสุขภาพของบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ ไทย เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศ และส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ หรือไอเอชพีพี (IHPP) ระบุว่า บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ขณะนี้มีประมาณ 3.7 ล้านคน โดยเป็นแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และผู้ติดตามราว 1,339,986 คน และเป็นบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ เช่น ชนกลุ่มน้อย ชาวเขา ฯลฯ อีก 513,792 คน ปัญหาคือ คนเหล่านี้เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยจะไม่ค่อยพบแพทย์ เพราะเกรงกลัวกฎหมายรัฐ แต่จะไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรง ซึ่งตรงนี้พูดได้เลยว่า แทบไม่มีสถานพยาบาลใดปฏิเสธการรักษา แม้จะไม่มีหลักประกันสุขภาพ แต่พวกเขาก็คือ คนที่อาศัยในประเทศไทย
อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็น 1 ในตัวอย่างที่มีปัญหาหลักด้านสาธารณสุขชายแดน เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับชายแดนพม่า มีประชากรทั้งหมด 84,875 คน ในจำนวนนี้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 32,602 คน คิดเป็นร้อยละ 38 ขณะที่คนไม่มีหลักประกันสุขภาพฯสูงถึง 52,273 คน หรือร้อยละ 62 ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขากลุ่มชาติพันธ์ต่างๆที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ผู้อพยพในศูนย์พักพิง คนจากประเทศพม่า บางส่วนเป็นแรงงานทั้งถูกและไม่ถูกกฎหมาย บางส่วนเป็นประชาชนทั่วไป และประชาชนในหมู่บ้านชายขอบ คนพวกนี้ถูกมองข้าม ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ในประเทศไทย แต่ไม่มีหลักประกันสุขภาพพื้นฐาน ไม่ได้ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค ปัญหาคือ...คนกลุ่มนี้อาจไม่มีสุขลักษณะที่ดีมากนัก ทำให้ป่วยไข้ง่าย และหากโรงพยาบาลไม่รับตัวเข้ารักษา โรคก็อาจแพร่ระบาดมายังคนไทย ไม่ว่าจะเป็นโรคมาลาเรีย โรคปอดบวม โรคหัด หรืออาจมีโรคใหม่ๆ ที่เราไม่รู้ก็เป็นได้ ถึงแม้รัฐจะมีนโยบายขายบัตรประกันสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าวที่ไม่อยู่ในระบบประกัน สังคมใน ราคา 365 บาท และ 1,200 บาทต่อปี ปรากฏว่ารพ.อุ้มผาง ไม่สามารถขายได้แม้แต่ใบเดียว เนื่องจากคนไข้ที่ไร้หลักประกันสุขภาพที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลร้อยละ 62 ดังกล่าวไม่ใช่ คนต่ด้าวที่เข้ามาทำงาน แต่เป็นคนชาติพันธ์กะเหรี่ยงอยู่บนภูเขาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชนจึงไม่มีหลักประกันสุขภาพ และมีฐานะยากจน ไม่มีกำลังพอที่จะซื้อบัตรดังกล่าว โรงพยาบาลต้องให้บริการตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โรงพยาบาลตามแนวชายแดนทุกแห่ง จึงไม่มีใครปฏิเสธการรักษา เพราะเมื่อคนไข้ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่ แต่หากมาพบแพทย์ก็ต้องรักษา ทำให้โรงพยาบาลเกิดมีหนี้ค่ายาค้างชำระในแต่ละปีราว 20-30 ล้านบาท และไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ ที่ผ่านมา โรงพยาบาลตามแนวชายแดนทุกแห่ง ต้องดิ้นรนบริหารจัดการกันเองหมด ทุกอย่าง ทั้งขอรับบริจาคบ้าง พึ่งพากันเองบ้าง ยืมยาจากโรงพยาบาลใกล้เคียงบ้าง ยิ่งชายแดนห่างไกล การเดินทางก็ลำบาก รถส่งต่อผู้ป่วยก็ไม่มี ใช้รถชาวบ้าน บ้างก็ใช้ช้างมาลากจูงรถ
สำหรับโรงพยาบาลอุ้มผาง ที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์ที่ใช้ในการให้บริการกลุ่มคนไร้หลัก ประกันฯ เพิ่มขึ้นทุกปี จาก 26.5 ล้านบาท ในปี 2553 เป็น 28.7 ล้านบาท ในปี 2554 และ 34.2 ล้านบาท ในปี 2555 ขณะที่ได้รับการจัดสรรงบตามจำนวนคนไทยจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปี 2555 ราว 30 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนคนไข้ที่มาใช้บริการจริง ส่งผลให้มีหนี้ค่ายา 18 ล้านบาท เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ดำเนินการของบประมาณเพิ่มเติมจากกองทุนเงินช่วยเหลือชดเชยโรงพยาบาลขาด สภาพคล่อง หรือกองทุนซีเอฟ จำนวน 8 ล้านบาท มาจ่ายหนี้ ยังคงเหลือค้างหนี้อีก 10 ล้านบาท
แพทย์ผู้นี้บอกอีกว่า ที่สำคัญในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ตรงนี้หากไม่เตรียมพร้อม จะส่งผลกระทบแน่ๆ เพราะหากเปิดเสรีการค้า แรงงานข้ามชาติก็จะทะลักเข้าไทยมากขึ้น การใช้บริการสาธารณสุขไทยจะเพิ่มขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มว่า องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ที่เคยให้บริการในศูนย์พักพิงอาจถอนตัว เพราะมีข่าวว่าศูนย์พักพิงบางแห่งอาจจะต้องปิดตัว เนื่องจากไม่มีงบประมาณ ซึ่งจะทำให้การบริการสุขภาพในระดับต้น (primary care) หมดไป และสุดท้าย โรคระบาดต่างๆ ที่แฝงอยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนต่างๆ อาจเข้าสู่ไทยก็เป็นได้ "อยากให้รัฐบาลเตรียมพร้อมเรื่องนี้ และควรหารือร่วมกับประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแรงงานจากประเทศต่างๆ โดยอาจให้ไทยหรือประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่ง รับทำหน้าที่เป็นศูนย์การประสานงาน และสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อน จากนั้นค่อยไปเรียกเก็บจากประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาติ ทำลักษณะคล้ายนโยบายบริการผู้ป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นเคลียริ่งเฮาส์" นพ.วรวิทย์กล่าว
บทความเรื่อง'หมอตุ่ย'แห่งอุ้มผางอุทิศชีวิตเพื่อคนยากไร้
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 29 มิถุนายน 2556
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์
ตั้งแต่ทำข่าวมาเคยได้เจอ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ "หมอตุ่ย" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก เป็นครั้งที่ 2 แต่หมอวรวิทย์ยังคงมีบุคลิกเรียบง่าย และพูดจาตรงไปตรงมาเหมือนเดิม ครั้งที่แล้ว
แบกรับหนี้มหาศาล จนในที่สุด จุรินทร์ ลักษณ วิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ในขณะนั้น ได้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติให้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลให้กลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ จำนวน 4.7 แสนคน และทำให้โรงพยาบาลชายแดนพอลืมตาอ้าปากได้บ้างจนถึงวันนี้ หมอวรวิทย์ยังคงทำหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่ขึ้นชื่อว่าไกลและเดินทางยากลำบากที่สุดของประเทศแห่งหนึ่ง เพราะต้องใช้เวลาเดินทางจาก อ.แม่สอด ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง ถึง อ.อุ้มผาง และต้องผ่านโค้งหักศอกมากถึง 1,219 โค้ง เพื่อมายังโรงพยาบาลแห่งนี้แม้จะเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กินเนื้อที่กว่า 4,325 ตารางกิโลเมตร แต่ว่ากันว่า ถ้าไม่มีเพชรเม็ดงามอย่าง "น้ำตกทีลอซู" อยู่ อุ้มผางก็คงไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายๆ คน เพราะการเดินทางนั้นยากลำบากมาก ขณะเดียวกันพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอนี้ก็ยังคงไม่มีถนน และเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้นเสียส่วนใหญ่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็มีมาก เพราะมีทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอิสลาม ขณะที่บางชาติพันธุ์ก็ยังนับถือผี อาจจะแปลกสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับ "คุณหมอตุ่ย" นั้นคุ้นชินแล้ว จนถึงตอนนี้เป็นปีที่ 22 ที่เขาเข้ามาเป็นหมอที่นี่ เพราะตั้งแต่เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) รุ่น 1 ตั้งแต่ปี 2534 หมอซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา คนนี้ไม่เคยย้ายไปไหน แต่ยังคงก้มหน้าก้มตารักษาคนไข้ทุกคนตั้งแต่เช้าจรดค่ำไปจนถึงดึก และเต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่มากมาย จนทำให้เขาได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นมาแล้วถึง 4 รางวัล
หมอวรวิทย์ บอกว่า เขาไม่ได้มีอุดมการณ์ความเป็นแพทย์ชนบทเป็นพิเศษ แต่ที่เลือกอยู่ที่นี่เพราะมีโจทย์ใหม่ให้เขาต้องขบคิด และหาทางแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา อีกส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะคุณหมอวัย 46 คนนี้ยังโสด ไม่มีครอบครัว และไม่มีภาระอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นชีวิตที่อยู่ที่อุ้มผางจึงอุทิศให้การทำบุญและช่วยเหลือคนได้เต็มที
"ที่นี่ผมผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้กับรถยนต์ของโรงพยาบาลเอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย"หมอวรวิทย์พูด พร้อมกับพาเดินสำรวจโรงผลิตไบโอดีเซลขนาดย่อม ซึ่งตั้งอยู่หลังโรงพยาบาล ภายในมีแกลลอนจำนวนมากสำหรับแยกชนิดของน้ำมัน ว่าชนิดใดสามารถใช้กับรถยนต์กระบะ หรือชนิดใดใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟและรถอีต๊อกซึ่งเป็นรถสำหรับส่งต่อคนไข้ที่อยู่ในป่าลึก ถัดไปไม่ไกล ก็จะพบกับถังหมักก๊าซชีวภาพ สำหรับหมักเศษซากอาหารและขยะภายในโรงพยาบาล เพื่อนำก๊าซที่ได้ไปใช้สำหรับประกอบอาหารในโรงครัว ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซของโรงพยาบาล ขณะเดียวกันกลีเซอรีนจาก ไบโอดีเซลที่โรงพยาบาลผลิตนั้น ก็สามารถนำมาทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดห้องน้ำ และน้ำยาถูพื้น ภายในโรงพยาบาลได้อีกด้วย ขณะที่ฟากตรงข้ามของโรงผลิตไบโอดีเซลนั้น เป็นอู่ซ่อมรถที่มีเครื่องมือเพียบพร้อมไม่แพ้อู่ขนาดใหญ่ในเขตจ.ตาก เลยทีเดียว โดยรวมๆ แล้ว คุณหมอบอกว่า ในแต่ละปีน่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลไปได้เป็นหลักแสนบาท
หมอวรวิทย์ เฉลยว่า แท้จริงแล้วอาชีพที่เขาใฝ่ฝันจะทำอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นหมอก็คือ การเป็น "วิศวกร" เพราะฉะนั้นโจทย์ยากๆ ที่โรงพยาบาลจึงเป็นบ่อเกิด ทำให้เขาได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาให้คนอื่นและให้โรงพยาบาลได้ทุกวันงานที่นี่จึงเป็นงานที่ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่วันเดียว ดูแลทุกคน ทุกเชื้อชาติด้วยมาตรฐานเดียว ทว่า โจทย์ใหญ่ของการผลิตสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือ ความต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลจะต้องแบกรับเองในแต่ละปี เพราะงบประมาณที่ลงมาจาก สธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้น ไม่เคยเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลอุ้มผาง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระหนี้สะสมอยู่ราว 30-40 ล้านบาท เหตุที่ไม่เพียงพอ ก็ยังเป็นเหตุผลเดียวกับที่หมอวรวิทย์เรียกร้องกับ รมต.จุรินทร์ เมื่อ3 ปีก่อน นั่นคือ สิทธิในการเข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น จำกัดเฉพาะคน"สัญชาติไทย" เท่านั้น แม้จะมีการแก้ด้วยมติ ครม.ที่ให้สิทธิกับผู้ที่มีปัญหาด้านสัญชาติเพิ่ม ทว่า คนที่ยังขาดโอกาสก็ยังมีอยู่มากและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากอัตราการเกิดที่สูงลิบ ขณะเดียวกันชายแดนระหว่าง
อ.อุ้มผาง และประเทศพม่านั้น ก็ยังคงมีการสู้รบกันประปราย ทำให้ยังมีผู้ป่วยหน้าใหม่ๆ ข้ามมารักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผางอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้คนไข้ของคุณหมอวรวิทย์ จึงมีตั้งแต่กะเหรี่ยงที่เป็นวัณโรค เป็นมาลาเรีย หรือชาวบ้านที่เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด 2 ข้าง ซึ่งด้วยหลักมนุษยธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถจะปฏิเสธผู้ป่วยเหล่านี้ได้ คุณหมอ บอกว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องชดใช้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่กระแส"การพัฒนา" หลั่งไหลเข้าไปในเขตป่าหรือในเขตชนบท ซึ่งเป็นที่พำนักของคนเหล่านี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้กลับด้วยการรักษาคนกลุ่มนี้อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะเบิกค่ารักษาพยาบาลจากรัฐไม่ได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขของอุ้มผางก็ถือว่าไม่แพ้ใคร เพราะคุณหมอสามารถผลักดันให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 7 แห่ง สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) 6 แห่ง สุขศาลาพระราชทาน 2 แห่ง และสุขศาลาประจำหมู่บ้าน 13 แห่ง ในฐานะแม่ข่าย สามารถดูแลชาวบ้านจำนวนมหาศาลเขตนี้ได้ นอกจากนี้เขายังข้ามไปสร้างสุขศาลาในประเทศพม่า เพื่อควบคุมป้องกันโรคไม่ให้ข้ามชายแดนมายังเขตของเขาได้อีกด้วย "ที่นี่อาจจะปฏิบัติต่างจากคนไข้คนละแบบกับโรงพยาบาลอำเภออื่นๆที่เน้นส่งต่อคนไข้เข้าไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลจังหวัด เพราะด้วยความยากลำบากของการเดินทาง ทำให้ผมและทีมแพทย์ที่นี่ทุกคนผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ด้วยตัวเองทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ต้องผลัดเปลี่ยนกันไปดูแลสุขศาลาที่เราสร้างไว้ เพื่อป้องกันโรคให้คนในพื้นที่ห่างไกลด้วย" คุณหมอวรวิทย์ เล่าให้ฟัง ขณะเดียวกันเมื่อปัญหาเรื่องสัญชาติเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คนในแถบนี้เข้าไม่ถึงการรับบริการสาธารณสุข โดยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา คุณหมอวรวิทย์ เล่าให้ฟังว่า เจอเรื่อง"ดราม่า" เกี่ยวกับสัญชาติจำนวนมาก เช่น อยู่ในไทยมาหลายชั่วอายุคน แต่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว แต่เพิ่งได้สัญชาติ ทำให้รับการรักษาไม่ทัน หรือไม่กล้าข้ามไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัด เพราะกลัวจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม จนอาจไม่มีเงินจ่าย ทำให้หลายรายสุดท้ายต้องเสียชีวิตอยู่ที่ อ.อุ้มผาง นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ คุณหมอวรวิทย์จึงได้มีแนวคิดก่อตั้งคลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิภายใต้ความร่วมมือของสถาบันวิจัยและเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐกับโรงพยาบาลอุ้มผาง โดยมี รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อลดเรื่องปวดใจเหล่านี้ "เมื่อใดก็ตามที่'เงิน' และ 'กฎหมาย' ยังอยู่เหนือเรื่องของ'มนุษยธรรม' เมื่อนั้นก็ไม่สามารถเรียกว่า'ระบบสาธารณสุข' ได้แล้ว หากเราต้องการระบบที่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทลายกำแพงตรงนี้ลงให้ได้มากที่สุด" หมอวรวิทย์ สรุปให้ฟ
เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายต่อชีวิตให้คนอื่นหลายๆ คนที่อาจกำลังถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่สำหรับคุณหมอวรวิทย์แล้ว เรื่องค่าตอบแทนแทบจะไม่มีอุปสรรคอะไรกับเขาเลย เพราะเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่เขาได้รับ ถูกแบ่งออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อให้เด็กในเขตอ.อุ้มผาง มีการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 10 คน โดยคุณหมอตุ่ยให้ค่ากินอยู่สำหรับเด็กถึงเดือนละ 4,000 บาท
ทั้งนี้ อุ้มผางถือเป็นพื้นที่ทุรกันดารระดับที่ 2 โดยแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปีที่ 21 ขึ้นไปอย่าง
คุณหมอวรวิทย์จะได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาทและเมื่อเปลี่ยนระบบเป็นP4P แล้ว ก็ยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเป็นฐานอยู่ราว 6 หมื่นบาทแต่คุณหมอบอกว่า สำหรับคนโสด ไม่มีภาระอะไร เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายก็มากเกินความจำเป็น ยิ่งอยู่ในพื้นที่อย่าง อ.อุ้มผาง ซึ่งอยู่ห่างไกลขนาดนี้แล้ว ยิ่งไม่รู้จะไปใช้ทำอะไร สู้นำไปต่อโอกาสชีวิตให้คนอื่นดีกว่า คนใกล้ชิดคุณหมอ เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้แม้ว่าที่ อ.แม่สอด จะมีสนามบิน และมีเที่ยวบินขึ้นลงวันละหลายเที่ยว แต่คุณหมอวรวิทย์ ก็ยังเลือกใช้บริการ "รถทัวร์" หากมีภารกิจจำเป็นต้องลงไปที่กรุงเทพฯ เพื่อประหยัดงบประมาณของโรงพยาบาล และจะพูดเสมอว่า โรงพยาบาลอุ้มผางยังมีภาระอีกมาก หากประหยัดได้ ก็ควรจะประหยัด
"มองย้อนกลับไป 22 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าตัวเรามีประโยชน์กับคนอื่นได้ทำให้คนอื่นมีความสุขแค่นี้ชีวิตเราก็ไม่ไร้สาระแล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ก็จะทำให้เราทำงานอยู่ในพื้นที่ได้นานขึ้น และยิ่งมีปัญหาให้เราแก้ทุกวัน เราก็มีความสุข คนอื่นๆก็มีความสุข แค่นี้เราก็พอใจ" นพ.วรวิทย์ ทิ้งท้าย