คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
ศรัทธร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1056
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
Tel: ----
team: สัมมปทาน4
Bike: หายตัว

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ศรัทธร »

ขอบคุณเพื่อนนักธรรมทุกคน มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต บางอย่างผมไม่เคยรู้มาก่อน อ่านเข้าใจบั้ง ไม่เข้าใจบั้ง แต่ให้ความรู้สึกว่าดีครับ :( :( (((สุขซึ้งครับ)))
ศรัทธร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1056
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
Tel: ----
team: สัมมปทาน4
Bike: หายตัว

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ศรัทธร »

เพราะมีกรรมจึงมีทุกข์ เจริญเมตตา บรรเทาทุกข์ บรรเทากรรม
ศรัทธร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1056
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
Tel: ----
team: สัมมปทาน4
Bike: หายตัว

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ศรัทธร »

สิ่งมีชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง
จึงไม่ควรเบียดเบียนและทำลายคุณค่าแห่งความเป็นอยู่
ของเขาให้ตกไป อันเป็นการทำลายคุณค่าของกันและกัน
เป็นบาปแก่ผู้ทำ
หลวงปู่มั่น
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือsea
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 318
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ค. 2010, 10:59
Tel: call center
team: ฉายเดี่ยว
Bike: trek
ตำแหน่ง: โลกของเรา

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย เสือsea »

ton40 เขียน:ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "

" คำว่า " ภิกษุ " ในสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ให้ความหมายว่า
1.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ
2.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร
3.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว
4.ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา
5.ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา
6.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ
7.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ
8.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม
9.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ
10.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ
11.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ "

พระภิกษุสงฆ์ หมายถึง หมู่แห่งพระภิกษุ
พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้าได้แก่ พระอริยบุคคล 4 จำพวก
พระอริยสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล
สมมุติสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันรวมกันในหมู่พระภิกษุสงฆ์ หลังจากที่บุคคลนั้นได้ผ่านการอุปสมบทแล้ว "

คำตอบยังไม่สมบูรณ์ เพี่อนๆสหายธรรมช่วยเพิ่มเติมด้วย ครับ สาธุๆ
โอ้ ขอบคุณครับ สาธุๆๆๆๆ
ไม่ท้อ ไม่ถอย ก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ไปพบข้อความดีๆจึงนำมาฝาก ครับ
การสำรวจชีวิต
เราได้อะไรกับการมีชีวิต
๑. ได้ทำความดี ผลก็คือ....จะมีความสุขตลอดกาลทั้งชาตินี้และชาติหน้า
๒. ได้ทำความชั่ว ผลก็คือ....จะมีความทุกข์ตลอดกาลทั้งชาตินี้และชาติหน้า
๓. ได้ทำความดีบ้าง ได้ทำความชั่วบ้าง ผลก็คือ....จะมีความสุขบ้าง จะมีความทุกข์บ้างเคล้าคละไปทั้งปะปนกันชาตินี้และชาติหน้า
ถ้าเรามีอาคารบ้านเรือนแล้ว ไม่ได้สำรวจดูให้ทั่วในบางโอกาส อาคารบ้านเรือนของเรา อาจจะมีรั่วที่หลังคาหรืออาจถูกปลวกรอบกัดจนผุกร่อนไปก็ได้
ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่หมั่นสำรวจตรวจตราดูเสียบ้าง ชีวิตของเราอาจถลำไปในทางบาปทางอกุศลได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
การสำรวจดูชีวิตบ้างในบางโอกาส จึงถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิต ไม่มัวเมาในชีวิต เป็นการป้องกันไม่ให้ชีวิตมีความเป็นอยู่อย่างขาดทุน
คนบางคนมีความละเอียดรอบคอบ ถึงกับจดบันทึกงานชีวิตว่า ในวันหนึ่ง ๆ นั้น ได้ใช้ชีวิตไปทางไหนบ้าง ได้ทำงานอะไรบ้าง ได้พูดอะไรบ้าง ได้คิดอะไรไปบ้าง ทั้งในทางบวกและทางลบ แล้วก็มาสรุปในรอบเดือนบ้าง ในรอบปีบ้าง ว่าใช้ชีวิตไปในทางขาดทุนหรือมีกำไร โดยสมมุติฐานเอาว่า ถ้าเป็นไปในทางบาป ในทางอกุศล เรียกว่าขาดทุน ถ้าเป็นไปในทางบุญ ในทางกุศล ก็เรียกว่ามีกำไร ถ้าทำได้ดังกล่าวแล้วนี้ ก็นับว่าเป็นผู้รอบคอบต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ทำได้ยาก เพราะต้องมีเวลามากพอสมควรทีเดียวจึงจะทำได้ การสำรวจดูชีวิตในที่นี้ หมายถึงการคิดพิจารณาถึงสภาพของชีวิตที่ผ่านไปวันหนึ่ง ๆ หรือเดือนหนึ่ง ๆ เราลองสำรวจดูว่าเราได้อะไรกับการมีชีวิต

" พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้หมั่นพิจารณาเนือง ๆ ว่า ชีวิตเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เพื่อจะได้ไม่มัวเมาในวัยว่าเรายังหนุ่มสาว แล้วเป็นผู้ประมาท ไม่ทำบุญกุศลไว้เป็นที่พึ่งของตน
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าให้หมั่นพิจารณาเนือง ๆ ว่าชีวิตเรามีความเจ็บป่วยไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไข้ไปได้ เพื่อจะได้ไม่ประมาทในชีวิตว่าเราไม่มีความทุกข์ แล้วไม่ทำบุญกุศลไว้เป็นที่พึ่งของตน
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าให้หมั่นพิจารณาเนือง ๆ ว่าชีวิตเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นผู้ประมาทในชีวิตว่าเราจะไม่ตายแล้วไม่ทำบุญกุศลไว้เป็นที่พึ่งของตน
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าให้หมั่นพิจารณาเนือง ๆ ว่าชีวิตเราจักต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจทั้งหลายทั้งปวง คือเขาไม่จากเรา เราก็ต้องจากเขา ต้องพลัดพรากจากกันแน่ ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่ล่วงพ้นไปได้ เพื่อให้เราไม่ประมาทไม่มัวเมาในความรักทั้งหลายทั้งปวง และประการสุดท้าย คือ
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าให้หมั่นพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราทำดีจักได้ดี เราทำชั่วจักได้ชั่ว ทำกรรมไว้อย่างไร ก็จักได้รับผลของกรรมอย่างนั้น "

เพราะฉะนั้น การสำรวจชีวิตโดยอาศัยคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแนวทางปฏิบัติถือว่าประเสริฐที่สุด เรามีความสุขในปัจจุบัน เพราะสร้างเหตุแห่งความสุขไว้ในอดีตดี เรามีความทุกข์ในปัจจุบัน เพราะเราสร้างเหตุแห่งความทุกข์ไว้ในอดีต ในทางกลับกัน ถ้าเราสร้างเหตุแห่งความสุขไว้ในปัจจุบัน อนาคตเราก็จะได้รับผลคือความสุข ถ้าเราสร้างเหตุแห่งความทุกข์ในปัจจุบัน อนาคตเราก็จะได้รับความทุกข์
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ความหาได้ยาก ๗ อย่าง

" ทุลฺลภญฺจ มนุสฺสตฺตํ - ความเป็นมนุษย์ หาได้ยาก
พุทฺธุปฺปาโท จ ทุลฺลโภ - ความเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า หาได้ยาก
ทุลฺลภา ขณสมฺปตฺติ - ความถึงพร้อมด้วยขณะ หาได้ยาก
สทฺธมฺโม ปรมทุลฺลโภ - พระสัทธรรม หาได้ยากอย่างยิ่ง

ทุลฺลภา สทฺธาสมฺปตฺติ - ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา หาได้ยาก
ปพฺพชฺชา จ ทุลฺลภา - การบวช หาได้ยาก
ทุลฺลภํ สทฺธมฺมสฺสวนํ - การฟังพระสัทธรรม หาได้ยาก.

น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญฺจิ. - ทรัพย์อะไร ๆ ย่อมติดตามคนตายไปไม่ได้.
น ทีฆมายุ ลภเต ธเนน. - บุคคลไม่ได้อายุยืนเพราะทรัพย์.
น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ. - และย่อมไม่กำจัดชราได้ด้วยทรัพย์.

อปฺปญฺหิทํ ชีวิตมาหุ ธีรา, - นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนี้ว่า น้อยนัก
อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ. - ว่าไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.

น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา, - ญาติก็ดี มิตรก็ดีหรือสหายทั้งหลายในโลกนี้
าตีธ มิตฺตา อถ วา สหายา. - เป็นที่ต้านทานของบุคคลผู้จะตาย ไม่มี. "
แก้ไขล่าสุดโดย ton40 เมื่อ 21 ก.ค. 2011, 07:42, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

มีข้อความในพระไตรปิฎก เรื่อง ทำบุญแล้วควรปรารถนาพระนิพพาน มาฝาก ครับ

"นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน ความว่า นรชนบางคนในโลกนี้ ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถกรรม เข้าไปตั้งไว้ซึ่งน้ำดื่มน้ำใช้ กวาดบริเวณ ไหว้พระเจดีย์ บูชาด้วยเครื่องหอมและดอกไม้ที่พระเจดีย์ ทำประทักษิณพระเจดีย์ บำเพ็ญกุศลที่ควรบำเพ็ญอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นไตรธาตุ ก็ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งคติ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งอุปบัติ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปฏิสนธิ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งภพ ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งสงสาร ไม่บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งวัฏฏะ เป็นผู้มีความประสงค์ในอันพรากออกจากทุกข์ มีใจน้อมโน้มโอนไปในนิพพาน ย่อมบำเพ็ญกุศลทั้งปวงนั้น แม้เพราะเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.

อนึ่ง นรชนบังคับจิตใจให้กลับจากสังขารธาตุ อันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง น้อมจิตเข้าไปในอมตธาตุว่า ธรรมชาติใด คือ ความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละคืนแห่งอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ธรรมชาตินี้สงบ ประณีต แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า นรชนพึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน. สมจริงดังพระพุทธภาษิตที่ว่า

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิ แต่บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทาน เพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพต่อไปโดยส่วนเดียว บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่เจริญฌานเพราะเหตุแห่งสุข อันก่อให้เกิดอุปธิ เพื่อภพต่อไป แต่บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมเจริญฌานเพื่อความหมดสิ้นอุปธิ เพื่อนิพพานอันไม่มีภพต่อไปโดยส่วนเดียว.
บัณฑิตเหล่านั้นมุ่งนิพพาน มีจิตเอนไปในนิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน ย่อมให้ทาน บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า เหมือนแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่ทะเล ฉะนั้น."
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

บทความจากพระไตรปิฏก เป็นเรื่องที่ทำได้ยากนะเจ้าคะ หากไม่เคยศึกษาเล่าเรียนมาบ้าง
เมื่ออ่านแล้วย่อมมิเข้าใจ และ คนที่ศึกษามาบ้างอ่านพอเข้าใจ บางอย่างก็ต้องใช้ อาตาปี อย่างแรงค่ะ อิอิอิ


อนุโมทนาบุญกับการเผยแผ่ธัมมะเป็นธรรมทานกับคุณต้นด้วยนะคะ :D :D
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ไปพบข้อความเกี่ยวกับ ขันติ มาฝาก ครับ

ขันติธรรมคาถา

" ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง.
ขันติ เป็นเหตุอันเป็นประธานแห่งคุณ คือ ศีลและสมาธิ.
กุศลธรรมทั้งหลายแม้ทั้งปวงย่อมเจริญเพราะอาศัยขันติ.
ขันติ ย่อมขุดมูลรากแห่งบาปธรรมทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง.
ขันติ ย่อมตัดมูลแห่งโทษทั้งหลาย คือ การติเตียนและการทะเลาะวิวาท.
ขันติ เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์.
ขันติ เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญพรต.
ขันติ นำมาซึ่งประโยชน์สุข.

ผู้มีขันติและเมตตา ย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศและความสุข.
ผู้มีขันติ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ผู้มีขันติ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น.
ผู้มีขันติ ชื่อว่าย่อมเป็นผู้ก้าวขึ้นสู่หนทางสวรรค์และพระนิพพาน.
ผู้มีขันติ ชื่อว่าได้ทำตามคำสอนของพระศาสดา."
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ขอวิธีการวางโยนิโสมนสิการหน่อยค่ะคุณต้น
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
*mirage*
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 111
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2010, 15:57
Tel: *********
team: -
Bike: giant

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย *mirage* »

โยนิโสมนสิการ

คือ การทำความรู้สึกให้ถูกตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม.

เป็นธรรมอันสำคัญที่สุดทีเดียว เพราะเป็นอาหารของปัญญา.

ชื่อว่าเป็นจินตามยปัญญา แล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดภาวนามยปัญญา.

ถ้าขาดโยนิโสมนสิการ ก็ไม่ใช่การทำวิปัสสนา เป็นการทำด้วยกิเลส ไม่ใช่ทำเพื่อละกิเลส

ขณิกสมาธิ

เป็นสมาธิขณะหนึ่งๆ

ใช้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ต้องใช้อารมณ์ขณะที่รับอารมณ์ครั้งหนึ่งๆ และต้องเป็นอารมณ์ปัจจุบัน

เป็นปัจจัยของปัญญา คือเกิดร่วมกับปัญญาในขณะที่มีความรู้สึกตัวในอารมณ์ที่รู้ว่าเป็นรูป เป็นนาม

อารมณ์ปัจจุบัน

คือ รูปหรือนามที่ปรากฏเฉพาะหน้า แล้วผู้ปฏิบัติจับเอารูปหรือนามที่ปรากฏเฉพาะหน้ามาเป็นอารมณ์ได้ จึงเรียกว่าอารมณ์ปัจจุบัน

จิตที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน ต้องไม่มีความพอใจ หรือไม่พอใจเกิดขึ้น

ต้องไม่มีบัญญัติ เพราะบัญญัติไม่ใช่ของจริง บัญญัติไม่มีสภาวธรรม

ต้องไม่มีนิมิตอนุพยัญชนะ

ต้องมีขอบเขต อย่างเวลาเห็นจะรู้เฉพาะนามเห็นเท่านั้น

ความรู้สึกต้องเปลี่ยน

จะไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร เพราะเวลาเห็นก็สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ทวารอื่นก็เช่นเดีย
ภาพลวงตา เป็นภาพที่หลอกตาให้มองเห็น และรับรู้ความผิดพลาด
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

:shock: :shock: :shock: อื้อหือออออ..ไม่ทำมะดา มีขณิกสมาธิแถมพ่วงให้ด้วย :D :D .... ขอบคุณค่ะ คุณ*mirage* :D
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
*mirage*
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 111
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2010, 15:57
Tel: *********
team: -
Bike: giant

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย *mirage* »

ไตรครอง คือไตรจีวรหรือผ้าไตรของภิกษุที่พระอุปัชฌาย์มอบให้ในวันบวช ถือว่าเป็นบริขารประจำตัวของภิกษุทุกรูป

ไตรครอง ที่เรียกดังนี้เพราะมีธรรมเนียมตามพระวินัยว่าภิกษุทุกรูปจะมีผ้าประจำตัว ๓ ผืน ที่เรียกว่าไตรจีวร และมีบทบัญญัติบังคับว่าภิกษุจะต้องรักษาผ้า ๓ ผืนนี้ไม่ให้ห่างกายตลอดเวลาโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ยกเว้นเมื่อได้รับการผ่อนผันเป็นพิเศษ เพราะได้อยู่จำพรรษาหรือได้รับกฐินแล้ว

ดังนั้น ในเวลาที่ยังมิได้รับการผ่อนผัน จึงมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ภิกษุต้องครองผ้าสามผืนนี้ในตอนเช้ามืด จนกว่าจะได้รับอรุณใหม่เพื่อมิให้ผ้าห่างกายของตนตามพระวินัย ผ้าไตรที่ภิกษุใช้ครองซึ่งเป็นผ้าประจำตัวนี้จึง เรียกว่า ไตรครอง
ภาพลวงตา เป็นภาพที่หลอกตาให้มองเห็น และรับรู้ความผิดพลาด
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ขอเพิ่มเติม "โยนิโสมนสิการ" ต่อจากคุณ mirage ครับ เป็นข้อความที่นำมาจากหนังสือ พุทธธรรม แต่งโดย ท่านพระอาจารย์ ป.อ. ปยุตโต

" คำว่า โยนิโสมนสิการ นั้นประกอบด้วยคำสองคำ คือ โยนิโส + มนสิการ
"โยนิโส" มาจาก "โยนิ" แปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง
"มนสิการ" หมายถึง การทำในใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา

ดังนั้น "โยนิโสมนสิการ" จึงหมายถึง การทำในใจให้แยบคาย หรือ การพิจารณาโดยแยบคาย กล่าวคือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ พิจารณา ไตร่ตรองสาวไปจนถึงสาเหตุหรือต้นตอของเรื่องที่กำลังคิด คือคิดถึงรากถึงโคนนั่นเอง แล้วประมวลความคิดรอบด้านจนกระทั่งสรุปออกมาได้ว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี เป็นวิถีทางแห่งปัญญา เป็นธรรมสำหรับกลั่นกรองแยกแยะข้อมูลหรือแหล่งข่าวหรือที่เรียก "ปรโตโฆสะ" อีกชั้นหนึ่ง กับทั้งเป็นบ่อเกิดแห่งความคิดชอบหรือ "สัมมาทิฐิ" ทำให้มีเหตุผล และไม่งมงาย

อนึ่ง คัมภีร์ในพระไตรปิฎก ชั้นอรรถกถาและฎีกาได้แสดงไวพจน์แจกแจงความหมายในแง่ต่าง ๆ ของโยนิโสมนสิการว่า
1."อุบายมนสิการ" เป็น การคิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือ การคิดอย่างมีวิธีหรือถูกวิธี ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงความจริง สอดคล้องกับแนวสัจจะ ซึ่งทำให้รู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย
2."ปถมนสิการ" เป็น การคิดถูกทาง ต่อเนื่องเป็นลำดับ หมายถึง ความคิดที่เป็นระเบียบตามหลักเหตุผล ไม่ยุ่งเหยิงสับสน จิตไม่แว๊บติดพันในเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวกลับเตลิดไปคิดอีกเรื่องหนึ่ง จิตยุ่งเหยิงนี้กระโดดไปมา ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รวมทั้งความสามารถในการชักความนึกคิดไปสู้แนวทางที่ถูกต้อง
3."การณมนสิการ" เป็น การคิดอย่างมีเหตุผล เป็นการสืบค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ให้เข้าใจถึงต้นเค้า หรือแหล่งที่มาซึ่งส่งผลต่อเนื่องตามลำดับ
4."อุปปาทกมนสิการ" การคิดการพิจารณาให้เกิดกุศลธรรม เช่น การพิจารณาที่ทำให้มีสติ หรือทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง เป็นต้น

มนสิการทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเพียงการแสดงลักษณะด้านต่างๆ ของความคิดแบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งการเกิดในแต่ละครั้ง อาจมีลักษณะครบทั้ง 4 ข้อ หรือเกิดครบทั้งหมด หรือเขียนลักษณะทั้ง 4 ข้อนี้สั้นๆ ได้ว่า คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล

คำว่า โยนิโสมนสิการ นี้มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกหลายแห่ง เช่น
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎกที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

[๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วอันบุคคลย่อมละได้ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ

[๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

[๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ

[๙๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลายการใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

[๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่เสื่อมสูญ เพื่อความไม่อันตรธานแห่งสัทธรรม ฯ

[๑๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนการทำในใจโดยแยบคายนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคาย สัมมาทิฐิที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และสัมมาทิฐิที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญยิ่งขึ้น ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎกที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน

[๑๙๔] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมี ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า

ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมาก เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการ ไม่มีเลย ภิกษุเริ่มตั้งไว้ซึ่งมนสิการโดยแยบคาย พึงบรรลุนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ

กล่าวโดยสรุป สำหรับคนทั่วไป ผู้มีปัญญายังไม่แก่กล้า ยังต้องอาศัยการแนะนำชักจูงจากผู้อื่น การพัฒนาปัญญา นับว่าเริ่มต้นจาก องค์ประกอบภายนอก คือ ความมีกัลยาณมิตร (กัลยาณมิตตตา) สำหรับให้เกิดศรัทธา (ความั่นใจด้วยเหตุผลที่ได้พิจารณาเห็นจริงแล้ว) ก่อน

จากนั้น จึงก้าวมาถึงขั้น องค์ประกอบภายใน เริ่มแต่นำความเข้าใจตามแนวศรัทธาไปเป็นพื้นฐาน ในการใช้ความคิดอิสระ ด้วย โยนิโสมนสิการ ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ และทำให้ปัญญาเจริญยิ่งขึ้น จนกลายเป็นญาณทัสสนะ คือ การรู้การเห็นประจักษ์ในที่สุด

เมื่อจะแยกลำดับขั้นในการพัฒนาปัญญาก็จะมีลำดับขั้นตอน คือ การเสวนาสัตบุรุษ -> การสดับเล่าเรียนสัทธรรม -> ศรัทธา -> โยนิโสมนสิการ -> สติสัมปชัญญะ -> อินทรียสังวร -> สุจริต3 -> สติปัฎฐาน4 -> โพชฌงค์7 -> วิชชาและวิมุตติ

ด้วยเหตุนี้ โยนิโสมนสิการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรมทั้งขั้นต้น และขั้นสูง ในขั้นต้น พระพุทธองค์แสดงว่า โยนิโสมนสิการ เป็นเหตุเกิดของสัมมาทิฏฐิ ส่วนอโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุเกิดของมิจฉาทิฏฐิ ดังมีพระพุทธพจน์ว่า

"เราไม่พิจารณาเห็นแม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายในว่ามีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมนสิการโดยแยบคาย ย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมยังกุศลให้เกิด ธรรมอย่างอื่นอันมีอุปการะมากเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุดแห่งภิกษุผู้เป็นพระเสขะ เหมือนโยนิโสมนสิการนี้ ไม่มีเลย "
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

โยนิโสมนสิการ 10 วิธี นำมาจากหนังสือ พุทธธรรม แต่งโดย ท่านพระอาจารย์ ป.อ. ปยุตโต

"เพื่อให้ปรโตโฆสะ(คำพูดจากผู้อื่น) นำไปสู่โยนิโสมนสิการ ทำให้คนรู้จักคิด หรือคิดเองเป็นอันจุดเริ่มของการศึกษา และจำเป็นสำหรับการที่จะมีการศึกษา จึงจะเสนอวิธีคิดที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำไว้สัก 10 วิธี

คนทั่วไปซึ่งได้สั่งสมความเคยชินให้จิตมีนิสัยแห่งการคิดในแนวทางของการสนองตัณหาหรือคิดโดยมีความไม่ชอบใจเป็นพื้นฐานมาเป็นเวลายาวนาน วิธีโยนิโสมนสิการแบบต่างๆนี่จะเริ่มเป็นเครื่องฝึกในการสร้างนิสัยใหม่ให้แก่จิต การสร้างนิสัยใหม่นี้ อาจจะต้องการใช้เวลานานบ้าง เพราะนิสัยเดิมเป็นสิ่งที่ได้สั่งสมมานานคนละเป็นสิบๆปี แต่เมื่อได้ฝึกขึ้นบ้างแล้วก็ได้ผลคุ้มค่า เพราะเป็นการที่ทำให้เกิดปัญญา ทำให้แก้ปัญหาดับความทุกข์ได้แม้จะยังทำไม่ได้สมบูรณ์ ก็ยังพอเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสมดุล และได้มีทางออกในยามที่ถูกความคิดตามแนวนิสัยเดิมชักนำไปสู่ความอับจน ความทุกข์ และปัญหาบีบคั้นต่างๆ

อนึ่ง พึงทราบว่าวิธีโยนิโสมนสิการแบบต่างๆถึงจะมีมากอย่าง ก็สรุปลงได้เป็น 2 ประเภทเท่านั้น คือ

1. โยนิโสมนสิการประเภทพัฒนาปัญญาโดยตรง มุ่งให้เกิดความรู้เข้าใจตามเป็นจริงตรงตามสภาวะแท้ๆ เน้นที่การ ขจัดอวิชชา เป็นเครื่องนำไปสู่โลกุตรสัมมาทิฏฐิอาจเรียกว่า โยนิโสมนสิการระดับสัจธรรม

2. โยนิโสมนสิการประเภทสร้างเสริมคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้าให้เกิดคุณธรรมหรือกุศลธรรมต่างๆ เน้นที่การสกัดหรือข่มตัณหา เป็นเครื่องนำไปสู่โลกีย์สัมมาทิฏฐิ อาจเรียกว่า โยนิโสมนสิการระดับจริยธรรม

วิธีโยนิโสมนสิการต่อไปนี้ บางอย่างใช้ประโยชน์ประเภทเดียว บางอย่างใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองประเภท ในที่นี้จะยังไม่แยกกลุ่มไว้ จะยกมาแสดงทีละอย่างตามลำดับที่เห็นสมควร และชี้แจงประโยชน์เป็นข้อๆไปหรือให้ผู้อ่านพิจารณาดูเอง ซึ่งก็จะแยกได้โดยไม่ยาก

1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ พิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆ ให้รู้จักสภาวะตามที่มันเป็นจริง หรือพิจารณาปัญหา ค้นหาหนทางแก้ไข ด้วยการสืบสาวหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา จะเรียกว่า วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา หรือวิธีคิกแบบปัจจยตาการก็ได้ ในทางปฏิบัติ อาจแยกวิธีคิดนี้ได้ 2 อย่าง คือ

ก. คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ คือ เมื่อพบเหตุการณ์หรือเรื่องที่พิจารณาอย่างหนึ่งอย่างใด ก็มองหยั่งย้อนและสืบสาวชักโยงอกไปถึงปัจจัยต่างๆทั้งหลายที่เข้ามาสัมพันธ์นั้น ก่อให้เกิดผลหรือปรากฏการณ์นั้นๆขึ้น เช่น ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนบ่อยๆให้พระสาวกพิจารณาว่า “เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ฯลฯ”

ข. คิดแบบสอบสวน หรือ ตั้งคำถาม คือ เมื่อประสบพบเห็นสิ่งใดๆที่ควรพิจารณา ก็คอยตั้งคำถามแก่ตนว่า ทำไม เพราะอะไร เช่นที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งปัญหาถามพระองค์เองก่อนตรัสรู้ว่า “ตัณหาเกิดขึ้น เพราะอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เป็นต้น หรือคิดสืบสาวหาสาเหตุจิตใจต่อไป

2. วิธีคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบ หรือกระจายเนื้อหา เป็นวิธีคิดสำคัญอีกแบบหนึ่งที่มุ่งเพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆตามสภาวะของมัน ตามธรรมดา สิ่งทั้งหลายก็ดี ปรากฏการณ์ต่างๆก็ดี เรื่องราวต่างๆที่อุบัติขึ้นก็ดี เกิดจากส่วนประกอบย่อยๆมารวมกันเข้า เมื่อแยกแยะกระจายออกไปให้เห็นองค์ประกอบย่อยๆต่างๆได้แล้ว จึงจะรู้จักสิ่งนั้น เรื่องราวนั้นๆได้ถูกต้องแท้จริง จึงจับจุดที่เป็นปัญหาได้ และจึงจะแก้ปัญหาได้ ตัวอย่างของการคิดแบบนี้เช่นที่พระพุทธศาสนาแยกแยะชีวิตออกเป็นส่วนประกอบย่อยต่างๆ เช่น เป็นขันธ์ 5 เป็นต้น

3. วิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา คือ มองเหตุการณ์ สถานการณ์ ความเป็ยไปของสิ่งทั้งหลายอย่างรู้เข้าใจธรรมดาธรรมชาติของมัน ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างนั้น ในฐานะที่มันเป็นสิ่งซึ่งเกิดจากเหตุปัจจัยต่างๆปรุงแต่งขึ้น จึงจะต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยเหล่านั้น กล่าวคือ การที่มันเกิดขึ้นแล้วจะต้องดับไป ไม่เที่ยง ไม่คงที่ ไม่คงอยู่ตลอดไป มีภาวะที่ถูกปัจจัยต่างๆที่ขัดแย้ง บีบคั้นได้ ไม่มีอยู่และไม่สามารถดำรงอยู่โดยไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณ์ จึงเรียกความคิดแบบนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ วิธีคิดแบบนี้ที่ถูกต้องต้องดำเนินไปให้ครบ 2 ขั้นตอน คือ

ก. ขั้นที่หนึ่ง รู้เท่าทันและยอมรับความจริง เป็นขั้นวางใจวางท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติ เป็นท่าทีแห่งปัญญา เช่น เมื่อประสบสถานการณ์ที่ไม่ปรารถนาขึ้น ตั้งขึ้น สำนึกขึ้นในเวลานั้นว่า เราจะมองตามความเป็นจริง ไม่มองด้วยตามความอยากของเราที่อยากให้เป็นหรืออยากไม่ให้เป็น รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นตามเหตุปัจจัยของมันเปลื้องตัวอิสระได้ ไม่เอาตัวไปให้ถูกกดถูกบีบ

ข. ขั้นที่สอง แก้ไขและทำการไปตามเหตุปัจจัย เป็นขั้นปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติ เป็นท่าทีแห่งปัญญา คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายจะเป็นอย่างไรก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ขึ้นต่อความอยากคามปรารถนาของเราหรือใครๆ เมื่อเราต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น ก็ต้องทำที่เหตุปัจจัยให้ได้เป็นอย่างนั้น แล้วแก้ไขหรือจัดทำการที่ตัวเหตุปัจจัยนั้นๆ เมื่อทำเหตุปัจจัยได้พร้อมบริบูรณ์ที่จะให้เป็นอย่างนั้น มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเหตุปัจจัยไม่พร้อมที่จะให้เป็น มันก็ไม่เป็น แล้วก็รู้และแก้ไขกันที่เหตุปัจจัยนั้นแหละ ไม่ใช่แก้ด้วยความอยาก เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็ดำรงตนอยู่เป็นอิสระ อยู่อย่างอิสระ ทำการได้ดีที่สุด พร้อมทั้งไม่มีความทุกข์

4. วิธีคิดแบบแก้ปัญหา หรือวิธีคิดแบบอริยสัจสี่ เป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากวิธีคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา ( แบบที่ 3 ) นั่นเอง คือ เมื่อเข้าใจคติธรรมดาของสิ่งทั้งหลายวางใจได้และตกลงใจว่าจะแก้ปัญหาที่ตัวเหตุตัวปัจจัย จากนั้นก็ดำเนินความคิดต่อไปตามวิธีคิดแบบอริยสัจสี่นี้ วิธีคิดแบบนี้มีหลักการสำคัญคือ การเริ่มต้นจากปัญหาหรือทุกข์โดยกำหนดรู้ ทำความเข้าใจปัญหาหรือความทุกข์ให้ชัดเจน แล้วสืบค้นหาสาเหตุเพื่อเตรียมแก้ปัญหา พร้อมกันนั้นก็กำหนดเป้าหมายของตนให้แน่ชัดว่าคืออะไร จะเป็นไปได้หรือไม่ จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วคิดวางวิธีปฏิบัติที่จะกำจัดสาเหตุของปัญหาดดยสอดคล้องกับการที่จะบรรลุจุดหมายที่ได้กำหนดไว้นั้น ทั้งนี้อาจจัดวางเป็นขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 กำหนดรู้ คือ แจกแจงแถลงปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา สภาพและขอบเขตของปัญหาให้เข้าใจชัดเจนว่าเป็นอะไร คืออะไร เป็นที่ตรงไหนเหมือนแพทย์ตรวจดูอาการของโรค ดูความผิดปกติของร่างกาย วินิจฉัยให้รู้ว่าเป็นอะไร ที่ตรงไหน รู้เข้าใจโรคและร่างกายเฉพาะอย่างยิ่งส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของโรคให้ชัดเจน ( ทุกข์ )

ขั้นที่ 2 สืบสวนเหตุแห่งทุกข์ที่จะพึงละ คือ วิเคราะห์ค้นหามูลเหตุหรือต้นตอของปัญหาซึ่งจะองแก้ไขกำจัดหรือทำให้หมดสิ้นไป ตามปกติขั้นนี้ตรงกับวิธีคิดแบบที่ 1 คือ วิธีคิดแบบปัจจัยการนั่นเอง เหมือนแพทย์ค้นหาสมมุติฐานของโรค หาสาเหตุของโรค ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องตรงจุด มิใช่รักษาแต่เพียงอาการ ( สมุทัย )

ขั้นที่ 3 เล็งหมายขัดซึ่งการดับทุกข์ที่จะทำให้สำเร็จ คือ เล็งเห็นชัดเจนถึงภาวะปราศจากปัญาซึ่งมุ่งหมายว่าคืออะไร เป็นไปได้จริงหรือไม่ อย่างไร มีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายและหลักการทั่วไป หรือตัวกระบวนการของการแก้ปัญหาก่อนที่จะวางรายละเอียดและกลวิธีปลีกย่อยในขั้นดำเนินการ เหมือนแพทย์รู้ว่าโรคนั้นๆรักษาได้ มองเห็นกระบวนการของโรคชัดเจนว่าจะหายไปได้อย่างไร ( นิโรธ )

ขั้นที่ 4 จัดวางวิธีการดับทุกข์ที่จะต้องปฏิบัติ คือ เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายและหลักการทั่วไปแล้ว ก็กำหนดวางวิธีการ แผนการและรายการที่จะต้องทำในการที่จะแก้ไขกำจัดสาเหตุของปัญหาให้สำเร็จ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายและหลักการทั่วไปนั้นเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาต่อไป ( มรรค )

5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย เป็นวิธีคิดในระดับปฏิบัติการหรือลงมือทำ คือ การที่จะกระทำการต่างๆโดยรู้และเข้าใจถึงหลักการและความุ่งหมายของเรื่องนั้นๆ จะดำเนินไปเพื่อจุดหมายอะไร เพื่อให้เป็นการปฏิบัติที่ได้ผลตามความมุ่งหมายนั้น ไม่กลายเป็นการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนเลื่อนลอยงมงาย เช่น เมื่อจะลงมือทำงานอะไรนั้น ก็ตรวจสอบตนเองให้ชัดเจนว่าเข้าใจหลักการและความมุ่งหมายของงานนั้นดีแล้วหรือไม่ โดยอาจคอยตั้งคำถามว่า อันนี้เพื่ออะไรๆ เป็นต้น

6. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก คือ มองให้ครบทั้งข้อดี ข้อเสีย และทางแก้ไขหาทางออกให้หลุดรอดปลอดพ้นจากข้อบกพร่องต่างๆ เป็นวิธีมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงอีกแบบหนึ่ง เน้นการศึกษาและยอมรับความจริงตามที่สิ่งนั้นๆเป็นอยู่ทุกแง่ทุกมุมเพื่อให้รู้และเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงทั้งด้านดี ด้านเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง ศัพท์ทางธรรมดาเรียกว่า วิธีคิดโดยรู้อัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ วิธีคิดแบบนี้พระพุทธเจ้าทรงเน้นมาก เพราะคนทั้งหลายมักจะตื่นตามกันและเอนเอียงง่ายพอจับได้อะไรดี ก็มองเห็นแต่ดีไปหมด พอจับได้ว่าอะไรไม่ดี ก็เห็นแต่เสียไปหมด ทำให้พลาดทั้งความรู้จริงและการปฏิบัติที่ถูกต้อง อันที่จริงนั้นปกติของสิ่งทั้งหลายย่อมมีทั้งส่วนดี ส่วนเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง เป้นต้น อาจดีมาก หากอยู่ในกรณีแวดล้อมอย่างหนึ่ง หรืออาจจะดีน้อย หากได้อยู่ในกรณีแวดล้อมหรือเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่ง เมื่อได้ตระหนักและยอบรับถึงข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็งแล้ว เราก็จะได้ระมัดระวัง ปิดกั้นทางเสียหรือหาสิ่งชดเชยทดแทนให้ประโยชน์ที่ได้สมบูรณ์ต่อไป

7. วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม หรือการพิจารณาเกี่ยวกับปฏิเสวนา คือ การใช้สอยหรือบริโภค เป็นวิธีคิดแบบสกัดหรือบรรเทาตัณหา ตัดทางไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำจิตใจแล้วชักจูงพฤติกรรมต่อไป วิธีคิดแบบนี้ใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอยปัจจัยสี่ และวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ทางเทคโนโลยี มีหลักการโดยย่อว่า คนเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆเพราะเรามีความต้องการ สิ่งใดที่สามารถสนองความต้องการของเราได้ สิ่งนั้นก็มีประโยชน์ มีคุณค่าแก่เรา คุณค่านี้จำแนกได้เป็น 2 ประเภท ตามชนิดของความต้องการ คือ

ก. คุณค่าแท้ หมายถึง ความหมาย คุณค่า หรือประโยชน์ของสิ่งที่สนองความต้องการของชีวิตโดยตรง มนุษย์นำมาใช้ในการแก้ปัญหาของตน เพื่อประโยชน์สุขทั้งของตนเองและผู้อื่น คุณค่านี้อาศัยปัญญาป็นเครื่องตีค่า จะเรียกว่าคุณค่าที่สนองปัญญาก็ได้ เช่น อาหาร มีคุณค่าเป็นประโยชน์สำหรับหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ มีสุขภาพดี มีกำลังเกื้อกูลแก่การปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น ( คุณค่านี้เกี่ยวเนื่องด้วยธรรมฉันทะ )

ข. คุณค่าเทียม หมายถึง ความหมาย คุณค่า หรือประโยชน์ของสิ่งที่มนุษย์พกให้แก่สิ่งนั้นเพื่อปรนเปรอการเสพเสวยเวทนา เพื่อเสริมความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ของตัวตนที่ยึดถือไว้ คุณค่านี้อาศัยตัณหาป็นเครื่องตีค่า จะเรียกว่าคุณค่าที่สนองตัณหาก็ได้ เช่น อาหาร มีคุณค่าอยู่ที่ความเอร็ดอร่อย เสริมความสนุกสนาน หรือความโก้หรูหราของรถยนต์ มีราคา ความสวยงามเป็นเครื่องแสดงหรือวัดฐานะ เป็นต้น

วิธีคิดแบบนี้ มุ่งให้เข้าใจและเลือกเสพคุณค่าแท้ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น คุณค่าแท้นี้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริงแล้ว ยังเกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามของกุศลธรรม เช่น ความมีสติ ทำให้พ้นจากความเป็นทาสของวัตถุ เป็นต้น

8. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม เรียกง่ายๆว่า วิธีคิดแบบเร้ากุศล หรือคิดแบบกุศลภาวนา เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทาและขัดเกลาตัณหา ส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรมและสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ

หลักการทั่วไปของวิธีคิดนี้มีอยู่ว่า ประสบการณ์คือสิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างดียวกับบุคคลที่ประสบหรือรับรู้ต่างกัน อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่าง สุดแต่โครงสร้าง แนวทางความเคยชินที่เป็นเครื่องปรุงของจิต คือ สังขาร ที่ผู้นั้นได้สั่งสมไว้หรือก็คือ สุดแต่การทำใจในขณะนั้นๆ คนหนึ่งมองแล้ว คิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม แต่อีกคนหนึ่งมองแล้ว คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดีไม่งาม เป็นโทษเป็นอกุศล รวมถึงเรื่องของเวลา คราวหนึ่งคิดดี คราวหนึ่งคิดร้าย การทำใจที่ช่วยตั้งต้นและชักนำความคิดให้เดนไปในทางที่ดีงามและเป็นประโยชน์ เรียกว่า วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม วิธีคิดในแบบนี้มีความสำคัญในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามเป็นประโยชน์ในขณะนั้นๆ และช่วยแก้ไขนิสัยความเคยชินร้ายๆของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิม พร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น การคิดถึงความตาย เมื่อคิดถึงแล้วก็จะเกิดความสลดหดหู่ ความเศร้า ความเหี่ยวแห้งใจ ตลอดจนเกิดความดีใจเมื่อนึกถึงความตายของคนที่เราเกลียดชัง(ซึ่งเป็นการคิดที่ยังไม่ถูกวิธี) แต่ถ้าในขณะที่เราคิดนั้น เรามีโยนิโสมนสิการอยู่ด้วย เราก็จะเกิดความรู้สึกตื่นตัว เร้าใจไม่ประมาทเร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่ ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์ ตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นการคิดถึความตายที่ถูกวิธี

นอกจากหลักการข้างต้นแล้ว ควรย้ำถึงองค์ประกอบสำคัญที่คอยพยุงความคิดให้อยู่ในโยนิโสมนสิการ อันได้แก่ สติ ซึ่งช่วยยับยั้งความคิดที่หลงลอยไปเป็นอโยนิโสมนสิการ

อนึ่ง โยนิโสมนสิการแบบต่างๆ สรุปได้เป็น 2 คือ โยนิโสมนสิการเพื่อความรู้ตามสภาวะ ซึ่งมีลักษณะที่แน่นอนเป็นอย่างเดียว และโยนิโสมนสิการเพื่อเสริมสร้างกุศลธรรม ซึ่งมีลักษณะแผกผันไปได้หลากหลายนั้น มีจุดแยกอยู่ที่ขณะตั้งต้นความคิด และสติอาจมีบทบาทสำคัญในการเลือกทางแยกที่จุดตั้งระหว่างโยนิโสมนสิการแบบต่างๆนี้ เช่นเดียวกับที่สติสามารถเลือกระหว่างโยนิโสมนสิการกับอโยนิโสมนสิการ

9. วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน คือวิธีคิดแบบมีปัจจุบันธรรมดาเป็นอารมณ์ความจริง วิธีคิดแบบที่ 9 นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีคิดแบบที่ 8 ที่แยกแสดงออกมาเป็นอีกข้อหนึ่งต่างหากนั้นเป็นเพราะมีแง่ที่ควรทำความเข้าใจเป็นพิเศษ และเป็นวิธีคิดที่มีความสำคัญโดยลำพังตัวของมัยเอง

ข้อที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นพิเศษนั้นคือ การที่ผู้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของการเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเข้าใจไปว่า พุทธศาสนาสอนให้คิดถึงสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้ากำลังเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น ไม่คิดพิจารณาเกี่ยวกับอดีต หรืออนาคต ตลอดจนไม่คิดเตรียมการวางแผนเพื่อกาลภายหน้า(ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดพระพุทธองค์ไม่เคยทรงสอนเช่นนี้เลย)

ลักษณะความคิดชนิดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการคิดที่อยู่ในแนวทางของความรู้หรือคิดด้วยอำนาจปัญญา เป็นการคิดที่สามารถรวมเอาเรื่องที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่ล่วงผ่านมาแล้ว และเรื่องของกาลภายหน้าเข้าในการเป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น การคิดพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องในอดีต ถือเป็นการคิดที่นำมาใช้เป็นบทเรียน ก่อให้เกิดความไม่ประมาทระมัดระวังป้องกันภัยในอนาคต (การคิดพิจารณาในปฏิจจสมุปบาทซึ่งเกี่ยวกับกาลทั้ง 3 การคิดพิจารณาในทุกขอริยสัจ ในเรื่องความเกิดเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะพึ่งเกิดในอนาคต)เป็นต้น

คำว่าปัจจุบันในทางธรรม มิใช่เพ่งที่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นๆเป็นสำคัญ ดังนั้น สิ่งที่ตามความหมายของคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต ก็อาจกลายเป็นปัจจุบัน ตามความหมายของนามธรรมได้ สรุปง่ายๆว่า ความเป็นปัจจุบัน กำหนดเอาที่ความเกี่ยวข้อง ต้องรู้(ด้วยปัญญา) ต้องทำเป็นสำคัญ(ด้วยความเพียร)ในขณะนั้นๆ สิ่งที่เป็นปัจจุบันย่อมคลุมถึงเรื่องราวทั้งหลายที่เชื่อมโยงต่อๆกันมา

วิธีคิดแบบนี้มุ่งที่จะช่วยแบ่งแยกความคิดถึงอดีตและอนาคตตามแนวทางของตัณหาที่เพ้อฝันเลื่อนลอย ผลาญเวลาและคุณภาพของจิตใจให้สูญเปล่า การคิดที่ถูกวิธีจะช่วยให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติในทางปัจจุบันให้ถูกต้องได้ผลดียิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนให้มีการตระเตรียมและวางเเผนในกิจการล่วงหน้า

10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คำว่าวิภัชชวาทแปลว่า การพูดแยกแยะจำเเนกเเจกเเจง แถลงความแบบวิเคราะห์ เป็นการมองและแสดงความจริง โดยเเยกเเยะออกให้เห็นเเต่ละเเง่เเต่ละด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่จับเอาบางเเง่ขึ้นมาวินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด ความจริงวิภัชชวาทเป็นชื่อเรียกระบบความคิดของพระพุทธศาสนาทั้งหมด มีความหมายครอบคลุมวิธีคิดที่ได้กล่าวมาเเล้วข้างต้นหลายๆอย่าง

วิธีคิดแบบนี้ทำให้ความคิดและการวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ชัดเจนตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เท่าความจริง พอดีกับความจริง เพื่อให้เข้าใจความหมายของวิภัชชวาทชัดเจนยิ่งขึ้น ขอจำเเนกวิธีคิดเเบบวิภัชชวาทออกไปในลักษณะต่างๆดังนี้

ก. จำเเนกโดยเเง่ด้านของความจริง เเบ่งได้ 2 อย่างเป็น
- จำเเนกตามที่เป็นอยู่จริงของสิ่งนั้นๆ คือ ของความจริงให้ตรงตามที่เป็นอยู่ในเเง่นั้นด้านนั้น ไม่ใช่จับเอาความจริงเพียงเเง่หนึ่งมาตีคลุมเป็นอย่างนั้นไปหมด
- จำเเนกโดยมองความจริงของสิ่งนั้นๆ ให้ครบทุกเเง่ทุกด้าน คือ ไม่มองเเคบๆ ไม่ติดอยู่กับส่วนเดียวเเง่เดียวของสิ่งนั้น เเต่มองให้หลายเเง่หลายด้าน เช่น คนๆหนึ่งอาจจะดีในเเง่นั้น เเต่ไม่ดีในเเง่นี้ การคิดจำเเนกในเเง่นี้ เป็นส่วนเสริมกันกับข้อแรกให้ได้ผลสมบูรณ์ และมีผลรวมไปถึงการเข้าใจในภาวะที่องค็ประกอบต่างๆมารวมกันโดยครบถ้วน จึงเกิดขึ้นเป็นสิ่งนั้น ๆ เป็นการเห็นที่กว้างไปถึงลักษณะด้านต่างๆและองค์ประกอบต่างๆของมัน

ข. จำเเนกโดยส่วนประกอบ คือ วิเคราะห์แยกเเยะให้รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจากองค์ประกอบย่อย ๆ ต่าง ๆ มาชุมนุมกันเข้า ไม่ติดอยู่ภายนอกหรือถูกลวงโดยภาพรวมของสิ่งนั้น ๆ เช่น การเเยกเเยะคนออกเป็นนามและรูปเป็นขันธ์ 5 เเบ่งซอยออกจนเห็นภาวะที่ไม่เป็นอัตตา

ค. จำแนกโดยลำดับขณะ คือ แยกแยะวิเคราะห์ปรากฎการณ์ตามลำดับแห่งเหตุปัจจัย ให้มองเห็นตัวเหตุปัจจัยที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ เป็นวิธีที่ใช้มากในฝ่ายอภิธรรม ตัวอย่างเช่น โจรปล้นบ้านและฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย หากคิดจำแนกโดยลำดับขณะแล้ว จะเห็นว่า โจรโลภอยากได้ทรัพย์ แต่เจ้าทรัพย์เป็นอุปสรรคต่อการใช้ทรัพย์นั้น ความโลภทรัพย์จึงเป็นเหตุให้โจรมีโทสะต่อเจ้าทรัพย์ โจรจึงฆ่าเจ้าทรัพย์ ตัวเหตุที่แท้ของการฆ่าคือโทสะ หาใช่โลภะไม่ โลภะเป็นเพียงเหตุให้ลักทรัพย์ และเป็นปัจจัยให้โทสะเกิดเท่านั้น ในภาษาสามัญจะพูดว่า โจรฆ่าคนเพราะความโลภ แต่ถ้าพิจารณาตามขบวนธรรมที่เป็นไปตามลำดับขณะ ความโลภเป็นเพียงตัวการเริ่มต้นในเรื่องนั้นเท่านั้น

ง. จำแนกโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือ สืบสาวหาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์สืบทอดกันมาของสิ่งหรือปรากฎการณ์ต่าง ๆ ทำให้มองเห็นความจริงที่สิ่งทั้งหลายไม่ได้ตั้งอยู่ลอย ๆ แต่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุแห่งปัจจัย การคิดจำแนกในแง่นี้ตรงกับวิธีคิดแบบที่ 2 คือ วิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัย

ตามแนวคิดนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมอย่างที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชเณนธรรมเทศนา หรือ วิธีคิดแบบมัชเฌนธรรม

การจำแนกโดยสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย นอกจากช่วยไม่ให้เผลอ มองสิ่งต่าง ๆ อย่างโดดเดี่ยวขาดลอย แล้วยังครอบคลุมไปถึงการที่จะให้รู้จักกับเหตุปัจจัยได้ตรงกับผลของมัน ความขัดสนที่มักเกิดขึ้นแก่คนทั่วไป 3 อย่าง คือ

1. การนำเอาเรื่องราวอื่น ๆ นอกกรณีมาปะปะสับสนกับเหตุปัจจัยเฉพาะกรณี วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้แยกเอาเรื่องราวหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากเหตุปัจจัยที่แท้จริง รวมถึงการจับผลให้ตรงกับเหตุด้วย

2. ความไม่ตระหนักถึงภาวะที่ปรากฎการณ์หรือผลที่คล้ายกัน ซึ่งอาจเกิดจากเหตุปัจจัยที่ต่างกัน หรืออย่างเดียวกัน เช่น การได้ทรัพย์มาอาจเกิดจากขยันทำการงาน จากการทำให้ผู้ให้ทรัพย์พอใจ หรือจากการลักขโมยก็ได้ เป็นต้น

3. การไม่ตระหนักถึงเหตุปัจจัยส่วนพิเศษนอกเหนือจากเหตุปัจจัยที่เหมือนกัน คือ คนมักมองเฉพาะแต่เหตุปัจจัย บางอย่างที่ตนมั่นหมายว่า จะให้เกิดผลอย่างนั้น ๆ ครั้นต่างบุคคลทำเหตุปัจจัยอย่างเดียวกันแล้ว คนหนึ่งได้รับผลที่ต้องการ อีกคนหนึ่งไม่ได้รับผลนั้น ก็เห็นว่าเหตุปัจจัยนั้นไม่ได้ผลจริง

จ. จำแนกโดยเงื่อนไข คือ มองโดยพิจารณาเงื่อนไขประกอบด้วย เช่น ถ้าถามว่าบุคคลนี้ควรคบหรือไม่ ถ้าพระภิกษุเป็นผู้ตอบก็อาจกล่าวว่าถ้าคบแล้วอกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม ก็ไม่ควรคบ แต่ถ้าคบแล้วอกุศลเสื่อม กุศลธรรมเจริญ ก็ควรคบ

การตอบวิภัชชวาท จะวินิจฉัยโดยพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ คือ

1. ความโน้มเอียง ความพร้อม นิสัย ความเคยชินต่าง ๆ ซึ่งเด็กได้สั่งสมไว้โดยการอบรมเลี้ยงดูและอิทธิพลทางวัฒนธรรม เป็นต้น เท่าที่อยู่ในขณะนั้น (พูดด้วยภาษาทางธรรมว่า สังขารที่เป็นกุศลและอกุศล คือ แนวความคิดปรุงแต่งที่ได้สะสมจนกลายเป็นความเคยชินเอาไว้) อาจเรียกง่าย ๆ ว่า พื้นของเด็กที่จะแล่นไป

2. โยนิโสมนสิการ คือ เด็กรู้จักใช้โยนิโสมนสิการโดยปกติหรือไม่ และแค่ไหน เพียงไร

3. กัลยาณมิตร คือ บุคคลหรืออุปกรณ์ที่จะช่วยชี้แนะแนวทางความคิดความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อสิ่งที่พบเห็น หรือที่จะชักนำให้เด็กเกิดโยนิโสมนสิการ อย่างได้ผลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกัลยาณมิตรในครอบครัว ในสื่อมวลชนนั้น ๆ หรือทั่ว ๆ ไป ในสังคมก็ตาม

4. ประสบการณ์ คือ สิ่งที่ปล่อยให้แพร่หรือให้เด็กพบเห็นนั้น มีลักษณะหรือคุณสมบัติที่เร้าหรือยั่วยุ เป็นต้น รุนแรงมากน้อยถึงระดับใด

ทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นตัวแปรได้ทั้งนั้น แต่ในกรณีนี้ ยกเอาข้อ 4. ขึ้นตั้งเป็นตัวยืนคำตอบจะเป็นไปได้โดยสัดส่วนซึ่งตอบได้เอง เช่น ถ้าเด็กมีโยนิโสมนสิการดีจริง ๆ กำกับอยู่ หรือพื้นด้านแนวความคิดปรุงแต่งที่เป็นกุศลซึ่งได้สั่งสมอบรมกันไว้โดยครอบครัวหรือวัฒนธรรมมีมาก และเข้มแข็งจริง ๆ แม้ว่าสิ่งที่แพร่หรือปล่อยให้เด็กพบเห็นจะล่อเร้ายั่วมาก ก็ยากที่จะเป็นปัญหา และผลดีต่าง ๆ ก็เป็นอันหวังได้ แต่ถ้าพื้นความโน้มเอียงทางความคิดกุศลก็ไม่ได้สั่งสมอบรมกันไว้โยนิโสมนสิการก็ไม่เคยฝึกกันไว้ แล้วยังไม่จัดเตรียมให้มีกัลยาณมิตรไว้ด้วยการปล่อยนั้น ก็มีความหมายเท่ากันเป็นการสร้างเสริมสนับสนุนปัญหาและเป็นการตั้งใจทำลายเด็กโดยใช้ยาพิษเบื่อเสียนั่นเอง

ฉ. วิภัชชวาทในฐานะวิธีตอบปัญหาอย่างหนึ่ง วิภัชชวาทปรากฎอยู่บ่อย ๆ ในรูปของการตอบปัญหาและท่านจัดเป็นวิธีตอบปัญหาอย่างหนึ่ง ในบรรดาวิธีตอบปัญหา 4 อย่าง มีชื่อเฉพาะเรียกว่า วิภัชชวาทพยากรณ์ ซึ่งก็คือ การนำเอาวิภัชชวาทไปใช้ในการตอบปัญหา หรือ ตอบปัญหาตามแบบวิภัชชวาทนั่นเอง

เพื่อความเข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้ ถึงทราบวิธีตอบปัญหา (ปัญหาพยากรณ์) 4 อย่าง คือ
1. เอกังสพยากรณ์ การตอบอย่างเดียวเด็ดขาด
2. วิภัชชพยากรณ์ การแยกแยะตอบ
3. ปฏิปจฉาพยากรณ์ การตอบโดยย้อนถาม
4. ฐปนะ การยั้งหรือหยุด พับปัญหาเสีย ไม่ตอบ
วิธีตอบ 4 อย่างนี้ แบ่งตามลักษณะของปัญหา ดังนั้น ปัญหาจึงแบ่งได้เป็น 4ประเภท ตรงกับวิธีตอบ
เหล่านั้น จะยกตัวอย่างปัญหาตามที่แสดงไว้ในคัมภีร์รุ่นหลังมาแสดงประกอบความเข้าใจดังนี้

1. เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรแยกแยะหรือจำแนกตอบ เช่น ถามว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง ได้แก่ จักษุใช่ไหม พึงตอบได้ทีเดียวแน่นอนลงไปว่าใช่

2. วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ควรแยกแยะหรือจำแนกตอบ เช่น ถามว่าสิ่งที่ไม่เที่ยง ได้แก่ จักษุใช่ไหม พึงแยกแยะตอบว่า ไม่เฉพาะจักษุเท่านั้น แม้โสตะ ฆานะ เป็นต้น ก็ไม่เที่ยง

3. ปฏปจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่ไม่ควรตอบโดยย้อนถาม เช่น ถามว่าจักษุฉันใด โสตะก็ฉันนั้น โสตะฉันใด จักษุก็ฉันนั้น ใช่ไหม พึงย้อนถามว่า มุ่งความหมายแง่ใด ถามใด หมายถึง แง่ใช้ดูหรือเห็น ก็ไม่ใช่ แต่ถ้ามุ่งความหมายแง่ว่าไม่เที่ยงก็ใช่

4. ฐปนียปัญหา ปัญหาที่พึงยับยั้ง หรือพับเสีย ไม่ควรตอบ เช่น ถามว่า ชีวะกับสรีระ คือ สิ่งเดียวกันใช่ไหม พึงยับยั้งเสียไม่ต้องตอบ

นี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น เมื่อว่าโดยใจความปัญหาแบบที่ 1 ได้แก่ ปัญหาซึ่งไม่มีแง่ที่จะต้องชี้แจงหรือไม่มีเงื่อนงำ จึงตอบแน่นอนลงไปอย่างใดอย่างหนึ่งได้ทันที เช่น อีกตัวอย่างหนึ่งว่าคนทุกคนต้องตายใช่ไหม ก็ตอบได้ทันทีว่าใช่ ปัญหาแบบที่ 2 ได้แก่ แง่ซึ่งจะต้องมีเรื่องที่จะต้องชี้แจง โดยใช้วิธีภัชชวาทต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ปัญหาแบบที่ 3 พึงย้อนถามความเข้าใจกันก่อนจึงจะตอบ หรือตอบด้วยอาการย้อนถาม หรือสอบถามไปตอบไป อาจใช้ประกอบไปกับการตอบ แบบที่ 2 คือ ควบกับวิภัชชพยากรณ์ในบาลี พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีย้อนถามบ่อย ๆ และด้วยการทรงย้อนถามนั้น ผู้ถามจะค่อย ๆ เข้าใจสิ่งที่เขาถามไปเอง หรือช่วยให้เขาตอบปัญหาของเขาเอง โดยพระองค์เพียงทรงชี้แนะแง่คิดต่อให้ ไม่ต้องทรงตอบ ส่วนปัญหาแบบที่ 4 ซึ่งควรยับยั้งไม่ตอบ ได้แก่ คำถามเหลวไหลไร้สาระจำพวกหนวดเต่าเขากระต่ายบ้าง ปัญหาที่เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าใจ จึงยับยั้งไว้ก่อน หันไปทำความเข้าใจเรื่องอื่นที่เป็นการเตรียมพื้นของเขาก่อน แล้วจึงค่อยมาพูดกันใหม่หรือให้เข้าใจได้เองบ้างปัญหาที่ตั้งมาไม่ถูก โดยคิดขึ้นจากความเข้าใจผิด ไม่ตรงตามสภาวะหรือไม่มีตัวสภาวะอย่างนั้นจริง เช่น ตัวอย่างในบาลี มีผู้ถามว่า ใคร เป็นต้น ซึ่งไม่อาจตอบตามที่เขาอยากฟังได้ จึงต้องยับยั้งหรือพับเสีย อาจชี้แจงเหตุผลในการไม่ตอบ หรือให้เขาตั้งคำถามใหม่ให้ถูกต้องตามสภาวะ

เรื่องโยนิโสมนสิการ ขอกล่าวไว้โดยย่อ เพียงเท่านี้ก่อน และขอสรุปโดยทวนหลักการทั่วไป เมื่อมีโยนิโสมนสิการสัมมาทิฎฐิก็เกิดขึ้นได้ เมื่อสัมมาทิฎฐิเกิดขึ้นองค์ประกอบมูลฐานของมรรควิธีแห่งการแก้ปัญหา หรือมรรคาแห่งความดับทุกข์ จากนั้นกระบวนการแห่งการศึกษา(การเกิดปัญญาในขั้นสูง)ก็จะดำเนินต่อไป "
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”