คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ศรัทธร เขียน:หวายไหงยัยแห้งหน้าตาเป็นงั้นไป๋ :lol:

แกล้งเพื่อนเล่นนิดหน่อยอ่ะ
:mrgreen:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

sakalot เขียน:
Saturn Sky เขียน:ปุจฉา....ทำบุญแล้ว ส่งผลให้ร่ำรวยจริงหรือ? :roll: :roll:
การทำบุญ มี ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ทาน ๒.รักษาศีล ๓.เจริญภาวนา

การทำบุญที่ส่งผลให้ร่ำรวย คือ การให้ทาน แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและถูกบุคคลด้วย นั่นก็คือต้องทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง และทำเพื่อต้องการเสียสละ(1) มิใช่มุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อให้คนนับถือหรือ เพื่อให้ถูกหวย ต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ สิ่งของที่ให้ก็ต้องเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ขณะให้มีจิตยินดีหลังจากให้ไปแล้วก็รู้สึกปลื้มใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และต้องทำในบุคคลผู้บริสุทธิที่แท้จริง(2) จึงจะได้อานิสงส์มากนั่นก็คือผู้มีศีลทั้งหลาย ยิ่งมีศีลมากมีศีลบริสุทธิ ผู้ให้ก็ยิ่งได้อานิสงส์มาก ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เป็น ความร่ำรวยดังที่ปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร(3) บางคนร่ำรวยทันตาเห็นในชาตินี้ บางคนต้องรอให้กรรมเก่าอ่อนกำลังเสียก่อนจึงจะร่ำรวยได้ใน ชาติต่อๆ ไป

แต่ ถึงแม้จะร่ำรวยปานใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมทำทั้งดีและชั่ว ยิ่งมีฐานะร่ำรวยยิ่งส่งผลให้การกระทำยิ่งใหญ่ไปด้วย คือ ทำบุญก็เป็นบุญใหญ่ ทำบาปก็เป็นบาปหนักที่จะส่งผลให้ตกอบายนับชาตินับปีไม่ถ้วน โดยเฉพาะการต้องตกนรก เป็นการชดใช้กรรมด้วยการถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างขั้นมิได้เลย เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ยังต้องไปชดใช้เศษกรรมในกำเนิด เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อีกนับชาติไม่ถ้วน

อาจจะมีบางคนอ้างว่า “ถ้ารวยแล้ว ฉันจะทำแต่ความดี ไม่ทำบาปเด็ดขาด” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ชาติก่อนๆ จะไม่เคยทำบาปอกุศลเอาไว้ เพราะบาปอกุศลบางอย่างมิได้ให้ผลในชาติถัดไปทันที แต่จะไปให้ผลในชาติ ที่๒,ที่๓ เป็นต้นไป(4) หรือถึงแม้ในชาติที่ผ่านๆ มาไม่ได้ทำบาปอกุศลไว้เลย แต่ก็ไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ในชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ทำบาปอกุศลที่ส่งผลให้ต้อง ตกนรกอีก ซึ่งสังเกตได้จากลูกเศรษฐีหลายๆ ท่านที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนได้ทำบาปอกุศลมากมาย ฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี บางคนถึงกับฆ่าพ่อ แม่ตนเอง มีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ? ชาตินี้เขาเกิดมาร่ำรวยบน กองเงินกองทองเหมือนดั่งคาบช้อนทองออกมาจากท้องแม่ เพราะชาติก่อน ๆ ได้เคยให้ทานไว้มาก แต่ความร่ำรวยที่เขาได้รับนั้นกลับทำให้เขาต้อฆ่าพี่ ฆ่าน้อง เพื่อแย่งชิงสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว บางคนร่ำรวยแล้วก็อยากจะเป็นใหญ่ จึง ต้องฆ่าศัตรูมากมายที่เขาคิดว่าจะขัดขวางไม่ให้ตนเป็นใหญ่

......... อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ แม้แต่ ผู้ที่มนุษย์บูชาขอพรอยู่เสมออย่างเช่น “พระพรหม” ก็ยังต้องตกนรกเลย(5) เพราะก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ท่านก็ต้องเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ต้องเคยทำทั้งดีทั้งชั่วเอาไว้ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่งแน่นอน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบ เทียบให้พระภิกษุฟังว่า “ เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยตกนรก เสียส่วนมาก เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น”(6)
โป๊ะเช๊ะ เฮีย ถูกต้อง แต่ที่สุดไหมอันนี้ไม่รู้นะ :mrgreen: :mrgreen:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

เสือsea เขียน:
ton40 เขียน:พระสงฆ์คือหมู่ไหน

" กลุ่มแห่งบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค ๔ ผู้มีขันธสันดานอันอบรมยิ่งแล้วด้วยสามัญญผล ๔ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงบุรุษ ๘ บุคคล ผู้อบรมไตรสิกขา ตรัสรู้อริยสัจจ์ตามพระศาสดา โดยบัญญัติเป็นชื่อบุคคล อันได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นหมู่ผู้ประเสริฐ ด้วยความเสมอกันโดยศีลและทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี เป็นพระผู้ปฏิบัติตรง เป็นพระผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เป็นพระผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา เป็นพระผู้ควรแก่ของที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นพระผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นพระผู้ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า เพราะท่านเหล่านั้น เป็นผู้กระทำไทยธรรมแม้เล็กน้อย ให้กลับมีผลอันยิ่งใหญ่และไพบูลย์ ท่านเหล่านี้แหละ ชื่อว่า “ พระอริยสงฆ์ ” ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า "

ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "

ปุจฉา....." เราจะรู้จักพระอริยสงฆ์ได้อย่างแน่แท้ก็ต่อเมื่อเราได้รู้จักปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้น แล้วปฏิปทาที่ไปสู่ความเป็นพระอริยสงฆ์นั้นมีอะไรบ้างน่ะ ?"
ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "


แตกต่าง หรือ เหมือน อย่างไร -_-"
คุณต้นมารับผิดชอบด่วนเลยค่ะ :lol: :lol: :lol:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

Saturn Sky เขียน:
sakalot เขียน:
Saturn Sky เขียน:ปุจฉา....ทำบุญแล้ว ส่งผลให้ร่ำรวยจริงหรือ? :roll: :roll:
การทำบุญ มี ๓ อย่าง คือ ๑.ให้ทาน ๒.รักษาศีล ๓.เจริญภาวนา

การทำบุญที่ส่งผลให้ร่ำรวย คือ การให้ทาน แต่ต้องทำให้ถูกวิธีและถูกบุคคลด้วย นั่นก็คือต้องทำด้วยจิตที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง และทำเพื่อต้องการเสียสละ(1) มิใช่มุ่งหวังประโยชน์อย่างอื่น เช่น เพื่อให้คนนับถือหรือ เพื่อให้ถูกหวย ต้องทำด้วยจิตบริสุทธิ์ สิ่งของที่ให้ก็ต้องเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต ขณะให้มีจิตยินดีหลังจากให้ไปแล้วก็รู้สึกปลื้มใจทุกครั้งเมื่อนึกถึง และต้องทำในบุคคลผู้บริสุทธิที่แท้จริง(2) จึงจะได้อานิสงส์มากนั่นก็คือผู้มีศีลทั้งหลาย ยิ่งมีศีลมากมีศีลบริสุทธิ ผู้ให้ก็ยิ่งได้อานิสงส์มาก ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะได้รับอานิสงส์เป็น ความร่ำรวยดังที่ปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร(3) บางคนร่ำรวยทันตาเห็นในชาตินี้ บางคนต้องรอให้กรรมเก่าอ่อนกำลังเสียก่อนจึงจะร่ำรวยได้ใน ชาติต่อๆ ไป

แต่ ถึงแม้จะร่ำรวยปานใดก็ตาม ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วย่อมทำทั้งดีและชั่ว ยิ่งมีฐานะร่ำรวยยิ่งส่งผลให้การกระทำยิ่งใหญ่ไปด้วย คือ ทำบุญก็เป็นบุญใหญ่ ทำบาปก็เป็นบาปหนักที่จะส่งผลให้ตกอบายนับชาตินับปีไม่ถ้วน โดยเฉพาะการต้องตกนรก เป็นการชดใช้กรรมด้วยการถูกทรมานอยู่ตลอดเวลา หาระหว่างขั้นมิได้เลย เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ยังต้องไปชดใช้เศษกรรมในกำเนิด เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย อีกนับชาติไม่ถ้วน

อาจจะมีบางคนอ้างว่า “ถ้ารวยแล้ว ฉันจะทำแต่ความดี ไม่ทำบาปเด็ดขาด” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ชาติก่อนๆ จะไม่เคยทำบาปอกุศลเอาไว้ เพราะบาปอกุศลบางอย่างมิได้ให้ผลในชาติถัดไปทันที แต่จะไปให้ผลในชาติ ที่๒,ที่๓ เป็นต้นไป(4) หรือถึงแม้ในชาติที่ผ่านๆ มาไม่ได้ทำบาปอกุศลไว้เลย แต่ก็ไม่มีสิ่งรับประกันได้ว่า ในชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ทำบาปอกุศลที่ส่งผลให้ต้อง ตกนรกอีก ซึ่งสังเกตได้จากลูกเศรษฐีหลายๆ ท่านที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง บางคนได้ทำบาปอกุศลมากมาย ฆ่ากันระหว่างพี่น้องก็มี บางคนถึงกับฆ่าพ่อ แม่ตนเอง มีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ? ชาตินี้เขาเกิดมาร่ำรวยบน กองเงินกองทองเหมือนดั่งคาบช้อนทองออกมาจากท้องแม่ เพราะชาติก่อน ๆ ได้เคยให้ทานไว้มาก แต่ความร่ำรวยที่เขาได้รับนั้นกลับทำให้เขาต้อฆ่าพี่ ฆ่าน้อง เพื่อแย่งชิงสมบัติไว้แต่เพียงผู้เดียว บางคนร่ำรวยแล้วก็อยากจะเป็นใหญ่ จึง ต้องฆ่าศัตรูมากมายที่เขาคิดว่าจะขัดขวางไม่ให้ตนเป็นใหญ่

......... อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ที่ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณ แม้แต่ ผู้ที่มนุษย์บูชาขอพรอยู่เสมออย่างเช่น “พระพรหม” ก็ยังต้องตกนรกเลย(5) เพราะก่อนที่ท่านจะมาเกิดเป็นพรหมในพรหมโลก ท่านก็ต้องเคยเกิดเป็นมนุษย์มาก่อน บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อตายแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นพรหม เมื่อครั้งที่เกิดเป็นมนุษย์ท่านก็ต้องเคยทำทั้งดีทั้งชั่วเอาไว้ไม่ชาติใด ก็ชาติหนึ่งแน่นอน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสเปรียบ เทียบให้พระภิกษุฟังว่า “ เมื่อพรหมเคลื่อนจากภพของตนแล้ว ที่จะได้กลับไปเกิดเป็นพรหมอีกหรือไปเกิดในภูมิที่ต่ำลงมามีจำนวนน้อยตกนรก เสียส่วนมาก เทียบได้กับจำนวนฝุ่นที่ปลายเล็บกับผืนดินทั้งปฐพี ฉะนั้น”(6)
โป๊ะเช๊ะ เฮีย ถูกต้อง แต่ที่สุดไหมอันนี้ไม่รู้นะ :mrgreen: :mrgreen:
:mrgreen: .....คงไม่ที่สุดหรอกครับ.... :D
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ปุจฉา....ขันธ์๕มีกี่ขันธ์ อะไรบ้าง :roll: :roll:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

Saturn Sky เขียน:ปุจฉา....ขันธ์๕มีกี่ขันธ์ อะไรบ้าง :roll: :roll:
.....จำได้แม่น สวดทุกวัน....รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ....
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
ton40
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 372
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
team: ทั่วริ่งอิสระ
Bike: BERGAMONT

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย ton40 »

ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "

" คำว่า " ภิกษุ " ในสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ให้ความหมายว่า
1.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ
2.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร
3.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว
4.ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา
5.ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา
6.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ
7.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ
8.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม
9.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ
10.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ
11.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ "

พระภิกษุสงฆ์ หมายถึง หมู่แห่งพระภิกษุ
พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้าได้แก่ พระอริยบุคคล 4 จำพวก
พระอริยสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล
สมมุติสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันรวมกันในหมู่พระภิกษุสงฆ์ หลังจากที่บุคคลนั้นได้ผ่านการอุปสมบทแล้ว "

คำตอบยังไม่สมบูรณ์ เพี่อนๆสหายธรรมช่วยเพิ่มเติมด้วย ครับ สาธุๆ
แก้ไขล่าสุดโดย ton40 เมื่อ 20 ก.ค. 2011, 08:26, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

:D .....ทำไมถึงต้องมีวันเข้าพรรษา :mrgreen:
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
sakalot
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 55569
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 15:20
Tel: Inferno Call☎
team: ...endless team.. ☭....
Bike: La blackline...& JaVa Team ♫ ♬ ♪ ♩

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย sakalot »

:P ...เนทมีปัญหามากเลย ล่มบ่อย....ช้ามากด้วย ต้องไปแล้วหละ.... :mrgreen:
❤..ต้องใช้หินสองก้อนถึงจะเกิดไฟได้.....ไม่อาจขาดไป แม้เพียงก้อนใดก้อนหนึ่ง....
*..จะเดินเคียงข้างกัน ตลอดไป..*♡♡
➸....สู้ต่อไป ทาเคชิ....
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ton40 เขียน:ปุจฉา....." พระภิกษุ พระภิกษุสงฆ์ พระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ สมมุติสงฆ์ มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันหนอ ? "

" คำว่า " ภิกษุ " ในสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ให้ความหมายว่า
1.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ
2.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจรยวัตร
3.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว
4.ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา
5.ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา
6.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ
7.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เจริญ
8.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม
9.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ
10.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ
11.ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ "

พระภิกษุสงฆ์ หมายถึง หมู่แห่งพระภิกษุ
พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้าได้แก่ พระอริยบุคคล 4 จำพวก
พระอริยสงฆ์ หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ที่ประพฤติธรรมแล้วบรรลุมรรค ผล
สมมุติสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันรวมกันในหมู่พระภิกษุสงฆ์ หลังจากที่บุคคลนั้นได้ผ่านการอุปสมบทแล้ว "

คำตอบยังไม่สมบูรณ์ เพี่อนๆสหายธรรมช่วยเพิ่มเติมด้วย ครับ สาธุๆ
เป็นคำตอบทีชัดเจนดีค่ะ ถ้าจะให้เพิ่มก็ไม่รู้ว่าจะเพิ่มส่วนไหน เพิ่ม นวกะดีป่ะ อิอิ
อนุโมทนาบุญในคำตอบครั้งนี้ด้วยนะคะ เก่งมาก ๆ ค่ะ


หรือเพราะเราไม่เก่ง(คือไม่ค่อยรู้)ก็ไม่รู้นะก็เลยเพิ่มเติมต่อไม่ถูก :lol: :lol: :lol:
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

ขอตอบเพิ่มเติมในส่วนของขันธ์๕นะคะ

ขันธ์แปลว่ากอง ขันธ์ 5 มีอยู่ 5 กอง คือ
1 รูปขันธ์
2 เวทนาขันธ์
3 สัญญาขันธ์
4 สังขารขันธ์
5 วิญญาณขันธ์ คำว่าวิญญาณตัวนี้ไม่ใช่จิต เป็นวิญญาณที่เกาะอยู่กับขันธ์ 5 เรียกว่าประสาท
การพิจารณาขันธ์ 5 นี่เป็นปัจจัยให้ได้โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ในอริยสัจ 4
อริยสัจ 4 ก็เป็นการพิจารณาขันธ์ 5 คือทุกข์หรือว่าสมุทัยที่เกิดกับขันธ์ 5
ขันธ์ 5 เป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน คือคนที่จะบรรลุพระโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ อาศัยขันธ์ 5 เป็นปัจจัย
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

มีพระสูตรหนึ่ง สูตรนี้ก็มีอยู่ในพระธรรมบทขุททกนิกาย หรือว่ามาจากพระไตรปิฎก
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนึ่งบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่บวชใหม่ เข้าไปกราบทูลลาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตั้งใจจะไปเจริญพระกรรมฐานในป่า หวังให้บรรลุมรรคผล
ตอนนั้นองค์สมเด็จพระทศพลจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า "ภิกขเว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอไปลาพระสารีบุตรแล้วหรือยัง" บรรดาพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงกราบทูลว่ายังพระพุทธเจ้าข้า
พระพุทธจ้าจึงทรงมีพระบัญชาว่า อย่างนั้นก่อนที่เธอจะไปเธอจงไปลาพระสารีบุตรเสียก่อน
พระเหล่านั้นก็รับคำแล้วก็ลาพระพุทธเจ้าออกไปจากพระมหาวิหารเข้าไปหาพระสารี บุตร
พอเข้าไปถึงพระสารีบุตร พระสารีบุตรให้โอวาทอื่นพอสมควร แล้วพระทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้ถามพระสารีบุตรว่า
พวกกระผมเป็นปุถุชน ถ้าจะปฏิบัติตนให้เป็นพระโสดาบันจะ ทำยังไงขอรับ พระสารีบุตรก็บอกว่า
ถ้าพวกเขาทั้งหลายปรารถนาเป็นพระโสดาบัน ก็จงพิจารณาขันธ์ 5
ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้มันไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ไม่มีในเรา
ปลงให้ตกจนกว่าจะเลิกสังโยชน์ 3 ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส
เมื่อปลงขันธ์ 5 อย่างเดียวสังโยชน์ 3 มันจะขาดไปเอง เมื่อสังโยชน์ 3 ขาดลงไปแล้ว
พวกเธอก็จะได้เป็นพระโสดาบัน พระพวกนั้นก็เลยถามต่อไปว่า
เมื่อผมเป็นพระโสดาบันแล้วจะเป็นพระสกิทาคามีจะ ทำยังไง ท่านก็บอกว่าพิจารณาขันธ์ 5
ตามแบบนั้นแหละพิจารณาละเอียดลงไปก็จะเป็นพระสกิทาคามีเอง พระพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า
เมื่อพวกกระผมเป็นพระสกิทาคามีแล้ว จะเป็นพระอนาคามีจะ ทำยังไง
ท่านก็บอกว่าปลงขันธ์ 5 นั่นเองทำอย่างว่านั้นแหละ แล้วกามฉันทะกับปฏิฆะ
คือการกระทบกระทั่งจิต การโกรธ ความพยาบาท มันก็จะสิ้นไปเอง ก็จะเป็นพระอนาคามี
ท่านพวกนั้นก็ถามต่อไปว่า ถ้าผมเป็นพระอนาคามีแล้ว ผมจะเป็นอรหันต์จะต้องทำอย่างไร
ท่านบอกว่าพิจารณาขันธ์ 5 ตามที่บอกมานั่นแหละก็เป็นพระอรหันต์ไปเอง สังโยชน์ 10 ก็ จะขาดไป
พระพวกนั้นก็จะถามว่า เมื่อเป้นพระอรหันต์ละสังโยชน์ 10 ได้แล้วการพิจารณาขันธ์ 5
ไม่ต้องทำต่อไปใช่ไหมขอรับ พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ พระอรหันต์นี่แหละทำหนัก
ยิ่งพิจารณาหนักเพื่อความอยู่เป็นสุข ขันธ์ 5 ตัวเดียวเท่านั้นแหละเป็นเหตุละกิเลสได้ทุกตัว
ในขันธวรรคแห่งพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกว่า ธรรมะส่วนหนึ่ง
หรือธรรมะอย่างหนึ่ง กองหนึ่ง ที่สามารถทำลายกิเลสได้ทั้งหมด

เรื่องขันธ์ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อีกข้อหนึ่งภิกษุทั้งหลาย
คือ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างไรเล่า
ภิกษุทั้งหลาย จึงชื่อว่าภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอันได้แก่อุปาทานขันธ์ 5 อย่างนี้
คือภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นว่ารูปอย่างนี้ รูปเป็นอย่างนี้
ความเกิดแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

รูปนี่ เราสามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของธาตุ 4 มีอาการ 32
มหาสติปัฏฐานต้องมองย้อนไปย้อนมาว่า คือรูปมันก็มีหนังกำพร้ามีเนื้อมีรูป
มีตับไตพังผืดไส้ปอด ไม่ต้องพรรณนาอาการ 32 ครบถ้วนเป็นรูป
ทีนี้รูปร่างนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงก็ต้องไปดูธาตุ 4 อาศัยธาตุ 4 มาประชุมกัน
ตั้งขึ้นมาตั้งแต่เล็กแล้วก็โตมาทีละน้อย ๆ อาศัยอาการเปลี่ยนแปลงเจริญเติบโตขึ้น
การเจริญขึ้น ก็หมายถึงการเสื่อมลงนั่นเอง เดินไปหาความพังของมันแล้วในที่สุด
ก็เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายเป็นโรคะนิทัง เป็นรังของโรค คำว่าโรคะหรือโรค
แปลว่าอาการเสียดแทง ทำให้ไม่สบายกายไม่สบายใจ แล้วในที่สุดมันก็เสื่อมลง ๆ แล้วก็สลายตัว คือตาย
ว่าด้วยเรื่องรูป ในอาการ 32 ที่ว่าด้วยปฏิกูลบรรพพิจารณาอาการ 32 มาแล้ว
พิจารณาธาตุ 4 รูป คือกายคตานุสติกรรมฐาน คืออาการ 32 เป็น อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขัง
เต็มไปด้วยความทุกข์ อนัตตา มีความสลายตัวไปในที่สุด
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

เวทนาก็ คืออารมณ์ อารมณ์ที่เป็นสุข อารมณ์ที่เป็นทุกข์ อารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์
อาการเกิดของเวทนาเป็นยังไง ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย
มันเป็นเวทนาทั้งนั้น เป็นทุกขเวทนา การอยากได้ของที่ชอบใจเป็นสุขเวทนา
รู้ว่าเวทนามันเกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวไป ไม่มีอะไรคงที่ มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: คติธรรมคำสอนดี ๆ สิ่งเตือนสติ

โพสต์ โดย Saturn Sky »

สังขาร คือสภาพที่ ปรุงแต่งจิต หมายความถึงอารมณ์ของจิต อารมณ์ที่เข้ามาแทรกจิต
ท่านกล่าวว่า อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร สังขารมี 3 ปุญญาภิสังขาร
คือ อารมณ์ที่มีความสุข อปุญญาภิสังขาร ได้แก่อารมณ์ที่มีความทุกข์
อารมณ์ที่มีความสุขก็คือบุญ อารมณ์ที่มีความทุกข์ก็คือบาป ความชั่ว
และอเนญชาภิสังขาร คืออารมณ์ที่วางเฉยเป็นอารมณ์กลางได้แก่อุเบกขารมณ์
เป็นอารมณ์ว่างจากกิเลส ว่างจากความสุขหรือความทุกข์ อันนี้เป็นอารมณ์ที่ปรารถนาพระนิพพาน
ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายกุศลก็มีความสุขใจ ถ้าเป็นอารมณ์ฝ่ายอกุศลก็มีความทุกข์ใจกลัดกลุ้มใจ
ถ้าเป็นอารมณ์พระนิพพานก็มีแต่ความเยือกเย็น อารมณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป
มันไม่คงสภาพ เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวดับ ไม่คงที่ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนี้ เดี๋ยวมีอารมณ์อย่างนั้น
ข้อนี้เป็นวิปัสสนาญาณ ให้พิจารณาว่ามันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรทรงตัว


สัญญา คือความจำ จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง จำได้นิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็สลายไป ตั้งอยู่ไม่ได้นาน


วิญญาณ ที่รับรู้สภาพของอากาศ ดินฟ้าอากาศ ความร้อน ความหนาว
ความหิว ความกระหาย ความเจ็บ ความปวด ความอ่อน ความแข็ง นี่เป็นอาการของวิญญาณ
คือประสาท สัมผัสรู้ว่าอ่อน รู้ว่าแข็ง รู้ว่าเย็น รู้ว่าร้อน แล้วก็เลิกสัมผัส ไม่มีอะไรแน่นอน

การที่มาพิจารณาเรื่องขันธ์ 5 ก็เพื่อละ อุปาทานขันธ์ 5
อุปาทาน แปลว่าเข้าไปยึดถือ ขันธ์ 5 ว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา
เรามีขันธ์ 5 ขันธ์ 5 มีในเรา การที่เราจะเป็นใคร มียศฐาบรรดาศักดิ์ใหญ่ขนาดไหน
ก็ไม่มีความมั่นคงแน่นอน เราต้องทุกข์เพราะขันธ์ 5 เป็นอย่างมาก
ไม่ว่าในเรื่องของการปวดท้อง หิวข้าว มีเวทนาต่าง ๆ การปวดเมื่อย
เราไปห้ามไม่ได้ และสิ่งต่าง ๆ ก็สลายไปในที่สุด ไปยึดถืออะไรไม่ได้
ไม่มีความจีรังยั่งยืน เราคือ จิต จิตเราชั่ว เราก็ต้องหาที่เกิดต่อไป
นี้คือ วิปัสสนาญาณ และสมถะ ก็อย่าทิ้ง ถ้าทิ้งก็ตายเพราะเป็นลมหายใจเข้าออก เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”