ข่าวก็คือข่าวนะนิว...เชื่อถืออะไรไม่ได้มากมายดอกHobbitCMC เขียน:ได้ข่าวว่าท่านพี่ กับลุง ขึ้นรถรึครับ เป็นไปได้รึครับพี่ อิอิtar เขียน:ปั่นซะ...เมื่อยแขน
ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
ผู้ดูแล: ป้าตุ๊BJ, ป้อม วีระชัย ว.
กฏการใช้บอร์ด
ชื่อชมรม BikeJoy 14/31ม.4 ซอยวัดมะพร้าวเตี้ย ถ.สายบางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม. 10160
ผู้ดูแลบอร์ด
ป้อม วีรชัย ว. 08-1933-3074
wj 086-603-6604
ชื่อชมรม BikeJoy 14/31ม.4 ซอยวัดมะพร้าวเตี้ย ถ.สายบางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กทม. 10160
ผู้ดูแลบอร์ด
ป้อม วีรชัย ว. 08-1933-3074
wj 086-603-6604
- tar
- ขาประจำ
- โพสต์: 374
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 15:52
- team: BIKE JOY
- Bike: เบนจี้...โคตรรักเองเลย
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
ไปตายดาบหน้า...
- tar
- ขาประจำ
- โพสต์: 374
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 15:52
- team: BIKE JOY
- Bike: เบนจี้...โคตรรักเองเลย
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
KKK เขียน:ใครทำลุงหน่อยกับพี่ต๊ะผมขึ้นรถหืมมมมมมมม................................................ชอบมากอิอิ
ไปตายดาบหน้า...
- tar
- ขาประจำ
- โพสต์: 374
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 15:52
- team: BIKE JOY
- Bike: เบนจี้...โคตรรักเองเลย
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
ตายคาสนาม...ดีกว่าไม่ได้ออกรบKKK เขียน:จิงทิตนี้ก้อไปได้น่ะแต่เห็นระยะทางล่ะกลัว ไม่ได้ออกทรีปนานล่ะกลัวโดนยิงทิ้ง ใกล้ล่ะขอซ้อมซักทิต2ทิต แล้วเจอกันคับป้าHobbitCMC เขียน:พี่เคหายไปนานเลยนะครับพี่ไม่เจอเลย แอบซุ่มซ้อมอยู่แน่เลยKKK เขียน:ใครทำลุงหน่อยกับพี่ต๊ะผมขึ้นรถหืมมมมมมมม................................................ชอบมากอิอิ
ไปตายดาบหน้า...
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 1006375_537139916362730_481064080_n.jpg (120.78 KiB) เข้าดูแล้ว 76 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
คุณสมบัติพิเศษของกล้วยน้ำว้า
ถ้าต้องการ ไม่ให้มีกลิ่นปากและผิวพรรณดี ให้กินกล้วยน้ำว้า หลังตื่นนอนแล้วค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากจะหายไปผิวพรรณก็ดีขึ้น
เป็นยาอายุวัฒนะโดยใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมปอกเปลือกแช่ในน้ำผึ้งอย่างน้อย 1 สัปดาห์ กินวันละ 1-2 ผล ทุกวัน
กล้วยน้ำว้านอกจากจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งมาบอกให้ทราบกันคือ เมื่อกินกล้วยน้ำว้าแล้วเปลือกอย่าทิ้งนะค่ะ นำมาขัดรองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าหนังสีดำ หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดออกรับรองค่ะว่ารองเท้ามันวาวแน่นอน
ต่อไปเรื่องของกล้วยคงจะไม่ใช่กล้วยๆ แล้วนะ กินก็ได้รักษาโรคก็ดี แถมทุกส่วนยังใช้ประโยชน์ได้ดีแม้กระทั่งเปลือกของมันค่ะ
๑. แก้บิดมูกเลือด บำรุงโลหิต ใช้น้ำคั้นจากหัวปลี
๒. ขับพยาธิ ใช้หยวกกล้วยเผาไฟ รับประทานขับพยาธิ
๓. สูญเสียน้ำหลังการออกกำลังกายหรืออบตัว รับประทาน กล้วย หอมสุกทดแทน เพราะมีโปแตสเซี่ยมมาก
๔. ทาแก้ส้นเท้าแตก เปลือกกล้วยหอมสุก เอาด้านในทาส้นเท้า แตก
๕. แก้เบาหวาน ใช้หัวปลีย่างไฟรับประทานเป็นประจำ
๖. บำรุงน้ำนม ทำแกงเลียงหัวปลีทานบ่อยๆ ช่วยเพิ่มน้ำหนักนม มารดา คลอดบุตรใหม่ๆ หรือจิ้มน้ำพริกกินบ่อยๆ
๗. แก้ท้องผูกได้ชะงัด ในกล้วยสุกจริงๆ ไม่ถึงกับดำ จะมีสาร เพ็คติน (Pectin) ซึ่งเป็นเส้นใยอ่อนนุ่ม สามารถกระตุ้นให้เกิดการ ขับถ่ายอย่างดี เพ็คติน จะช่วยเพิ่มกากอาหารในลำไส้ เมื่อกากอาหารมี มาก ก็จะไปดันผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดถ่ายขึ้นมา
๘. แก้ท้องเสีย ใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง นำมา บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เมื่อมีอาการท้องเสีย กล้วย ดิบมีสารแทนนิน (Tanin) มากช่วยฝาดสมานลำไส้ ลดอาการท้องเสีย ได้ดี
๙. แผลมีเลือดออก ใช้ยางจากก้านใบ นำมาทาแผลสด ที่มีเลือด ไหล ทำให้เลือดหยุด แผลหายเร็ว
๑๐. โรคกระเพาะ ใช้ผงกล้วย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย พอ อุ่น แล้วดื่ม ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
๑๑. ถ่ายเป็นบิดมูกเลือด ใช้น้ำคั้นจากหัวปลีดื่ม
ถ้าต้องการ ไม่ให้มีกลิ่นปากและผิวพรรณดี ให้กินกล้วยน้ำว้า หลังตื่นนอนแล้วค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากจะหายไปผิวพรรณก็ดีขึ้น
เป็นยาอายุวัฒนะโดยใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมปอกเปลือกแช่ในน้ำผึ้งอย่างน้อย 1 สัปดาห์ กินวันละ 1-2 ผล ทุกวัน
กล้วยน้ำว้านอกจากจะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งมาบอกให้ทราบกันคือ เมื่อกินกล้วยน้ำว้าแล้วเปลือกอย่าทิ้งนะค่ะ นำมาขัดรองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าหนังสีดำ หลังจากนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดออกรับรองค่ะว่ารองเท้ามันวาวแน่นอน
ต่อไปเรื่องของกล้วยคงจะไม่ใช่กล้วยๆ แล้วนะ กินก็ได้รักษาโรคก็ดี แถมทุกส่วนยังใช้ประโยชน์ได้ดีแม้กระทั่งเปลือกของมันค่ะ
๑. แก้บิดมูกเลือด บำรุงโลหิต ใช้น้ำคั้นจากหัวปลี
๒. ขับพยาธิ ใช้หยวกกล้วยเผาไฟ รับประทานขับพยาธิ
๓. สูญเสียน้ำหลังการออกกำลังกายหรืออบตัว รับประทาน กล้วย หอมสุกทดแทน เพราะมีโปแตสเซี่ยมมาก
๔. ทาแก้ส้นเท้าแตก เปลือกกล้วยหอมสุก เอาด้านในทาส้นเท้า แตก
๕. แก้เบาหวาน ใช้หัวปลีย่างไฟรับประทานเป็นประจำ
๖. บำรุงน้ำนม ทำแกงเลียงหัวปลีทานบ่อยๆ ช่วยเพิ่มน้ำหนักนม มารดา คลอดบุตรใหม่ๆ หรือจิ้มน้ำพริกกินบ่อยๆ
๗. แก้ท้องผูกได้ชะงัด ในกล้วยสุกจริงๆ ไม่ถึงกับดำ จะมีสาร เพ็คติน (Pectin) ซึ่งเป็นเส้นใยอ่อนนุ่ม สามารถกระตุ้นให้เกิดการ ขับถ่ายอย่างดี เพ็คติน จะช่วยเพิ่มกากอาหารในลำไส้ เมื่อกากอาหารมี มาก ก็จะไปดันผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดถ่ายขึ้นมา
๘. แก้ท้องเสีย ใช้กล้วยดิบหั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง นำมา บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เมื่อมีอาการท้องเสีย กล้วย ดิบมีสารแทนนิน (Tanin) มากช่วยฝาดสมานลำไส้ ลดอาการท้องเสีย ได้ดี
๙. แผลมีเลือดออก ใช้ยางจากก้านใบ นำมาทาแผลสด ที่มีเลือด ไหล ทำให้เลือดหยุด แผลหายเร็ว
๑๐. โรคกระเพาะ ใช้ผงกล้วย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย พอ อุ่น แล้วดื่ม ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
๑๑. ถ่ายเป็นบิดมูกเลือด ใช้น้ำคั้นจากหัวปลีดื่ม
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
น้ำเต้าหู้ งาดำ กับหญิงวัยทอง
พอย่างเข้าสู่วัยทองของหญิงทั้งหลาย ก็เป็นวิ่งหาอาหารมาบำรุง อารมณ์ และอาการหงุดหงิดกันให้วุ่นวาย พอเริ่มอายุเข้า 46 ปี ก็เริ่มมีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลย จนคนข้างต้องคอยถามกันบ่อยๆว่าเป็นอะไร ทำไมหงุดหงิดง่ายจัง ไอ้ตัวเรารึก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยกับการโมโหคนที่พูดไม่เข้าหู แต่เอ...ทำไมคนพูดไม่เข้าหูบ่อยจัง ก็เลยพยายามที่จะเข้าใจคนที่เขาทักมาว่าเกิดอะไรกับตัวเอง รึเราจะเริ่มเข้าวัยทอง... จนอาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล ไม่น่าจะร้อนก็ร้อน ร้อนเฉพาะใบหน้าสักพักก็เหงื่อออกเต็มไปหมด ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อไปหมด บางครั้งแทบจะเดินไม่ได้เลย เอาหล่ะวัยทองแน่แล้วเราจะทำไงดีเนี่ย.. พี่ๆ เพื่อนๆ จึงเริ่มแนะนำอาหารให้รับประทานดับความร้อนในกายและอาการต่างๆ เป็นต้นว่า น้ำเต้าหู้ น้ำงาดำ น้ำมะพร้าวเต้าหู้ ข้าวโพด เอาหล่ะเรา น้ำเต้าหู้เขาว่าดีนักแลสำหรับคนวัยทอง แต่เราทานได้ไม่เกิน 3 วัน ก็จะทานไม่ลงแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำก็ต้องพยายามที่จะหันมาชอบให้ได้ "น้ำงาตำก็ดีมากๆเลยนะน้อง" พี่ๆก็พยามยามชักชวนเมนูถัดไป เอาสิดีก็ดี ก็ต้องลองหามาทานอีก
เมื่อจะทานทั้งทีก็ต้องรู้ว่ามันดีอย่างไรบ้าง ถามพี่ที่แนะนำให้ทานนว่ามันดีอย่างไร คำตอบ "เอาเถอะน่าเค้าบอกว่าดีก็ดีน่า.." ก็เลยหันมาค้นคว้าทาง internet ดู ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาพอประมาณ
เมล็ดงาเล็กๆนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย ได้แก่ โปรตีนทีมีกรดอะมิโนเมธิโอนีน ถ้าจะเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองละก็งามีมากกว่า และในน้ำมันงาที่มีอยู่ในเมล็ดงายังเป็นกรดไขมันฃนิดไม่อิ่มตัวสูง อีกทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 และที่สำคัญยังมีกรดไขมันไลโนเลอิก ที่จะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงาสวย ผิวพรรณชุ่มชื้น หมุ่มสาวคงจะชอบใจกันเป็นแน่
ที่ไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ งามีแคลเซียมมากว่านมวัวถึง 6 เท่า มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอีกมากมาย เช่น แมกนีเฃียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเฃียม และทองแดง
มีวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ทำหน้าที่ต่อต้านการเกิดโรงมะเร็ง
มีวิตามินบีหลายชนิดด้วยกัน ที่ทำหน้าที่บำรุงระบบประสาท
แล้วเราจะทานกันแค่ไหนล่ะถึงจะพอ
ถ้าเป็นวัยหนุ่ม สาว ก็ให้ทานวันละประมาณ 3-4 ช้อน แต่ถ้าเริ่มเข้าวัยทอง ให้ทานกัน 6- 9 ช้อน การจะทานงาให้ได้คุณค่านั้น จะต้องเคี้ยวให้เมล็ดงาแตก หรือคั่วบดก็ได้ ร่างกายจะได้ดูดซึมแร่ธาตุ และวิตามินทั้งหมดได้ ถ้าเราเคี้ยวไม่แตกเมล็ดงาก็จะถูกขับออกมาแบบไม่ได้ประโยชน์
วิธีการคั่วงาให้ได้คุณค่า
คั่วงาที่ไฟอ่อนๆ อย่าให้ไฟแรงเกินไป คั่วไปสักพักก็ให้ยกกระทะออกแล้วคั่วนอกไฟสักพัก แล้วจึงคั่วต่อที่ไฟจนพอได้กลิ่นหอมงา ยกออกจากไฟลองชิมดูว่างาไม่ขมและกรอบดีแล้วก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย เทงาที่คั่วใส่จานแบบกว้างๆ หรือถาด ผึ่งให้งาหายร้อน จึงนำมาบดด้วยครกหิน หรือเครื่องบดก็ได้แต่ควรจะบดแค่พอเมล็ดงาแตกอย่าบดจนป่นละเอียด เราก็จะก็จะได้งาคั่วบดที่หอม เก็บใส่กระปุกไว้ทานกับอาหารได้หลายประเภท เราควรจะคั่วงาในปริมาณไม่มากนัก เพราะถ้าเราคั่วไว้มากๆ จะทำให้งาไม่หอมและเหม็นหืน
การคั่วงาด้วยไฟแรงจะทำให้งาไหม้ก่อนที่งาจะสุกหอม เมื่อคั่วงาเสร็จใหม่ๆแล้วนำมาบดเลยก็จะทำให้งาเป็นน้ำมัน
พอย่างเข้าสู่วัยทองของหญิงทั้งหลาย ก็เป็นวิ่งหาอาหารมาบำรุง อารมณ์ และอาการหงุดหงิดกันให้วุ่นวาย พอเริ่มอายุเข้า 46 ปี ก็เริ่มมีอาการแปลกๆเกิดขึ้นกับตัวเองโดยไม่รู้ตัวเลย จนคนข้างต้องคอยถามกันบ่อยๆว่าเป็นอะไร ทำไมหงุดหงิดง่ายจัง ไอ้ตัวเรารึก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยกับการโมโหคนที่พูดไม่เข้าหู แต่เอ...ทำไมคนพูดไม่เข้าหูบ่อยจัง ก็เลยพยายามที่จะเข้าใจคนที่เขาทักมาว่าเกิดอะไรกับตัวเอง รึเราจะเริ่มเข้าวัยทอง... จนอาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล ไม่น่าจะร้อนก็ร้อน ร้อนเฉพาะใบหน้าสักพักก็เหงื่อออกเต็มไปหมด ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อไปหมด บางครั้งแทบจะเดินไม่ได้เลย เอาหล่ะวัยทองแน่แล้วเราจะทำไงดีเนี่ย.. พี่ๆ เพื่อนๆ จึงเริ่มแนะนำอาหารให้รับประทานดับความร้อนในกายและอาการต่างๆ เป็นต้นว่า น้ำเต้าหู้ น้ำงาดำ น้ำมะพร้าวเต้าหู้ ข้าวโพด เอาหล่ะเรา น้ำเต้าหู้เขาว่าดีนักแลสำหรับคนวัยทอง แต่เราทานได้ไม่เกิน 3 วัน ก็จะทานไม่ลงแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำก็ต้องพยายามที่จะหันมาชอบให้ได้ "น้ำงาตำก็ดีมากๆเลยนะน้อง" พี่ๆก็พยามยามชักชวนเมนูถัดไป เอาสิดีก็ดี ก็ต้องลองหามาทานอีก
เมื่อจะทานทั้งทีก็ต้องรู้ว่ามันดีอย่างไรบ้าง ถามพี่ที่แนะนำให้ทานนว่ามันดีอย่างไร คำตอบ "เอาเถอะน่าเค้าบอกว่าดีก็ดีน่า.." ก็เลยหันมาค้นคว้าทาง internet ดู ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาพอประมาณ
เมล็ดงาเล็กๆนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย ได้แก่ โปรตีนทีมีกรดอะมิโนเมธิโอนีน ถ้าจะเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองละก็งามีมากกว่า และในน้ำมันงาที่มีอยู่ในเมล็ดงายังเป็นกรดไขมันฃนิดไม่อิ่มตัวสูง อีกทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6 และที่สำคัญยังมีกรดไขมันไลโนเลอิก ที่จะช่วยให้ผมดกดำเป็นเงาสวย ผิวพรรณชุ่มชื้น หมุ่มสาวคงจะชอบใจกันเป็นแน่
ที่ไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ งามีแคลเซียมมากว่านมวัวถึง 6 เท่า มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญอีกมากมาย เช่น แมกนีเฃียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเฃียม และทองแดง
มีวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ทำหน้าที่ต่อต้านการเกิดโรงมะเร็ง
มีวิตามินบีหลายชนิดด้วยกัน ที่ทำหน้าที่บำรุงระบบประสาท
แล้วเราจะทานกันแค่ไหนล่ะถึงจะพอ
ถ้าเป็นวัยหนุ่ม สาว ก็ให้ทานวันละประมาณ 3-4 ช้อน แต่ถ้าเริ่มเข้าวัยทอง ให้ทานกัน 6- 9 ช้อน การจะทานงาให้ได้คุณค่านั้น จะต้องเคี้ยวให้เมล็ดงาแตก หรือคั่วบดก็ได้ ร่างกายจะได้ดูดซึมแร่ธาตุ และวิตามินทั้งหมดได้ ถ้าเราเคี้ยวไม่แตกเมล็ดงาก็จะถูกขับออกมาแบบไม่ได้ประโยชน์
วิธีการคั่วงาให้ได้คุณค่า
คั่วงาที่ไฟอ่อนๆ อย่าให้ไฟแรงเกินไป คั่วไปสักพักก็ให้ยกกระทะออกแล้วคั่วนอกไฟสักพัก แล้วจึงคั่วต่อที่ไฟจนพอได้กลิ่นหอมงา ยกออกจากไฟลองชิมดูว่างาไม่ขมและกรอบดีแล้วก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย เทงาที่คั่วใส่จานแบบกว้างๆ หรือถาด ผึ่งให้งาหายร้อน จึงนำมาบดด้วยครกหิน หรือเครื่องบดก็ได้แต่ควรจะบดแค่พอเมล็ดงาแตกอย่าบดจนป่นละเอียด เราก็จะก็จะได้งาคั่วบดที่หอม เก็บใส่กระปุกไว้ทานกับอาหารได้หลายประเภท เราควรจะคั่วงาในปริมาณไม่มากนัก เพราะถ้าเราคั่วไว้มากๆ จะทำให้งาไม่หอมและเหม็นหืน
การคั่วงาด้วยไฟแรงจะทำให้งาไหม้ก่อนที่งาจะสุกหอม เมื่อคั่วงาเสร็จใหม่ๆแล้วนำมาบดเลยก็จะทำให้งาเป็นน้ำมัน
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
สูตรแก้อาการเดินไม่ได้ อาการขยับเขยื้อนไม่ได้ ลุกเดินไม่ออก
วิธีทำ
นมสด 1 แก้ว ใส่น้ำมันขิงหรือ(ข่า ) 1 ช้อนโต๊ะ
และใส่ขมิ้นชัน 1 ช้อนโต๊ะ
ชงให้เข้ากันกินทุกวันๆ ละ 3 เวลา จนกว่าจะหาย
หรือกินจนกว่าจะเดินได้
วิธีทำ
นมสด 1 แก้ว ใส่น้ำมันขิงหรือ(ข่า ) 1 ช้อนโต๊ะ
และใส่ขมิ้นชัน 1 ช้อนโต๊ะ
ชงให้เข้ากันกินทุกวันๆ ละ 3 เวลา จนกว่าจะหาย
หรือกินจนกว่าจะเดินได้
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 577234_534628763284029_927105486_n.jpg (86.11 KiB) เข้าดูแล้ว 72 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 1378807_730871946941693_1342834580_n.jpg (86.07 KiB) เข้าดูแล้ว 73 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 1381486_748340575192818_195040307_n.jpg (52.28 KiB) เข้าดูแล้ว 72 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
ล้างพิษใน 1 วัน ที่คุณทำเองได้
คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
2. มะนาว 4 ลูก
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : Teenpath
คงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
2. มะนาว 4 ลูก
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : Teenpath
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 558853_591539477574448_1037248934_n.jpg (92.75 KiB) เข้าดูแล้ว 70 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
ยำทวาย เมนูสุขภาพ หาทานยาก
ยำทวาย ยำชนิดนี้หลายๆ คนน่าจะไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นยำไทยแบบโบราณ รสชาติจะไม่เหมือนกับยำทั่วไปในสมัยนี้เพราะยำทวายจะออกรสชาติเปรี้ยว หวาน ไม่รสจัด
เครื่องยำทวาย
1. เนื้อไก่ต้มแล้วฉีกเป็นเส้น
2. ผักบุ้งหั่นฝอยลวก
3. ถั่วงอกเด็ดเอาหางออก
4. หน่อไม้(ใช้หน่อไม้ไผ่ตง)หั่นเป็นเส้นฝอยๆต้ม
5. ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนๆ ไว้
6. หัวปลีย่างหรือเผา
7. มะเขือยาวหั่นเป็นท่อนๆ
8. พริกหยวกหั่นแฉลบ
9. หัวกะทิ
10. หางกะทิ
11. หอมแดงซอยเจียวให้หอม
12. งาขาวคั่ว
น้ำพริกเอาไว้กินกับเครื่องยำ
1. พริกแห้งแช่น้ำให้นิ่มให้นิ่ม 10 เม็ด
2. ข่า 1 ช้อนชา
3. ตะไคร้ 2 ช้อนชา
4. ผิวมะกรูด 1 ช้อนโต๊ะ
5. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดง ¼ ถ้วย
7. กระเทียม ¼ ถ้วย
8. กะปิ 1 ช้อนชา
9. พริกไทย 1 ช้อนชา
10. เนื้อปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ (ใช้ปลาสลิดค่ะ) 1 ตัว
ขั้นตอนการปรุง:
1. โขลกน้ำพริกแกงให้ละเอียด แบ่งไก่ที่ฉีกไว้ครึ่งหนึ่งใส่ลงไปโขลกกับน้ำพริกด้วย
2. หัวกะทินำไปเคี่ยวจนแตกมัน ใส่น้ำพริกลงมาผัดให้หอม เติมน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว แบ่งหางกะทิครึ่งหนึ่งค่อยๆ เติมลงไป
3. หางกะทิที่เหลือ ยกขึ้นตั้งไฟพอหางกะทิเดือด เอาผักต่างๆลงลวก ลวกที่ละชนิดแล้วเอาขึ้นจัดใส่จานไว้
4. เสริ์ฟโดย ราดน้ำพริกที่เคี่ยวไว้ลงในผักที่ลวกด้วยกะทิ โรยด้วยหอมแดงเจียวและงาขาวคั่ว
เคล็ดลับ:
ยำทวายจะให้อร่อยผักที่ลวกจะต้องยังคงกรอบ โดยใส่เกลือลงไปในหางกะทิ
ลวกโดยใช้เวลาน้อยแล้วรีบตักขึ้น
http://th.openrice.com/recipe/detail.htm?recipeid=1124 — กับ Icey Natt และ 3 อื่นๆ
ยำทวาย ยำชนิดนี้หลายๆ คนน่าจะไม่ค่อยรู้จักกัน เป็นยำไทยแบบโบราณ รสชาติจะไม่เหมือนกับยำทั่วไปในสมัยนี้เพราะยำทวายจะออกรสชาติเปรี้ยว หวาน ไม่รสจัด
เครื่องยำทวาย
1. เนื้อไก่ต้มแล้วฉีกเป็นเส้น
2. ผักบุ้งหั่นฝอยลวก
3. ถั่วงอกเด็ดเอาหางออก
4. หน่อไม้(ใช้หน่อไม้ไผ่ตง)หั่นเป็นเส้นฝอยๆต้ม
5. ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนๆ ไว้
6. หัวปลีย่างหรือเผา
7. มะเขือยาวหั่นเป็นท่อนๆ
8. พริกหยวกหั่นแฉลบ
9. หัวกะทิ
10. หางกะทิ
11. หอมแดงซอยเจียวให้หอม
12. งาขาวคั่ว
น้ำพริกเอาไว้กินกับเครื่องยำ
1. พริกแห้งแช่น้ำให้นิ่มให้นิ่ม 10 เม็ด
2. ข่า 1 ช้อนชา
3. ตะไคร้ 2 ช้อนชา
4. ผิวมะกรูด 1 ช้อนโต๊ะ
5. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
6. หอมแดง ¼ ถ้วย
7. กระเทียม ¼ ถ้วย
8. กะปิ 1 ช้อนชา
9. พริกไทย 1 ช้อนชา
10. เนื้อปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ (ใช้ปลาสลิดค่ะ) 1 ตัว
ขั้นตอนการปรุง:
1. โขลกน้ำพริกแกงให้ละเอียด แบ่งไก่ที่ฉีกไว้ครึ่งหนึ่งใส่ลงไปโขลกกับน้ำพริกด้วย
2. หัวกะทินำไปเคี่ยวจนแตกมัน ใส่น้ำพริกลงมาผัดให้หอม เติมน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว แบ่งหางกะทิครึ่งหนึ่งค่อยๆ เติมลงไป
3. หางกะทิที่เหลือ ยกขึ้นตั้งไฟพอหางกะทิเดือด เอาผักต่างๆลงลวก ลวกที่ละชนิดแล้วเอาขึ้นจัดใส่จานไว้
4. เสริ์ฟโดย ราดน้ำพริกที่เคี่ยวไว้ลงในผักที่ลวกด้วยกะทิ โรยด้วยหอมแดงเจียวและงาขาวคั่ว
เคล็ดลับ:
ยำทวายจะให้อร่อยผักที่ลวกจะต้องยังคงกรอบ โดยใส่เกลือลงไปในหางกะทิ
ลวกโดยใช้เวลาน้อยแล้วรีบตักขึ้น
http://th.openrice.com/recipe/detail.htm?recipeid=1124 — กับ Icey Natt และ 3 อื่นๆ
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
- ไฟล์แนบ
-
- 1378819_243384255815117_1738442328_n.jpg (83.38 KiB) เข้าดูแล้ว 69 ครั้ง
- ป้าตุ๊BJ
- ขาประจำ
- โพสต์: 45497
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:08
- team: Bike Joy
Re: ป้าตุ๊BJ เปิดทู้คุยกัน ประจำ 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 แล้วค่ะ....ตค.- พย.-ธค.!!!!!
TigerBike_TG เขียน:ภาพตัวอย่างเสื้อจักรยาน งานปั่นเสือสู้ฟ้าท้าภูทับเบิก ค่ะ
