อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ที่หลายๆคนอาจยังไม่รู้
คติธรรม--คำสอนดี ๆ-- สิ่งเตือนสติ
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ปุจฉา......... พระรัตนตรัยคืออะไร?
อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ที่หลายๆคนอาจยังไม่รู้

อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ที่หลายๆคนอาจยังไม่รู้
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
"......ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตของเราเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น....."
คติธรรมของ " หลวงปู่ขาว อนาลโย "
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น....."
คติธรรมของ " หลวงปู่ขาว อนาลโย "
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
" ใน 24 ชม. ส่วนใหญ่เราจะเจริญกันแต่ อกุศลจิต 12 ใช่มั๊ยคะ
มีใครเจริญมหากุศลกันบ้างหนอ "
ถูกต้องครับ คุณ Saturn Sky คนส่วนมากที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาบ้าง จะไม่สามารถพิจารณาแยกแยะออกได้เลยว่า ขณะนี้จิตของเราเป็นกุศลหรืออกุสล ทั้งๆที่ขณะนั้นจิตใจสดชื่นแจ่มใสไม่มีความเครียด ความทุกข์ร้อนใจ ความกังวลใดๆเลย โล่ง โปร่งสบาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่กุศลก็ได้ แต่จะเป็นโลภะที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนาก็ได้ แต่สำคัญว่าเป็นกุศล บางขณะจิตใจสงบนิ่งๆ ยังอาจเป็นโมหะมูลจิตได้เลย จิตมันชั่งหลอกตัวเราดีแท้ แล้วจะคบกันได้ไหมเนี้ย เจ้าจิตเนี่ย....
จะว่ากันอย่างเจาะลึกแล้ว เป็นการยากมากที่คนส่วนมากไม่ว่าจะนับถืิอหรือไม่นับถือศาสนา จะเชื้อชาติใดก็ตามที่จะเจริญกุศลกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะถ้าไม่มีบุญเก่าในอดีต ไม่ได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ไม่ได้คบกัลยาณมิตร ไม่ได้ศึกษาพระสัทธรรม ก็จะทำกุศลได้ยาก ถึงจะเป็นกุศลได้บ้างก็เป็นกุศลที่มีกำลังน้อยเพราะไม่ได้ประกอบด้วยความรู้(ปัญญา) เรื่องบุญ เรื่องกุศลนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้เหมือนศาสตร์ทั้งหลายที่ต้องเรียนรู้กัน ยิ่งคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยแล้วยิ่งละเอียด ลึกซึ้งกว่าศาสตร์อื่นๆอีกนะครับ ขนาดคุณหมอหลายๆท่านที่เข้ามาศึกษากันยังต้องยอมรับในความอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธองค์ เช่นเรื่อง ร่างกาย ส่วนต่างๆของร่างกาย เรื่องอะตอม นิวเคลียส พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วในสมัยพุทธกาล ซึ่งการแพทย์ วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเจริญเหมือนยุคสมัยนี้
อย่างเช่น มีคำถามว่า " บุญคืออะไร อยู่ที่ไหน ทำแล้วได้อะไร บุญเกิดจากอะไร จะทำบุญกันได้อย่างไร " ก็จะตอบกันไปต่างๆนาๆ เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องพูดถึงละครับ
ผมเป็นเด็กวัดจริงๆ ปัด กวาด เช็ด ถู สารพัดงานที่มีอยู่ในวัด ความรู้มีนิดหน่อยพอเอาตัวให้รอดก็พอแล้วละครับ
" หากใช้ความโลภเป็นตัวตัดสิน อะไรดี ๆ เอาหมด ไอ้ที่ว่าอะไรดี ๆ เอาหมด มันจะดีจริงหรือคะ "
แหม... สิ่งไหนที่ว่าดีๆก็ต้องมาค่อยๆพิจารณาอีกทีเป็นอย่างๆไปว่า ดีจริงหรือไม่ ดีปนไม่ดีมากน้อยอย่างไร ไม่งั้นเดี่ยวจะมั่ว แล้วจะงงเซ็งกับตัวเอง.....
มีใครเจริญมหากุศลกันบ้างหนอ "
ถูกต้องครับ คุณ Saturn Sky คนส่วนมากที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาบ้าง จะไม่สามารถพิจารณาแยกแยะออกได้เลยว่า ขณะนี้จิตของเราเป็นกุศลหรืออกุสล ทั้งๆที่ขณะนั้นจิตใจสดชื่นแจ่มใสไม่มีความเครียด ความทุกข์ร้อนใจ ความกังวลใดๆเลย โล่ง โปร่งสบาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่กุศลก็ได้ แต่จะเป็นโลภะที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนาก็ได้ แต่สำคัญว่าเป็นกุศล บางขณะจิตใจสงบนิ่งๆ ยังอาจเป็นโมหะมูลจิตได้เลย จิตมันชั่งหลอกตัวเราดีแท้ แล้วจะคบกันได้ไหมเนี้ย เจ้าจิตเนี่ย....
จะว่ากันอย่างเจาะลึกแล้ว เป็นการยากมากที่คนส่วนมากไม่ว่าจะนับถืิอหรือไม่นับถือศาสนา จะเชื้อชาติใดก็ตามที่จะเจริญกุศลกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะถ้าไม่มีบุญเก่าในอดีต ไม่ได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ไม่ได้คบกัลยาณมิตร ไม่ได้ศึกษาพระสัทธรรม ก็จะทำกุศลได้ยาก ถึงจะเป็นกุศลได้บ้างก็เป็นกุศลที่มีกำลังน้อยเพราะไม่ได้ประกอบด้วยความรู้(ปัญญา) เรื่องบุญ เรื่องกุศลนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้เหมือนศาสตร์ทั้งหลายที่ต้องเรียนรู้กัน ยิ่งคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยแล้วยิ่งละเอียด ลึกซึ้งกว่าศาสตร์อื่นๆอีกนะครับ ขนาดคุณหมอหลายๆท่านที่เข้ามาศึกษากันยังต้องยอมรับในความอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธองค์ เช่นเรื่อง ร่างกาย ส่วนต่างๆของร่างกาย เรื่องอะตอม นิวเคลียส พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วในสมัยพุทธกาล ซึ่งการแพทย์ วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเจริญเหมือนยุคสมัยนี้
อย่างเช่น มีคำถามว่า " บุญคืออะไร อยู่ที่ไหน ทำแล้วได้อะไร บุญเกิดจากอะไร จะทำบุญกันได้อย่างไร " ก็จะตอบกันไปต่างๆนาๆ เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องพูดถึงละครับ
ผมเป็นเด็กวัดจริงๆ ปัด กวาด เช็ด ถู สารพัดงานที่มีอยู่ในวัด ความรู้มีนิดหน่อยพอเอาตัวให้รอดก็พอแล้วละครับ
" หากใช้ความโลภเป็นตัวตัดสิน อะไรดี ๆ เอาหมด ไอ้ที่ว่าอะไรดี ๆ เอาหมด มันจะดีจริงหรือคะ "
แหม... สิ่งไหนที่ว่าดีๆก็ต้องมาค่อยๆพิจารณาอีกทีเป็นอย่างๆไปว่า ดีจริงหรือไม่ ดีปนไม่ดีมากน้อยอย่างไร ไม่งั้นเดี่ยวจะมั่ว แล้วจะงงเซ็งกับตัวเอง.....
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
เรื่อง พระรัตนตรัย นี้มีความสำคัญมากต่อผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เพราะเป็นสิ่งที่จะวัดได้ว่า เราใช่ชาวพุทธจริงหรือไม่(ซึ่งเป็นคนละกรณี คนละอย่างกับการที่เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธในทะเบียนบ้านตั้งแต่เกิด) และถ้าเราใช่ชาวพุทธจริงแล้วเราเป็นชาวพุทธถึงระดับไหน ซึ่งจะมีผลมีอานิสงค์ที่มากน้อยต่างกัน ครับ
วิสัชนา.... พระรัตนตรัย มาจาก พระ(วร= ประเสริฐ) + รัตน(สิ่งที่มีค่า) + ตรัย( มีสามอย่าง) = สิ่งที่มีค่าอันประเสริฐมี 3 อย่าง คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสงฆรัตนะ
ถ้าสนใจในรายละเอียด ก็ค่อยมาต่อกันภายหลังครับ
"......ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตของเราเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น....."
คติธรรมของ " หลวงปู่ขาว อนาลโย "
" ผมเปรียบเหมือนกับจักรยานละครับ เขามีถนน มีทางที่ไปสะดวก รวดเร็ว แม้จะมีอุปสรรค ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นเนิน เป็นลูกรัง ดินโคลน ลุยป่าเขาห้วยน้ำลำธารบ้าง ก็เป็นเส้นทางที่มีผู้เดินทางไปแล้ว เราก็ยังไปถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นกัน
ไม่ต้องไปเสียเวลา หาเปิดเส้นทางใหม่ๆที่ต้อง ถากถาง บุกป่าฝ่าหนาม ผจญกับสิ่งร้ายๆนานาชนิดที่มีอยู่ในป่า ซึ่งไม่รู้ว่าทางจะไปตันตรงไหน ทิศไหนซึ่งห่างไกลจากจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ "...
วิสัชนา.... พระรัตนตรัย มาจาก พระ(วร= ประเสริฐ) + รัตน(สิ่งที่มีค่า) + ตรัย( มีสามอย่าง) = สิ่งที่มีค่าอันประเสริฐมี 3 อย่าง คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสงฆรัตนะ
ถ้าสนใจในรายละเอียด ก็ค่อยมาต่อกันภายหลังครับ
"......ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตของเราเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทางให้เท่านั้น....."
คติธรรมของ " หลวงปู่ขาว อนาลโย "
" ผมเปรียบเหมือนกับจักรยานละครับ เขามีถนน มีทางที่ไปสะดวก รวดเร็ว แม้จะมีอุปสรรค ถนนบางช่วงเป็นหลุมเป็นเนิน เป็นลูกรัง ดินโคลน ลุยป่าเขาห้วยน้ำลำธารบ้าง ก็เป็นเส้นทางที่มีผู้เดินทางไปแล้ว เราก็ยังไปถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นกัน
ไม่ต้องไปเสียเวลา หาเปิดเส้นทางใหม่ๆที่ต้อง ถากถาง บุกป่าฝ่าหนาม ผจญกับสิ่งร้ายๆนานาชนิดที่มีอยู่ในป่า ซึ่งไม่รู้ว่าทางจะไปตันตรงไหน ทิศไหนซึ่งห่างไกลจากจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ "...
-
ศรัทธร
- ขาประจำ
- โพสต์: 1056
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
- Tel: ----
- team: สัมมปทาน4
- Bike: หายตัว
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
มีประโยชน์และความรู้มั๊กครับ ขอบคุณ คุณ ton40 ที่นำสาระประโยชน์มาให้อ่านครับ
Thank ยัยแห้งด้วยนาาาาาาาา
Thank ยัยแห้งด้วยนาาาาาาาา
-
ศรัทธร
- ขาประจำ
- โพสต์: 1056
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
- Tel: ----
- team: สัมมปทาน4
- Bike: หายตัว
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ก่อนเกิดใครเป็นเรา
เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร
สิ่งที่ทำอยู่คือกรรมใหม่
ผลที่ได้รับคือกรรมเก่า
ฟังในสิ่งที่ไม่ได้ยิน
มองในสิ่งที่ไม่เห็น
ทำในสื่งที่ไม่มี
______________________
เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร
สิ่งที่ทำอยู่คือกรรมใหม่
ผลที่ได้รับคือกรรมเก่า
ฟังในสิ่งที่ไม่ได้ยิน
มองในสิ่งที่ไม่เห็น
ทำในสื่งที่ไม่มี
______________________
-
ศรัทธร
- ขาประจำ
- โพสต์: 1056
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 08:06
- Tel: ----
- team: สัมมปทาน4
- Bike: หายตัว
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
หลวงปู่หลวง กตปฺญโญ
ศีลเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง
ความดีทุกอย่างเกิดจากศีล
ความสงบ เยือกเย็น ทุกอย่างเกิดจากสมาธิ
จะละกิเลสได้ด้วยกำลังสติปัญญา
ศีลเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง
ความดีทุกอย่างเกิดจากศีล
ความสงบ เยือกเย็น ทุกอย่างเกิดจากสมาธิ
จะละกิเลสได้ด้วยกำลังสติปัญญา
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
อนุโมทนา สาธุด้วยครับ คุณ ศรัทธร...เห็นชื่อทีมแล้ว คงไม่ขอไปด้วย ละครับ ฮิ ฮิ ....
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ศรัทธร เขียน:ก่อนเกิดใครเป็นเรา
เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร
สิ่งที่ทำอยู่คือกรรมใหม่
ผลที่ได้รับคือกรรมเก่า
ฟังในสิ่งที่ไม่ได้ยิน
มองในสิ่งที่ไม่เห็น
ทำในสื่งที่ไม่มี
______________________
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ton40 เขียน:อนุโมทนา สาธุด้วยครับ คุณ ศรัทธร...เห็นชื่อทีมแล้ว คงไม่ขอไปด้วย ละครับ ฮิ ฮิ ....
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- Saturn Sky
- ขาประจำ
- โพสต์: 40184
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
- Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
- team: ช่วงสับสน555
- Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
- ตำแหน่ง: secret
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ขอกราบงาม ๆ ค่ะคุณต้น เก่งมากกกกกกกก ตอบได้ละเอียดลึกซึ้ง และชัดเจนค่ะ แบบนี้ไม่ใช่ธรรมดาซะแล้วละ ขอให้คุณต้นจัดแบบงาม ๆ สักครั้ง ได้มั๊ยคะton40 เขียน:" ใน 24 ชม. ส่วนใหญ่เราจะเจริญกันแต่ อกุศลจิต 12 ใช่มั๊ยคะ
มีใครเจริญมหากุศลกันบ้างหนอ "
ถูกต้องครับ คุณ Saturn Sky คนส่วนมากที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาบ้าง จะไม่สามารถพิจารณาแยกแยะออกได้เลยว่า ขณะนี้จิตของเราเป็นกุศลหรืออกุสล ทั้งๆที่ขณะนั้นจิตใจสดชื่นแจ่มใสไม่มีความเครียด ความทุกข์ร้อนใจ ความกังวลใดๆเลย โล่ง โปร่งสบาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่กุศลก็ได้ แต่จะเป็นโลภะที่เกิดพร้อมกับโสมนัสเวทนาก็ได้ แต่สำคัญว่าเป็นกุศล บางขณะจิตใจสงบนิ่งๆ ยังอาจเป็นโมหะมูลจิตได้เลย จิตมันชั่งหลอกตัวเราดีแท้ แล้วจะคบกันได้ไหมเนี้ย เจ้าจิตเนี่ย....
จะว่ากันอย่างเจาะลึกแล้ว เป็นการยากมากที่คนส่วนมากไม่ว่าจะนับถืิอหรือไม่นับถือศาสนา จะเชื้อชาติใดก็ตามที่จะเจริญกุศลกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะถ้าไม่มีบุญเก่าในอดีต ไม่ได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ไม่ได้คบกัลยาณมิตร ไม่ได้ศึกษาพระสัทธรรม ก็จะทำกุศลได้ยาก ถึงจะเป็นกุศลได้บ้างก็เป็นกุศลที่มีกำลังน้อยเพราะไม่ได้ประกอบด้วยความรู้(ปัญญา) เรื่องบุญ เรื่องกุศลนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้เหมือนศาสตร์ทั้งหลายที่ต้องเรียนรู้กัน ยิ่งคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยแล้วยิ่งละเอียด ลึกซึ้งกว่าศาสตร์อื่นๆอีกนะครับ ขนาดคุณหมอหลายๆท่านที่เข้ามาศึกษากันยังต้องยอมรับในความอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธองค์ เช่นเรื่อง ร่างกาย ส่วนต่างๆของร่างกาย เรื่องอะตอม นิวเคลียส พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้วในสมัยพุทธกาล ซึ่งการแพทย์ วิทยาศาสตร์ยังไม่มีความเจริญเหมือนยุคสมัยนี้
อย่างเช่น มีคำถามว่า " บุญคืออะไร อยู่ที่ไหน ทำแล้วได้อะไร บุญเกิดจากอะไร จะทำบุญกันได้อย่างไร " ก็จะตอบกันไปต่างๆนาๆ เรื่องอื่นก็คงไม่ต้องพูดถึงละครับ
ผมเป็นเด็กวัดจริงๆ ปัด กวาด เช็ด ถู สารพัดงานที่มีอยู่ในวัด ความรู้มีนิดหน่อยพอเอาตัวให้รอดก็พอแล้วละครับ
" หากใช้ความโลภเป็นตัวตัดสิน อะไรดี ๆ เอาหมด ไอ้ที่ว่าอะไรดี ๆ เอาหมด มันจะดีจริงหรือคะ "
แหม... สิ่งไหนที่ว่าดีๆก็ต้องมาค่อยๆพิจารณาอีกทีเป็นอย่างๆไปว่า ดีจริงหรือไม่ ดีปนไม่ดีมากน้อยอย่างไร ไม่งั้นเดี่ยวจะมั่ว แล้วจะงงเซ็งกับตัวเอง.....
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
ลองมาฟังเรื่อง " เทวดาตรวจโลกมนุษย์ ฉบับขยายความพิสดาร " นำมาจาก
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓
ปฐมราชสูตร
ว่าด้วยท้าวโลกบาลตรวจโลก
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์พวกอำมาตย์บริวารของมหาราชทั้งสี่เที่ยวดูโลกนี้ ในดิถีที่ ๑๔ แห่งปักษ์พวกบุตรของมหาราชทั้งสี่เที่ยวดูโลกนี้ วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้นมหาราชทั้งสี่ เที่ยวดูโลกนี้ด้วยตนเอง(เพื่อสำรวจ)ว่า ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาบำรุงสมณพราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ถือปฎิชาครอุโบสถ ทำบุญมีจำนวนมากอยู่หรือ ถ้าในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาฯลฯ ทำบุญมีจำนวนน้อย มหาราชทั้งสี่ก็บอกแก่คณะเทวดาดาวดึงส์ผู้นั่งประชุมในสุธัมมาสภาว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดา ฯลฯ ทำบุญมีจำนวนน้อย เพราะข้อที่บอกนั้นคณะเทวดาดาวดึงส์ก็เสียใจ(บ่นกัน )ว่า ทิพย์กายจักเบาบางเสียละหนออสุรกายจักเต็มไป แต่ถ้าในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดา ฯลฯ ทำบุญมีจำนวนมาก มหาราชทั้งสี่ก็บอกแก่คณะเทวดาดาวดึงส์ ณ สุธรรมสภาว่าข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาฯลฯ ทำบุญมีจำนวนมาก เพราะข้อที่บอกนั้น คณะเทวดาดาวดึงส์ก็ชื่นชม(แสดงความยินดี) ว่า ทิพย์กายจักบริบูรณ์ละพ่อคุณ อสุรกายจักเบาบาง."
อธิบายขยายความว่า
ในวัน ๘ ค่ำท้าวสักกเทวราชทรงบัญชาท้าวมหาราชาทั้ง ๔ ว่าท่านทั้งหลาย วันนี้เป็นวัน ๘ ค่ำ ท่านทั้งหลายจงท่องเที่ยวไปยังมนุษยโลก แล้วจดเอาชื่อและโคตรของมนุษย์ที่ทำบุญมา.(ในเทวโลกก็มีระบบบริหารราชการแผ่นดินสวรรค์อยู่ด้วย เป็นใหญ่แล้วก็ยังมีหน้าที่ตามมาอีก) ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ก็กลับไปบัญชาบริวารของตนว่า ไปเถิดท่านทั้งหลาย ท่านจงท่องเที่ยวไปยังมนุษยโลก เขียนชื่อและโคตรของมนุษย์ที่ทำบุญลงในแผ่นทองแล้วนำมาเถิด(ทำดีก็บันทึกในแผ่นทอง แล้วคนทำไม่ดีล่ะ ? ทำไม่ดี ยมบาลก็บันทึกในหนังหมา ไม่รู้ว่าจะหามาจากไหนเพราะต้องใช้เยอะมาก และไม่รู้ว่าจะมาจดบึนทึกวันไหนเวลาไหน เพื่อจะได้แอบทำเพราะไม่อยากมีชื่ออยู่บนหนังหมา...). บริวารเหล่านั้นทำตามคำบัญชานั้น (แสดงว่าเทวดาทั้งหลายท่องเที่ยวไปตรวจตราดูมนุษยโลกโดยเหตุนี้)
ครั้นมนุษย์ทั้งหลายทำบุญมีประการต่าง ๆ มีการถึงสรณะ รับนิจศีล บูชาด้วยดอกไม้ ฟังธรรม ตามประทีปพันดวง และสร้างวิหารเป็นต้น . เทวดาอำมาตย์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าไปยังคาม นิคม และราชธานีเหล่านั้นๆ. เทวดาที่อาศัยอยู่ตามคาม นิคม และราชธานีเหล่านั้น ๆ(เป็นพวกเทวดาชั้นต่ำที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษภูมิที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ต้นไม้ ก็จะเห็นความประพฤติของผู้คนในบริเวณนั้น ทำอะไรไว้นอกจากเราแล้วยังมีตาวิเศษเห็นอีกนะ ถึงว่าความลับไม่มีในโลก นี้เอง) ทราบว่า อำมาตย์ของท้าวมหาราชทั้งหลายมาแล้ว ต่างก็พากันถือเครื่องบรรณาการไปยังสำนักของเทวดาเหล่านั้น. เทวดาอำมาตย์เหล่านั้น รับเครื่องบรรณาการแล้ว(มีระเบียบปฏิบัติเหมือนโลกมนุษย์เลย) ก็ถามถึงการทำบุญของมนุษย์ทั้งหลาย ตามนัยที่กล่าวไว้ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย มนุษย์จำนวนมากยังเกื้อกูลมารดาอยู่หรือ เมื่อเทวดาประจำคาม นิคม และราชธานี รายงานว่า ใช่แล้ว ท่านผู้นิรทุกข์ ในหมู่บ้านนี้ คนนี้ และคนโน้น ยังทำบุญอยู่ ก็จดชื่อและโคตรของมนุษย์เหล่านั้นลงแผ่นทองไว้แล้วไปในที่อื่น.(ไม่รู้ว่าใช้เวลาทำงานนี้นานแค่ไหน กว่าจะเหาะได้ครบทั่วโลก..)
ต่อมาในวัน ๑๔ ค่ำ บุตรของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็ถือเอาแผ่นทองนั้นแล้วท่องเที่ยวไป จดชื่อและโคตรตามนัยนั้นนั่นแล. ในวัน ๑๕ ค่ำอันเป็นวันอุโบสถนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็จดชื่อและโคตรลงไปในแผ่นทองนั้นนั่นแล้วตามนัยนั้นแล้วก็บอกถึงการทำบุญของมนุษโลกแก่คณะเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ สุธรรมสภาอันมีท้าวสักกะ(พระอินทร์)นั่งเป็นประธาน (ไม่รู้ว่าเป็นรายงานสรุปหรือเรียงเป็นรายบุคคล) ......
หวังว่า คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอบคุณครับ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓
ปฐมราชสูตร
ว่าด้วยท้าวโลกบาลตรวจโลก
" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์พวกอำมาตย์บริวารของมหาราชทั้งสี่เที่ยวดูโลกนี้ ในดิถีที่ ๑๔ แห่งปักษ์พวกบุตรของมหาราชทั้งสี่เที่ยวดูโลกนี้ วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้นมหาราชทั้งสี่ เที่ยวดูโลกนี้ด้วยตนเอง(เพื่อสำรวจ)ว่า ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาบำรุงสมณพราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ถือปฎิชาครอุโบสถ ทำบุญมีจำนวนมากอยู่หรือ ถ้าในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาฯลฯ ทำบุญมีจำนวนน้อย มหาราชทั้งสี่ก็บอกแก่คณะเทวดาดาวดึงส์ผู้นั่งประชุมในสุธัมมาสภาว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดา ฯลฯ ทำบุญมีจำนวนน้อย เพราะข้อที่บอกนั้นคณะเทวดาดาวดึงส์ก็เสียใจ(บ่นกัน )ว่า ทิพย์กายจักเบาบางเสียละหนออสุรกายจักเต็มไป แต่ถ้าในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดา ฯลฯ ทำบุญมีจำนวนมาก มหาราชทั้งสี่ก็บอกแก่คณะเทวดาดาวดึงส์ ณ สุธรรมสภาว่าข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ คนที่เกื้อกูลมารดาบิดาฯลฯ ทำบุญมีจำนวนมาก เพราะข้อที่บอกนั้น คณะเทวดาดาวดึงส์ก็ชื่นชม(แสดงความยินดี) ว่า ทิพย์กายจักบริบูรณ์ละพ่อคุณ อสุรกายจักเบาบาง."
อธิบายขยายความว่า
ในวัน ๘ ค่ำท้าวสักกเทวราชทรงบัญชาท้าวมหาราชาทั้ง ๔ ว่าท่านทั้งหลาย วันนี้เป็นวัน ๘ ค่ำ ท่านทั้งหลายจงท่องเที่ยวไปยังมนุษยโลก แล้วจดเอาชื่อและโคตรของมนุษย์ที่ทำบุญมา.(ในเทวโลกก็มีระบบบริหารราชการแผ่นดินสวรรค์อยู่ด้วย เป็นใหญ่แล้วก็ยังมีหน้าที่ตามมาอีก) ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ก็กลับไปบัญชาบริวารของตนว่า ไปเถิดท่านทั้งหลาย ท่านจงท่องเที่ยวไปยังมนุษยโลก เขียนชื่อและโคตรของมนุษย์ที่ทำบุญลงในแผ่นทองแล้วนำมาเถิด(ทำดีก็บันทึกในแผ่นทอง แล้วคนทำไม่ดีล่ะ ? ทำไม่ดี ยมบาลก็บันทึกในหนังหมา ไม่รู้ว่าจะหามาจากไหนเพราะต้องใช้เยอะมาก และไม่รู้ว่าจะมาจดบึนทึกวันไหนเวลาไหน เพื่อจะได้แอบทำเพราะไม่อยากมีชื่ออยู่บนหนังหมา...). บริวารเหล่านั้นทำตามคำบัญชานั้น (แสดงว่าเทวดาทั้งหลายท่องเที่ยวไปตรวจตราดูมนุษยโลกโดยเหตุนี้)
ครั้นมนุษย์ทั้งหลายทำบุญมีประการต่าง ๆ มีการถึงสรณะ รับนิจศีล บูชาด้วยดอกไม้ ฟังธรรม ตามประทีปพันดวง และสร้างวิหารเป็นต้น . เทวดาอำมาตย์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าไปยังคาม นิคม และราชธานีเหล่านั้นๆ. เทวดาที่อาศัยอยู่ตามคาม นิคม และราชธานีเหล่านั้น ๆ(เป็นพวกเทวดาชั้นต่ำที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษภูมิที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ต้นไม้ ก็จะเห็นความประพฤติของผู้คนในบริเวณนั้น ทำอะไรไว้นอกจากเราแล้วยังมีตาวิเศษเห็นอีกนะ ถึงว่าความลับไม่มีในโลก นี้เอง) ทราบว่า อำมาตย์ของท้าวมหาราชทั้งหลายมาแล้ว ต่างก็พากันถือเครื่องบรรณาการไปยังสำนักของเทวดาเหล่านั้น. เทวดาอำมาตย์เหล่านั้น รับเครื่องบรรณาการแล้ว(มีระเบียบปฏิบัติเหมือนโลกมนุษย์เลย) ก็ถามถึงการทำบุญของมนุษย์ทั้งหลาย ตามนัยที่กล่าวไว้ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย มนุษย์จำนวนมากยังเกื้อกูลมารดาอยู่หรือ เมื่อเทวดาประจำคาม นิคม และราชธานี รายงานว่า ใช่แล้ว ท่านผู้นิรทุกข์ ในหมู่บ้านนี้ คนนี้ และคนโน้น ยังทำบุญอยู่ ก็จดชื่อและโคตรของมนุษย์เหล่านั้นลงแผ่นทองไว้แล้วไปในที่อื่น.(ไม่รู้ว่าใช้เวลาทำงานนี้นานแค่ไหน กว่าจะเหาะได้ครบทั่วโลก..)
ต่อมาในวัน ๑๔ ค่ำ บุตรของท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็ถือเอาแผ่นทองนั้นแล้วท่องเที่ยวไป จดชื่อและโคตรตามนัยนั้นนั่นแล. ในวัน ๑๕ ค่ำอันเป็นวันอุโบสถนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ก็จดชื่อและโคตรลงไปในแผ่นทองนั้นนั่นแล้วตามนัยนั้นแล้วก็บอกถึงการทำบุญของมนุษโลกแก่คณะเทวดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ สุธรรมสภาอันมีท้าวสักกะ(พระอินทร์)นั่งเป็นประธาน (ไม่รู้ว่าเป็นรายงานสรุปหรือเรียงเป็นรายบุคคล) ......
หวังว่า คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอบคุณครับ
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
'" แอ๋วคนนึงขอบายเช่นกันค่ะ ไม่อยากไป แต่ไม่รู้จะห้ามได้หรือเปล่าอ่ะดิ เกิดพอจะตายร่อแร่ ๆ ๆ ๆ จิตดับไปตอนกำลังเสพทุกขเวทนาละก็ ตัวใครตัวเผือกละงานนี้ "
ใช่แล้วครับ คุณ Saturn Sky(แอ๋ว) สภาวะจิตใกล้จะตายนี้ สำคัญมากครับ(อาสันนกรรม=กรรมที่ทำไว้ใกล้ตาย) เป็นตัวบ่งชี้ว่า ทริปในชาติต่อไปจะเป็นที่ไหน แม้คนนั้นจะทำบุญมามากมายนับไม่ถ้วนแต่มาพลาดท่าเอาตอนจบ ลืมนึกถึงความดีมากมายที่ทำมาแต่กลับไปนึกถีงเรื่องไม่ดีเล็กๆน้อยที่เคยทำไว้ของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้างแล้วจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสแล้วตายไป ก็คงต้องดาวล์้HELLก่อนละครับรับโทษครบแล้วก็ไปสู่ที่อื่นแล้วแต่กรรมจะพาไป แต่บ้างคนทำความไม่ดี ชั่ว มาแถบตลอดชีวิต นานทีปีหนถึงจะทำบุญ เข้าวัดบ้าง ช่วยเหลือกิจการงานที่เป็นประโยชน์ของผู้อื่นบ้าง เป็นต้น แต่ก่อนตายเขาทำจิตระลึกถึงบุญเล็กๆน้อยๆนั้นได้โดยอาจจะมีญาติคอยเตือนให้ระลึกหรือระลึกได้เอง จิตผ่องใสแล้วตายไป ก็ TO HEAVEN ก่อน หมดบุญแล้วค่อยมาว่ากันอีกที ครับ ท่านอุปมาเหมือน " วัวแก่ที่ยืนอยู่ที่ประตูปากคอก แม้กำลังจะน้อยแต่ก็ออกจากคอกก่อนวัวตัวหนุ่มๆที่มีกำลังมากกว่าที่ยืนถัดเข้าไปในคอก "
ส่วนคนที่ไปอย่างทันทีไม่รู้ตัว ไม่ทันตั้งตัว(อุปฆาตกกรรม=กรรมที่มาตัดความเป็นไปของชีวิตให้สิ้นลง) เช่น รถมาชนท้ายจ.ก.ย ของเรา หมวกหลุดล้มศีรษะฝาดพื้นเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกตายทันที อย่างนี้อยู่ที่ว่า ในเวลาก่อนเกิดเหตุ หรือในวันนั้นเขาได้ทำอะไรไว้บ้าง ที่ครบองค์กรรมบถ(กรรมที่จะเป็นทางนำไป คือ การกระทำนั้นมีกำลังที่จะส่งผลเป็นตัวทำหน้าที่นำปฏิสนธิ(เกิด)ในภพต่อไปได้) หรือก่อนนั้นเขาทำอะไรไว้บ้างที่เป็นปกติทุกวันหรือสม่ำเสมอ(อาจิณนกรรม=กรรมที่ทำบ่อยๆ เสมอเป็นประจำ) ก็จะเป็นสิ่งที่มาตัดสินอีกทีว่าจะไปทริปที่ไหนดี ครับ
พระท่านจึงบอก " ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส(ในบุญทุกอย่าง ในทุกที่ทุกสถาน) " แล้วจิตจะคุ้นเคย มีกำลัง แม้จะทุกขเวทนาแรงกล้า จิตก็จะกลับมาระลึกถึงความดี ไม่ใส่ใจกับทุกขเวทนาแรงกล้านั้น กายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ (พูดไป ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า...ฮิ ฮิ)
ใช่แล้วครับ คุณ Saturn Sky(แอ๋ว) สภาวะจิตใกล้จะตายนี้ สำคัญมากครับ(อาสันนกรรม=กรรมที่ทำไว้ใกล้ตาย) เป็นตัวบ่งชี้ว่า ทริปในชาติต่อไปจะเป็นที่ไหน แม้คนนั้นจะทำบุญมามากมายนับไม่ถ้วนแต่มาพลาดท่าเอาตอนจบ ลืมนึกถึงความดีมากมายที่ทำมาแต่กลับไปนึกถีงเรื่องไม่ดีเล็กๆน้อยที่เคยทำไว้ของตนเองบ้าง ของคนอื่นบ้างแล้วจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสแล้วตายไป ก็คงต้องดาวล์้HELLก่อนละครับรับโทษครบแล้วก็ไปสู่ที่อื่นแล้วแต่กรรมจะพาไป แต่บ้างคนทำความไม่ดี ชั่ว มาแถบตลอดชีวิต นานทีปีหนถึงจะทำบุญ เข้าวัดบ้าง ช่วยเหลือกิจการงานที่เป็นประโยชน์ของผู้อื่นบ้าง เป็นต้น แต่ก่อนตายเขาทำจิตระลึกถึงบุญเล็กๆน้อยๆนั้นได้โดยอาจจะมีญาติคอยเตือนให้ระลึกหรือระลึกได้เอง จิตผ่องใสแล้วตายไป ก็ TO HEAVEN ก่อน หมดบุญแล้วค่อยมาว่ากันอีกที ครับ ท่านอุปมาเหมือน " วัวแก่ที่ยืนอยู่ที่ประตูปากคอก แม้กำลังจะน้อยแต่ก็ออกจากคอกก่อนวัวตัวหนุ่มๆที่มีกำลังมากกว่าที่ยืนถัดเข้าไปในคอก "
ส่วนคนที่ไปอย่างทันทีไม่รู้ตัว ไม่ทันตั้งตัว(อุปฆาตกกรรม=กรรมที่มาตัดความเป็นไปของชีวิตให้สิ้นลง) เช่น รถมาชนท้ายจ.ก.ย ของเรา หมวกหลุดล้มศีรษะฝาดพื้นเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกตายทันที อย่างนี้อยู่ที่ว่า ในเวลาก่อนเกิดเหตุ หรือในวันนั้นเขาได้ทำอะไรไว้บ้าง ที่ครบองค์กรรมบถ(กรรมที่จะเป็นทางนำไป คือ การกระทำนั้นมีกำลังที่จะส่งผลเป็นตัวทำหน้าที่นำปฏิสนธิ(เกิด)ในภพต่อไปได้) หรือก่อนนั้นเขาทำอะไรไว้บ้างที่เป็นปกติทุกวันหรือสม่ำเสมอ(อาจิณนกรรม=กรรมที่ทำบ่อยๆ เสมอเป็นประจำ) ก็จะเป็นสิ่งที่มาตัดสินอีกทีว่าจะไปทริปที่ไหนดี ครับ
พระท่านจึงบอก " ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส(ในบุญทุกอย่าง ในทุกที่ทุกสถาน) " แล้วจิตจะคุ้นเคย มีกำลัง แม้จะทุกขเวทนาแรงกล้า จิตก็จะกลับมาระลึกถึงความดี ไม่ใส่ใจกับทุกขเวทนาแรงกล้านั้น กายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ (พูดไป ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า...ฮิ ฮิ)
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
พระพุทธเจ้าคือใคร ?
" สัตว์พิเศษผู้หนึ่ง อาศัยความกรุณาต่อมวลสัตว์ จึงอบรมสั่งสมพระบารมี ๓๐ ถ้วน สิ้นกาล ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปป์ ( เฉพาะพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ถ้าเป็นประเภทสัทธาธิกะ ๘ อสงไขยแสนกัปป์ ประเภทวิริยาธิกะ ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ ) ทรงบรรลุอนุตตรวิโมกข์ เป็นสยัมภูผู้รู้เองโดยไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ยิ่งพร้อมด้วยพระองค์เอง ซึ่งสัจจะและในธรรมทั้งหลายที่มิได้เคยฟังมาก่อน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณในธรรมเหล่านั้น และถึงความชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ด้วยเคยตั้งพระหฤทัยไว้ว่า “ เราข้ามได้แล้ว จักยังผู้อื่นให้ข้ามได้ด้วย เราพ้นแล้ว จักยังผู้อื่นให้พ้นด้วย เราตรัสรู้แล้ว จักยังผู้อื่นให้ตรัสรู้ด้วย ” สัตว์พิเศษผู้นี้แหละ ชื่อว่า “ พุทโธ ” เป็น พระพุทธเจ้า ในพระชาติสุดท้่ายในขณะที่ตรัสรู้แล้วภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
เมื่อว่าโดยพยัญชนะ ชื่อว่า “ พุทธะ ”
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย, ทรงเป็นผู้ยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง, ทรงเป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง
เพราะอรรถว่า ทรงมิได้ถูกผู้อื่นแนะนำ, ทรงเป็นผู้ตื่นแล้ว
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว, ทรงเป็นพระขีณาสพ
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากอุปกิเลส, ทรงเป็นผู้ปราศจากราคะแน่นอน
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากโทสะแน่นอน, ทรงเป็นผู้ปราศจากโมหะแน่นอน
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากกิเลสแน่นอน, ทรงเป็นผู้เสด็จไปสู่เอกายนมรรค
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ได้มาซึ่งพุทธิ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ได้แล้ว
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เดียวที่ตรัสรู้ชอบยิ่ง ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม "
ปุจฉา......" แล้วอย่างนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ กับ พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ? "
" สัตว์พิเศษผู้หนึ่ง อาศัยความกรุณาต่อมวลสัตว์ จึงอบรมสั่งสมพระบารมี ๓๐ ถ้วน สิ้นกาล ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปป์ ( เฉพาะพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ถ้าเป็นประเภทสัทธาธิกะ ๘ อสงไขยแสนกัปป์ ประเภทวิริยาธิกะ ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ ) ทรงบรรลุอนุตตรวิโมกข์ เป็นสยัมภูผู้รู้เองโดยไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ยิ่งพร้อมด้วยพระองค์เอง ซึ่งสัจจะและในธรรมทั้งหลายที่มิได้เคยฟังมาก่อน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณในธรรมเหล่านั้น และถึงความชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ด้วยเคยตั้งพระหฤทัยไว้ว่า “ เราข้ามได้แล้ว จักยังผู้อื่นให้ข้ามได้ด้วย เราพ้นแล้ว จักยังผู้อื่นให้พ้นด้วย เราตรัสรู้แล้ว จักยังผู้อื่นให้ตรัสรู้ด้วย ” สัตว์พิเศษผู้นี้แหละ ชื่อว่า “ พุทโธ ” เป็น พระพุทธเจ้า ในพระชาติสุดท้่ายในขณะที่ตรัสรู้แล้วภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
เมื่อว่าโดยพยัญชนะ ชื่อว่า “ พุทธะ ”
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย, ทรงเป็นผู้ยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง, ทรงเป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวง
เพราะอรรถว่า ทรงมิได้ถูกผู้อื่นแนะนำ, ทรงเป็นผู้ตื่นแล้ว
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว, ทรงเป็นพระขีณาสพ
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากอุปกิเลส, ทรงเป็นผู้ปราศจากราคะแน่นอน
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากโทสะแน่นอน, ทรงเป็นผู้ปราศจากโมหะแน่นอน
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ปราศจากกิเลสแน่นอน, ทรงเป็นผู้เสด็จไปสู่เอกายนมรรค
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้ได้มาซึ่งพุทธิ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ได้แล้ว
เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เดียวที่ตรัสรู้ชอบยิ่ง ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม "
ปุจฉา......" แล้วอย่างนี้ เจ้าชายสิทธัตถะ กับ พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่า ? "
- ton40
- ขาประจำ
- โพสต์: 372
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 13:50
- team: ทั่วริ่งอิสระ
- Bike: BERGAMONT
Re: คติธัมคำสอนดี ๆ สิ่งเตื่อนสติ
พระธรรมคืออะไร
" สภาวะที่ทรง(เป็นสภาพนามธรรม) คือ รักษาสัตว์ที่ทรงตนไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชื่อว่า“ พระธรรม ” ดังที่ตรัสไว้ว่า
ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ
เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ นะ ทุคคติง คัจฉะติ ธัมมะจารี.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้
นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ว่าโดยนิปปริยาย(โดยตรง)“ พระธรรม ”หมายถึง อริยมรรคและนิพพาน เพราะอริยมรรคเป็นสภาพกำจัดกิเลส ส่วนพระนิพพานก็เป็นเครื่องออกจากวัฏฏทุกข์ ดังที่ทรงแสดงไว้ในอัคคัปปสาทสูตร ความว่า
...ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะมีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ย่อมได้รับผลที่เลิศ.
ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นสังขตะทั้งที่เป็นอสังขตะ มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
วิราคธรรมคืออะไร คือ ธรรมเป็นที่ทำให้สร่างความเมา ธรรมเป็นที่รำงับเสียซึ่งความกระหาย ธรรมเป็นที่ถอนขึ้นซึ่งความอาลัย ธรรมเป็นที่เข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่ปราศจากกำหนัด ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ นิพพาน
สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในวิราคธรรมอันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศย่อมได้รับผลที่เลิศ...
แต่โดยปริยาย(โดยอ้อม) ปริยัติและสามัญญผล ก็ชื่อว่า“ พระธรรม ”ด้วย เพราะมีปริยัติคือพระไตรปิฎก จึงสามารถปฏิบัติ และบรรลุอริยมรรคได้ กิเลสย่อมดับเป็นสมุจเฉทด้วยอริยมรรค แม้สามัญญผลก็เป็นความสงบที่เกิดจากการดับกิเลสได้แล้ว
เพราะฉะนั้น “ พระธรรม ” จึงได้แก่ พระสัทธรรม ๓ คือ ปริยัติสัทธรรม ๑ ปฏิบัติสัทธรรม ๑ ปฏิเวธสัทธรรม ๑
หรือได้แก่ พระสัทธรรม ๑๐ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และปริยัติสัทธรรมอีก ๑
ปุจฉา....." จะทราบได้อย่างไรว่า ธรรมะของผู้ที่แสดงอยู่นั้น เป็นพระสัทธรรมที่แท้จริง ? "
" สภาวะที่ทรง(เป็นสภาพนามธรรม) คือ รักษาสัตว์ที่ทรงตนไว้ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว มีอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชื่อว่า“ พระธรรม ” ดังที่ตรัสไว้ว่า
ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ
เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ นะ ทุคคติง คัจฉะติ ธัมมะจารี.
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้
นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
ว่าโดยนิปปริยาย(โดยตรง)“ พระธรรม ”หมายถึง อริยมรรคและนิพพาน เพราะอริยมรรคเป็นสภาพกำจัดกิเลส ส่วนพระนิพพานก็เป็นเครื่องออกจากวัฏฏทุกข์ ดังที่ทรงแสดงไว้ในอัคคัปปสาทสูตร ความว่า
...ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขตะมีประมาณเท่าใด อริยมรรคมีองค์ ๘ ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศ ย่อมได้รับผลที่เลิศ.
ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นสังขตะทั้งที่เป็นอสังขตะ มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม ปราชญ์กล่าวว่าเป็นเลิศกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
วิราคธรรมคืออะไร คือ ธรรมเป็นที่ทำให้สร่างความเมา ธรรมเป็นที่รำงับเสียซึ่งความกระหาย ธรรมเป็นที่ถอนขึ้นซึ่งความอาลัย ธรรมเป็นที่เข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ธรรมเป็นที่ปราศจากกำหนัด ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ นิพพาน
สัตว์เหล่าใดเลื่อมใสในวิราคธรรมอันเลิศ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ ผู้เลื่อมใสในวัตถุอันเลิศย่อมได้รับผลที่เลิศ...
แต่โดยปริยาย(โดยอ้อม) ปริยัติและสามัญญผล ก็ชื่อว่า“ พระธรรม ”ด้วย เพราะมีปริยัติคือพระไตรปิฎก จึงสามารถปฏิบัติ และบรรลุอริยมรรคได้ กิเลสย่อมดับเป็นสมุจเฉทด้วยอริยมรรค แม้สามัญญผลก็เป็นความสงบที่เกิดจากการดับกิเลสได้แล้ว
เพราะฉะนั้น “ พระธรรม ” จึงได้แก่ พระสัทธรรม ๓ คือ ปริยัติสัทธรรม ๑ ปฏิบัติสัทธรรม ๑ ปฏิเวธสัทธรรม ๑
หรือได้แก่ พระสัทธรรม ๑๐ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และปริยัติสัทธรรมอีก ๑
ปุจฉา....." จะทราบได้อย่างไรว่า ธรรมะของผู้ที่แสดงอยู่นั้น เป็นพระสัทธรรมที่แท้จริง ? "