รวมกระทู้เก่า ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน
ผู้ดูแล: tonmatch
กฏการใช้บอร์ด
ความเป็นมา ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อราวกลางปี2553 โดยมีบุคคลซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ออกมาปั่นจักรยาน ช่วงเช้าและเย็นทุกวันที่ถนนถนนเลียบทางด่วนกาญจนาภิเษก (คู้บอน-สายไหม) ระยะทางประมาณรอบละ 10 กม. โดยเป็นการร่วมตัวกันปั่นเพื่อออกกำลังกายของกลุ่มนักปั่นสูงวัย พอเริ่มนานเข้าก็เกิดความคุ้นเคยกันมากขึ้นมีการพูดคุยกันเป็นประจำหลังจากการปั่น มีการปั่นไปร่วมกิจกรรมต่างๆของสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย อยู่เป็นประจำ โดยในช่วงเริ่มต้นมีสมาชิกประมาณ 20 คน บางคนปั่นจักรยานใช้ในชิวิตประจำวัน บางคนอยู่ในวัยสูงอายุ บางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น แต่พอมาปั่นจักรยาน อาการของโรคเหล่านั้นก็ ทุเลาหรือหายไป จึงเริ่มชักชวน ญาติๆ หรือเพื่อนๆมาปั่นด้วยกัน และเริ่มร่วมตัวกัน
ทำกิจกรรมอาทิเช่น จัดกลุ่มไปปั่นในงานต่างๆ ส่งทีมแข่งขัน ความหลากหลายของสมาชิกก็มีมากขึ้น บางคนก็มาปั่นเพื่อฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันก็มี แต่เมื่อมีการออกทริปเพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการซึ่งจะมีในวันอาทิตย์แล้ว สมาชิกแต่ละคนก็จะปรับตัวในการเดินทางเป็นหมู่คณะ โดยใช้ความเร็วที่ทุกคนสามารถไปได้
สถานที่ชุมนุม : ทางตัน (ถนนเลียบทางด่วน กาญจนาภิเษก)
ผู้รับผิดชอบ(ข้อมูล)บอร์ด ของ ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน
โดย นายจักรพันธ์ ไหลหลั่ง TON MATCH
ฝ่ายประสานงาน ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน
โทร.086-569-5931
email: tonmatch4444@hotmail.com
ความเป็นมา ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อราวกลางปี2553 โดยมีบุคคลซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ออกมาปั่นจักรยาน ช่วงเช้าและเย็นทุกวันที่ถนนถนนเลียบทางด่วนกาญจนาภิเษก (คู้บอน-สายไหม) ระยะทางประมาณรอบละ 10 กม. โดยเป็นการร่วมตัวกันปั่นเพื่อออกกำลังกายของกลุ่มนักปั่นสูงวัย พอเริ่มนานเข้าก็เกิดความคุ้นเคยกันมากขึ้นมีการพูดคุยกันเป็นประจำหลังจากการปั่น มีการปั่นไปร่วมกิจกรรมต่างๆของสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย อยู่เป็นประจำ โดยในช่วงเริ่มต้นมีสมาชิกประมาณ 20 คน บางคนปั่นจักรยานใช้ในชิวิตประจำวัน บางคนอยู่ในวัยสูงอายุ บางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น แต่พอมาปั่นจักรยาน อาการของโรคเหล่านั้นก็ ทุเลาหรือหายไป จึงเริ่มชักชวน ญาติๆ หรือเพื่อนๆมาปั่นด้วยกัน และเริ่มร่วมตัวกัน
ทำกิจกรรมอาทิเช่น จัดกลุ่มไปปั่นในงานต่างๆ ส่งทีมแข่งขัน ความหลากหลายของสมาชิกก็มีมากขึ้น บางคนก็มาปั่นเพื่อฝึกซ้อมสำหรับการแข่งขันก็มี แต่เมื่อมีการออกทริปเพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการซึ่งจะมีในวันอาทิตย์แล้ว สมาชิกแต่ละคนก็จะปรับตัวในการเดินทางเป็นหมู่คณะ โดยใช้ความเร็วที่ทุกคนสามารถไปได้
สถานที่ชุมนุม : ทางตัน (ถนนเลียบทางด่วน กาญจนาภิเษก)
ผู้รับผิดชอบ(ข้อมูล)บอร์ด ของ ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน
โดย นายจักรพันธ์ ไหลหลั่ง TON MATCH
ฝ่ายประสานงาน ทีมจักรยานสิงห์สลาตัน
โทร.086-569-5931
email: tonmatch4444@hotmail.com
-
HONG41
- ขาประจำ
- โพสต์: 2845
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2008, 23:21
- ติดต่อ:
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
นี่ก็ซิ่งอีกคน
[youtube]XhSUvuBvr2o&feature=player_embedded[/youtube]
[youtube]XhSUvuBvr2o&feature=player_embedded[/youtube]
- thanakorn
- ขาประจำ
- โพสต์: 297
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 18:02
- Tel: 0863010203
- team: หมอบทางตัน:อิสระ
- Bike: TREK roadbike
- ตำแหน่ง: กรุงเทพ
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
สวัสดีตอนเช้าครับ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก หากมองไม่เห็นทางออก ก็ออกมันตรงทางที่เราเข้านั่นแหล่ะ
- thanakorn
- ขาประจำ
- โพสต์: 297
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 18:02
- Tel: 0863010203
- team: หมอบทางตัน:อิสระ
- Bike: TREK roadbike
- ตำแหน่ง: กรุงเทพ
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
ผมไปพบบทความดีๆของชมรมจักรยานกาญจนบุรีเลยเอามาฝากพี่ๆทุกท่านครับ
อุปนิสัยที่นักปั่นอย่างเรา ๆ พบเห็นหรือ เผลอทำเป็นประจำ
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หรือคิดว่า นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นไร
แต่ถ้าละทิ้งพวกนี้ได้ เราจะเป็นนักปั่นได้ดีขึ้นอีกเยอะเลยครับ
1. แค่เริ่มออกตัว ก็ปั่นเร็วเกินไปเสียแล้ว
อาจจะเป็นดาราหน้ากล้องที่ดีด้วยการนำอยู่หน้ากลุ่ม แต่ถ้าคิดจะถึงจุดหมายปลายทาง
พร้อม ๆ กันคนอื่น คิดใหม่ได้ครับ
หัวใจที่เต้นเร็วเกินไปขณะเริ่มปั่นออกตัวใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยใน 30 นาทีแรก
ส่งผลให้ร่างกายปรับตัวเข้าเผาผลาญน้ำตาลสำรองให้หมดลงเร็วเกินควร
ที่จริงแล้วต้องฝึกฝนให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเผาผลาญไขมันสำรองก่อน
ซึ่งจะใช้ได้นานกว่า โดยควรปั่นในความเร็วที่ยังคุยไปปั่นไปได้ก่อน
หรือถ้าจะเล่นกันแรง ก็ขอให้ผ่านช่วง 20-30 นาทีแรกก่อนครับ
หลังจากผ่านระยะนี้แล้ว ตัวใครตัวมันเลยครับ...
อย่าไปเลียนแบบนักแข่งที่ออกตัวกันแรง ๆ ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็วอร์มอัพเสียจนเครื่องร้อนฉ่า
พร้อมเร่งสุดชิวิตแล้ว
2. ใช้เกียร์ผิดปั่นขึ้นเนิน
ไม่ว่าเนินนั้นจะชันเท่าไร ว่ากันว่ารอบขาที่เหมาะสมควรจะอยู่ประมาณ 90-100 เสมอ
(ยกเว้นที่มันชันสุด ๆ จริง ๆ อย่าง ชัน 14-18%) อาจจะต้องฝึกกันเยอะหน่อย
แต่รอบขาที่ต่ำไป เราจะปั่นจนขายุ่ง วุ่นวาย เป็นพัลวัล สร้างความเครียดให้กับข้อต่อโดยไม่จำเป็น
และหมดแรงโดยไร้ประโยชน์ หรือรอบขาที่สูงเกินไป ก็จะทำให้สูญเสียแรง เข่าทำงานหนัก
อ่อนล้าได้ง่าย ๆ
ถ้ามีเครื่องวัดรอบขา (cadence) ได้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ
แต่ถ้าไม่มีก็อาศัยประสบการณ์หน่อย หารอบขาโดย หรือจับเวลา 15 หรือ 30 วินาที
แล้วนับรอบขาเอา ใช้ความรู้สึกหารอบขาให้เหมาะสมกับตัวเอง
3. เป็นหัวลากหรือปั่นตามกลุ่ม อย่างใดอย่างหนึ่งมากไป
เรียนรู้การประหยัดแรงบ้างด้วยการปั่นตามกลุ่ม แต่อย่าลืมขึ้นเป็นหัวลากคนอื่นบ้าง
การปั่นตามหลังนักปั่นอื่น ๆ ซัก 8 คน สามารถประหยัดการเผาผลาญอ๊อกซิเจน
ได้ถึง 30-40% แต่การปั่นตามหลังกลุ่มตลอดเสมอ อาจได้รับฉายา
ไอ้ตัวดูด หรือห่อหมก (wheel sucker) ได้ แต่การใช้เวลาเป็นหัวลากมากไป
แม้ว่าเพื่อนฝูงจะรักใคร่ได้รับฉายา ลากยาว หัวลากประจำก๊วน
ถ้าไม่แกร่งพอ ก็อาจเจอกับอาการแผ่วเอาง่าย ๆ
เรื่องสำคัญคือในกลุ่มต้องตกลงกันว่าใครจะขึ้นหัวลาก นานเท่าไร สลับกันยังไง
ถ้าเป็นหัวลากอยู่ การให้สัญญาณให้คนอื่นแซง อย่างเช่นขยับศอก
โบกฝ่ามือ การหลบออกซ้ายลดความเร็วช้า ๆ ระวังคนข้างหลังมาเสยเอา ทำเขาล้มได้
พยายามอย่าเบรค ให้แรงต้านลมลดความเร็วลงช้า ๆ
ถ้าปั่นตาม เพื่อประหยัดแรง ก็ต้องให้ชิดคันข้างหน้า ห่างกันระยะซักล้อหรือมากกว่า
แน่นอนยิ่งชิดก็ยิ่งประหยัดแรง แต่ก็ยิ่งเสี่ยง มองไกล สลับใกล้
อย่าก้มหน้าก้มตามองแต่ล้อหลังคันข้างหน้า
ให้ขี่ประจำตำแหน่ง อย่ามุดหรือกระแซะคันข้างหน้าเพื่อแซง
ถ้าคิดจะแซงขอทางออกด้านขวา อยู่นอกกลุ่มแล้วจะไปไหนก็ไป
หรือถ้าคิดจะย้ายตำแหน่งไปข้างหลัง ให้ขอทางออกทางซ้าย
การเปลี่ยนจังหวะกะทันหัน เช่น จากนั่งเป็นยืนโยก
จังหวะที่ลุกขึ้นยืนโยก ระวังอย่าให้จักรยานชะงัก การปั่นช้าลง เบรค
หรือเปลี่ยนทิศทางโดยไม่ให้สัญญาณ อุบัติเหตุเกิดได้บ่อย ๆ เจ็บตัวเจ็บใจ
เสียรถ เสียความรู้สึก มามากต่อมาก ถอดใจเลิกปั่นไปก็มีไม่น้อย
โดยเฉพาะถนนบ้านเรา ไหนต้องระวังมอไซต์สวน หรือรถจอดไหล่ทาง
หรือแม้กระทั่ง หมาไล่ เรื่องนี้ว่ากันยาว
4. พักผ่อนน้อย
โอเวอร์เทรน หรือซ้อมมากไปเป็นอาการนักปั่นรู้สึกกันบ่อย เช่นเมื่อยล้า อ่อนแรง
ขาดแรงจูงใจ อารมฌ์บ่จอย พาลขี้เกียจซ้อม
ให้คิดว่าการพักผ่อนไม่ใช่การขาดซ้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมด้วยนะครับ
ร่างกายเราใช้ช่วงพักผ่อนนี่แหละเสริมสร้าง ปรับปรุงระบบทั้งหัวใจและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ยกระดับประสิทธิภาพสูงขึ้น
โปรแกรมการฝึกซ้อมดี ๆ ส่วนใหญ่ให้มีวันพักผ่อนเต็ม ๆ หลังวันซ้อมเบา
อาทิตย์ละครั้ง หรือถ้าโปรแกรมซ้อมไม่โหดมากนัก ก็อาจใช้วันนี้ไป ครอสเทรนนิ่งบ้าง
อย่าง ว่ายน้ำ โยคะ เดินเล่น แต่ถ้าซ้อมกันหนัก ๆ โหด ๆ มา ให้พักผ่อนให้เต็มที่
หรืออาจะไปนวดตัว นวดกล้ามเนื้อ ก็ดีครับ
5 ปั่น ปั่น และปั่น พวกบ้าปั่น
พวกนี้ไม่ทำอะไรเลยนอกจาก ปั่น ปั่น และปั่นทั้งอาทิตย์ เอาชั่วโมงปั่นอย่างเดียว
เรื่องของเรื่องก็คือว่า การปั่นไม่ใช่การออกกำลังที่มีการใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย
แต่ใช้เฉพาะส่วนล่างในการเคลื่อนไหว ในขนาดและทิศทางที่ชัดเจนและจำกัดมาก
ผลที่ได้ก็คือกล้ามเนื้อส่วนนี้จะแข็งแรงมาก แต่กล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ใช้ก็จะอ่อนแอลง
ก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุลย์ ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานวิจัยยังพบอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานซ้ำซาก
และมากเกินไปในนักปั่นกลุ่มนี้ถึง 85% ให้ชดเชยด้วยการฝึกใช้งานกล้ามเนื้ออื่น ๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นโยคะ หรือ ยกน้ำหนัก ซิท อัพ เป็นต้น
6. ชอบปรับแต่งองค์ทรงเครื่องจักรยานก่อนปั่น
ทุก ๆ ครั้งก่อนล้อจะหมุน ดูเหมือนว่ารถเราหรือใครซักคนจะมีอะไรติดขัดทุกที
ไม่ว่าจะเป็นปรับเบาะ ปรับเบรค ตัวจับแม่เหล็ก หรือแม้กระทั่งปรับสายเบรค สายเกียร์ทั้งหลาย
ว่ากันว่าเวลาที่ดีที่สุดในการปรับแต่งรถก็คือทันทีที่ขี่เสร็จครับ เพราะอาการรวน
หรือเสียงรบกวนทั้งหลายแหล่นั้นนั้นยังแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึก รวมถึง การล้างทำ
ความสะอาด เช็ดถู หล่อลื่นต่าง ๆ หรือซ่อมแซมยางอะไหล่ก็เหมาะครับ
สำหรับบางคนที่ชอบปรับแต่งเป็นอาจิณ ประเภทย้ำคิดย้ำทำนั้น แนะนำว่า
ให้ทำเป็นเช็คลิสต์เลยครับ เก็บไว้รวมกับพวกยางอะใหล่ สูบ โดยให้รวมถึง
พวกน้ำดื่มเกลือแร่ แม้กระทั่ง มือถือหรือไอพอด ไปด้วยเลย
แต่ถ้าเจตนาจะปรับแต่งรถจริง ๆ ปั่นคนเดียวครับ พกเครื่องมือไปด้วย
ปั่นไปเจออะไรไม่เข้าที่เข้าทางก็ปรับเลยครับ ดีที่สุด...
7. เห็นเนินเป็นลม
นักปั่นที่ปั่นแต่ทางเรียบล้วน ๆ ไม่มีเนินให้ลองเล่น อย่างแถวกรุงเทพเนี่ย มักกลัวเนินครับ
พยายามเลี่ยง ประเภทเห็นเนินเป็นลม เห็นนมแล้วซิ่ง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ถ้าอยากปั่นให้ดีขึ้น
ต้องซ้อมขึ้นเนินบ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างว่าขี่ขึ้นเนินไม่ดีเลยพาลหนีไปเลย
ความจริงก็คือ ไม่มีใครขึ้นเนินไม่ได้หรอกครับ ของมันฝึกฝนกันได้
ลองเลือกหาเนินสั้น ๆ ชันซ้ก 4% ถึง 8% ใช้เวลาปั่นซัก หนึ่ง ถึง สองนาที
พยายามใช้แรงให้สม่ำเสมอตลอดทั้งเนิน เสร็จแล้วให้ฝึกบ่อย ๆ สองถึงสามเนิน
ขนาดซักสามสิบนาทีต่ออาทิตย์ แล้วจะพบว่าตัวเองชักจะติดใจเนินละ
แทนที่จะวิ่งหนีกลับวิ่งเข้าหาแล้วล่ะครับ ให้ฝึกการใช้รอบขา การใช้แรง
การหายใจให้สม่ำเสมอ อย่าเพิ่งสนใจความเร็วมากนัก
เนินมักเป็นที่ที่แยกหมู่จากจ่า แยกขาแรงกับขาใหม่อย่างแท้จริง ขณะที่ปั่นทางราบใคร ๆ
ก็พอจะเกาะกลุ่มไปได้ บนเนิน นักปั่นที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มมักจะถูกสลัดทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย
เสียแทบจะทุก ๆ ครั้ง หรือถ้าผ่านพ้นจุดนี้ไปได้ กำลังจะผ่านยอดเนิน อย่าเพิ่งเบาเครื่องนะครับ
ถ้าเป็นการแข่งขันหรือทริปที่ปั่นเหมือนกะแข่ง เคล็ดลับก็คือปั่นตามกลุ่มขึ้นเนินให้ได้
แล้วเก็บแรงไว้ใช้บนยอดเนิน ที่นี่แหละเร่งรอบขาหนีหายไปเลย นักปั่นที่มัวแต่พักรอบขาตอนนี้
จะถูกทิ้งอีกครั้ง ใช้ขาลงเนินนั่นแหละพักรอบขาเอา เรื่องนี้ต้องฝึกบ่อย ๆ ครับแล้วจะชิน
ฮึ่ม แล้วมันก็จะเป็นทีข้ามั่งละว๊อย...
ส่วนนักปั่นแถวนี้ ไม่รู้ว่าชอบเนินหรือเปล่า เห็นไปเขาใหญ่ที ประกาศ ด่านชนด่าน
เหวนรกสองรอบ ทุกที นัดไปเมื่อไร ไปกันพร้อมเพรียงเสมอ
หรือจะไปติดใจอะไรขาว ๆ สวย ๆ หมวย ๆ แถว ร้านกาแฟอเมซอน ตรงวงเวียนปราจีน ฯ
ก็ไม่สามารถรู้ได้จริง ๆ เลยครับ....
8 ทำตัวเป็นหมอกลางบ้าน
ปั่นจักรยานก็อาจเหมือนกีฬาแข่งขันอื่น ๆ ที่มักมีการเจ็บเนื้อปวดเมื่อยตัว หมูแผ่น
กันอยู่เสมอ และพวกเราก็มักจะดูแลรักษาตัวเองเสียด้วย อาจคิดแค่ว่าเอาน้ำแข็งประคบเสียหน่อย
หรือไปนวดเสียหน่อย หรือ ทาโน่นทานี่หน่อยก็โอเคแล้ว
เรื่องของเรื่อง อาการเล็ก ๆ น้อย เหล่านั้นอาจกลับกลายเป็นอาการเรื้อรังประเภทกล้ามเนื้อ
ฉีกขาดหรือปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ถาวรได้ ถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก
เพราะฉะนั้นอาการปวดเมื่อยแปลก ๆ ก็รีบไปหาหมอโดยเร็วเลยครับ ถ้าเป็นหมอเฉพาะ
ทางกายภาพกีฬาด้วยยิ่งดี (ไม่รู้ว่าบ้านเรามีมั่งหรือเปล่านี่) อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ความดันสูงหรือต่ำผิดปกติ หรือเหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ หรือบางคนอาจเคยมีอาการหัวใจผิดปกติมาก่อน
อาจขอหมอตรวจเลือดให้ละเอียดหน่อย เช่นหาปริมาณธาตุเหล็กในเลือด อาการเส้นเลือดอุดตัน
อาการพวกนี้อาจทำให้เราใช้แรงมากผิดปกติ ฟื้นตัวช้า สมรรถภาพหย่อนยาน หรืออาจถึงอัมพาต
หรืออาจถึงตายได้ ก็มีให้เห็นกันครับ
9 กินผิดที่ผิดเวลา
บ่อยครั้งที่ในวันแข่ง หรือวันออกทริป เรามักทำตัวผิดจากวันธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเวลานอน
เวลาตื่น หรือกินอาหารผิดไปจากที่เคยกิน หรือ ผิดเวลาจากที่เคยทำเป็นประจำ
หรือแม้กระทั่งถ่ายผิดที่ผิดเวลา อย่างเช่น มากินน้ำเต้าหู้ หรือปาท่องโก๋ตอนเช้า
วันออกทริปหรือแข่ง เพราะว่ามันฟรี ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยแตะต้อง อย่างนี้ต้องระวังให้มากครับ
ท้องไส้บางคนไม่คุ้นเคย ไม่ได้ถูกฝึก อาจเกินอาการปั่นป่วน ไม่อยู่กับร่องกับรอย
ส่งเสียงรบกวนเอาง่าย ๆ ส่วนหลังปั่น ถ้าเป็นการปั่นทางไกลจริง ๆ ควรต้องเติม
เต็มกระเพาะอาหาร ภายใน 45 นาทีหลังปั่นเสร็จ เพื่อให้ร่างกายสะสมพลังงาน
ไว้ใช้เพื่อฟื้นสภาพต่อไป
10 นอนไม่พอ
ข้อนี้คงไม่ต้องว่ากันมากนัก ใครนอนไม่พอแล้วมาปั่นกันหนัก ๆ จะออกอาการ
เปลี้ยเห็นได้ชัด ๆ ส่วนใหญ่จะยอมสารภาพบาปกันทั้งนั้น
ร่างกายใช้เวลาระหว่างการนอนหลับ ทำการซ่อมแซมและพักฟื้นเซลล์กล้ามเนื้อ
ที่สึกหรอจากการออกกำลังกาย การนอนน้อย ทำให้การะบวนการซ่อมแซมไม่
สามารถทำได้เต็มที่ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ฟื้นตัวช้า ขาดภูมิต้านทาน
บางคนมีอาการปวดหัวบ่อย ซื่งถ้าไม่ขาดน้ำ ก็อาจมีสาเหตุมาจากนอนน้อยก็ได้
ในวัยเด็ก การนอนหลับสนิทเป็นช่วงที่ร่างกายเร่งกระบวนการเติบโตและความสูง
ในทางการแพทย์คนนอนน้อยมีภาวะเลือดลอย หรือมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดน้อย
ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ สำหรับนักกีฬา ความเข้มข้นของเลือดน้อยทำให้เม็ด
เลือดแดงนำอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้น้อยลง ทำให้ไม่มีแรง เป็นตะคริวง่าย
นอนเท่าไรจึงจะพอ ไม่มีกฏตายตัว บางคน 5 ชั่วโมงต่อคืนก็พอแล้ว สำหรับหลาย ๆ คน
ต้อง 6 – 8 ชั่วโมงจึงจะพอ สิ่งสำคัญก็คือ ความสม่ำเสมอครับ เคยนอนเท่าไรแล้วรู้สึกปกติ
สบาย ๆ ก็อันนั้นแหละครับ
อุปนิสัยที่นักปั่นอย่างเรา ๆ พบเห็นหรือ เผลอทำเป็นประจำ
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หรือคิดว่า นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เป็นไร
แต่ถ้าละทิ้งพวกนี้ได้ เราจะเป็นนักปั่นได้ดีขึ้นอีกเยอะเลยครับ
1. แค่เริ่มออกตัว ก็ปั่นเร็วเกินไปเสียแล้ว
อาจจะเป็นดาราหน้ากล้องที่ดีด้วยการนำอยู่หน้ากลุ่ม แต่ถ้าคิดจะถึงจุดหมายปลายทาง
พร้อม ๆ กันคนอื่น คิดใหม่ได้ครับ
หัวใจที่เต้นเร็วเกินไปขณะเริ่มปั่นออกตัวใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยใน 30 นาทีแรก
ส่งผลให้ร่างกายปรับตัวเข้าเผาผลาญน้ำตาลสำรองให้หมดลงเร็วเกินควร
ที่จริงแล้วต้องฝึกฝนให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเผาผลาญไขมันสำรองก่อน
ซึ่งจะใช้ได้นานกว่า โดยควรปั่นในความเร็วที่ยังคุยไปปั่นไปได้ก่อน
หรือถ้าจะเล่นกันแรง ก็ขอให้ผ่านช่วง 20-30 นาทีแรกก่อนครับ
หลังจากผ่านระยะนี้แล้ว ตัวใครตัวมันเลยครับ...
อย่าไปเลียนแบบนักแข่งที่ออกตัวกันแรง ๆ ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็วอร์มอัพเสียจนเครื่องร้อนฉ่า
พร้อมเร่งสุดชิวิตแล้ว
2. ใช้เกียร์ผิดปั่นขึ้นเนิน
ไม่ว่าเนินนั้นจะชันเท่าไร ว่ากันว่ารอบขาที่เหมาะสมควรจะอยู่ประมาณ 90-100 เสมอ
(ยกเว้นที่มันชันสุด ๆ จริง ๆ อย่าง ชัน 14-18%) อาจจะต้องฝึกกันเยอะหน่อย
แต่รอบขาที่ต่ำไป เราจะปั่นจนขายุ่ง วุ่นวาย เป็นพัลวัล สร้างความเครียดให้กับข้อต่อโดยไม่จำเป็น
และหมดแรงโดยไร้ประโยชน์ หรือรอบขาที่สูงเกินไป ก็จะทำให้สูญเสียแรง เข่าทำงานหนัก
อ่อนล้าได้ง่าย ๆ
ถ้ามีเครื่องวัดรอบขา (cadence) ได้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ
แต่ถ้าไม่มีก็อาศัยประสบการณ์หน่อย หารอบขาโดย หรือจับเวลา 15 หรือ 30 วินาที
แล้วนับรอบขาเอา ใช้ความรู้สึกหารอบขาให้เหมาะสมกับตัวเอง
3. เป็นหัวลากหรือปั่นตามกลุ่ม อย่างใดอย่างหนึ่งมากไป
เรียนรู้การประหยัดแรงบ้างด้วยการปั่นตามกลุ่ม แต่อย่าลืมขึ้นเป็นหัวลากคนอื่นบ้าง
การปั่นตามหลังนักปั่นอื่น ๆ ซัก 8 คน สามารถประหยัดการเผาผลาญอ๊อกซิเจน
ได้ถึง 30-40% แต่การปั่นตามหลังกลุ่มตลอดเสมอ อาจได้รับฉายา
ไอ้ตัวดูด หรือห่อหมก (wheel sucker) ได้ แต่การใช้เวลาเป็นหัวลากมากไป
แม้ว่าเพื่อนฝูงจะรักใคร่ได้รับฉายา ลากยาว หัวลากประจำก๊วน
ถ้าไม่แกร่งพอ ก็อาจเจอกับอาการแผ่วเอาง่าย ๆ
เรื่องสำคัญคือในกลุ่มต้องตกลงกันว่าใครจะขึ้นหัวลาก นานเท่าไร สลับกันยังไง
ถ้าเป็นหัวลากอยู่ การให้สัญญาณให้คนอื่นแซง อย่างเช่นขยับศอก
โบกฝ่ามือ การหลบออกซ้ายลดความเร็วช้า ๆ ระวังคนข้างหลังมาเสยเอา ทำเขาล้มได้
พยายามอย่าเบรค ให้แรงต้านลมลดความเร็วลงช้า ๆ
ถ้าปั่นตาม เพื่อประหยัดแรง ก็ต้องให้ชิดคันข้างหน้า ห่างกันระยะซักล้อหรือมากกว่า
แน่นอนยิ่งชิดก็ยิ่งประหยัดแรง แต่ก็ยิ่งเสี่ยง มองไกล สลับใกล้
อย่าก้มหน้าก้มตามองแต่ล้อหลังคันข้างหน้า
ให้ขี่ประจำตำแหน่ง อย่ามุดหรือกระแซะคันข้างหน้าเพื่อแซง
ถ้าคิดจะแซงขอทางออกด้านขวา อยู่นอกกลุ่มแล้วจะไปไหนก็ไป
หรือถ้าคิดจะย้ายตำแหน่งไปข้างหลัง ให้ขอทางออกทางซ้าย
การเปลี่ยนจังหวะกะทันหัน เช่น จากนั่งเป็นยืนโยก
จังหวะที่ลุกขึ้นยืนโยก ระวังอย่าให้จักรยานชะงัก การปั่นช้าลง เบรค
หรือเปลี่ยนทิศทางโดยไม่ให้สัญญาณ อุบัติเหตุเกิดได้บ่อย ๆ เจ็บตัวเจ็บใจ
เสียรถ เสียความรู้สึก มามากต่อมาก ถอดใจเลิกปั่นไปก็มีไม่น้อย
โดยเฉพาะถนนบ้านเรา ไหนต้องระวังมอไซต์สวน หรือรถจอดไหล่ทาง
หรือแม้กระทั่ง หมาไล่ เรื่องนี้ว่ากันยาว
4. พักผ่อนน้อย
โอเวอร์เทรน หรือซ้อมมากไปเป็นอาการนักปั่นรู้สึกกันบ่อย เช่นเมื่อยล้า อ่อนแรง
ขาดแรงจูงใจ อารมฌ์บ่จอย พาลขี้เกียจซ้อม
ให้คิดว่าการพักผ่อนไม่ใช่การขาดซ้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมด้วยนะครับ
ร่างกายเราใช้ช่วงพักผ่อนนี่แหละเสริมสร้าง ปรับปรุงระบบทั้งหัวใจและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ยกระดับประสิทธิภาพสูงขึ้น
โปรแกรมการฝึกซ้อมดี ๆ ส่วนใหญ่ให้มีวันพักผ่อนเต็ม ๆ หลังวันซ้อมเบา
อาทิตย์ละครั้ง หรือถ้าโปรแกรมซ้อมไม่โหดมากนัก ก็อาจใช้วันนี้ไป ครอสเทรนนิ่งบ้าง
อย่าง ว่ายน้ำ โยคะ เดินเล่น แต่ถ้าซ้อมกันหนัก ๆ โหด ๆ มา ให้พักผ่อนให้เต็มที่
หรืออาจะไปนวดตัว นวดกล้ามเนื้อ ก็ดีครับ
5 ปั่น ปั่น และปั่น พวกบ้าปั่น
พวกนี้ไม่ทำอะไรเลยนอกจาก ปั่น ปั่น และปั่นทั้งอาทิตย์ เอาชั่วโมงปั่นอย่างเดียว
เรื่องของเรื่องก็คือว่า การปั่นไม่ใช่การออกกำลังที่มีการใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย
แต่ใช้เฉพาะส่วนล่างในการเคลื่อนไหว ในขนาดและทิศทางที่ชัดเจนและจำกัดมาก
ผลที่ได้ก็คือกล้ามเนื้อส่วนนี้จะแข็งแรงมาก แต่กล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ใช้ก็จะอ่อนแอลง
ก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุลย์ ได้
ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานวิจัยยังพบอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้งานซ้ำซาก
และมากเกินไปในนักปั่นกลุ่มนี้ถึง 85% ให้ชดเชยด้วยการฝึกใช้งานกล้ามเนื้ออื่น ๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นโยคะ หรือ ยกน้ำหนัก ซิท อัพ เป็นต้น
6. ชอบปรับแต่งองค์ทรงเครื่องจักรยานก่อนปั่น
ทุก ๆ ครั้งก่อนล้อจะหมุน ดูเหมือนว่ารถเราหรือใครซักคนจะมีอะไรติดขัดทุกที
ไม่ว่าจะเป็นปรับเบาะ ปรับเบรค ตัวจับแม่เหล็ก หรือแม้กระทั่งปรับสายเบรค สายเกียร์ทั้งหลาย
ว่ากันว่าเวลาที่ดีที่สุดในการปรับแต่งรถก็คือทันทีที่ขี่เสร็จครับ เพราะอาการรวน
หรือเสียงรบกวนทั้งหลายแหล่นั้นนั้นยังแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึก รวมถึง การล้างทำ
ความสะอาด เช็ดถู หล่อลื่นต่าง ๆ หรือซ่อมแซมยางอะไหล่ก็เหมาะครับ
สำหรับบางคนที่ชอบปรับแต่งเป็นอาจิณ ประเภทย้ำคิดย้ำทำนั้น แนะนำว่า
ให้ทำเป็นเช็คลิสต์เลยครับ เก็บไว้รวมกับพวกยางอะใหล่ สูบ โดยให้รวมถึง
พวกน้ำดื่มเกลือแร่ แม้กระทั่ง มือถือหรือไอพอด ไปด้วยเลย
แต่ถ้าเจตนาจะปรับแต่งรถจริง ๆ ปั่นคนเดียวครับ พกเครื่องมือไปด้วย
ปั่นไปเจออะไรไม่เข้าที่เข้าทางก็ปรับเลยครับ ดีที่สุด...
7. เห็นเนินเป็นลม
นักปั่นที่ปั่นแต่ทางเรียบล้วน ๆ ไม่มีเนินให้ลองเล่น อย่างแถวกรุงเทพเนี่ย มักกลัวเนินครับ
พยายามเลี่ยง ประเภทเห็นเนินเป็นลม เห็นนมแล้วซิ่ง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ถ้าอยากปั่นให้ดีขึ้น
ต้องซ้อมขึ้นเนินบ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างว่าขี่ขึ้นเนินไม่ดีเลยพาลหนีไปเลย
ความจริงก็คือ ไม่มีใครขึ้นเนินไม่ได้หรอกครับ ของมันฝึกฝนกันได้
ลองเลือกหาเนินสั้น ๆ ชันซ้ก 4% ถึง 8% ใช้เวลาปั่นซัก หนึ่ง ถึง สองนาที
พยายามใช้แรงให้สม่ำเสมอตลอดทั้งเนิน เสร็จแล้วให้ฝึกบ่อย ๆ สองถึงสามเนิน
ขนาดซักสามสิบนาทีต่ออาทิตย์ แล้วจะพบว่าตัวเองชักจะติดใจเนินละ
แทนที่จะวิ่งหนีกลับวิ่งเข้าหาแล้วล่ะครับ ให้ฝึกการใช้รอบขา การใช้แรง
การหายใจให้สม่ำเสมอ อย่าเพิ่งสนใจความเร็วมากนัก
เนินมักเป็นที่ที่แยกหมู่จากจ่า แยกขาแรงกับขาใหม่อย่างแท้จริง ขณะที่ปั่นทางราบใคร ๆ
ก็พอจะเกาะกลุ่มไปได้ บนเนิน นักปั่นที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มมักจะถูกสลัดทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย
เสียแทบจะทุก ๆ ครั้ง หรือถ้าผ่านพ้นจุดนี้ไปได้ กำลังจะผ่านยอดเนิน อย่าเพิ่งเบาเครื่องนะครับ
ถ้าเป็นการแข่งขันหรือทริปที่ปั่นเหมือนกะแข่ง เคล็ดลับก็คือปั่นตามกลุ่มขึ้นเนินให้ได้
แล้วเก็บแรงไว้ใช้บนยอดเนิน ที่นี่แหละเร่งรอบขาหนีหายไปเลย นักปั่นที่มัวแต่พักรอบขาตอนนี้
จะถูกทิ้งอีกครั้ง ใช้ขาลงเนินนั่นแหละพักรอบขาเอา เรื่องนี้ต้องฝึกบ่อย ๆ ครับแล้วจะชิน
ฮึ่ม แล้วมันก็จะเป็นทีข้ามั่งละว๊อย...
ส่วนนักปั่นแถวนี้ ไม่รู้ว่าชอบเนินหรือเปล่า เห็นไปเขาใหญ่ที ประกาศ ด่านชนด่าน
เหวนรกสองรอบ ทุกที นัดไปเมื่อไร ไปกันพร้อมเพรียงเสมอ
หรือจะไปติดใจอะไรขาว ๆ สวย ๆ หมวย ๆ แถว ร้านกาแฟอเมซอน ตรงวงเวียนปราจีน ฯ
ก็ไม่สามารถรู้ได้จริง ๆ เลยครับ....
8 ทำตัวเป็นหมอกลางบ้าน
ปั่นจักรยานก็อาจเหมือนกีฬาแข่งขันอื่น ๆ ที่มักมีการเจ็บเนื้อปวดเมื่อยตัว หมูแผ่น
กันอยู่เสมอ และพวกเราก็มักจะดูแลรักษาตัวเองเสียด้วย อาจคิดแค่ว่าเอาน้ำแข็งประคบเสียหน่อย
หรือไปนวดเสียหน่อย หรือ ทาโน่นทานี่หน่อยก็โอเคแล้ว
เรื่องของเรื่อง อาการเล็ก ๆ น้อย เหล่านั้นอาจกลับกลายเป็นอาการเรื้อรังประเภทกล้ามเนื้อ
ฉีกขาดหรือปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ ถาวรได้ ถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก
เพราะฉะนั้นอาการปวดเมื่อยแปลก ๆ ก็รีบไปหาหมอโดยเร็วเลยครับ ถ้าเป็นหมอเฉพาะ
ทางกายภาพกีฬาด้วยยิ่งดี (ไม่รู้ว่าบ้านเรามีมั่งหรือเปล่านี่) อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ความดันสูงหรือต่ำผิดปกติ หรือเหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ หรือบางคนอาจเคยมีอาการหัวใจผิดปกติมาก่อน
อาจขอหมอตรวจเลือดให้ละเอียดหน่อย เช่นหาปริมาณธาตุเหล็กในเลือด อาการเส้นเลือดอุดตัน
อาการพวกนี้อาจทำให้เราใช้แรงมากผิดปกติ ฟื้นตัวช้า สมรรถภาพหย่อนยาน หรืออาจถึงอัมพาต
หรืออาจถึงตายได้ ก็มีให้เห็นกันครับ
9 กินผิดที่ผิดเวลา
บ่อยครั้งที่ในวันแข่ง หรือวันออกทริป เรามักทำตัวผิดจากวันธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเวลานอน
เวลาตื่น หรือกินอาหารผิดไปจากที่เคยกิน หรือ ผิดเวลาจากที่เคยทำเป็นประจำ
หรือแม้กระทั่งถ่ายผิดที่ผิดเวลา อย่างเช่น มากินน้ำเต้าหู้ หรือปาท่องโก๋ตอนเช้า
วันออกทริปหรือแข่ง เพราะว่ามันฟรี ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยแตะต้อง อย่างนี้ต้องระวังให้มากครับ
ท้องไส้บางคนไม่คุ้นเคย ไม่ได้ถูกฝึก อาจเกินอาการปั่นป่วน ไม่อยู่กับร่องกับรอย
ส่งเสียงรบกวนเอาง่าย ๆ ส่วนหลังปั่น ถ้าเป็นการปั่นทางไกลจริง ๆ ควรต้องเติม
เต็มกระเพาะอาหาร ภายใน 45 นาทีหลังปั่นเสร็จ เพื่อให้ร่างกายสะสมพลังงาน
ไว้ใช้เพื่อฟื้นสภาพต่อไป
10 นอนไม่พอ
ข้อนี้คงไม่ต้องว่ากันมากนัก ใครนอนไม่พอแล้วมาปั่นกันหนัก ๆ จะออกอาการ
เปลี้ยเห็นได้ชัด ๆ ส่วนใหญ่จะยอมสารภาพบาปกันทั้งนั้น
ร่างกายใช้เวลาระหว่างการนอนหลับ ทำการซ่อมแซมและพักฟื้นเซลล์กล้ามเนื้อ
ที่สึกหรอจากการออกกำลังกาย การนอนน้อย ทำให้การะบวนการซ่อมแซมไม่
สามารถทำได้เต็มที่ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ฟื้นตัวช้า ขาดภูมิต้านทาน
บางคนมีอาการปวดหัวบ่อย ซื่งถ้าไม่ขาดน้ำ ก็อาจมีสาเหตุมาจากนอนน้อยก็ได้
ในวัยเด็ก การนอนหลับสนิทเป็นช่วงที่ร่างกายเร่งกระบวนการเติบโตและความสูง
ในทางการแพทย์คนนอนน้อยมีภาวะเลือดลอย หรือมีความเข้มข้นของเม็ดเลือดน้อย
ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ สำหรับนักกีฬา ความเข้มข้นของเลือดน้อยทำให้เม็ด
เลือดแดงนำอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้น้อยลง ทำให้ไม่มีแรง เป็นตะคริวง่าย
นอนเท่าไรจึงจะพอ ไม่มีกฏตายตัว บางคน 5 ชั่วโมงต่อคืนก็พอแล้ว สำหรับหลาย ๆ คน
ต้อง 6 – 8 ชั่วโมงจึงจะพอ สิ่งสำคัญก็คือ ความสม่ำเสมอครับ เคยนอนเท่าไรแล้วรู้สึกปกติ
สบาย ๆ ก็อันนั้นแหละครับ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก หากมองไม่เห็นทางออก ก็ออกมันตรงทางที่เราเข้านั่นแหล่ะ
- EAK-MTB-POLYGON
- ขาประจำ
- โพสต์: 767
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2010, 12:43
- team: สิงห์สลาตัน
- Bike: Polygon, K2, KHS, Marlin, Mountain Cat
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
แรง หรือ ไม่แรง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราไปด้วยกันอยู่แล้ว แล้วเจอกันวันเสาร์ จะเตรียมตัว เตรียมทีม ร่วมซ้อมทางไกล โดยการวนรอบคลังนำมัน แล้วจะได้นัดกันว่าจะไปทางไกลที่ไหนดี เดือนละครั้งแล้วกันพรเทพ มะอยู่เที่ยง เขียน:ช่วงนี้ขาอ่อนกลัวตาม GCC แดง ดำ,เหลืองมะนาว,และน้องบานเย็น ไม่ทันยังรอ GIOS ดำ ด้วย แล้วพบกันทางตัน
สิงห์ทางตัน-GCC สิงห์ทางตัน-GCC สิงห์ทางตัน-GCC สิงห์ทางตัน-GCC สิงห์ทางตัน-GCC
- PSM2507
- ขาประจำ
- โพสต์: 259
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 20:43
- Tel: 081 7416272
- team: TCC Club
- Bike: MTB
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
สวัสดีตอนเช้า เช่น กันป๋อง....ดีมากป๋องบทความที่เอามาลงไว้ให้ความรู้ดี และ เตือนสติเวลาเราปั่นออกทริปกับกลุ่มใหญ่จะได้ปลอดภัยthanakorn เขียน:สวัสดีตอนเช้าครับ
เช้าวันเสาร์...มีใครบ้าง Start ทางตัน 3 รอบเป็นงั๊ย? OK ยกมือขึ้น!!!!
-
พรเทพ มะอยู่เที่ยง
- สมาชิก
- โพสต์: 75
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2010, 11:27
- Tel: 085-326-2407
- team: GCC สิงห์สลาตัน
- Bike: GIOS CANTARE
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
สวัสดิ์ครับ ที่นี้มีแต่เรื่องดี ๆ ทั้งหมอบ ทั้งเสื้อ นี่ละ สูงสุดกับสู่สามัญ เครื่องยนต์หรือจะดีกว่าเครื่องกาย by ทางตัน
Mr.noi
-
HONG41
- ขาประจำ
- โพสต์: 2845
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2008, 23:21
- ติดต่อ:
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
ยกมือครับ
ไปด้วย 3 รอบ
แต่กลับมาเที่ยวนี้สงสัย
ต้องเริ่มต้นใหม่ ที่ผ่านมา
เถล ไถล ไปหน่อย
ขอดูดอย่างเดียวเรยยยยย
ไป ตจว. แค่ 3 วัน นน.ขึ้น 3 โล
เป็นตามที่ ป๋องบอก คือ...
1. พักผ่อนน้อย (สืบเนื่องมาจากผิดที่)
2. เห็นเนินเป็นลม (แต่ผมเห็นนมเป็นคึก)
3. กินผิดที่ผิดเวลา (ดึกดื่น เที่ยงคืน ยังลุกมากิน นม)
4. นอนไม่พอ (จะนอนพอได้ไงครับ สืบเนื่องมาจาก
ข้อ1 ข้อ 2 และข้อ 3 ไง)
ไปด้วย 3 รอบ
แต่กลับมาเที่ยวนี้สงสัย
ต้องเริ่มต้นใหม่ ที่ผ่านมา
เถล ไถล ไปหน่อย
ขอดูดอย่างเดียวเรยยยยย
ไป ตจว. แค่ 3 วัน นน.ขึ้น 3 โล
เป็นตามที่ ป๋องบอก คือ...
1. พักผ่อนน้อย (สืบเนื่องมาจากผิดที่)
2. เห็นเนินเป็นลม (แต่ผมเห็นนมเป็นคึก)
3. กินผิดที่ผิดเวลา (ดึกดื่น เที่ยงคืน ยังลุกมากิน นม)
4. นอนไม่พอ (จะนอนพอได้ไงครับ สืบเนื่องมาจาก
ข้อ1 ข้อ 2 และข้อ 3 ไง)
-
HONG41
- ขาประจำ
- โพสต์: 2845
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2008, 23:21
- ติดต่อ:
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
ช่วงนี้จัดเพลงมาให้ฟังก่อนนะ
Hotel California - The Eagles (1976)
Hotel California - The Eagles (1976)
- TritonJames
- ขาประจำ
- โพสต์: 937
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2009, 10:07
- Tel: 0816453191
- team: 99 city bike
- Bike: Trek 1.7 , merida speeder , mongoose rockadile alx , Trek fuel 5.5
- ตำแหน่ง: รามอินทรา
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
1976 ก่อนผมเกิดอีก 
- X_men
- สมาชิก
- โพสต์: 56
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2009, 16:24
- Tel: 081 668 4775
- team: Dragon Turtles group
- Bike: Trek 1500 SL Red
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
ขอบคุณครับพี่ป๋อง
ลื้อเอาเงินเขามาต้องตอบแทนเขาเท่าเทียมหรือมากกว่าที่เขาให้ลื้อมาถึงจะเรียกว่า การค้า
จาก พี่ท่านหนึ่งที่ผมรู้จัก
จาก พี่ท่านหนึ่งที่ผมรู้จัก
- thanakorn
- ขาประจำ
- โพสต์: 297
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 18:02
- Tel: 0863010203
- team: หมอบทางตัน:อิสระ
- Bike: TREK roadbike
- ตำแหน่ง: กรุงเทพ
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
10 กิจกรรมที่ทำให้ชีวิตยืนยาว
เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ถึง หรือไม่ให้ความสำคัญกับมัน แต่จริง ๆ แล้ว กิจกรรมเหล่านี้ กลับทำให้ชีวิตของเรายืนยาวขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ
1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน : เพราะอาหารมื้อนี้เองแหละ ที่ช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่มให้เผาผลาญ แคลอรี่ตลอดทั้งวัน ใครที่เคยคิด งดอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน ก็ขอให้ทราบว่าคิดผิดนะคะ เพราะอาหารเช้านี่แหละที่จะทำให้เราไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วยค่ะ
2. นอนหลับให้สนิท : อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น เซลร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้
3. ออกกำลังกายเป็นประจำ : สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เพื่อความยืดหนุ่นข้อต่อร่างกาย และลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย
4. ทานน้ำมันตับปลา : กรดไขมัน โอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอลได้ด้วย หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมันสัก 3 มื้อต่อสัปดาห์ อย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ทำให้เราอิ่มแบบไม่อ้วนค่ะ
5. ทำสมาธิ : จะช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด เวลากำหนดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยังช่วยให้อ๊อกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่
6. หัวเราะ : ความรู้สึกดี ๆ จะมีมา และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอนดอรืฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลจะลดลงได้
7. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน ลดแบคทีเรียในช่องปาก สุขภาพจะดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
8. ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ : อย่างเช่นผัก ผลไม้ ทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วย
9. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 แก้ว แค่พอกระตุ้นหัวใจให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นไวน์แดง
10. ดื่มชา : ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย
เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ถึง หรือไม่ให้ความสำคัญกับมัน แต่จริง ๆ แล้ว กิจกรรมเหล่านี้ กลับทำให้ชีวิตของเรายืนยาวขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยครับ
1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน : เพราะอาหารมื้อนี้เองแหละ ที่ช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่มให้เผาผลาญ แคลอรี่ตลอดทั้งวัน ใครที่เคยคิด งดอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน ก็ขอให้ทราบว่าคิดผิดนะคะ เพราะอาหารเช้านี่แหละที่จะทำให้เราไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วยค่ะ
2. นอนหลับให้สนิท : อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น เซลร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้
3. ออกกำลังกายเป็นประจำ : สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เพื่อความยืดหนุ่นข้อต่อร่างกาย และลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย
4. ทานน้ำมันตับปลา : กรดไขมัน โอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอลได้ด้วย หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมันสัก 3 มื้อต่อสัปดาห์ อย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ทำให้เราอิ่มแบบไม่อ้วนค่ะ
5. ทำสมาธิ : จะช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด เวลากำหนดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยังช่วยให้อ๊อกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่
6. หัวเราะ : ความรู้สึกดี ๆ จะมีมา และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอนดอรืฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลจะลดลงได้
7. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน ลดแบคทีเรียในช่องปาก สุขภาพจะดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
8. ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ : อย่างเช่นผัก ผลไม้ ทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วย
9. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 แก้ว แค่พอกระตุ้นหัวใจให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นไวน์แดง
10. ดื่มชา : ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก หากมองไม่เห็นทางออก ก็ออกมันตรงทางที่เราเข้านั่นแหล่ะ
-
HONG41
- ขาประจำ
- โพสต์: 2845
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2008, 23:21
- ติดต่อ:
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
เช้านี้ ใครหม้อน้ำแตก
เข้ารับบริการฟรี
ที่ร้าน LEK SUBARU
เข้ารับบริการฟรี
ที่ร้าน LEK SUBARU
- PSM2507
- ขาประจำ
- โพสต์: 259
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 20:43
- Tel: 081 7416272
- team: TCC Club
- Bike: MTB
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
สวัสดีตอนเย็น.....
วันนี้ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับ..เรื่องจักรยาน...ไปกับเล็กSUBARUเดินเข้าออก ร้านจักรยานเป็นว่าเล่นสงกะสัยจะคาใจเมื่อเช้านี้..เลยupรถซะเทพเลยคอยดูรถเทพของ เล็ก SUBARU โฉมใหม่นะครับพี่น้อง....
แต่พรุ่งนี้เช้ายังเหมือนเดิมนะเจอกันทางตัน...ไปกินซุปหางวัว ที่วังน้อยกัน...ปั่นกันเบาไปเรื่อยๆๆๆไม่ต้องรีบ
วันนี้ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับ..เรื่องจักรยาน...ไปกับเล็กSUBARUเดินเข้าออก ร้านจักรยานเป็นว่าเล่นสงกะสัยจะคาใจเมื่อเช้านี้..เลยupรถซะเทพเลยคอยดูรถเทพของ เล็ก SUBARU โฉมใหม่นะครับพี่น้อง....
แต่พรุ่งนี้เช้ายังเหมือนเดิมนะเจอกันทางตัน...ไปกินซุปหางวัว ที่วังน้อยกัน...ปั่นกันเบาไปเรื่อยๆๆๆไม่ต้องรีบ
-
HONG41
- ขาประจำ
- โพสต์: 2845
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2008, 23:21
- ติดต่อ:
- thanakorn
- ขาประจำ
- โพสต์: 297
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 18:02
- Tel: 0863010203
- team: หมอบทางตัน:อิสระ
- Bike: TREK roadbike
- ตำแหน่ง: กรุงเทพ
Re: ชุมชนหมอบทางตัน & สิงห์สลาตัน
พี่เล็กเรา UP ซะเป็นเทพอย่างนี้คงเบาไม่เป็นแน่ๆเลย งานเข้าแน่เลยงานนี้สงสัยผมคงต้อง UP หม้อน้ำใหม่ไม่งั้นตายแน่PSM2507 เขียน:สวัสดีตอนเย็น.....
วันนี้ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับ..เรื่องจักรยาน...ไปกับเล็กSUBARUเดินเข้าออก ร้านจักรยานเป็นว่าเล่นสงกะสัยจะคาใจเมื่อเช้านี้..เลยupรถซะเทพเลยคอยดูรถเทพของ เล็ก SUBARU โฉมใหม่นะครับพี่น้อง....
แต่พรุ่งนี้เช้ายังเหมือนเดิมนะเจอกันทางตัน...ไปกินซุปหางวัว ที่วังน้อยกัน...ปั่นกันเบาไปเรื่อยๆๆๆไม่ต้องรีบ![]()
![]()
ปัญหาทุกอย่างมีทางออก หากมองไม่เห็นทางออก ก็ออกมันตรงทางที่เราเข้านั่นแหล่ะ
