ตกกลางคืน เราพากันออกไปเดินชมเมือง Phong Tho ที่มีสภาพกำลังปรับปรุงบ้านเมืองพร้อม ๆ กับการก่อสร้างถนนสี่เลน
เห็นมีห้องแถวห้องนึง น่าจะเป็นเธค หรือคาราโอเกะ ? มีเสียงเพลงจังหวะมัน ๆ ดังลั่น เด็กวัยรุ่น มากันเป็นกลุ่ม ๆ บ้างก็นั่งคุยกันบนรถมอเตอร์ไซค์ บ้างก็ยืน บ้างก็นั่ง คุยกันหัวเราะสนุกสนาน
ความจริงเราเดินหาร้านอินเตอร์เนต เพื่อจะส่งข่าวถึงเพื่อน ๆ แตไม่สำเร็จ
ขากลับเราเห็นวัยรุ่นกลุ่มนั้น ทะเลาะกัน คงนึกภาพออกนะคะ ตอนคุยกัน เสียงยังดังขนาดนั้น พอทะเลาะกัน เสียงจะดังแค่ไหน พี่บังมะห์ชอบใจใหญ่
คืนนั้น ที่ Phong Tho อากาศเย็นจนรู้สึกหนาว ห่มผ้าห่มผืนหนัก ๆ ก็อุ่นดี
หลังจากตื่นแต่เช้าตามวิสัย แล้วก็มาเติมลมยาง(ต้องปึ๋ง ๆ ไว้ก่อน) แต่ยิ่งเติม ลมก็ยิ่งอ่อน
จากการจมโคลนเมื่อวาน สูบชำรุดเสียแล้ว!!
ตรวจสอบผลงานเมื่อวานก่อนเดินทาง ที่จริง เราตั้งใจจะเดินทางให้ถึงเมืองไลเจา หากแต่เรา ทำได้แค่นี้....
DST 70 AV 11.1 MX 45.2 Tm. 6.12
เราบุกครัว ขอทำข้าวห่อ-ไข่เจียว หมูทอด ใส่ถุง แบ่งกัน 3 คน ส่วนพี่บังมะห์ หุงกินเองตามเคย ตะก่อน เคยมีอคติกับคนเวียด ว่าเค้า...ไม่น่ารัก
ครั้งนี้ จากการทำครัวด้วยกัน เราสังเกตเห็นน้องเค้าชั่งน้ำหนักเนื้อก่อนทุกครั้ง แล้ถามเราว่าพอมั้ย? ถ้าไม่พอ ก็เฉือนให้เพิ่ม นั่นแปลว่า เค้าคิดตังค์ตามน้ำหนักเนื้อ เค้าไม่ได้คิดตังค์อย่างที่เค้าอยากจะคิดหรอกรึ
ยุติธรรม ตรงไปตรงมาดีแฮะ แล้วก็คิดตังค์ไม่แพงด้วย
ที่เวียดนาม เค้าไม่ค่อยกินข้าวเป็นอาหารเช้ากัน เราจึงออกมาแวะตลาดติ๊ต่างว่ามาดูวิถีชีวิตเค้าไปด้วย
เราเห็นอาหารฟาสต์ฟูด ประเภทขนมปังแซนวิชที่ผู้ปกครองซื้อให้เด็ก ๆ ทานระหว่างไปโรงเรียน เห็นชาวเมืองมากินเฝอในร้านยอดนิยม ผักสด ๆ มะเขือเทศลูกโต ๆ เต้าหู้ก้อนใหญ่ ปลาตัวเป็น ๆ ดิ้นขลุกขลักในกาละมัง ฯลฯ โอ้ย!! บรรยายายไม่หมด
หลังจากทานเฝอกันคนละชามใหญ่ ชามละ 15,000 Vnd. อุ่นพุงแล้ว เกือบ 8 โมง เราจึงได้ออกเดินทาง
15 ตุลาคม 2552 : วันที่เราจะไปให้ถึง SAPA ??
จากนี้ไป กล้องพี่หมาย Memory เต็ม ...เสียดายจัง การเดินทางในช่วงนี้ จึงถูกบันทึกไว้ในความทรงจำเท่านั้น
เรายังคงค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่เราไต่ขึ้นไปด้วยความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็หมายความว่า เราใกล้ถึง SAPA มากขึ้นเท่านั้น มันจะสูงแค่ไหนกันเชียว
ส่วนเราเอง ทุก ๆ วัน เช้า-เย็น ก็ยังคงง่วน ๆ อยู่กับการปลุกปล้ำแก้ไขกล้องที่พกติดตัวไป
กระทั่งถึงเมืองไลเจา (M. Lai Chau) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มากตั้งอยู่ในหุบเขา บรรยากาศดี เย็นสบาย ร้านค้าร้านขาย คล้ายจะใหญ่โตกว่าเดียนเบียนฟูอยู่มาก มีโรงแรมมากมาย ร้านค้าคึกคัก รถเยอะ คนเยอะ
พี่หมายเล็งหาร้าน IT เพื่อ Save ภาพส่วนแรกไว้ก่อน ส่วนเราก็ปั่นวนหาร้านกล้อง เพื่อให้เค้าช่วยดูให้ เราขลุกอยู่ในร้านกล้องกับหนุ่มรูปงามเจ้าของร้านที่พยายามตรวจสอบก็ไขให้ ก่อนจะหันมาทำหน้าเศร้า ๆ บอกเราว่า Sorry !!
เมื่อรู้อย่างนั้น ก็บอกพี่หมาย ดัง ๆ ว่า จากนี้ไป การเก็บภาพ เป็นเรื่องของพี่หมาย กับพี่บังมะห์แล้วละ ส่วนเรา กล้องกลายเป็นส่วนเกินสำหรับทริปนี้ซะแล้ว หลังจากเก็บกล้องห่อถุงพลาสติกเก็บใส่ก้นกระเป๋าเรียบร้อย ใจเราก็ไม่พะวงถึงเรื่องนี้อีก
เออ... คนเรานี่ก็แปลก ตอนที่ยังมีความหวัง ใจมันก็คอยลุ้นอยู่ตลอดเวลา จะได้มั้ย? จะสมหวังมั้ย? จกะต้องทำยังไง? แต่ทันทีที่ตัดใจได้ มันง่ายมาก ที่จะไปต่อ อย่างไม่พะว้าพะวัง
พอพี่หมาย Save ภาพสำเร็จ ก็ลั่นชัตเตอร์ต่อเลย ที่นี่ Lai Chou
ระหว่างนั้น พี่บังมะห์พูดคุยอะไรก็ไม่รู้กับแม่ค้า
สภาพบ้านเมือง
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในเวียดนาม ตึกแคบ ๆ สูง ๆ นาน ๆ ที จะเห็นทาสีที่ไม่ใช่สีเหลืองแบบนี้
พอพ้นเขตเมือง มีทางแยกเลี้ยวซ้าย ทางก็ดูเหมือนกระดกขึ้นไปอีก
กองดินเป็นภูเขา มีให้เห็นตลอดเส้นทางทั้งที่ยังไม่พ้นเมืองดี จนเราอดคิดไม่ได้ จะสร้างอะไรกันนักหนาเนี่ย ?
บ่าย ๆ อย่างนี้ รถสวนไปมา ฝุ่นคลุ้งเชียวละ
