......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: ทำดีย่อมได้ดี มีให้เห็นครับ :) :D

รูปภาพ

พักโทษ!'หมอวิสุทธิ์'พ้นเรือนจำแล้ว

ปล่อยตัว 'หมอวิสุทธิ์' ออกจากเรือนจำ เข้าเกณฑ์พักการลงโทษ หลังถูกจำคุกคดีฆ่าหั่นศพ 'หมอผัสพร' ภรรยา มาแล้ว 10 ปี 7 เดือน 25 วัน

4 ส.ค. 57 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (4 ส.ค.) เรือนจำปล่อยตัว นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ผู้ต้องขังคดีฆ่าหั่นศพ พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยาแล้ว เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษ ซึ่งมีการพิจารณาถึง 3 ขั้นตอน โดยเริ่มจากคณะกรรมการของเรือนจำ ก่อนส่งให้คณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์พิจารณาอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นได้เสนอให้คณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรม พิจาณาอนุมัติ

ที่ผ่านมา นพ.วิสุทธิ์ ถือเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ระหว่างต้องโทษทำประโยชน์ด้วยการช่วยดูแลผู้ป่วย โดยที่ผ่านมา นพ.วิสุทธิ์ ต้องโทษประหารชีวิต จากนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต โดยได้รับโทษจำคุกมาแล้ว 10 ปี 7 เดือน 25 วัน ได้รับอภัยโทษมาแล้วหลายครั้ง จนเหลือโทษจำคุกอีก 3 ปี 1 เดือน 20 วัน เข้าข่ายได้รับการพักการลงโทษ เนื่องจากเหลือโทษอีกไม่ถึง 5 ปี ทั้งนี้ ในช่วงพักโทษ นพ.วิสุทธิ์ จะอยู่ในการดูแลของกรมคุมประพฤติ โดยจะต้องไปรายงานตัว และประพฤติตัวตามเงื่อนไขของกรมคุมประพฤติ โดยจะครบกำหนดพ้นโทษจริง ในวันที่ 24 ก.ย. 2560 โดย นพ.วิสุทธิ์ ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำไปตั้งแต่ช่วงเช้า

ผบ.เรือนจำกลางบางขวาง กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้พูดคุยกับ นพ.วิสุทธิ์ ซึ่งเคยบอกว่า หากมีโอกาสก็อยากช่วยเหลืองานสังคม แต่ไม่ได้ระบุว่า ออกไปแล้วจะทำอะไร สำหรับผู้ต้องขังพักโทษ หากกระทำผิดเงื่อนไข ก็ต้องถูกส่งตัวกลับเข้าเรือนจำ เพื่อรับโทษที่เหลือจนครบ เช่น บางรายมีการกระทำความผิดซ้ำ ก่ออาชญากรรมเพิ่ม หรือไปอยู่ในสถานที่อโคจรต้องห้าม โดยครั้งนี้มีผู้ต้องขังได้รับการพักการลงโทษ รวม 14 คน ยืนยันว่า การพักการลงโทษ เป็นหลักเกณฑ์ตามปกติ โดยเรือนจำจะเป็นผู้สำรวจผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำของตัวเอง ว่าเข้าข่ายได้รับสิทธิ์พักการลงโทษหรือไม่ จากนั้นจึงเสนอให้กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม กลั่นกรองอีกครั้ง

สำหรับการพักการลงโทษ หมายถึง การปลดปล่อยออกไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาล ภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติที่กำหนด การพักการลงโทษ มิใช่สิทธิ์ของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่ทางราชการให้แก่ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าทางการศึกษา ทำงานเกิดผลดีแก่เรือนจำ หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ โดยผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวพักการลงโทษ ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด และเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก หรือชั้นดี ซึ่งแต่ละระดับชั้น จะมีเกณฑ์พักการลงโทษต่างกัน เช่น กรณีชั้นเยี่ยม ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 โดยในช่วงที่อยู่ระหว่างคุมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมคุมประพฤติกำหนด หากฝ่าฝืนจะถูกนำตัวกลับมาคุมขังไว้ในเรือนจำพร้อมลงโทษทางวินัย


รูปภาพ

:lol: :lol: วัดจอมธรรม นี่เรียกว่าแปลกใจสำหรับพวกเรามาก ๆ เมื่อครั้งที่แล้วระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๗ พ.ค.๕๗ เราตั้งใจจะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่นั่นไม่ทราบมีอะไรดลใจให้เราพลัดหลงเดินทางไปห้วยฮ่องไคร้ ได้ไปชมเศรษฐกิจแนวใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรียกว่ามีบุญเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ผมได้นำเสนอใน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... start=2190 ว่าง ๆ ก็คลิกตามไปชมกันได้ครับมีรายละเอียดน่าสนใจพอประมาณ

นี่ก็เช่นกันพอเริ่มจะเดินทางออกสตาร์ทก็มีเรื่องดี ๆ ให้มาคั่นรายการ ก็ไม่ว่ากันนะครับ สำหรับการไปวัดจอมธรรมครั้งนี้ พวกเรามีการเตรียมการ วางแผนกันเป็นอย่างดี เพราะเราตระหนักว่าการเดินทางในฤดูนี้ปัญหามีเยอะแน่ ไหนจะเจอฝน ถนนลื่น แดดร้อน ฯ เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจพอควร เราพากันไปซ้อมโน่นถึง อ.แม่วางกันเลยทีเดียว สำหรับกำหนดนัดหมายไปจอมธรรมนี้คือ ๘ มิ.ย.๕๗ ตามไปกันเลยครับ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: เมื่อถึงวันนัดหมาย ลุงป๊อกซึ่งสถานที่พักอาศัยของแกอยู่ในเมือง (วัดบวกครกหลวง) แถวสันป่าข่อย พี่แกต้องปั่นมาสมทบกับพวกเราที่รออยู่ที่ต้นยาง ๕๘ บ้านผมครับ ลุงดม ผม และคุณนาย มารอที่หน้าบ้านเมื่อลุงป๊อกเดินทางมาถึงให้พักพอหายเหนื่อย เราก็เริ่มออกเดินทาง เกือบจะลืมว่าจากบ้านลุงป๊อกมาถึงบ้านผมระยะทาง ๑๕ กม.ครับ เรียกว่าลุงป๊อกแกได้กำไรกว่าพวกเรา ๓ คนที่รออยู่ที่บ้าน

เราเดินทางออกจากบ้านสารภีต้นยางต้นที่ ๕๘ มุ่งหน้าเข้า จ.ลำพูน โดยเลาะเรียบทางรถไฟเพื่อหลบหลีกการจราจรที่คับคั่งกับเส้นสายใน(ต้นยาง) คนนิยมใช้กันเพราะเป็นเส้นทางเดิม ส่วนทางไฮเวย์คนแถวนี้เขาไม่ใช้กันมันไกล เราปั่นกันไปแบบสบาย ๆ สองข้างทางที่ร่มรื่นด้วยต้นคูณ (ราชพฤกษ์) เราเห็นขยะที่ชาวบ้านมักง่ายเอาขยะมาทิ้งข้างทางส่งกลิ่นเหม็น ทำให้บรรยากาศเสียหายหมดเลย ทำไมหนา.....ไม่คิดกันบ้างหรือไร มักง่ายขนาดนั้น "เป็นมนุษย์กันบ้างซี"


รูปภาพ :idea: :idea: ดอกไม้ประจำชาติไทย คือ ดอกราชพฤกษ์ (Golden shower) หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ ดอกราชพฤกษ์ คือ Cassia fistula

ดอกไม้สีเหลืองอร่ามที่มักพบเห็นได้ทั่วไปตามริมถนนสายต่าง ๆ คือสีสันของ ดอกราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน ต้นไม้มงคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติไทย ทั้งยังเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกไว้แล้วจะเสริมให้คนในบ้านมีเกียรติยศชื่อเสียงมากขึ้นด้วย

ประวัติดอกราชพฤกษ์

ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน เป็นต้นไม้พื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย พม่า และศรีลังกา โดยนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้ง และเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด จนกระทั่งมีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2544

ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย

เนื่องจาก ต้นราชพฤกษ์ ออกดอกสีเหลืองชูช่อ ดูสง่างาม อีกทั้งยังมีสีตรงกับ สีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของในหลวง" และมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ เป็นหนึ่งใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

1. เนื่องจากเป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และมีอยู่ทุกภาคของประเทศไทย

2. มีประวัติเกี่ยวข้องกับประเพณีสำคัญ ๆ ในไทยและเป็นต้นไม้มงคลที่นิยมปลูก

3. ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น

4. มีสีเหลืองอร่าม พุ่มงามเต็มต้น เปรียบเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนา

5. มีอายุยืนนาน และทนทาน

เครดิตจาก : กระปุกดอทคอมครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

...........................ฯ..........................

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร สตรี บุรุษ คฤหัสถ์
หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่ง
กรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด
ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายทุจริต
วจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนืองๆ
ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัย
อำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณา
เนืองๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจัก
เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ฯ


:lol: :lol: ที่ผมยกเอาพระไตรปิฏกบางตอนมานำเสนอ ผมกำลังจะพาท่านไปพบกับเหตุการณ์ที่ ตื่นเต้นเร้าใจในการปั่นกันในวันนั้น มันเป็นอุทาหรณ์สอนใจพวกเราได้เป็นอย่างดีกับเรื่องของ กรรม ต้องขอบคุณน้องที่ได้มาสร้างกรรมให้เราบรรลุธรรมไปอีกขั้นหนึ่ง และต้องกราบขอโทษงาม ๆ กับน้องเจ้าของกรรมท่านนั้นที่ผมไม่ได้ขออนุญาตุท่าน แล้วนำเอาภาพนั้นมาลงอาจเป็นการละเมิดสิทธิ์แต่ผมพิจารณาแล้ว คุณน้องเป็นอาจารย์ใหญ่ที่สอนธรรมให้กับอีกหลาย ๆ คนที่มีโอกาสเข้ามาอ่านกระทู้นี้ก็จะได้ตระหนักในกรรม คุณน้องก็จะได้ บุญ และอาจจะได้รับการอโหสิกรรมจากการกระทำในครั้งนั้น

วันนั้นวันที่เรา ธุงดงค์มุ่งสู่วัดจอมธรรม ช่วงที่ปั่นผ่านสี่แยกเหมืองง่าไปได้สัก ๔ - ๕ กม.เราเห็นรถเก๋งคันหนึ่งเฉี่ยวงูตัวใหญ่ยาว ทำให้งูตกใจและบาดเจ็บดิ้นพราดกลางถนน ขณะนั้นก็มีจักรยานยนต์ขับตามก้นรถเก๋งมาห่าง ๆ เมื่อเห็นรถเฉี่ยวงูและงูดิ้นพราดกลางถนนกระเสือกกระสนหนีตาย พวกเราทั้งสี่คนปั่นอยู่ทางซ้าย สวนทางกันกับรถเก๋งและมอเตอร์ไซด์ ผมเห็นมอเตอร์ไซด์จอดรถตั้งขาตั้งบนรถมอเตอร์ไซด์มีเด็กน้อยนั่งอยู่เมื่อตั้งขาตั้งเสร็จ คนขี่ก็ปรี่เข้าไปถอดรองเท้าทุบตรงหัวงู โดยปล่อยให้เด็กน้อยนั่งบนรถมองดู ก่อนที่จะทุบหัวงูพวกเราตะโกนบอก "อย่าทำ..ปล่อยเขาไป" ไม่ฟังครับ ลุงป๊อก + คุณนาย ปั่นผ่านไปไม่สนใจ ผมกับลุงดมจอดรถดูเพราะเห็นงูตังใหญ่ยาวมาก

เสี้ยวของวินาทีของเหตุการณ์ ผมเห็นสายตาของหนุ่มคนนั้นก่อนที่จะสร้าง กรรม มองลึกเข้าไปในเจตนาคงต้องการงูตัวนี้ไปเป็นอาหารแน่นอน คงคิดว่าเป็นงูสิงห์ ซึ่งงูสิงห์นี้เชื่อไหมครับ "เอาไก่มาแลกก็ไม่ยอม" เนื้อมันขาวอร่อยประมาณนั้น ผมเคยกินมาแล้วสมัยที่ยังไม่รู้ชั่ว - ดี ร้าย ๆ อยู่ ช่วงที่หนุ่มคนนั้นบรรเลงเพลงทุบลงไปที่หัวงู งูแทนที่มันจะพุ่งหนี ตรงข้าม งูเลือกพุ่งไปที่รถมอเตอร์ไซด์จอดและมีเด็กอยู่บนเบาะในขณะที่เครื่องก็ยังติดอยู่(ใส่เกียร์ว่าง) เมื่อเจ้างูพุ่งไปยังรถที่มีเด็กนั่งอยู่ เด็กเกิดการตกใจร้องไห้จ้าขยับตัว มอเตอร์ไซด์ก็เลยพุ่งลงข้างทางพาเด็กพุ่งลงไปด้วย ผมรีบวิ่งไปช่วยเด็กเกรงว่าจะตกลงไปในคลอง และช่วยยกรถขึ้นมา


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o ดีใจครับที่วันนั้นเด็กน้อยไม่เป็นอะไรคงตกใจร้องไห้จ้า ผมอุ้มและเป่ากระหม่อมรับขวัญ เด็กหนุ่มก่อนจากไปแกยังถามว่า "ลุงเอาบ๋อ..เอาไปเต๊อะ" (ลุงเอางูไปไหมเอาไปซิ) ลุงดมบอกปล่อยมันเถอะอย่าไปกินมันเลย เด็กหนุ่มคนนั้นก็เอาไม้เขี่ยงูลงข้างทางก่อนขี่รถจากไป ในขณะที่ผมลงไปช่วยเด็กและยกรถขึ้น รถที่สวนไปมาต่างก็หยุดดูกันหลายคัน มีหลายคนที่ลงมาช่วยกันหามรถน้ำใจดีกันทั้งนั้น

แถมประสบการณ์เรื่องงูให้ฟังอีกสักเรื่อง "สมัยที่ยังเป็นตำรวจเด็ก ๆ ผมได้รับคำสั่งไปปฏิบัติหน้าที่ชายแดนฝางที่บ้านท่ามะแกง ต้องนั่งเรือล่องไปตามลำน้ำกก ห่างจากท่าตอนนั่งเรือชั่วโมงครึ่ง วันนั้นชาวบ้านท่ามะแกงจับงูเหลือมได้และนำมาทำงูเหลือมย่าง ผมก็ได้กินงูเหลือมย่างด้วยแต่กินโดยไม่รู้ว่าเป็นงู มารู้อีกครั้งเมื่อบ้านที่กินงู ๒ - ๓ หลัง ถูกไฟไหม้หมดทั้ง ๓ หลัง ก็มีกระแสข่าวครึกโครมถึงการจับงูเหลือมกิน งูอาฆาตก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผมไม่มีเจตนาที่จะกินจึงไม่ได้รับผลกับวิบากนั้นด้วย" ต้องระวังกันนะครับ กิเลศ - กรรม - วิบาก มันเป็นวัฏฏะวน เมื่อมีกิเลศตัณหาก็จะก่อกรรมแล้วเราต้องรับผลของกรรมนั้น ๆ แน่นอนไม่ช้าก็เร็วตามความแรงของกรรม

เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าสู่ภาวะปกติผม + ลุงดมก็รีบปั่นตามลุงป๊อกและคุณนายที่ล่วงหน้าไปก่อน เราสองคนไปทันสองคนที่ล่วงหน้าที่วัด เราก็เล่ารายละเอียดให้ลุงป๊อกและคุณนายฟัง ทั้งสองคนอนุโมทนาสาธุและสำเนียกใน กรรม ที่ให้ผลอย่างทันตาเป็นเรื่องเกินความคาดหมาย


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:o :o เริ่มต้นเดินทางเราก็ได้รับบทเรียนซะแล้ว หวังใจการเดินทางครั้งนี้จะได้ธรรมะดี ๆ มาปรับใช้กับชีวิต ซึงก็ไม่ผิดหวังตามไปนะครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: กฎแห่งกรรมคืออะไร

กฎแห่งกรรม คือ กฎที่แสดงให้เห็นถึงเหตุและผลของการกระทำใดๆของมนุษย์ กล่าวคือ ใครกระทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม บุคคลผู้กระทำนั้นจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆเสมอ มิได้เกิดจากการดลบันดาลจากอำนาจของพระเจ้าองค์ใด และไม่มีใครมารับผลของกรรมแทนบุคคลอื่นได้

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่ง ชื่อว่า ปุพพังคสูตร ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ว่า...“ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะส่องสว่างเหนือโลกหล้า ย่อมมีแสงเงินแสงทองจับขึ้นที่ขอบฟ้า เป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันใด ก่อนที่กุศลธรรมทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น ย่อมมีสัมมาทิฐิเป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันนั้น"

สัมมาทิฐิที่เป็นเบื้องต้นของกุศลธรรมนั้น มี ๑๐ประการ ได้แก่

๑.ทานที่ให้แล้วมีผล
๒.การสงเคราะห์กันมีผล
๓.การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล
๔.ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง
๕.โลกนี้มี (ที่มา)
๖.โลกหน้ามี (ที่ไป)
๗.คุณของมารดามี
๘.คุณของบิดามี
๙.สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี
๑๐.พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมี

สัมมาทิฐิทั้ง ๑๐ประการนี้ โดยเนื้อแท้คือเรื่องของกฎแห่งกรรม ซึ่งการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฐิ ๑๐ประการนี้ก่อนอย่างอื่น ก็เพราะว่าสัมมาทิฐิทั้ง ๑๐ประการนี้ เป็นเบื้องต้นของความดีทุกประการของคนเรา การประพฤติกรรมดีหรือชั่ว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การกระทำความดีและความชั่วของคนเรานั้น ทำได้ ๓ทาง คือ

ทางกาย (กายกรรม)
ทางวาจา (วจีกรรม)
ทางใจ (มโนกรรม)


ไม่ว่าเราทำอะไรไว้ทั้งกรรมดีและชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเสมอ จะให้ใครมารับผลกรรมแทนเราไม่ได้


:) :D เราเสวนาเรื่อง กรรม ที่ตามทันอย่างรวดเร็วของเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีข้อที่น่าคิดจากลุงป๊อก ว่า "กรรมใครก็กรรมมัน เราจะไปห้ามเขาคงยาก" เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในขณะก่อนที่วิบากกรรมจะเกิด พวกเราก็ตะโกนห้ามแล้วว่า "อย่าทำ ๆ ปล่อยเขาไป ๆ " เด็กหนุ่มก็หาฟังไม่จวบจนกรรมให้ผล(วิบากกรรม) สายตาของเด็กหนุ่มคนนั้นสลด เศร้า สังเกตุได้เขาต้องเปลี่ยนแนวคิดแน่นอน ครั้งนี้คงเป็นอุทาหรณ์สอนใจเขาไปอีกนาน นี่คือวัฏฏะวนของ กงกรรมกงเกวียนที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดกันภพแล้วภพเล่าน่ากลัวนะ เรามีตัวอย่างแบบนี้แล้วเราต้องนำมาย้อนสอนใจเราว่า กรรมใด ๆ ที่เกินเลยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน "อย่าทำ"

กรรมวิบากเป็นอจินไตย

กรรมและการให้ผลของกรรมเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่เสขบุคคล คือ บุคคลที่ยังต้องศึกษาเพื่อการหลุดพ้น และปุถุชนธรรมดาไม่ควรคิดด้วยสติปัญญาของตน เพราะเรื่องกฎแห่งกรรมมีกลไกที่ซับซ้อนอย่างมาก ไม่อาจแยกแยะด้วยตาเปล่าหรือการคิดเชิงเหตุผลโดยมีสมมติฐานจากการคาดการณ์เอาทฤษฎีโน้นมาผสมทฤษฎีนี้ คิดกันไม่รู้จบ ท่านนี้คิดอย่างนี้แต่ท่านอื่นคิดอีกอย่าง ความเห็นไม่ตรงกัน บางท่านคิดจนตายก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ การเห็นกรรมวิบากจะต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะคือธรรมจักษุ ที่ทำให้เกิดญาณหยั่งรู้เห็นอย่างแจ่มแจ้งเรื่องในอดีตชาติ(อตีตังสญาณ) ปัจจุบันชาติ(ปัจจุปปันนังสญาณ) อนาคต(อนาคตังสญาณ) และญาณกำหนดรู้ว่าสัตว์ทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม(ยถากัมมูปคญาณ) ซึ่งมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้เรื่องนี้ได้จึงเป็นพุทธวิสัย พระองค์ตรัสบอกผู้ที่กำลังคิดหรือกำลังจะคิดเรื่องกฎแห่งกรรมนี้ว่า

วิบากแห่งกรรม เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า


:lol: :lol: เสียเวลากับ กรรม นานพอสมควรกว่าที่เราจะเริ่มเดินทางต่อ เรามุ่งหน้าไปยังดอยติ ผ่านเลยดอยติสองข้างทางเจอแผงขายผลไม้เรียงรายตลอดทางยาวเหยียด ฤดูนี้เป็นฤดูของลิ้นจี่มีวางขาย ๓ - ๔ - ๕ โลร้อย พูดถึงสินค้าสองข้างทาง ต้องดูให้ดีนะครับ บรรดาพ่อค้า - แม่ขาย เดี๋ยวนี้ ศีลธรรม มันเละตุ้มเป๊ะกันหมด ต้องระวัง ๆ กันบ้างจะซื้อจะหาก็ต้องใช้ปัญญาให้มาก ๆ หน่อย เงิน-ทองหายากนะครับ

เราปั่นไปเรื่อย ๆ สดุดใจเห็นป้ายใหญ่ข้างทาง การสร้างพระเจดีย์ไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของ จ.ลำพูน น่าสนใจและไม่ให้เสียเวลาคิด พวกเราเลี้ยวขึ้นไปชมทันที ก็ถือว่าใช้ได้แต่ยังอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมสร้าง อนาคตคงเป็นอีกแห่งของสถานที่ท่องเที่ยวครับ :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม : โดย สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระนิพนธ์เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต และพระคติธรรมเพื่อเป็นแสงส่องใจ

พระคติธรรม พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจในกรรมนั้น ไม่ได้สอนให้คนกลัวกรรม เป็นทาสกรรม หรืออยู่ใต้อำนาจกรรม แต่สอนให้รู้จักกรรม ให้ควบคุมกรรมของตนในปัจจุบัน คนมีอำนาจเหนือกรรม อาจควบคุมกรรมของตนได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า จะต้องควบคุมจิตเจตนาของตนได้ด้วย โดยตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในธรรม เช่น เมตตา สติ ปัญญา เป็นต้น อันเป็นส่วนจิต และศีลอันหมายถึงตั้งเจตนาเว้นการที่ควรเว้น ทำการที่ควรทำให้ขอบเขตอันควร

ทางพระพุทธศาสนา สอนให้ทุก ๆ คนพิจารณาหลักกรรมเนือง ๆ เพื่อเป็นผู้ไม่ประมาท พยายามละกรรมชั่ว ประกอบแต่กรรมดี การที่ยังปฏิบัติดังกล่าวไม่ได้ ก็เพราะยังประมาท มิได้พิจารณาในหลักกรรม และไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อในผลของกรรม ต่อเมื่อเป็นผู้ไม่ประมาท และมีศรัทธาเชื่อดังกล่าว จึงจะละกรรมชั่ว ทำกรรมดีได้ตามสมควร

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก

อำนาจของกรรมใหญ่ยิ่งที่สุดในโลก ไม่มีอำนาจใดทำลายล้างได้ แม้อำนาจของกรรมดีก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมชั่วและอำนาจของกรรมชั่วก็ไม่อาจทำลายอำนาจของกรรมดีอย่างมากที่สุดที่มีอยู่ คือ อำนาจของกรรมดีแม้ให้มาก ให้สม่ำเสมอในภพภูมินี้ ก็อาจจะทำให้อำนาจของกรรมชั่วที่ได้ทำมาแล้วตามมาถึงได้ยาก ดังมีเครื่องขวางกั้นไว้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนวิ่งหนีผู้ร้ายที่วิ่งไล่ตามมา ถ้ามีกำลังแข็งแรง วิ่งเร็วกว่าผู้ร้าย ก็ย่อมยากที่ผู้ร้ายจะไล่ทัน ความแข็งแรงของผู้วิ่งหนีกรรมชั่ว ก็หาใช่อะไรอื่น คือ ความเข้มแข็งสม่ำเสมอของการทำกรรมดีนั่นเอง

กรรมให้ผลตรงตามเหตุแห่งการกระทำ

กรรมนั้นน่าเชื่อถือนักในการให้ผลตรงตามเหตุ ไม่มีอคติด้วยอำนาจใดเลย แม้เกิดอยู่ในฐานะที่สุขสบาย ก็มิใช่ว่าไม่จำเป็นต้องนึกถึงกรรม มิใช่ว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อกรรม สุขสบายเพียงไร ก็จำเป็นต้องนึกถึงกรรม ถ้าไม่ได้ทำกรรมดีอันควรแก่เหตุแล้ว จะอยู่ในฐานะสุขสบายได้อย่างไร ใครอื่นอีกมากมายหาได้อยู่ในฐานะเช่นนั้น อดอยากยากไร้เข็ญใจกันนักหนา ทำไมเป็นได้เช่นนั้น มีอะไรเป็นเครื่องทำให้เป็นไป แม้ไม่ตั้งข้อคิดในเรื่องเช่นนี้เสียเลย ย่อมไม่อาจอบรมปัญญาให้เห็นถูกในเรื่องกรรม และการให้ผลของกรรมได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญแก่ทุกชีวิตที่ปรารถนาความสวัสดี

ทั้งคนและสัตว์ ต่างถูกอำนาจกรรมทำให้เป็นไป

คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม เกิดด้วยอำนาจของกรรม กรรมนำให้เป็นคน และกรรมนำให้เป็นสัตว์ เชื่อไว้ก่อนย่อมมีโอกาสที่จะพ้นจากความเป็นสัตว์ เพราะเมื่อเชื่อว่ากรรมมีอำนาจถึงเพียงนั้น ก็ย่อมขวนขวายทำกรรมที่จะไม่นำให้ต้องไปเป็นสัตว์ ไม่มีใครที่ไม่กลัวความเป็นสัตว์ และมีโอกาสที่จะได้เกิดเป็นสัตว์แน่ในภพภูมิข้างหน้า แม้บังเอิญไปทำกรรมที่จะทำให้เกิดผลเช่นนั้นโดยจะรู้หรือไม่รู้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม พลาดพลั้งไปทำกรรมผิดเข้า ก็จะไม่อาจปฏิเสธผลของกรรมได้เลย

ใช้สติยั้งคิดให้เคยชินก่อนทำกรรมไม่ดีใด ๆ

ก่อนจะทำกรรมใด แม้หยุดยั้งตั้งสติ คิดให้ดีว่ากรรมนั้นดีหรือไม่ดี ก็จะทำให้ไม่ทำกรรมไม่ดีอย่างเต็มใจ อย่างสบายใจ แต่จะมีเวลายับยั้งชั่งใจ อันเป็นความสำคัญควรจะทำให้เป็นความเคยชินด้วยกันทุกคน

หมั่นพิจารณาให้กลัวกรรมไม่ดีอยู่เนือง ๆ

การพิจารณากรรมให้กลัวกรรมไม่ดีนั้น อาจทำได้แม้เมื่อเป็นสิงสาราสัตว์ จะเห็นตัวจริงหรือเห็นเพียงรูปภาพก็ตาม สัตว์เหล่านั้นล้วนมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด แต่ก็เหตุใดเล่าที่ทำให้ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ ไม่ได้เกิดเป็นผู้เป็นคน เป็นมนุษย์ที่สูงกว่าประเสริฐกว่าเป็นอันมาก ต้องกรรมที่สัตว์เหล่านั้นได้ประกอบกระทำมาให้อดีตชาติปรุงแต่งให้เป็นไป ให้มีรูปลักษณ์ของสัตว์ ที่แม้บางชนิดจะน่ารักน่าเอ็นดู แต่ก็เป็นสัตว์ แม้จะได้รับความรักความเอ็นดูอุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงดูอย่างดี ก็เป็นแบบที่ให้แก่สัตว์ และก็ไม่แน่ใจน่าสัตว์จะมีความคิดอย่างไร จะเศร้าเสียใจในความต้องการเป็นสัตว์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพ้นจากภพภูมิมนุษย์ทันทีก็ได้ภพภูมิของสัตว์ อาจจะยังไม่ลืมชีวิตในภพภูมิมนุษย์ อาจจะยังจำผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วยได้ จิตของสัตว์นั้นจะน่าสงสารสักเพียงไหน แต่เมื่อเกิดแล้วก็เลือกไม่ได้แล้วที่จะเกิดเป็นอะไรอื่น ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกคนมีโอกาสที่จะเลือกชีวิตข้างหน้า ภพภูมิข้างหน้าได้ ถึงทำความดีให้เต็มความสามารถ อย่าละโอกาสที่จะทำความดีเลย นั่นแหละจะเป็นการเลือกภพชาติข้างหน้าสำหรับตนได้ จะเลือกเป็นอะไรก็ได้ ไม่เป็นอะไรก็ได้

อำนาจแห่งมโนกรรม

ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องที่พระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อมรณภาพลงพระรูปหนึ่งจะนำจีวรไป พระพุทธเจ้าทรงห้ามและรับสั่งเล่าว่า พระภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนั้น ได้มาเกิดเป็นเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านซักตากไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อจะมรณภาพนั้นผูกพันอยู่กับจีวรผืนนั้น ที่ท่านเพิ่งได้มาและชอบมา กรรมทางใจหรือมโนกรรมมีโทษหนักเพียงนี้ ทำมนุษย์ในชาติหนึ่ง ให้เป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งก็ได้ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเมื่อเป็นสัตว์แล้ว ก็ยังระลึกถึงครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ได้ จะเดือนร้อนใจเพียงไหน พระพุทธเจ้ารับสั่งห้ามไม่ให้นำจีวรไป เพราะเล็นที่เป็นเจ้าของจีวรครั้งยังเป็นพระภิกษุนั้นหวงอยู่ ถ้านำจีวรไปก็จะโกรธแค้นขุ่นเคือง จะทำให้ไม่ได้ไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำไว้แล้วเป็นอันมาก อำนาจกรรมแม้เพียงมโนกรรมทางใจ ไม่ได้ปรากฏเป็น กายกรรม วจีกรรม ถึงเป็นการเบียดเบียนทำร้ายผู้ใด ก็ยังมีอำนาจใหญ่ยิ่งเพียงนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเตือนให้ระวัง ทุกคนจึงควรระวังให้จงหนัก

การทำใจเมื่อได้รับผลของกรรมชั่วอย่างถูกต้อง

ได้รับผลของกรรมชั่ว คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายไม่ดี ก็ควรต้องทำใจให้รับให้ถูก เช่นเดียวกับการทำใจรับโลกธรรมฝ่ายดีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยใจให้ตกอยู่ในอำนาจของความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ หรือความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาท รับผลไม่ดีของกรรมไม่ดี ด้วยวิธีคิดเช่นเดียวกับเมื่อได้รับผลดีของกรรมดี คือ คิดถึงไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น ทุกข์แล้วก็สุข เป็นธรรมดา

ผลของกรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ทั้งผลของกรรมดี และผลของกรรมชั่ว ล้วนมีลักษณะสาม คือ ไม่เที่ยง ทนทุกข์อยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใด กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งผลของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ ไม่มีที่จะยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป



:lol: :lol: เราพากันขึ้นไปยังเจดีย์ที่กำลังสร้างไม่พบเจออะไรที่เจริญตาเจริญใจเลย เพราะเขากำลังก่อสร้างพระเจดีย์ แต่เราก็ได้ความรู้และเข้าใจว่าเขากำลังบูรณะก่อสร้างเจดีย์เก่า เมื่อเราออกจากจุดนั้นปั่นล่องไปอีกนิดก็เจอเข้ากับทางเข้า คุณนายซึ่งลงมาก่อนมาจอดรอตรงทางเข้า ลังเลว่าพวกเราจะเข้ากันไหม ไหน ๆ ก็ไหนแล้ว เราควรเข้าไปชมกันดีกว่าที่จะเลยไป ว่าแล้วเราก็พากันปั่นเข้าไปในสำนัก ก็ได้พบกับสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เงียบ สงบ เหมาะเหลือเกินกับการมาชาร์ทแบตเตอรี่ชีวิตระยะสั้น ๆ ๓ - ๕ วัน คนที่จะมาที่นี่ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์หรือเรียกว่าเคยปฏิบัติธรรมมาจนชำนาญแล้วประมาณนั้น เพราะท่านต้องมาอยู่แบบว่าปลีกวิเวกครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: การศึกษาเรื่องกรรม เป็นความจำเป็นอันดับแรกของการศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา การเข้าใจเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นความจริงตรงตามความเป็นจริงได้ เหตุทั้งนี้เพราะการให้ผลของกรรมมีความซับซ้อนมาก ซึ่ง

ปุถุชนหรือคนธรรมดาไม่อาจที่จะเห็นหรือเข้าใจได้ตลอดสาย เนื่องจากบางช่วงของการให้ผลของกรรมอาจข้ามภพข้ามชาติหลาย ๆ ชาติ เรื่องของกรรมวิบากหรือกฎแห่งกรรมจึงเป็นพุทธวิสัย และเป็นเรื่องที่บุคคลไม่ควรคิดเพราะไร้ประโยชน์ ดังปรากฎใน อจินเตยยสูตร ว่าด้วยเรื่อง อจินไตย ๔ ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิดพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑
ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑
วิบากแห่งกรรม ๑
ความคิดเรื่องโลก ๑


ดูกรภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิดพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้า ความเดือดร้อน


พระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ. ปยุตฺโต ) ให้นิยามคำว่า “ กรรม ” ว่า หมายถึง การกระทำ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือ ทำด้วยความจงใจ หรือจงใจทำ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม….การกระทำที่ดี เรียกว่ากรรมดี ที่ชั่วเรียกว่ากรรมชั่ว กระทำทางกายเรียกกายกรรม ทางวาจาเรียกวจีกรรม และทางใจเรียกมโนกรรม ฉะนั้น กรรม จึงหมายถึงความดี และความไม่ดีด้วยเพราะ

กรรมคือการกระทำ กรรม จะมีผลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ “เจตนา ” คือความจงใจ ตั้งใจ ที่กระทำลงไปในขณะนั้น ๆ ถ้ามีเจตนาในการกระทำแรง กรรมก็หนัก ถ้ามีเจตนาในการกระทำอ่อน กรรมก็เบา

กรรมในความหมายทางพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยเจตนา ดังพระพุทธพจน์ว่า “ ภิกษุทั้งหลาย เจตนานั่นเองเราเรียกว่า กรรม บุคคลจงใจแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ”

พระพุทธพจน์นี้ยืนยันว่าการกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ จะเรียกว่าป็นกรรมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจตนาในการกระทำ ถ้าไม่มีเจตนาการกระทำนั้นก็ไม่จัดเป็นกรรม

ศ.แสง จันทร์งาม กล่าวถึงองค์ประกอบของกรรมว่า กรรมจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ จึงจะนับว่าสมบูรณ์ คือ ๑. กิเลส ๒. เจตนา ๓. การเคลื่อนไหว ๔. เกิดผลสำเร็จ รายละเอียดมีดังนี้

๑. กิเลส หมายถึง แรงกระตุ้นใจชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งเร้า แรงกระตุ้นใจที่สำคัญมี ๓ ชนิด คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

๒. เจตนา หมายถึง ความตั้งใจ ความจงใจ มีเจตจำนง มีความมุ่งหมาย เช่น เกิดความโกรธ ( กิเลส ) ขึ้นมา แล้วตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตาย ( เจตนา ) การกระทำที่ไม่มีเจตนา หรือผิดจากเจตนา ไม่จัดเป็นกรรมที่สมบูรณ์

๓. การเคลื่อนไหว หมายถึง การเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจ เพื่อกระทำตามความตั้งใจ

๔. เกิดผลสำเร็จ ความตั้งใจ เช่น โกรธขึ้นมาตั้งใจจะฆ่าเขา ลงมือ และคนที่ถูกฆ่าตายลงตามความตั้งใจ อย่างนี้จัดเป็นกรรมที่สมบรูณ์

เมื่อกล่าวถึง กรรม ก็ย่อมต้องกล่าวถึงผลของกรรม หรือ เรียกว่า “วิบาก” ซึ่งแปลว่า ผล ผลแห่งกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ รูปธรรม หรือ นามธรรม วัตถุ หรือ จิตใจ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปตามเหตุแห่งปัจจัย เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือ กระบวนการก่อ การกระทำและการให้ผลของการกระทำ หรือพูดให้จำเพาะลงไปอีกว่า กระบวนการแห่งเจตจำนงหรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องสมกัน เช่น ทำกรรมดี มีผลดี ทำกรรมชั่ว มีผลชั่ว เป็นต้น


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D ออกจากสถานที่ปฏิบัติธรรมดอยธรรมะเจดีย์ เราก็ปั่นไปเรื่อย ๆ ตรงไปตามถนนใหญ่สาย เชียงใหม่ - ลำปาง ช่วงเช้าวันนั้นอากาศสดใสมีแดดให้ร้อนพอทนได้ แต่สำคัญที่เราเห็นเมฆฝนตั้งเค้าแน่ใจเลยว่า คงหนีฝนไม่พ้นต้องมีการปั่นลุยฝนแน่นอน และเป็นการไม่ประมาทอยู่แล้วเพราะฤดูนี้เป็นฤดูฝน อย่างไรเสียหนีฝนไม่พ้นหรอก เราจึงเตรียมผ้ากันฝนกันทุกคน เราปั่นผ่านโรงเรียนเกษตรกรรมลำพูน ซึ่งช่วงนี้จะเป็นเนินเล็ก ๆ (เอาเรื่องเหมือนกัน) พอได้เป่าปาก สองข้างทางจะเห็นแม่ค้า พ่อค้า ทำกรวยสามเหลี่ยมด้วยตองตึง วางบนแผงเราเข้าไปสอบถามจึงทราบว่าเป็น เห็ดถอบ ชาวบ้านแถบนี้ได้เข้าป่าหามาขาย ช่วงนั้นเห็ดถอบกำลังแพงลิบราคาลิตรละ ๔๐๐ - ๕๐๐ บาท (ไม่ไหวอย่ากินเลย) ดังนั้นใครที่จะซื้อต้องคิดให้รอบคอบครับ

เลยโรงเรียนเกษตรกรรมลำพูนไปอีกไม่เท่าไหร่ ก็จะแยกซ้ายเข้า อช.ขุนตาล ก่อนเลี้ยวเข้าไปเราเจอป้ายบอกทางไป วัดจอมธรรม คือเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ เมื่อปั่นเข้าไปได้สักระยะหนึ่งเราก็สวนทางกับทีมจักรยานที่ปั่นออกกำลังกาย มากันหลายคนเป็นธรรมเนียมที่ต้องโบกมือ ตะโกนทักทายกัน เลยไปอีกนิดก็จะเจอร้านค้ามีนักปั่นสาวจากลำพูน จอดจักรยานดื่มเครื่องดื่ม คุณนายถือโอกาสแวะเข้าไปเพื่อหาซื้อเครื่องดื่มเช่นกัน ก็ได้คุยกัน ทราบว่านักจักรยานสาวคนนี้เกาะกลุ่มกันมากับที่เราเห็นและโบกมือ เธอขอโอกาสเพื่อนหาอะไรดื่มดับกระหาย เธอเห็นการปั่นทัวร์รื่งแบบพวกเรา เธอสนใจมากเราจอดคุยกันนานพอควร ลุงป๊อก ลุงดม ได้ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ดีใจครับที่วันนั้นเราเป็นผู้จุดประกายให้นักปั่นสาวได้คิด และเก็บไปฝันถึงการออกเดินทางไกลด้วยจักรยาน เธอได้แลกเปลี่ยนเบอร์ โทร ฯ เพื่อจะได้ปรึกษาในโอกาสข้างหน้าหากเธอร่ำรวย (เวลา) เธอจะหาโอกาสเดินทางแบบพวกเราบ้าง (เธอได้โทร ฯ มาปรึกษา ๒ ครั้งแล้วครับ) คาดว่าวันหยุดยาวกลุ่มเธอคงออกทัวร์แน่นอน :lol: :lol:

เราสองคนแยกจากนักปั่นสาว ตามติดสองผู้เฒ่าซึ่งกว่าจะตามทันเราก็ต้องเจอกับอุปสรรคที่คาดการณ์ไว้ นั่นคือฝนกำลังจะเทลงมา เราสองคนจึงต้องอาศัยหน้าบ้านใครไม่ทราบขอหลบฝนเพื่อรื้อเอาเสื้อกันฝนออกมาใช้กันฝน เราปั่นท่ามกลางสายฝนไปได้ระยะหนึ่งก็ไปทันสองผู้เฒ่าจอดรอเพื่อเติมพลังมื้อเที่ยง เราได้รับประทานมื้อกลางวัน ตรงหน้าร้านขายอาหาร พอดิบพอดี ช่วงที่เรากำลังทำกิจกรรมก็ได้มีกลุ่มมอเตอร์ไซด์วันหยุดแวะเข้าไปในร้านอาหารสั่งอาหารกินกัน หลาย ๆ คนก็มองดูพวกเรา ไม่รู้เขาจะคิดอะไรกันบ้าง อยากรู้จังเลย แต่ที่แน่ ๆ พวกเรารู้แล้วว่าเขาคิดแค่เพียง ๒ ทางเท่านั้นคือ คิดดี กับ คิดไม่ดี คงเป็นเรื่องของเขาใครจะคิดอะไรอย่างไรไม่เรื่องของเรา เชิญ :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ข่าวเด็ด เผยโฉมหน้า นร.เจ้าของจดหมายลาครูเก็บเห็ดถอบ 10 มิ.ย. 57 14.37 น.

เผยโฉม น้องจิตรา นักเรียนหญิงอมก๋อย เขียนจดหมายขอลาครูไปช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดถอบ นสพ.เมืองรถม้า นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 มิ.ย.) หลังจากที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ สำหรับจดหมายลาครูไปช่วยพ่อแม่เก็บเห็ดถอบ (เห็ดเผาะ) 3 วัน ของนักเรียนหญิงอมก๋อยรายหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูแต่ก็ยังห่วงใยการเรียน ซึ่งสร้างความชื่นชมเป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด เฟซบุ๊กแฟนเพจ นสพ.เมืองรถม้า ได้เผยโฉมหน้า น้องจิตรา นักเรียนหญิงเจ้าของจดหมายฉบับดังกล่าว โดยนักเรียนหญิง มีชื่อจริงว่า ด.ญ.จิตรา ใจกล้า เขียนเมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยข้อความจากจดหมาย มีดังนี้

"เรียนคุณครูที่เคารพทุกรายวิชาที่เคารพอย่างสูง เนื่องจากหนูขอลาจะไปหาเห็ดถอบ 3 วัน วันที่ 28 29 30 พฤษภาคม 2557 ถ้าหนูหาเห็ดถอบ 3 วันเสร็จ หนูจะมาเรียนตามปกติ คุณครูทุกรายวิชาคะ ถ้าคุณครูสั่งการบ้าน ขอให้เพื่อนมาบอกหนูด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ"


:idea: :idea: เห็ดเผาะ : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เห็ดเผาะ (อังกฤษ: Barometer Earthstars; ชื่อวิทยาศาสตร์: Astraeus hygrometricus) หรือ เห็ดถอบ ในภาษาถิ่นภาคเหนือ เป็นเห็ดชนิดหนึ่ง ที่จัดอยู่ในวงศ์ Lycoperdaceae โดยจัดเป็นเห็ดที่ขึ้นได้เองธรรมชาติ เป็นลูกกลมๆ ขนาด 1.5-3.5 เซนติเมตร เมื่ออ่อนจะกลม ผิวเรียบสีขาวนวล มีรอยเปื้อนดิน ไม่มีก้าน อายุมากขึ้นผิวนอกจะเป็นสีน้ำตาลหรือเกือบดำ เนื้อเหนียว เห็ดเผาะมีเปลือกสองชั้น ชั้นนอกจะแตกเมื่ออายุมาก ด้านในเป็นถุงกลมสีขาวหม่น ด้านบนจะแตกเป็นช่องให้สปอร์ฟุ้งออกมา สปอร์รูปกลม มีหนาม สีน้ำตาล ขึ้นตามดินร่วนที่ถูกไฟไหม้ ซึ่งพบได้ตามภาคเหนือและภาคอีสานในประเทศไทย สามารถนำมาเป็นอาหารได้และก็มีราคาแพง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถทำการเพาะเลี้ยงได้


:o :o คั่วเห็ดเผาะ

คั่วเห็ดเผาะ หรือ คั่วเห็ดถอบ เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ เป็นเห็ดที่ชาวล้านนานิยมรับประทาน มีหลายตำรับอาหารที่ใช้เห็ดเผาะเป็นส่วนผสม เช่น คั่วเห็ดเผาะ ต้มเห็ดเผาะกับน้ำพริกข่า แกงเห็ดเผาะ ห่อนึ่งเห็ดเผาะ

ส่วนผสม

1. เห็ดเผาะ 150 กรัม
2. เนื้อหมูบด 50 กรัม
3. ยอดมะขาม 10 กรัม
4. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง

1. พริกแห้ง 5 เม็ด
2. กระเทียม 5 กลีบ
3. หอมแดง 5 หัว
4. กะปิ 1 ช้อนชา
5. เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. ล้างเห็ดเผาะให้สะอาด หั่นบางๆ
2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
3. ผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน จนมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อหมูบดลงผัดให้สุก
4. ใส่เห็ดเผาะลงผัดให้สุก
5. ใส่ยอดมะขาม แล้วผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ

เคล็ดลับในการปรุง ถ้าไม่ชอบเปรี้ยวให้ ใส่ใบมะกรูดซอย แทนยอดมะขาม จะทำให้มีกลิ่นหอม

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม

การเลือกเห็ดเผาะ ควรเลือกเห็ดอ่อน ผ่าดูด้านในจะเป็นสีขาว
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

สวัสดีค่ะคุณพี่แดง...แวะทักทายกัลยาณมิตรค่ะ สบายดีนะคะ :D :D
ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกระทู้ที่ให้คุณณประโยชน์นี้ไปนะคะ :)
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
รูปประจำตัวสมาชิก
เป้
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 102
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ธ.ค. 2012, 21:45
Bike: เสือโทรมๆ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย เป้ »

หวัดดีครับคุณพี่แดง.....ยังตามอยู่เงียบๆ ช่วงนี้หน้าฝนรักษาสุขภาพด้วยยะครับ
ปั่นซะ____ชีวิตจะได้ช้าลง
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

Saturn Sky เขียน:สวัสดีค่ะคุณพี่แดง...แวะทักทายกัลยาณมิตรค่ะ สบายดีนะคะ :D :D
ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกระทู้ที่ให้คุณณประโยชน์นี้ไปนะคะ :)
:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ คุณน้องแอ๋ว ...หายไปนานเลยนะ คิดว่าคงไปเที่ยวไกล(นอก) ธรรมะระยะนี้ก็หายเงียบไปเช่นกัน สำหรับเรื่องกระทู้ต้องขอบคุณ คุณน้องที่ให้ สติ ข้อคิด พร้อมคำแนะนำที่เป็นมหากุศล คนเราถ้าขาดกัลยาณมิตร ธรรมะเจริญได้ยาก สมดังคำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ไว้ว่า "“กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์” หรือถ้าจะพูดภาษาชาวบ้าน “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของการสร้างบารมี” ใครจะสร้างบารมีได้ถูกต้องร่องรอยก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตร แม้ถูกต้องร่องรอยแล้ว จะให้ต่อเนื่องไม่ขาดตกบกพร่อง ก็ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตรส่งต่อกันเป็นทอดๆ อย่างนี้ถึงจะเอาตัวรอด ขอบคุณคุณน้องเป็นที่สุดเลย
เป้ เขียน:หวัดดีครับคุณพี่แดง.....ยังตามอยู่เงียบๆ ช่วงนี้หน้าฝนรักษาสุขภาพด้วยยะครับ
:) :D ขอบพระคุณมากกับการติดตามเป็นกำลังใจ เช่นกันนะครับกับสุขภาพและหวังว่าคงปั่นด้วยความสุขกันนะครับ :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D เรานั่งรับประทานอาหารมื้อเที่ยงและปรึกษาหารือกัน แทนที่เราจะดิ่งไปวัดจอมธรรมเลยโดยไม่แวะอุทยานแห่งชาติขุนตาล นี่ "ถือว่า ผิด" โปรดจำไว้เลยนะครับ นี่หมายถึงกรณีที่เราปั่นมาทางนี้(ลำพูน - แม่ทา) แต่ถ้ามาทาง (เชียงใหม่ - สันกำแพง ) ต้องผ่านวัดจอมธรรมก่อน แล้วค่อยมาเข้าอุทยานเอาเป็นว่าอย่าพลาดอุทยานขุนตาลก็แล้วกัน ปั่นขึ้นบนอุทยานสนุก สวยงามหายเหนื่อย สมค่าสมราคา ตามไปครับจะพยายามนำภาพสวย ๆ มาให้ได้ชมกัน

คุณนายมาเที่ยวนี้เรียกว่าได้ทั้งฝน ทั้งแดด ทั้งลม แต่ชื่นชมที่คุณนายไม่บ่นแล้ว แถมยังชืนชอบกับ "ฟ้าหลังฝน" ซึงมันสวยสดงดงามมาก ๆ



รูปภาพ

:lol: :lol: ใน Face Book เจอบทความที่ถูกใจเกี่ยวกับฟ้าหลังฝน ขออนุญาตคัดลอกมาอ่านกันครับ

ฟ้าหลังฝน

ฟ้าหลังฝนจะสวยงามเสมอ

ถึงแม้เราจะเจอกับปัญหามากมาย สักแค่ไหน

ขอเรามีความหวัง มีกำลังใจ เราก็สามารถเดินต่อไป และยืนขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง

ชีวิตคนเราก็เหมือนกับท้องฟ้าและสายฝน

ตอนมีความสุขดูเหมือน ท้องฟ้าหลังฝนที่สดใส

ท้องฟ้าที่สดใส เมื่อมองไปก็เย็นตา

แต่ตอนมีความทุกข์ ดูเหมือนท้องฟ้าก่อนฝนตกที่น่ากลัว

ท้องฟ้าที่น่ากลัว เมื่อมองไปก็ใจหาย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ทันได้ตั้งตัว

มันมืดแปดด้าน เหมือนถึงทางตัน

หลายอย่างเข้ามารุมเร้า

ทั้งเรื่องเล็กทั้งเรื่องใหญ่ เรื่องไม่เป็นเรื่อง

ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่มีเหตุผลให้มานั่งคิด

ทำไมต้องคิดมากก็ไม่รู้

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกไว้

ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ

ยามท้อแท้และสิ้นหวัง ก็เหมือนดังตอนฝนตก ที่กระหน่ำหลั่งลงมา

แต่พอตอนฝนซา ฟ้าก็สดใสขึ้นทันที

เหมือนกับชีวิตคน ที่ต้องอดทนกับปัญหา

เพราะในไม่ช้า ปัญหาจะคลี่คลาย

แล้วสายรุ้งสีสวย จะทอดโค้งเป็นสะพาน ให้เราข้ามผ่านไปยังจุดหมายปลายทาง ตามใจหวัง สู้ ๆ นะคะ

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Rhizination
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 144
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ม.ค. 2014, 18:44
Bike: Smoking weed bike

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Rhizination »

ขออนุญาตตามเสพย์ความรู้ ครับ
เสือหมอบเปลี่ยนเกียร์ยังไง?
รูปประจำตัวสมาชิก
sorpinya
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 789
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ค. 2011, 14:28
team: ผีบ้า บ่พอปัว
Bike: orbea H30 jab 7700 MASI CX

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย sorpinya »

กระทู้ดีๆ..มีประโยชน์..กล่อมเกลาจิตใจ ปักเอาไว้อ่านต่อครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:idea: :idea: โปรดเกล้าฯแต่งตั้งปธ.-รองปธ.สนช.เเล้ว

17ส.ค.2557เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยเเพร่ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ

ให้ประกาศว่า โดยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ เลือกสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ

๑. นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
๒. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่หนึ่ง
๓. นายพีระศักดิ์ พอจิต เป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่สอง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

Rhizination เขียน:ขออนุญาตตามเสพย์ความรู้ ครับ
sorpinya เขียน:กระทู้ดีๆ..มีประโยชน์..กล่อมเกลาจิตใจ ปักเอาไว้อ่านต่อครับ
:) :D ขอขอบพระคุณทั้ง ๒ ท่าน ที่กรุณาเข้ามาให้กำลังใจ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้แช่มชื่นเบิกบาน การเดินทางไม่โดดเดี่ยว ยิ่งรู้ว่ามีกัลยาณมิตรคอยติดตามยิ่งต้องเพิ่มความรอบคอบ ละเอียดในทุก ๆ ด้านยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ขอความเมตตาจากกัลยาณมิตรทุก ๆ ท่าน ถ้าเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดบกพร่อง ผิดพลาด กรุณาอย่านิ่งเฉย โปรดเข้ามาแจมแจ้ง เสนอแนะ ติติง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง ไม่ผิดกฏผิดธรรม อย่าได้เกรงใจผมพร้อมและเต็มใจ ยินดี จะแก้ไขตามคำแนะนำครับ ขอบพระคุณทั้ง ๒ ท่านอีกครั้งครับ :) :D

:) :D เรามาเดินทางกันต่อจากที่เติมพลังมื้อเที่ยงกว่าจะเดินทางถึงด่านอุทยานแห่งชาติขุนตาล เราต้องผ่านอุปสรรค(ความสวยงามของธรรมชาติ) แปลกไหมครับทำไมธรรมชาติที่สวยงามจึงเป็นอุปสรรค เป็นซิครับ...ก็ทำให้การเดินทางมันช้าลงไง แต่ละคนจริตไม่เท่ากัน มองธรรมชาติแตกต่างกันบางคนมองแล้วต้องเก็บภาพไว้ในสมองและกล้องถ่ายภาพ แต่บางคนแค่เก็บไว้เป็นความทรงจำ(ไม่ชอบกล้อง) โชคดีพวกเราทั้งทีมบ้ากล้อง ๕๕ ชอบถ่ายภาพ ตรงนี้แหละครับมันคือปัญหาพวกเราไปกันอย่างช้า ๆ แต่ละคนมีมุมมองธรรมชาติแตกต่างกันไป ตามองชื่นชมวิวทิวทัศน์มือขยับกล้องกดชัตเตอร์ แฉะ ๆ ๆ ๆ ภาพแล้วภาพเล่า ไม่อิ่มไม่เต็มซักทีบางครั้งต้องเร่งกัน

เมื่อมาถึงด่านเราก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ช่วงนั้นเป็นมวยคู่สำคัญทุกคนกำลังลุ้นมวยตู้ช่อง ๗ สี(ไม่รู้พนันกันไหม) ลุงดมลุงป๊อกก็เข้าไปลุ้นกับเขาด้วย เห็นเขาลุ้นกันลูกผู้ชายหมัด ๆ มวย ๆ ก็อดใจไม่ได้ผมก็มีอันเข้าไปลุ้นกับเขาด้วย เราสนุกกับการลุ้นมวยได้โห่ ฮา พอหอมปากหอมคอ ก็ขอตัวปั่นเข้าอุทยานต่อไปโดยลุ้นไม่ครบยกเลยไม่รู้ผลแพ้ชนะ จากด่านเราปั่นกันเข้าไปยังเป้าหมาย ขออนุญาตุเผยความลับ โดยสัตย์จริงแล้วผมเพียงจะพาคุณนายไปกางเต้นท์ที่สถานีรถไฟขุนตาลแค่นั้น แต่เอาเข้าจริง ๆ ลุงดมลุงป๊อกดึงให้ขึ้นไปนอนบนอุทยาน ว่าจะขัดคอสักหน่อย แต่เมื่อหันไปถามคุณนายว่าเป็นอย่างไร คุณเธอยิ้มตอบว่า "สบาย ๆ ไปไหนได้หมด" ค่อยยังชั่วครับ :lol: :lol:

ต่อจากทางแยกเข้าสถานีรถไฟแยกซ้ายขึ้นตัวอุทยาน ทางสูงชันเราแข่งกันปั่น ขึ้นไม่รอดสักคนต้องจอดเป็นระยะ ๆ พักเหนื่อย สนุกมากครับ ใครที่ยังไม่เคยไปอยากจะเชิญเลยนะครับ ได้อะไร ๆ หลาย ๆ อย่างไม่มีเสียครับ ขันติ วิริยะ สติ สมาธิ ล้วนต้องนำมาใช้หมด :lol: :lol: ผ่านจุดลำบากไปได้ ฝนก็เทกระหน่ำหาที่หลบฝนไม่มีต้องอาศัยเสื้อกันฝน มองดูแต่ละคนผมก็ยังอดหัวเราะไม่ได้ ขำกลิ้งย้อนคิดพวกเรานี่แปลกนะอยู่ดีไม่ว่าดี แส่มาหาทุกข์ :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:!: :!: ขันตี จะ โสวะจัสสะตา เอตัมมังคะละมุตตะมันติ

ความอดทนคืออะไร ?

ความอดทน มาจากคำว่า ขันติ หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมีคนเทอะไรลงไป ของเสีย ของหอม ของสกปรกหรือของดีงามก็ตาม งานทุกชิ้นในโลกไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ ที่สำเร็จขึ้นมาได้นอกจากจะอาศัยปัญญาเป็นตัวนำแล้ว ล้วนต้องอาศัยคุณธรรมอันหนึ่งเป็นพื้นฐานจึงสำเร็จได้ คุณธรรมอันนั้นคือ ขันติ ถ้าขาดขันติเสียแล้ว จะไม่มีงานชิ้นใดสำเร็จได้เลย เพราะขันติเป็นคุณธรรมสำหรับทั้งต่อต้านความท้อถอยหดหู่ ขับเคลื่อนเร่งเร้าให้เกิดความขยัน และทำให้เห็นอุปสรรคต่างๆ เป็นเครื่องท้าทายความสามารถ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของงานทุกชิ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม คืออนุสาวรีย์ของขันติทั้งสิ้น

ลักษณะที่สำคัญยิ่งของขันติ คือ ตลอดเวลาที่อดทนอยู่นั้น จะต้องมีใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เราสรุปลักษณะของขันติโดยย่อ ได้ดังนี้

๑.อดทนถอนตัวหรือหลีกเลี่ยงจากความชั่วให้ได้
๒.อดทนทำความดีต่อไป
๓.อดทนรักษาใจไว้ไม่ให้เศร้าหมอง

อานิสงส์การมีความอดทน

๑.ทำให้กุศลธรรมทุกชนิดเจริญขึ้นได้
๒.ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
๓.ทำให้ตัดรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งหลายได้
๔.ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ทุกอิริยาบท
๕.ชื่อว่าได้เครื่องประดับอันประเสริฐของนักปราชญ์
๖.ทำให้ศีลและสมาธิตั้งมั่น
๗.ทำให้ได้พรหมวิหารโดยง่าย
๘.ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

“บุคคลอดทนต่อคำของผู้สูงกว่าได้ เพราะความกลัว อดทนถ้อยคำของผู้เสมอกันได้ เพราะเหตุแห่งความแข่งดี ส่วนผู้ใดในโลกนี้ อดทนต่อคำของคนเลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า ความอดทนนั้นสูงสุด” :!: :!:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:lol: :lol: ภารกิจ'เทน้ำเย็นราดตัว'รับคำท้า...ช่วยการกุศล

ภารกิจ'เทน้ำเย็นราดตัว' รับคำท้า...ช่วยการกุศล : Hot ติด Web

...น้ำเย็นเจี๊ยบใส่น้ำแข็งถูกนำมาราดบนตัวเองจนเปียกไปทั้งตัว กลายเป็นกระแสฮิตไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย ที่ร่วมเกาะกระแสฮิตนี้ที่เรียกว่า "Ice Bucket Challenge"

กระแสนี้เป็นแคมเปญที่ทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์การกุศล หาเงินเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือกองทุนวิจัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง จากสมาคมผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ เอแอลเอส โดย "Ice Bucket Challenge" คือการท้าทายให้อีกฝ่ายยกถังน้ำเย็นใส่น้ำแข็งเทใส่ตัวเอง พร้อมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อโพสต์ขึ้นบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงว่าได้รับคำท้า ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากถูกท้า และจะต้องทำการท้าทายเพื่อนอีก 3 คน ให้มารับคำท้า เพื่อนำเงินที่ได้มาเข้าองค์กรการกุศลเพื่อต่อสู้กับโรคเอแอลเอส

โดยคนดังๆ ทั่วโลก ได้รับคำท้าและทำกระแสฮิตนี้ไปหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็น วงการไอที วงการบันเทิง วงการกีฬา ที่มาร่วมรับทำค้าที่เย็นยะเยือกแบบนี้ อาทิ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก, บิล เกตส์, โอปราห์ วินฟรีย์, ทิม คุก, จัสติน ทิมเบอร์เลค, จันติน บีเบอร์, เทย์เลอร์ สวิฟต์, ดาร์เรน เฟลตเชอร์, คริสเตียโน โรนัลโด เป็นต้น

สำหรับกระแสในบ้านเราจะมีการติดแท็ก #IceBucketChallengeTH ในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา จากคำท้าแรกของคุณมาร์ก @markpeak แห่ง Blognone ก่อนที่จะมีการท้าต่อเรื่อยๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนกติกาเรื่องการบริจาค โดยให้ผู้ที่ได้รับคำท้าจะต้องทำการบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ที่ไหนก็ได้แทน ซึ่งก็ได้มีการท้าทายไปเรื่อยๆ ที่เป็นที่ฮือฮาคือการท้าของ @pawoot "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" เว็บไซต์ตลาดดอทคอม ที่มีการท้าผู้บริหารค่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ค่ายใหญ่ อย่าง "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" จากเอไอเอส, "ศุภชัย เจียรวนนท์" จากทรู, "จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์" จากดีแทค ซึ่งทั้งสามก็ตกปากรับคำภายใน 24 ชั่วโมง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ แห่งค่ายเอไอเอส "สมชัย เลิศสุทธิวงศ์" หลังได้รับคำท้าจาก "ป้อม" ภาวุธ เจ้าพ่อตลาดดอทคอม กับกิจกรรม Ice Bucket Challenge ก็ไม่รีรอ ขอจัดเต็มทั้งตัวกับน้ำแข็งเย็นๆ ท่ามกลางสายฝนบนดาดฟ้า อาคารอินทัช แถมยังชวนเหล่าสาวๆ สมาร์ทเกิร์ลมาร่วมเปียกท้าฝนกันด้วย งานนี้ได้บุญหน้าตาอิ่มเอมกันไป โดยขอร่วมสมทบทำบุญกับมูลนิธิเทใจดอทคอม พร้อมขอส่งคำท้าร่วมทำบุญไปที่หนุ่มๆ สุดฮอตอีก 3 คน คือ 1. เจมส์ จิรายุ พรีเซ็นเตอร์เอไอเอส ขวัญใจมหาชน 2.คุณหมู ณัฐวุฒิ อุ๊คบี เจ้าพ่ออีบุ๊กเมืองไทย 3.คุณวิชัย พรพระตั้ง ผู้บริหารซัมซุง ประเทศไทย

ขณะที่ "จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค รับคำท้าจาก "ป้อม" ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ TARAD.com ในแคมเปญ Ice Bucket Challenge ที่โด่งดังจากสหรัฐอเมริกา ริเริ่มโดย ALS Association หรือสมาคมที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซีอีโอดีแทคและพนักงานดีแทคก็รับคำท้าและร่วมแคมเปญ โดยได้บริจาคให้ ALS Association และมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม หรือ Operation Smile (Thailand) ผ่านโครงการ Bright Smiles & Happy Hearts พร้อมส่งคำท้าไปยังอีก 3 ท่านคือ 1.ซิคเว่ เบรคเก้ รองประธานบริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป และเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์เอเชีย 2.สุทธิชัย หยุ่น เนชั่น กรุ๊ป และ 3.พนักงานดีแทคทุกคน

“การเข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้เพราะดีแทคมีพันธกิจสำคัญในการช่วยเหลือสังคม และเล็งเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ดีที่กระตุ้นให้สังคมบริจาคการกุศลต่างๆ จึงยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ถูกท้าทายมาเพื่อส่งต่อภารกิจการทำความดีนี้ให้คนอื่นต่อไปในสังคม" นายจอนกล่าว

คนดังในประเทศไทยในแวดวงต่างๆ ก็ล้วนแต่ได้รับคำท้า และได้เผยแพร่คลิปวิดีโอออกมาในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก อาทิ "ตัน ภาสกรนที", "เจมส์" จิรายุ ตั้งศรีสุข, "หนุ่ย" พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์, "วู้ดดี้" วุฒิธร มิลินทจินดา, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นต้น

เริ่มจาก "เจมส์" จิรายุ ตั้งศรีสุข พระเอกชื่อดัง ได้รับคำท้ามาจาก สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ซีอีโอเอไอเอส งานนี้เจมส์เลยตอบรับคำท้า โดยการเตรียมน้ำใส่น้ำแข็งไว้ 3 ถัง และราดใส่ตัวเอง ทั้ง 3 ถัง บอกเลยว่า ราดไปสะดุ้งไป แบบว่าน้ำมันเย็นนี่นา พร้อมส่งคำท้าต่อให้ "ปิ๊ก" ฌาณฉลาด ทวีทรัพย์ อิน บูโดกัน และ วิลลี่ แมคอินทอช

งานนี้ วิลลี่ แมคอินทอช เลยตอบรับคำท้าจากรุ่นน้อง "เจมส์" จิรายุ ด้วยการให้คนอื่นราดน้ำเย็นทั้งถังใส่ตัวเอง พร้อมส่งคำท้าต่อไปยังผู้โชคดีอีก 3 คน ได้แก่ "ไก่" วรายุฑ มิลินทจินดา "เสนาหอย" เกียรติศักดิ์ อุดมนาค และ มาริโอ้ เมาเร่อ

ด้าน "ชมพู่" อารยา เอ ฮาร์เก็ต โดนท้ามาจาก ตัน ภาสกรนที อีกที กล้าท้าขนาดนี้ ชมพู่เลยจัดให้ มาในสภาพชุดนอน ลงทุนผสมน้ำแข็งกับน้ำเอง และราดน้ำเย็นทั้งถังด้วยตัวเอง ก่อนจะส่งคำท้าต่อไปยัง "เคน" ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ "ตุ๊กกี้" สุดารัตน์ บุตรพรหม และ "ใหม่" ดาวิกา โฮร์เน่ ชนิดที่ว่าท้าคนอื่นไป ปากก็สั่นไป งานนี้ไม่ต้องบอกว่าในถังนั้นน้ำเย็นเจี๊ยบขนาดไหน!!

ในรายการ "วู้ดดี้ ทอล์ก" ทั้ง "วู้ดดี้" วุฒิธร มิลินทจินดา "ธัญญ่า" ธัญญาเรศ เองตระกูล และ "แจ๊ค" เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ พร้อมใจรับคำท้าพร้อมกัน โดนสาดน้ำเย็นใส่กลางรายการ และท้าให้ "จ๋า" ยศสินี ณ นคร "โดม" ปกรณ์ ลัม และ "หญิง" รฐา โพธิ์งาม ออกมากล้าราดน้ำเย็นเป็นรายต่อไป

ฝ่าย "จ๋า" ยศสินี ณ นคร ทำเก๋ด้วยการให้คนอื่นราดน้ำเย็นใส่ ขณะที่โชว์กายกรรมผ้าห้อยหัวลงมา และขอท้า สรยุทธ สุทัศนะจินดา "กาละแมร์" พัชรศรี เบญจมาศ และ "ป๋อ" ณัฐวุฒิ สกิดใจ เป็นรายต่อไป

ขณะที่ "โดม" ปกรณ์ ลัม เมื่อได้รับคำท้า จึงตกลงรับคำท้าทันทีเช่นกัน

สุฐิตา ปัญญายงค์ หรือ "นิหน่า" รับคำท้าต่อมาอีกทอด และจัดการราดน้ำเย็นให้ตัวเอง และท้าต่อไปยัง วาทิต ตรีครุธพันธุ์ หรือ "ต๊อบ" พิธีกรชื่อดัง ธีรเทพ วิโนทัย หรือ "ลีซอ" นักฟุตบอลชื่อดัง และ นานา ไรบีนา

ด้าน สุรบถ หลีกภัย หรือ "ปลื้ม" พิธีกรชื่อดังได้ตอบรับคำท้าราดน้ำเย็น และส่งคำท้าต่อไปยัง "มาดามมด" สรยุทธ สุทัศนะจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา!!!

ด้าน จอห์น วิญญู ถูกท้ามาอีกที แต่กลับตอบรับคำท้าไม่ทันภายใน 24 ชั่วโมง งานนี้เลยขอชดเชยเป็นการบริจาคเงินแทน

ขณะที่ในแวดวง "ฟิล" ปรัชญา อรเอก ผู้ประกาศข่าวของเนชั่นทีวี ได้ร่วมบริจาคเช่นเดียวและมีการทำ Ice Bucket Challenge ผ่านรายการข่าวข้นรับอรุณด้วยเช่นกัน พร้อมกับท้าผู้บริหารเครือเนชั่นอย่างคุณสุทธิชัย หยุ่น คุณเทพชัย หย่อง คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ให้มารับคำท้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วยเช่นกัน

คำท้าทายอันแสนจะเย็นยะเยือก ยังคงฮิตติดลมบนกันในสังคมไทย เพื่อชวนให้ผู้รับคำท้ามาร่วมกิจกรรมสนุกๆ และร่วมกันทำบุญบริจาคเงินให้แก่ที่ต่างๆ ถือเป็นการชวนการทำบุญแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำใครเลยทีเดียว


:) :D กิจกรรมดี ๆ มีกุศลแบบนี้ก็น่าปลื้มใจ ขอร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลของทุก ๆ ท่านครับ :) :D

:lol: :lol: ที่นี้เราก็มาว่าของเราต่อ ผมได้นำเสนอเรื่องของ ขันติ ไปแล้ว ต่อไปก็จะนำเสนอเรื่องของ วิริยะ วิริยะ เป็นภาษาบาลี ซึ่งมีความหมายถึง ความพยายาม ตรงกับภาษาไทยแปลว่า ความเพียร ลักษณะของผู้ที่มีความเพียร คือ เมื่อทำงานที่ตนชอบที่ตนรัก ก็จะทำด้วยความพากเพียรพยายาม ทำด้วยความสนุก กล้าหาญ กล้าเผชิญกับความทุกข์ยากปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น หากมีอุปสรรคข้อขัดข้องใดๆ ก็เพียรกำจัดปัดเป่าไปให้หมดสิ้นไปโดยไม่ย่อท้อไม่สิ้นหวัง เดินหน้าเรื่อยไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายคือ ความสำเร็จ คนที่ปรารภความเพียรอยู่อย่างนี้ เรียกว่ามี วิริยารัมภะ วิริยะหรือความเพียร

โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วีริยํ อารภโต ทฬฺหํ.

"ก็ผู้ใดเกียจคร้านมีความเพียรอันทราม พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี, ความเป็นอยู่วันเดียว ของท่านผู้ปรารภความเพียรมั่น ประเสริฐกว่าชีวิต ของผู้นั้น"


คนที่มีความเพียร พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็นผู้มีชีวิตแม้แค่เพียงวันเดียว ก็เป็นชีวิตที่ประเสริฐ ที่ประเสริฐเพราะอะไร เพราะชีวิตของบุคคลนั้นดำเนินไปด้วยคุณค่า มีแก่นสาร เป็นการดำเนินชีวิตที่ขัดเกลากิเลสให้ลดน้อยลง ตรงกันข้ามกับบุคคลที่มีความเพียรเลว เป็นคนเกียจคร้าน ถึงแม้มีชีวิตอยู่ยาวนานถึงร้อยปี แต่ตลอดเวลาในการดำรงชีวิตของเขานั้น เต็มไปด้วยความประมาท เต็มไปด้วยบาปอกุศล ไม่มีความพากเพียรในการป้องกันบาปไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ได้พากเพียรที่จะละบาปที่มีอยู่แล้ว ไม่เพียรพยายามที่จะทำกุศลธรรมคุณงามความดีให้เกิดขึ้น และไม่เพียรพยายามรักษาคุณงามความดีที่มีอยู่แล้วไม่ให้สูญหายไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกบุคคลที่มีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท มีความเกียจคร้านอย่างนี้ว่ามีชีวิตที่ไม่ประเสริฐ สู้คนที่มีความเพียรแต่มีชีวิตแค่เพียงวันเดียวไม่ได้

ความเพียร เป็นคุณธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนในชีวิตได้ ตั้งแต่ความทุกข์หรือความเดือดร้อนในระดับต้นๆ ซึ่งเป็นความเดือดร้อนหรือความทุกข์ในชีวิตประจำวัน จนสามารถนำพาให้พ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง คือบรรลุพระนิพพานได้ ก็เพราะอาศัยความเพียร แต่หากบุคคลใดไม่ประกอบด้วยวิริยะคือความพากเพียรแล้ว ย่อมทำให้บุคคลนั้นประสบกับความเสื่อมของชีวิต ทำให้ชีวิตนั้นไร้ค่าที่เรียกว่า โมฆะชีวิต
:idea: :idea:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ยอมรับเลยนะครับว่าเหลืออีกเพียง ๒ กม.ก็จะถึงทางเข้าอุทยาน แต่ความที่สูงชันประกอบกับฝนที่เริ่มพรมละอองน้ำ ย่อมเป็นอุปสรรคบ้าง แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงแห่งความเพียรของพวกเรา ไหน ๆ ก็ไหน คือสูตรสำเร็จสำหรับนักจักรยานเดินทางไกลครับ กัดฟันสู้ต่อไป ชัยชนะอยู่ข้างหน้า ว่าแล้วผมก็ถือโอกาสปั่นขึ้นไปรอทางเข้าอุทยานก่อนเพื่อน เพื่อรอเก็บภาพระทึกใจ ผมไปยืนเตรียมกล้อง(หลบฝน) เพื่อจะเก็บภาพ ปรากฏว่าทั้ง ๓ ท่านไม่ยอมให้เก็บภาพการถอดใจ ทุกคนปั่นขึ้นมาจนถึงจุดที่ผมยืนเพื่อบันทึกภาพ เราหัวเราะ(รู้ทันกัน) จอดพักสักครู่ ในขณะที่ฝนเริ่มจะเทลงมา

เราทั้งสี่คนรีบจูง(วิ่ง) ปั่นไม่ได้แล้ว(ลื่น) ให้พ้นทางโค้งท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างแรง พอพ้นตลิ่งชันปั่นได้ เราก็ปั่นเข้าประตูอุทยาน จอดคุยกับเจ้าหน้าที่ พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าจักรยานคนละ ๓๐ บาท ผู้สูงอายุไม่ต้องเสียเงินครับ เจ้าหน้าที่ชวนคุย แนะนำสถานที่และแนะนำที่ ๆ สำหรับจะกางเต้นท์นอน เจ้าหน้าที่ดีมาก ๆ ครับอุปนิสัยใจคอ ขอชื่นชมครับ เราได้รับความอบอุ่นเรียกว่าหายหนาวกันเลยทีเดียว คืนนี้เราคงมีความสุขกับอุทยานขุนตาลแน่ ๆ เลย :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

:idea: :idea: 10 ข้อต้องรู้ Ice Bucket Challenge คืออะไร? :โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ส.ค. 2557 09:20

เอาน้ำแข็งในถังราดหัวที่คนทั่วโลกและลามมาถึงคนดังในประเทศไทยกำลังฮิตกัน (รับคำท้า! Ice Bucket Challenge เทรนด์บอกบุญแบบไฮเทค http://www.thairath.co.th/content/444109) คืออะไร ไทยรัฐออนไลน์หาคำตอบมาให้อ่านกัน...

1.แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา บอกว่า Ice Bucket Challenge โครงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS หรือ ALS Associtaion โดยแคมเปญนี้เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวระวังโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (รู้จักโรค ALS สู่แคมเปญช่วยเหลือผู้ป่วยสุดดังhttp://www.thairath.co.th/content/444546)

2.ที่เล่นๆ ทำๆ กันอยู่รู้หรือไม่ว่า นายคอรีย์ กรีฟฟิน อดีตผู้จัดการของบริษัทการลงทุน เบน แคปิตอล จำกัด ถือเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว โดยช่วยเปลี่ยนให้กิจ กรรม Ice Bucket Challenge เป็นการระดมทุนผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หลังจากที่เพื่อนของเขา พีท เฟรตส์ อดีตกัปตันของทีมเบสบอลมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าว (กริฟฟินบริจาคเงินกว่า 3 ล้านบาท) ให้แก่โครงการดังกล่าว (ประวัติ คอรีย์ กรีฟฟิน http://www.thairath.co.th/person/8850)

ส่วนอดีตนักกีฬาเบสบอลระดับมหาวิทยาลัย ชื่อ Pete Frates ป่วยเป็นโรคนี้ได้เป็นคนจุดประกายแคมเปญที่กำลังฮอตนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ
กลุ่มผู้ป่วยโรค ALS หรือ ALS Associtaion

รูปภาพ :lol: :lol: Pete Frates คนจุดประกายแคมเปญนี้


3. "ไอซ์ บั๊กเก็ต แชลเลนจ์" ได้รับความสนใจและสนับสนุนจากแวดวงไอที กีฬา และนักร้องนักแสดงดังๆ จำนวนมาก อย่าง Bill Gates, Mark Zuckerberg, Tim Cook, Darren Fletcher, Blake Shelton และ Adam Levine

4.ล่าสุดก็ลามมาถึงประเทศไทย ทั้งดารา คนดัง และซีอีโอบริษัทใหญ่ๆ ก็ร่วมกับแคมเปญนี้เหมือน (รวม 'คนดัง' รับคำท้า ส่งต่อบุญ...'Ice Bucket Challenge' (ชมคลิป)กัน http://www.thairath.co.th/content/444534)

5. แคมเปญถูกออกแบบให้สร้างเป็น viral มาตั้งแต่ต้น เพราะต้องแท็กชื่อเพื่อน 3 คน หากใครรับคำท้าก็ต้องแท็กชื่อเพื่อนต่อไปอีก 3 คน เป็นการท้าทายและส่งสารให้คนในโซเชียลฯ ให้เห็นภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่มีผู้ท้า

6. Mark Zuckerberg แน่จริงส่งคำท้าต่อให้ Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์, Sheryl Sandberg ซีอีโอหญิงของเฟซบุ๊ก และ Reed Hastings ซีอีโอแห่งเน็ตฟลิกซ์ …!

รูปภาพ :lol: :lol: Bill Gates

7. Bill Gates โชว์เหนือ รับคำท้า Mark Zuckerberg ไม่ธรรมดา ประดิษฐ์ถังราดตัวโดยใช้กลไกทำให้ถังน้ำราดลงบนตัวพอดิบพอดี ไม่ต้องเปลืองแรงให้เหนื่อย

8. paul Bissonnette นักกีฬาฮอกกี้ ทำคลิปอลังการใช้เครื่องบินเทน้ำลงมาราดตัวเขาบนภูเขาสูง ท้าความหนาวเย็น แต่ใครจะเลียนแบบก็โปรดระมัดระวังอันตรายด้วย !

9.ALS Association เผย Ice Bucket Challenge ช่วยพลิกโอกาส หลังยอดรับบริจาคในช่วงที่มีผู้คนร่วมกิจกรรมการกุศลนี้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ยอดอยู่ที่ 31.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพียงแค่ 1 วันมีเงินเข้ามาถึง 8.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (บุญใหญ่! Ice Bucket Challenge วันเดียวระดมทุนได้ 8.6 ล้านเหรียญ http://www.thairath.co.th/content/445055)

10. แคมเปญนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่อาศัยหัวใจบุญที่รับคำท้าย โดยตอนนี้ก็มีคนดังฝั่งไทยไม่น้อยที่ร่วมเล่นไปกับโครงการ Ice Bucket Challenge อย่างไรก็ดีขอภาวนาให้ทุกคนที่เล่นเป็นการสนใจที่เนื้อหาสาระไม่ใช่แต่สีสันเท่านั้น
[/b]

:o :roll: มหกรรมมหากุศลในครั้งนี้ ผมเองพิจารณาด้วยความชื่นชมในจิตอันเป็นกุศลของคนดังทั้งหลาย แต่เท่าที่ปรากฏในเมืองไทย ชักแล้ว ๆ ชักจะเลอะเทอะแล้วละครับ คนไทยมีนิสสัยแปลกอยู่อย่างคือความชอบสนุก เรียกว่าสนุกไม่มีขอบเขตุ ของเขาดี ๆ พอเราเอามาทำบ้างนานไป ๆ เละตุ้มเป๊ะ กิจกรรมแบบนี้เช่นกันกรุณาอย่า ๆ ทำให้เละนะครับ ก่อนจะทำ ไตร่ตรองกันให้ดี พอเละนะครับใครลองไปแตะซิ ศรีธนญชัยออกมาเพียบ นี่แหละครับ "ไทยแท้ ๆ " เชื่อไหมครับ ฝรั่ง งง โดยเฉพาะเรื่องแนวคิดของการปกครองเห็นได้ชัดมาก ทุกวันนี้ฝรั่งมันเดินไม่ถูกกันแล้ว "กู..จะเข้าข้างใครดี..วะ" :lol: :lol:

อารมณ์ขัน ชอบสนุกแม้ยามมีทุกข์เราก็สนุกกันได้ ทำให้บ้านเมืองเราไม่ค่อยเครียด ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เตาะแตะ ๆ โตงเตงไปเรื่อย ๆ เรียกว่าถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ไม่มีเป้าหมายที่แท้จริง ใครพูดจริง ทำจริง เอาจริง และคิดว่าแน่จริง เชื่อครับ "ลงทุกราย" แต่เราก็อยู่กันได้ ดีเนาะ.... :lol: :lol:


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:lol: :lol: เรา ๔ คนหยุดรอฝนและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด่าน ได้รับความรู้เกี่ยวกับขุนตาลพอสมควร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังกรุณาบอกสถานที่ให้เรากางเต้นท์ เขาเสนอว่าหากฝนไม่ตกกางกลางแจ้งจะได้อารมณ์ธรรมชาติมาก ซึ่งแบบนี้เป็นแบบที่เราต้องการอยู่แล้ว แต่คิดด้วยความรอบคอบ เรียกว่าต้องใช้ สติ สมาธิ ปัญญาเข้าช่วยกันพอสมควร ตัณหา กับสถานการณ์ท่านจะเลือกเอาสิ่งใดนี่คือสิ่งที่ควรต้องคิด แต่ก่อนที่จะไปสู่กระบวนการคิด เรามาทบทวนเรื่องของ สติ กันดีไหมครับ

สติ : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ความนึกขึ้นได้ ความไม่เผลอ ฉุกคิดขึ้นได้ การคุมจิตไว้ในกิจ หมายถึง อาการที่จิตนึกถึงสิ่งที่จะทำจะพูดได้ นึกถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดไว้แล้วได้ เป็นอาการที่จิตไม่หลงลืม ระงับยับยั้งใจได้ ไม่ให้เลินเล่อพลั้งเผลอ ป้องกันความเสียหายเบื้องต้นยับยั้งชั่งใจไม่บุ่มบ่าม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความไม่ประมาท

สติ เป็นธรรมมีอุปการะมาก คือทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง สตินั้นหากนำมาใช้กับทางโลกทั่วไปก็ย่อมมีประโยชน์มหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ การคิดอ่านย่อมเป็นระบบ จิตย่อมมีสมาธิในการทำกิจการงานใด ๆ อารมณ์มักจะเป็นปกติ ไม่ค่อยโกรธ เครียด หรือทุกข์ใจอะไรมาก ๆ กล่าวโดยรวมคือย่อมเกื้อกูลชีวิตประจำวันทางโลกได้อย่างดีซึ่งเป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจน ถ้ารู้เนือง ๆ มาก ๆ เข้าจนเป็นมหาสติ ก็จะได้ประโยชน์จากทางธรรมด้วย การที่เรามีสติอยู่เนือง ๆ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ทำอย่างติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็เพื่อให้สติเกื้อกูลต่อการ “เห็นความจริง” ความจริงนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือกายกับใจจุดหมายของการรู้ก็เพื่อให้เห็นความจริง อันได้แก่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่ากายและใจของเรานั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวเรา

สติ เป็นคุณธรรมที่เกิดเองไม่ได้ ต้อง ทำให้เกิดขึ้นด้วยการฝึกฝนรวบรวมจิตใจให้นิ่งแน่วด้วยวิธีต่างๆ เช่นการเจริญวิปัสสนาคือการฝึกตามมหาสติปัฏฐานสูตร ทำสมาธิ สวดมนต์ ภาวนาคือให้มีความรู้สึกตัวผ่านอายตนะทั้ง 6

สติ มีใช้ในอีกหลายความหมาย เช่น กำหนดรู้ ตระหนักรู้ ระลึกรู้ สัมผัสรู้ รู้สึกตัว และอื่นๆ ที่ใช้ในความหมายการทำความกำหนดรู้สึกตัวในปัจจุบันต่อผัสสะใดๆที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้กำหนดรู้เฉพาะหน้า ให้เท่าทันต่อสัมผัสตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ให้จิตเป็นอิสระต่อสิ่งที่มากระทบในฐานะเป็นเพื่อผู้เฝ้ารู้เฉย ด้วยการเพิ่มการรับรู้ทางประสาทสัมผัส โดยลดการคิดนึกปรุงแต่งความรู้สึกอื่นๆ

สติใช้เพื่อที่จะรู้เท่าทันในสังขาร 3

1.รู้เท่าทันในการเคลื่อนไหว(กายสังขาร) ในอันที่จะการสร้างกรรมใดๆ นั่นคือศีล
2.รู้เท่าทันในอารมณ์ที่ปรุงแต่งจิต(จิตสังขาร) จนจิตเป็นอิสระจากอารมณ์ นี่คือสมาธิ
3.รู้เท่าทันความคิดทั้งหลาย(วจีสังขาร) ว่าความคิดเป็นเหตุเป็นผลหรือไม่(โยนิโสมนสิการ) นี้คือปัญญา


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ฝนบนยอดดอยแปลกอยู่ประการหนึ่งคือ จะหยุดตกก็หยุดเป็นปลิดทิ้ง โดยเด็ดขาดเรียกว่าหยุดจริง ๆ ไม่มีเหลือสักหยด ยังไม่พอแดดอ่อน ๆ ของยามเย็นก็พลันปรากฏที่เราคุ้นหูและคุ้นตากับคำว่า "ฟ้าหลังฝน" เช่นกันครับเย็นวันนั้นธรรมชาติก็หลอกเราเข้าเต็มเปา หลังจากที่เจ้าหน้าที่แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ให้พวกเราพอเข้าใจแล้ว พลันฝนก็หยุด กึก แสงแดดแผดประกายระยับตามด้วยรุ้งกินน้ำเรื่อ ๆ ให้ได้เห็น (เก็บภาพไม่ได้ไม่ชัดครับ) เจ้าหน้าที่ตะโกนไล่หลังพวกเรา "ลุงโชคดี กางเต้นท์ตรงลานได้เลย" เราไปไปถึงลานที่เจ้าหน้าที่บอก ก็เดินสำรวจเห็นว่าเหมาะจริง ๆ สอบถามกัน "เอา...ไง" ก็ได้ข้อสรุปว่า "ถ้าฝนตกเราก็ยกเต้นท์เข้าอาคารได้"

ผมบอกแล้วนะครับ สติ สมาธิ ปัญญา ถ้าสามารถนำบริหารจัดการได้ อันตรายไม่เกิดหรือเกิดก็เพียงทำเนา(ไม่หนักหนา) ก่อนที่เราจะกางเต้นท์เราก็พากันเก็บภาพและเลือกทำเล ในขณะที่คุณนาย เข้าไปอาศัยอาคารประกอบอาหาร เมื่อเก็บภาพเสร็จเรามารวมตัวกันที่อาคาร ตัดสินใจเลือกกางเต้นท์ในอาคารดีกว่า ด้วยเหตุผลไม่ต้องกังวลในเรื่องของฝน หลังจากที่ตัดสินใจดังนั้นเราก็จัดแจงกางเต้นท์และผัดกันไปชำระร่างกาย ร่วมกันรับประทานอาหาร จิบชา สนทนากันตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ ก็สนุกมีความสุขกันดี ก่อนนอนเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่เขาเลี้ยงสังสรรค์กันนิด ๆ หน่อย ๆ พวกเราจึงไม่ได้รวมตัวสวดมนต์คงแยกกันสวดมนต์ในเต้นท์ใครเต้นท์มัน เพื่อรักษาบรรยากาศความสุขสนุกของกลุ่มเจ้าหน้าที่เขา ไม่ทราบนะครับว่าคืนวันนั้นพวกเราคิดผิดหรือคิดถูก :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 40184
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ธ.ค. 2008, 17:24
Tel: ☎ หมดเวลา 555+☎
team: ช่วงสับสน555
Bike: ★จำยี่ห้อไม่ได้อ่ะ5555..•
ตำแหน่ง: secret

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Saturn Sky »

สวัสดีค่ะคุณพี่แดง วันนี้วันพระเข้ามาหาอ่านอะไรดี ๆ ที่กระทู้นี้ค่ะ
สาธุ ๆ ในบุญในธรรมด้วยนะคะ

สงสารงู สุดท้ายชายคนนั้นก็ไม่ได้เอางูไป แล้วไปตีมันตายให้เกิดบาปทำไม
ก้อไม่รู้ ความไม่รู้ของคนเนี่ย มันช่างน่ากลัวซะจริงนะคะ


รูปภาพ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง
ตอบกลับ

กลับไปยัง “คุยนอกเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับจักรยาน”