พี่โอเสื้อจักรยาน osk รุ่น1ยังเหลืออีกเปล่า แล้วรุ่น2 เสร็จยังพี่
@@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
ผู้ดูแล: เอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
กฏการใช้บอร์ด
จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440
จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440
-
alphabravo
- สมาชิก
- โพสต์: 15
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2012, 13:40
- Tel: 0814466366
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
รออ่านต่อนะพี่โอ ให้ว่องเลยพี่
พี่โอเสื้อจักรยาน osk รุ่น1ยังเหลืออีกเปล่า แล้วรุ่น2 เสร็จยังพี่
พี่โอเสื้อจักรยาน osk รุ่น1ยังเหลืออีกเปล่า แล้วรุ่น2 เสร็จยังพี่
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
10 พ.ค.2555
การเดินทาง stage ที่ 2 เริ่มขึ้น เพื่อสู้เป้าหมายแรกของทริปที่วางไว้
วันนี้ไม่ได้ขี่จักรยาน แต่นั่งรถไฟจาก อ.ไชยา เพื่อไปลงที่ จ.ตรัง เนื่องจาก
ต้องลดจำนวนวันเดินทาง เพื่อให้พี่นกสามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทาง คือ เกาะลังกาวี
และเดินทางกลับบ้านให้ทันวันที่ 14 พ.ค.เนื่องจากเป็นวัดเปิดภาคเรียนของลูกชาย
นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า การขี่จักรยาน ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
ยังมีครอบครัว มีลูกเมีย หน้าที่การงานและอีกหลายๆองค์ประกอบ ซึ่งจัดเรียงกันอยู่
การสร้างสมดุลย์ของชีวิตให้พอเหมาะพอสม ถ้าจัดการได้ชีวิตมันก็มีความสุข
การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงรักษามาตราฐานการให้บริการได้อย่างมั่นคง
การตรวจสอบการเดินทางพร้อมจักรยานทำไม่ได้เลย เนื่องจากระบบการขนส่งสัมภาระของการรถไฟ
เป็นแบบ Real Time คือ ผู้ใช้บริการไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะสามารถมีพื้นที่ว่างสำหรับการเดินทางหรือไม่
จนกระทั่งรถไฟขบวนนั้นเดินทางมาถึงสถานีก่อนหน้า ประมาณ 1-2 สถานี

พวกเราจึงต้องเดินทางมารอขบวนรถไฟสาย กรุงเทพ-กันตัง ตั้งแต่ ตี 5
แต่ก็นับว่ายังดีที่เจ้าหน้าที่การรถไฟที่ สถานีไชยา มีอัธยาศัยที่ดี
ช่วยให้การรถไฟที่ขาดการพัฒนามายาวนาน ได้คะแนนการให้บริการเพิ่มขึ้นอีก

สถานีรถไฟไชยา ในระบบของการรถไฟจัดเป็นสถานีชั้นหนึ่งคือรถไฟทุกขบวนจะมาต้องจอดรับส่งผู้โดยสาร
เป็นสถานีใหญ่ ก่อนสว่างพวกเรามารอรถไฟ แล้วเราก็รอ รอ รอ รอไปเรื่อยๆ เช้า ฟ้าสว่าง
จนกระทั่งสาย และสายมาก จากกำหนดการประมาณ 05.00 น

รถไฟเข้ามาถึงสถานีไชยา 08.15 น.

ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

สายมากแล้ว รถนั่งไม่ปรับอากาศของการรถไฟ ทำหน้าที่ได้สมควร ตามฐานานุรูป
คือ เก่า สกปรก โทรม หรืออาจจะใช้คำว่า โสโครก ก็น่าจะพอได้

เก้าอี้โดยสาร ออกแบบมาได้ดี สร้างสรรค์ เพราะสามารถหมุนกลับให้ผู้โดยสารหันหน้ามานั่งคุยกันระหว่างเดินทางได้
คุณภาพของเก้าอี้ ไม่ธรรมดาเลย วัสดุที่ใช้แข็งแรงทนทาน หนา และหนัก
แต่ ทั้งหมด ทรุดโทรมและขาดการดูแล มีสภาพเหมือนเว้นว่างจากการซ่อมบำรุง อย่างน้อย 20 ปี

ส้วมของการรถไฟยังคงความสกปรกได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ผู้โดยสารคนไทย ก็เดินทางด้วยรถไฟ เป็นพาหนะของคนจน ที่ไม่มีสิทธิ์โวยวาย
แม้กระทั่งการเรียกร้องพื้นที่เล็กๆในการขับถ่ายของเสีย(ขี้)ของตัวเอง
ถ้าผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาทดลองโดยสารรถไฟแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
แสดงว่าต้องมีความอดทน อดกลั้น และหน้าหนาพอสมควรเลยทีเดียว
ในสมัยโบราณ เมื่อที่การรถไฟแรกสร้าง
การเดินทางด้วยรถไฟถือเป็นการเดินทางที่มีความสะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูงมาก
และเป็นเรื่องของชนชั้นสูง เจ้านาย
ประเทศไทยมีรถไฟเป็นประเทศที่สองในเอเชีย โดยญี่ปุ่นมีรถไฟเป็นประเทศแรก
ร้อยกว่าปีผ่านไป รถไฟในประเทศไทยมีพัฒนาการย้อนกลับ กลายเป็นการเดินทางของคนจน
แต่ญี่ปุ่นพัฒนารถไฟจนกลายเป็นการเดินทางเพื่อมวลชนที่ยอดเยี่ยม

การเดินทาง stage ที่ 2 เริ่มขึ้น เพื่อสู้เป้าหมายแรกของทริปที่วางไว้
วันนี้ไม่ได้ขี่จักรยาน แต่นั่งรถไฟจาก อ.ไชยา เพื่อไปลงที่ จ.ตรัง เนื่องจาก
ต้องลดจำนวนวันเดินทาง เพื่อให้พี่นกสามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทาง คือ เกาะลังกาวี
และเดินทางกลับบ้านให้ทันวันที่ 14 พ.ค.เนื่องจากเป็นวัดเปิดภาคเรียนของลูกชาย
นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า การขี่จักรยาน ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
ยังมีครอบครัว มีลูกเมีย หน้าที่การงานและอีกหลายๆองค์ประกอบ ซึ่งจัดเรียงกันอยู่
การสร้างสมดุลย์ของชีวิตให้พอเหมาะพอสม ถ้าจัดการได้ชีวิตมันก็มีความสุข
การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงรักษามาตราฐานการให้บริการได้อย่างมั่นคง
การตรวจสอบการเดินทางพร้อมจักรยานทำไม่ได้เลย เนื่องจากระบบการขนส่งสัมภาระของการรถไฟ
เป็นแบบ Real Time คือ ผู้ใช้บริการไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะสามารถมีพื้นที่ว่างสำหรับการเดินทางหรือไม่
จนกระทั่งรถไฟขบวนนั้นเดินทางมาถึงสถานีก่อนหน้า ประมาณ 1-2 สถานี

พวกเราจึงต้องเดินทางมารอขบวนรถไฟสาย กรุงเทพ-กันตัง ตั้งแต่ ตี 5
แต่ก็นับว่ายังดีที่เจ้าหน้าที่การรถไฟที่ สถานีไชยา มีอัธยาศัยที่ดี
ช่วยให้การรถไฟที่ขาดการพัฒนามายาวนาน ได้คะแนนการให้บริการเพิ่มขึ้นอีก

สถานีรถไฟไชยา ในระบบของการรถไฟจัดเป็นสถานีชั้นหนึ่งคือรถไฟทุกขบวนจะมาต้องจอดรับส่งผู้โดยสาร
เป็นสถานีใหญ่ ก่อนสว่างพวกเรามารอรถไฟ แล้วเราก็รอ รอ รอ รอไปเรื่อยๆ เช้า ฟ้าสว่าง
จนกระทั่งสาย และสายมาก จากกำหนดการประมาณ 05.00 น

รถไฟเข้ามาถึงสถานีไชยา 08.15 น.

ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

สายมากแล้ว รถนั่งไม่ปรับอากาศของการรถไฟ ทำหน้าที่ได้สมควร ตามฐานานุรูป
คือ เก่า สกปรก โทรม หรืออาจจะใช้คำว่า โสโครก ก็น่าจะพอได้

เก้าอี้โดยสาร ออกแบบมาได้ดี สร้างสรรค์ เพราะสามารถหมุนกลับให้ผู้โดยสารหันหน้ามานั่งคุยกันระหว่างเดินทางได้
คุณภาพของเก้าอี้ ไม่ธรรมดาเลย วัสดุที่ใช้แข็งแรงทนทาน หนา และหนัก
แต่ ทั้งหมด ทรุดโทรมและขาดการดูแล มีสภาพเหมือนเว้นว่างจากการซ่อมบำรุง อย่างน้อย 20 ปี

ส้วมของการรถไฟยังคงความสกปรกได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ผู้โดยสารคนไทย ก็เดินทางด้วยรถไฟ เป็นพาหนะของคนจน ที่ไม่มีสิทธิ์โวยวาย
แม้กระทั่งการเรียกร้องพื้นที่เล็กๆในการขับถ่ายของเสีย(ขี้)ของตัวเอง
ถ้าผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้มาทดลองโดยสารรถไฟแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
แสดงว่าต้องมีความอดทน อดกลั้น และหน้าหนาพอสมควรเลยทีเดียว
ในสมัยโบราณ เมื่อที่การรถไฟแรกสร้าง
การเดินทางด้วยรถไฟถือเป็นการเดินทางที่มีความสะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูงมาก
และเป็นเรื่องของชนชั้นสูง เจ้านาย
ประเทศไทยมีรถไฟเป็นประเทศที่สองในเอเชีย โดยญี่ปุ่นมีรถไฟเป็นประเทศแรก
ร้อยกว่าปีผ่านไป รถไฟในประเทศไทยมีพัฒนาการย้อนกลับ กลายเป็นการเดินทางของคนจน
แต่ญี่ปุ่นพัฒนารถไฟจนกลายเป็นการเดินทางเพื่อมวลชนที่ยอดเยี่ยม

- เอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
- ขาประจำ
- โพสต์: 8726
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2009, 20:08
- Tel: 0814881440
- team: จักรยานทางไกลเอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
- Bike: Diamond Back,JT Park,Nishiki,Shogun Cromo,Ritchey P23
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
[quote="Felix"]10 พ.ค.2555
พวกเราจึงต้องเดินทางมารอขบวนรถไฟสาย กรุงเทพ-กันตัง ตั้งแต่ ตี 5
แต่ก็นับว่ายังดีที่เจ้าหน้าที่การรถไฟที่ สถานีไชยา มีอัธยาศัยที่ดี
ช่วยให้การรถไฟที่ขาดการพัฒนามายาวนาน ได้คะแนนการให้บริการเพิ่มขึ้นอีก

สถานีรถไฟไชยา ในระบบของการรถไฟจัดเป็นสถานีชั้นหนึ่งคือรถไฟทุกขบวนจะมาต้องจอดรับส่งผู้โดยสาร
เป็นสถานีใหญ่ ก่อนสว่างพวกเรามารอรถไฟ แล้วเราก็รอ รอ รอ รอไปเรื่อยๆ เช้า ฟ้าสว่าง
จนกระทั่งสาย และสายมาก จากกำหนดการประมาณ 05.00 น

รถไฟเข้ามาถึงสถานีไชยา 08.15 น.

ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

พี่โอฬารการรอรถไฟถือเป็นการฝึกสมาธิ อย่างหนึ่งครับ ผมว่าน่าจะได้ผลมากกว่าไปฝึกที่วัดอีกครับ
เพราะไปวัดไม่มีอะไรวัดว่าเราฝึกสำเร็จ แต่รอรถไฟไทยถ้าได้ไปก็แสดงว่าสำเร็จครับ
พวกเราจึงต้องเดินทางมารอขบวนรถไฟสาย กรุงเทพ-กันตัง ตั้งแต่ ตี 5
แต่ก็นับว่ายังดีที่เจ้าหน้าที่การรถไฟที่ สถานีไชยา มีอัธยาศัยที่ดี
ช่วยให้การรถไฟที่ขาดการพัฒนามายาวนาน ได้คะแนนการให้บริการเพิ่มขึ้นอีก

สถานีรถไฟไชยา ในระบบของการรถไฟจัดเป็นสถานีชั้นหนึ่งคือรถไฟทุกขบวนจะมาต้องจอดรับส่งผู้โดยสาร
เป็นสถานีใหญ่ ก่อนสว่างพวกเรามารอรถไฟ แล้วเราก็รอ รอ รอ รอไปเรื่อยๆ เช้า ฟ้าสว่าง
จนกระทั่งสาย และสายมาก จากกำหนดการประมาณ 05.00 น

รถไฟเข้ามาถึงสถานีไชยา 08.15 น.

ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

พี่โอฬารการรอรถไฟถือเป็นการฝึกสมาธิ อย่างหนึ่งครับ ผมว่าน่าจะได้ผลมากกว่าไปฝึกที่วัดอีกครับ
เพราะไปวัดไม่มีอะไรวัดว่าเราฝึกสำเร็จ แต่รอรถไฟไทยถ้าได้ไปก็แสดงว่าสำเร็จครับ
ร้านเอ็ม.เจ.ไบค์ เราให้คุณมากกว่าจักรยาน
ทางร้านเป็นผู้บุกเบิกจักรยานเสือภูเขาทางเรียบตะเกียบโครโมลีเป็นรายแรก
ร้านเราไม่ได้ขายสินค้าในlazadaหรือshopeeหรือเว็บตัวแทนขายสินค้าใดๆทั้งสิ้น
Tel.081-488-1440
ทางร้านเป็นผู้บุกเบิกจักรยานเสือภูเขาทางเรียบตะเกียบโครโมลีเป็นรายแรก
ร้านเราไม่ได้ขายสินค้าในlazadaหรือshopeeหรือเว็บตัวแทนขายสินค้าใดๆทั้งสิ้น
Tel.081-488-1440
- เอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
- ขาประจำ
- โพสต์: 8726
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2009, 20:08
- Tel: 0814881440
- team: จักรยานทางไกลเอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
- Bike: Diamond Back,JT Park,Nishiki,Shogun Cromo,Ritchey P23
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
[quote="Felix"]10 พ.ค.2555
ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

นี่แหละครับเป็นวัตถุโบราณชิ้นสุดท้ายที่เรายังเหลืออยู่ ต้องพยายามอนุรักษ์ใว้ครับ
ผู้โดยสารที่รอรถไฟก็ไม่เห็นมีใครจะบ่นหรือโวยวายต่อว่า ยังคงรอและรออย่างอดทน
หรือเป็นเพราะเหตุนี้เองกระมัง ที่การรถไฟก็ยังเป็นการรถไฟ ที่เป็นเสมือนโบราณวัตถุที่ยังทำงานอยู่

นี่แหละครับเป็นวัตถุโบราณชิ้นสุดท้ายที่เรายังเหลืออยู่ ต้องพยายามอนุรักษ์ใว้ครับ
ร้านเอ็ม.เจ.ไบค์ เราให้คุณมากกว่าจักรยาน
ทางร้านเป็นผู้บุกเบิกจักรยานเสือภูเขาทางเรียบตะเกียบโครโมลีเป็นรายแรก
ร้านเราไม่ได้ขายสินค้าในlazadaหรือshopeeหรือเว็บตัวแทนขายสินค้าใดๆทั้งสิ้น
Tel.081-488-1440
ทางร้านเป็นผู้บุกเบิกจักรยานเสือภูเขาทางเรียบตะเกียบโครโมลีเป็นรายแรก
ร้านเราไม่ได้ขายสินค้าในlazadaหรือshopeeหรือเว็บตัวแทนขายสินค้าใดๆทั้งสิ้น
Tel.081-488-1440
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
10 พ.ค. 2555
จากกำหนดการ รถไฟจะมาถึงสถานี ตรัง เวลาประมาณ 10.00 น
แต่การเดินทางจริง มาถึง 13.00 น
จากความล่าช้านี้ ทำให้ผู้โดยสารที่จะไปลงสถานีปลายทางคือ กันตัง ต้องลงไปต่อรถยนต์
เนื่องจาก ทำให้ขบวนรถขาขึ้น จะต้องออกตามเวลา ซึ่งจริงๆแล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาเดิมไปมากแล้ว
พวกเราลงรถที่สถานีตรัง
วันนี้เป็นวันพักผ่อน เมืองตรังเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล
ของพื้นที่หมู่เกาะในทะเลอันดามันส่วนใต้

การเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวของเมืองตรังไปเกาะลันตา หมู่เกาะตะรุเตา ทำได้ง่ายและสะดวก
แต่เมืองตรังวันนี้เงียบเหงา อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวทางทะเล
เมืองตรังเป็นเมืองเก่าแก่ ที่มีเศรษฐกิจการค้ามานานหลายร้อยปี
มีคนเคยบอกผมว่า เมืองใหญ่ ที่มีความเจริญทางเศรษฐิกิจ ให้สังเกตจากโรงแรม

โรงแรมศรีตรัง 1952
เป็นโรงแรมเก่าแก่ อายุ 60 ปี
ในปัจจุบัน ทายาทรุ่นปัจจุบัน ได้ปรับปรุงโรงแรมให้ทันสมัยขึ้น สะดวกสะบายมากขึ้น
ห้องพักที่ราคาไม่แพงเลย ในราคา 800 บาท สำหรับห้องมี 4 เตียง
โรงแรมนี้ในอดีต คงเป็นโรงแรมที่คึกคักอยู่ไม่น้อย
เพราะตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ การเดินทางทางสมัยก่อนรถไฟคือการเดินทางหลัก
มีฝรั่งนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางแบบ Back Packer เลือกใช้รถไฟเพราะอาจจะเข้าใจว่า
รถไฟในประเทศไทย อาจจะเหมือนหรือคล้ายๆกับรถไฟในยุโรป แต่..... พวกเขาคิดผิด..

ที่โรงแรมศรีตรัง เราสามารถจอดเก็บจักรยานไว้ในที่ปลอดภัย
ทายาทของโรงแรมศรึตรังก็ขี่จักรยานเช่นกัน

จากกำหนดการ รถไฟจะมาถึงสถานี ตรัง เวลาประมาณ 10.00 น
แต่การเดินทางจริง มาถึง 13.00 น
จากความล่าช้านี้ ทำให้ผู้โดยสารที่จะไปลงสถานีปลายทางคือ กันตัง ต้องลงไปต่อรถยนต์
เนื่องจาก ทำให้ขบวนรถขาขึ้น จะต้องออกตามเวลา ซึ่งจริงๆแล้วก็ล่าช้ากว่ากำหนดเวลาเดิมไปมากแล้ว
พวกเราลงรถที่สถานีตรัง
วันนี้เป็นวันพักผ่อน เมืองตรังเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล
ของพื้นที่หมู่เกาะในทะเลอันดามันส่วนใต้

การเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวของเมืองตรังไปเกาะลันตา หมู่เกาะตะรุเตา ทำได้ง่ายและสะดวก
แต่เมืองตรังวันนี้เงียบเหงา อาจจะเป็นเพราะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวทางทะเล
เมืองตรังเป็นเมืองเก่าแก่ ที่มีเศรษฐกิจการค้ามานานหลายร้อยปี
มีคนเคยบอกผมว่า เมืองใหญ่ ที่มีความเจริญทางเศรษฐิกิจ ให้สังเกตจากโรงแรม

โรงแรมศรีตรัง 1952
เป็นโรงแรมเก่าแก่ อายุ 60 ปี
ในปัจจุบัน ทายาทรุ่นปัจจุบัน ได้ปรับปรุงโรงแรมให้ทันสมัยขึ้น สะดวกสะบายมากขึ้น
ห้องพักที่ราคาไม่แพงเลย ในราคา 800 บาท สำหรับห้องมี 4 เตียง
โรงแรมนี้ในอดีต คงเป็นโรงแรมที่คึกคักอยู่ไม่น้อย
เพราะตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟ การเดินทางทางสมัยก่อนรถไฟคือการเดินทางหลัก
มีฝรั่งนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เดินทางแบบ Back Packer เลือกใช้รถไฟเพราะอาจจะเข้าใจว่า
รถไฟในประเทศไทย อาจจะเหมือนหรือคล้ายๆกับรถไฟในยุโรป แต่..... พวกเขาคิดผิด..

ที่โรงแรมศรีตรัง เราสามารถจอดเก็บจักรยานไว้ในที่ปลอดภัย
ทายาทของโรงแรมศรึตรังก็ขี่จักรยานเช่นกัน

- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
11 พ.ค.2555
จากตรัง ไปยัง สตูล

การเดินทางวันนี้ ระยะทางค่อนข้างไกลกว่าทุกวันที่ผ่านมา
ระยะทางอย่างเป็นทางการ คือ 150 กม แต่ในการเดินทางจริงคงมากกว่านั้น
ถนนในเมืองตรังมีช่องทางจักรยาน

วันนี้ออกเดินทางเช้ากว่าทุกวัน คือเวลา 08.00 น
ที่จำได้เนื่องจากก่อนเดินทางมีสาวสวยชาวอเมริกันมาคุยด้วย
และได้ยินเสียงเพลงชาติพอดี

ช่วงแรกๆของการเดินทาง มีลมส่งท้าย พอสมควร
อากาศไม่ร้อนมากนัก มีร่วมเงาไม้ของสวนยางสองข้างทาง ไปตลอดจนถึง อ.ย่านตาขาว
ถนนเรียบๆ ราบๆ แต่เราก็ไม่ได้เร่งความเร็วอะไรมากนัก การออกแรงเป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่หนัก ไม่เบา ความเร็วไม่ได้สนใจ

ถนนเส้นนี้ไม่ได้ตัดข้ามภูเขา แต่เป็นถนนเลียบเลาะไปตามที่ราบเชิงเขา
ที่เป็นเนินก็จะเป็นเนินเตี้ยๆ แล้วเมื่อสุดเนินรถจะไหลลง
แต่ทว่า รถก็ไม่ได้ไหลลงสักเท่าไหร่ เพราะลมแรงช่วงก่อนเที่ยงและตลอดบ่าย
เมื่อเวลาไหลลงเนิน ต้องออกแรงเติมอยู่บ้าง

มีเนินที่อาจจะพอเรียกว่าเป็นภูเขาได้อยู่แห่งเดียว ช่วงก่อนถึง อ.ทุ่งหว้า
แต่เมื่อปล่อยรถไหลมาจากยอดเนิน สภาพความลาดเอียงความเร็วรถไม่น่าจะต่ำกว่า 45
แต่กลับได้แค่ 30 เท่านั้น ลมจากช่องเข้าข้าหน้าที่มีเฆฝนตั้งเค้าแรงเหลือเกิน

อาหารกลางวันที่ อ.ทุ่งหว้า
เจ้าของร้านใจดีเติมน้ำดื่มให้เรา ก็เลยของถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ที่ทุ่งหว้า ฝนทำท่าเหมือนจะตก แต่ก็ไม่ตก ลมแรงมาก
นับว่าโชคดีในโชคร้าย คือ แดดไม่ร้อนแต่ลมแรง มาก
ช่วงบ่ายก่อนเข้าถึง บ้านควน แดดจัดอากาศร้อนมากๆ อาศัยร้านขายของชำได้พักดื่มน้ำ
ทั้งยังอาศัยกระสอบข้าวสารหนุนหัวนอนเอาแรงเสียหนึ่งงีบ
เมื่อถึงบ้านควนได้พบกับนักจักรยานเจ้าถิ่น ก็เลยขี่มาด้วยกัน
ก่อนออกเดินทางต่อพวกเราก็ออกตัวว่าเราไปได้ไม่เร็วเพราะเป็นทัวริ่งมีกระเป๋าหนัก
แต่เจ้ากรรม ความไหลของรถ และอาการเข้าข้อ จากการขี่จักรยานต่อเนื่องกันมาจนกล้ามเนื้อเข้าที่เข้าทางแล้ว
ทำให้ความเร็วของพวกเรายืนอยู่ที่ 30-32 ทำเอาพี่นักจักรยานเจ้าถิ่นถึงกับหอบ
ซ้ำช่วงไหลลงเนินยาวๆความเร็วขึ้นไปอยู่ที่ 45 จนถึงสามแยกฉลุง
พี่จักรยานเจ้าถิ่นก็หายไปเสียแล้ว ผมอยากบอกว่า ผมไม่ได้ยิงทิ้งเลยครับ เป็นความจริง
แต่รถมันพาไปเอง
จนถึงเวลาประมาณ 18.00 น เราก็มาถึงสตูล ระยะทาง 168 กม
ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น 168 กม ทั้งๆที่หลักกิโลเมตร มันไม่ถึง

จากตรัง ไปยัง สตูล

การเดินทางวันนี้ ระยะทางค่อนข้างไกลกว่าทุกวันที่ผ่านมา
ระยะทางอย่างเป็นทางการ คือ 150 กม แต่ในการเดินทางจริงคงมากกว่านั้น
ถนนในเมืองตรังมีช่องทางจักรยาน

วันนี้ออกเดินทางเช้ากว่าทุกวัน คือเวลา 08.00 น
ที่จำได้เนื่องจากก่อนเดินทางมีสาวสวยชาวอเมริกันมาคุยด้วย
และได้ยินเสียงเพลงชาติพอดี

ช่วงแรกๆของการเดินทาง มีลมส่งท้าย พอสมควร
อากาศไม่ร้อนมากนัก มีร่วมเงาไม้ของสวนยางสองข้างทาง ไปตลอดจนถึง อ.ย่านตาขาว
ถนนเรียบๆ ราบๆ แต่เราก็ไม่ได้เร่งความเร็วอะไรมากนัก การออกแรงเป็นไปตามธรรมชาติ
ไม่หนัก ไม่เบา ความเร็วไม่ได้สนใจ

ถนนเส้นนี้ไม่ได้ตัดข้ามภูเขา แต่เป็นถนนเลียบเลาะไปตามที่ราบเชิงเขา
ที่เป็นเนินก็จะเป็นเนินเตี้ยๆ แล้วเมื่อสุดเนินรถจะไหลลง
แต่ทว่า รถก็ไม่ได้ไหลลงสักเท่าไหร่ เพราะลมแรงช่วงก่อนเที่ยงและตลอดบ่าย
เมื่อเวลาไหลลงเนิน ต้องออกแรงเติมอยู่บ้าง

มีเนินที่อาจจะพอเรียกว่าเป็นภูเขาได้อยู่แห่งเดียว ช่วงก่อนถึง อ.ทุ่งหว้า
แต่เมื่อปล่อยรถไหลมาจากยอดเนิน สภาพความลาดเอียงความเร็วรถไม่น่าจะต่ำกว่า 45
แต่กลับได้แค่ 30 เท่านั้น ลมจากช่องเข้าข้าหน้าที่มีเฆฝนตั้งเค้าแรงเหลือเกิน

อาหารกลางวันที่ อ.ทุ่งหว้า
เจ้าของร้านใจดีเติมน้ำดื่มให้เรา ก็เลยของถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ที่ทุ่งหว้า ฝนทำท่าเหมือนจะตก แต่ก็ไม่ตก ลมแรงมาก
นับว่าโชคดีในโชคร้าย คือ แดดไม่ร้อนแต่ลมแรง มาก
ช่วงบ่ายก่อนเข้าถึง บ้านควน แดดจัดอากาศร้อนมากๆ อาศัยร้านขายของชำได้พักดื่มน้ำ
ทั้งยังอาศัยกระสอบข้าวสารหนุนหัวนอนเอาแรงเสียหนึ่งงีบ
เมื่อถึงบ้านควนได้พบกับนักจักรยานเจ้าถิ่น ก็เลยขี่มาด้วยกัน
ก่อนออกเดินทางต่อพวกเราก็ออกตัวว่าเราไปได้ไม่เร็วเพราะเป็นทัวริ่งมีกระเป๋าหนัก
แต่เจ้ากรรม ความไหลของรถ และอาการเข้าข้อ จากการขี่จักรยานต่อเนื่องกันมาจนกล้ามเนื้อเข้าที่เข้าทางแล้ว
ทำให้ความเร็วของพวกเรายืนอยู่ที่ 30-32 ทำเอาพี่นักจักรยานเจ้าถิ่นถึงกับหอบ
ซ้ำช่วงไหลลงเนินยาวๆความเร็วขึ้นไปอยู่ที่ 45 จนถึงสามแยกฉลุง
พี่จักรยานเจ้าถิ่นก็หายไปเสียแล้ว ผมอยากบอกว่า ผมไม่ได้ยิงทิ้งเลยครับ เป็นความจริง
แต่รถมันพาไปเอง
จนถึงเวลาประมาณ 18.00 น เราก็มาถึงสตูล ระยะทาง 168 กม
ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น 168 กม ทั้งๆที่หลักกิโลเมตร มันไม่ถึง

- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
12 พ.ค.2555
สตูล ข้ามทะเล ไปสู่ลังกาวี
เราออกเดินทางแต่เช้า เพื่อไปให้ทันเรือเที่ยวแรก ที่จะออกตามเวลา 09.30 น
เส้นทางจากสตูลไปยังท่าเรือตำมะลัง ระยะทาง 12 กม สองข้างทางเป็นป่าโกงกางร่มครึ้ม

เมื่อมาถึงท่าเรือ ค่าเรือ คนละ 300 บาท ค่าระวางบรรทุกจักรยาน คันละ 100 บาท
การซื้อตั๋วโดยสารเรือข้ามไปลังกาวี ต้องใช้ Passport หรือ ใบผ่านแดนชั่วคราว
เพื่อให้บริษัทเดินเรือใช้ทำ Passenger Manifest เนื่องจากเป็นการเดินเรือระหว่างประเทศ
ความซวยอันเกิดจากความสะเพร่าก็เกิดขึ้นเมื่อ ผมดันหยิบ Passport เล่มที่หมดอายุไปแล้วมาด้วย
ก็เลยต้องทำใบผ่านแดนชั่วคราว โดยบริษัททัวร์ที่มีสำนักงานอยู่ที่ท่าเรือ เสียค่าใช้จ่าย 300 บาท
ที่น่าเจ็บใจก็คือ ดันเขียนว่า ผมอายุ 59 ปี เซ็งห่านไปเลย

ท่าเรือตำมะลัง เป็นท่าเรือที่สะอาดสะอ้าน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่นี่อัธยาศัยดี มีน้ำใจ
เจ้าหน้าที่ศุลกากร ก็ใช้ได้ไม่ได้ทำหน้าตาถมึงทึงดุดันหรือ เก๊กท่ามาดเข้มเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ
ชาวมุสลิมที่นี่ล้วนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเหมือนว่าที่เมืองสตูลผู้คนจะมีความสุข
หวังว่า การก่อการร้าย คงไม่รุกล้ำเข้ามาถึงย่านนี้เลย

เรือจากท่าเรือตำมะลังทำความเร็วได้ดีมาก ประมาณ 42 กม/ชม
ใช่เวลาประมาณ หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือลังกาวี ที่เต็มไปด้วยร้านค้าปลอดภาษี
สินค้าที่ลังกาวีจะราคาถูกกว่าที่อื่นๆ นีกท่องเที่ยวหลักก็จะเป็นคนไทย ที่มาซื้อสินค้าที่นี่
เรือระหว่างสตูลมาที่ลังกาวีมีวันละ 3 เที่ยว เช้า เที่ยง และบ่าย
ในวันหยุด จะมีคนไทยข้ามไปเที่ยวลังกาวีมากกว่าช่วงกลางสัปดาห์

สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญญลักษณ์ของลังกาวีคือนกอินทรี
ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ถนนและทางหลวงในมาเลเซียมักจะไม่ค่อยทำไหล่ทาง
การขี่จักรยานในมาเลเซียต้องระมัดระวังพอสมควร
แต่ก็นับว่ายังมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ คนขับรถยนต์และมอเตอร์ไซคล์ จะให้ทางรถจักรยานเสมอ
ในเมืองไทยถ้าเราขี่จักรยานแล้วมีรถยนต์กำลังจะออกจากซอย
ก็อย่าได้หวังว่าคนขับรถจะให้ทาง แต่ที่มาเลเซีย คนขับจะจอดคอยอย่างใจเย็นจนเราขี่ผ่านไปแล้ว
ถึงจะออกรถ การขับรถมอเตอร์ไซคล์ย้อนศรมีให้เห็นบ้างแต่ไม่บ่อยนัก
และเมื่อใดที่มีรถย้อนศร เขาจะจอดหลบให้เราไปก่อน หรือหากไม่มีที่หลบจำเป็นต้องสวนทางมา
เขาจะยกมือเป็นสัญญาณขอโทษทุกครั้ง

สตูล ข้ามทะเล ไปสู่ลังกาวี
เราออกเดินทางแต่เช้า เพื่อไปให้ทันเรือเที่ยวแรก ที่จะออกตามเวลา 09.30 น
เส้นทางจากสตูลไปยังท่าเรือตำมะลัง ระยะทาง 12 กม สองข้างทางเป็นป่าโกงกางร่มครึ้ม

เมื่อมาถึงท่าเรือ ค่าเรือ คนละ 300 บาท ค่าระวางบรรทุกจักรยาน คันละ 100 บาท
การซื้อตั๋วโดยสารเรือข้ามไปลังกาวี ต้องใช้ Passport หรือ ใบผ่านแดนชั่วคราว
เพื่อให้บริษัทเดินเรือใช้ทำ Passenger Manifest เนื่องจากเป็นการเดินเรือระหว่างประเทศ
ความซวยอันเกิดจากความสะเพร่าก็เกิดขึ้นเมื่อ ผมดันหยิบ Passport เล่มที่หมดอายุไปแล้วมาด้วย
ก็เลยต้องทำใบผ่านแดนชั่วคราว โดยบริษัททัวร์ที่มีสำนักงานอยู่ที่ท่าเรือ เสียค่าใช้จ่าย 300 บาท
ที่น่าเจ็บใจก็คือ ดันเขียนว่า ผมอายุ 59 ปี เซ็งห่านไปเลย

ท่าเรือตำมะลัง เป็นท่าเรือที่สะอาดสะอ้าน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่นี่อัธยาศัยดี มีน้ำใจ
เจ้าหน้าที่ศุลกากร ก็ใช้ได้ไม่ได้ทำหน้าตาถมึงทึงดุดันหรือ เก๊กท่ามาดเข้มเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิ
ชาวมุสลิมที่นี่ล้วนน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเหมือนว่าที่เมืองสตูลผู้คนจะมีความสุข
หวังว่า การก่อการร้าย คงไม่รุกล้ำเข้ามาถึงย่านนี้เลย

เรือจากท่าเรือตำมะลังทำความเร็วได้ดีมาก ประมาณ 42 กม/ชม
ใช่เวลาประมาณ หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือลังกาวี ที่เต็มไปด้วยร้านค้าปลอดภาษี
สินค้าที่ลังกาวีจะราคาถูกกว่าที่อื่นๆ นีกท่องเที่ยวหลักก็จะเป็นคนไทย ที่มาซื้อสินค้าที่นี่
เรือระหว่างสตูลมาที่ลังกาวีมีวันละ 3 เที่ยว เช้า เที่ยง และบ่าย
ในวันหยุด จะมีคนไทยข้ามไปเที่ยวลังกาวีมากกว่าช่วงกลางสัปดาห์

สิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญญลักษณ์ของลังกาวีคือนกอินทรี
ที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ถนนและทางหลวงในมาเลเซียมักจะไม่ค่อยทำไหล่ทาง
การขี่จักรยานในมาเลเซียต้องระมัดระวังพอสมควร
แต่ก็นับว่ายังมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ คนขับรถยนต์และมอเตอร์ไซคล์ จะให้ทางรถจักรยานเสมอ
ในเมืองไทยถ้าเราขี่จักรยานแล้วมีรถยนต์กำลังจะออกจากซอย
ก็อย่าได้หวังว่าคนขับรถจะให้ทาง แต่ที่มาเลเซีย คนขับจะจอดคอยอย่างใจเย็นจนเราขี่ผ่านไปแล้ว
ถึงจะออกรถ การขับรถมอเตอร์ไซคล์ย้อนศรมีให้เห็นบ้างแต่ไม่บ่อยนัก
และเมื่อใดที่มีรถย้อนศร เขาจะจอดหลบให้เราไปก่อน หรือหากไม่มีที่หลบจำเป็นต้องสวนทางมา
เขาจะยกมือเป็นสัญญาณขอโทษทุกครั้ง

- mosoman008
- ขาประจำ
- โพสต์: 268
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ย. 2010, 15:20
- Bike: miyata Trail runner5000
- ติดต่อ:
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
ติดตามอ่านต่อไปครับ 
พรบ. ประกันรถยนต์ ต่อภาษี โอน ย้าย ตรวจสภาพ รถทุกชนิด ทั่วประเทศ คลิกที่นี่
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
12 พ.ค.2555
ลังกาวีช่วง Low Season ช่างเงียบเหงาจริงๆ
นักท่องเที่ยวมีไม่มากนัก บริเวณศูนย์การค้าย่าน Guah ไม่ค่อยคึกคักใดนัก
รัฐบาลมาเลเซีย พัฒนาลังกาวี โดยมีร้านค้าปลอดภาษีเป็นจุดขาย
ราคาสินค้าถูกว่าที่อื่นๆ โดยเฉพาะ เหล้า บุหรี่ น้ำหอม ช๊อคโกแล็ต และเครื่องใช้ในครัว
คนไทยข้ามเรือเข้ามาซื้อมากพอสมควร แต่สภาพโดยรวมแล้ว เหมือนเมืองร้าง

ราคาที่พักที่นี่ก็ไม่ถูก 60 ริงกิต เมื่อเทียบกับที่พักในเมืองไทย แล้วที่เมืองไทยสภาพดีกว่ามาก
ข้อดีของที่ลังกาวีก็คือ น้ำประปาไหลแรงมาก หลังจากขี่จักรยานมาทั้งวัน อาบน้ำแล้วสดชื่นดีจริงๆ

อาหารการกินในลังกาวีและส่วนอื่นๆของมาเลเซียเมื่อเทียบกับที่เมืองไทยแล้ว
ราคาก็แพงกว่านิดหน่อย ที่ดูจะแตกต่างกันก็คือ รายการอาหาร ที่ร้านขายข้าวแกงในเมืองไทยมีให้เลือกมากมาย
แต่ที่นี่ดูเหมือนจะคล้ายๆกันไปหมด และผัดผักก็ไม่ค่อยมีให้เลือกมากนัก

ลังกาวีช่วง Low Season ช่างเงียบเหงาจริงๆ
นักท่องเที่ยวมีไม่มากนัก บริเวณศูนย์การค้าย่าน Guah ไม่ค่อยคึกคักใดนัก
รัฐบาลมาเลเซีย พัฒนาลังกาวี โดยมีร้านค้าปลอดภาษีเป็นจุดขาย
ราคาสินค้าถูกว่าที่อื่นๆ โดยเฉพาะ เหล้า บุหรี่ น้ำหอม ช๊อคโกแล็ต และเครื่องใช้ในครัว
คนไทยข้ามเรือเข้ามาซื้อมากพอสมควร แต่สภาพโดยรวมแล้ว เหมือนเมืองร้าง

ราคาที่พักที่นี่ก็ไม่ถูก 60 ริงกิต เมื่อเทียบกับที่พักในเมืองไทย แล้วที่เมืองไทยสภาพดีกว่ามาก
ข้อดีของที่ลังกาวีก็คือ น้ำประปาไหลแรงมาก หลังจากขี่จักรยานมาทั้งวัน อาบน้ำแล้วสดชื่นดีจริงๆ

อาหารการกินในลังกาวีและส่วนอื่นๆของมาเลเซียเมื่อเทียบกับที่เมืองไทยแล้ว
ราคาก็แพงกว่านิดหน่อย ที่ดูจะแตกต่างกันก็คือ รายการอาหาร ที่ร้านขายข้าวแกงในเมืองไทยมีให้เลือกมากมาย
แต่ที่นี่ดูเหมือนจะคล้ายๆกันไปหมด และผัดผักก็ไม่ค่อยมีให้เลือกมากนัก

- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
13 พ.ค.2555
พวกเราต้องเดินทางกลับสตูลเพื่อจุดประสงค์สองเรื่อง คือ
1 มารับ Pasport เล่มที่ยังไม่หมดอายุที่ไปรษณีย์สตูล เพื่อเดินทางต่อไปในมาเลเซีย
2 มาส่งพี่นกขึ้นรถทัวร์กลับ กทม เพื่อให้ทันที่ลูกชายโรงเรียนเปิดเทอม
ค่าเรือเที่ยวกลับ ลังกาวี-สตูล ราคา 30 ริงกิต เท่ากับว่าแพงกว่าขาไปนิดหน่อย
ค่าระวางจักยาน ราคา 15 ริงกิต เท่ากับประมาณ 150 กว่าบาท แพงกว่าพอสมควร

หลังจากพี่นกกลับ กทม แล้ว ก็เหลือเพียงผมกับพี่ปูสองคน ที่เดินทางต่อไป
Passport ยังมาไม่ถึง ทำให้มีเวลาสองวันเต็มในการพักผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
และตรวจสอบสภาพรถ
ที่สตูลไบค์ บังโร และสมาชิกคนรักจักรยานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
บังโรช่วยตรวจสอบระบบเกียร์ ล้างโซ่ หยอดน้ำมันให้ เลี้ยงกาแฟ
ขอขอบคุณ บังโร สตูลไบค์ อย่างยิ่งครับ

การเดินทาง Stage ที่ 2 สิ้นสุดลงที่สตูล
หลังจากวันนี้ไป จะเหลือเพียง 2 คน ที่จะเดินทางใน stage ที่ 3 โดยจะย้อนกลับไปที่ลังกาวี
โดยสารเรือ Ferry ต่อไปยัง ปีนัง

น้ำหนักรถที่ยังไม่มีสัมภาระ
เมื่อแบกสัมภาระและน้ำดื่มเข้าไปด้วยน่าจะมีน้ำหนักประมาณ 40 กก
พวกเราต้องเดินทางกลับสตูลเพื่อจุดประสงค์สองเรื่อง คือ
1 มารับ Pasport เล่มที่ยังไม่หมดอายุที่ไปรษณีย์สตูล เพื่อเดินทางต่อไปในมาเลเซีย
2 มาส่งพี่นกขึ้นรถทัวร์กลับ กทม เพื่อให้ทันที่ลูกชายโรงเรียนเปิดเทอม
ค่าเรือเที่ยวกลับ ลังกาวี-สตูล ราคา 30 ริงกิต เท่ากับว่าแพงกว่าขาไปนิดหน่อย
ค่าระวางจักยาน ราคา 15 ริงกิต เท่ากับประมาณ 150 กว่าบาท แพงกว่าพอสมควร

หลังจากพี่นกกลับ กทม แล้ว ก็เหลือเพียงผมกับพี่ปูสองคน ที่เดินทางต่อไป
Passport ยังมาไม่ถึง ทำให้มีเวลาสองวันเต็มในการพักผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
และตรวจสอบสภาพรถ
ที่สตูลไบค์ บังโร และสมาชิกคนรักจักรยานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
บังโรช่วยตรวจสอบระบบเกียร์ ล้างโซ่ หยอดน้ำมันให้ เลี้ยงกาแฟ
ขอขอบคุณ บังโร สตูลไบค์ อย่างยิ่งครับ

การเดินทาง Stage ที่ 2 สิ้นสุดลงที่สตูล
หลังจากวันนี้ไป จะเหลือเพียง 2 คน ที่จะเดินทางใน stage ที่ 3 โดยจะย้อนกลับไปที่ลังกาวี
โดยสารเรือ Ferry ต่อไปยัง ปีนัง

น้ำหนักรถที่ยังไม่มีสัมภาระ
เมื่อแบกสัมภาระและน้ำดื่มเข้าไปด้วยน่าจะมีน้ำหนักประมาณ 40 กก
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
14 พ.ค.2555
เริ่มต้น Stage ที่ 3 ปีนัง-กัวลาลัมเปอร์
ผมกับพี่ปู ย้อนกลับมาที่ท่าเรือ ตำมะลัง
ลงเรือ Ferry ไปยังลังกาวี เพื่อต่อเรือ Ferry อีกลำไปปีนัง

บนเรือโดยสารช่วงลังกาวี-ปีนัง มีนักจักรยานจากเนเธอร์แลนด์ ร่วมเดินทางไปด้วย
เราต้องผูกจักรยานไว้ท้ายเรือ ดูรูปทรงแล้วคงเป็นนักจักรยานที่มีเป้าหมายเพื่อเดินทางรอบโลก
ไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ เพราะเขาดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะคุยกับเรานัก
เพราะเมื่อผูกมัดจักรยานไว้กับราวเหล็กแล้วก็ปลีกตัวหายไปเลย
ค่าเรือจากลังกาวีไปปีนัง 45 ริงกิต ค่าระวางจักรยาน 15 ริงกิต
ผู้โดยสารมีไม่มากนัก สภาพของเรือดูออกจะเก่าๆพอสมควร
ระหว่างทางมีฝนตกลงมาเป็นช่วงๆ มีคลื่นลมพอสมควร แต่ด้วยเรือเป็นแบบ Katamaran
คือ มีสองท้อง ทำให้เรือไม่โคงเคลงมากนัก

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเรือก็มาถึงปีนัง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเกาะหมาก
ท่าเรือที่ปีนังสะอาดสะอ้าน น้ำทะเลบริเวณท่าเรือไม่มีขยะและคราบน้ำมันลอยให้เห็น

ถนนหนทางบนเกาะปีนังสะอาดสะอ้าน
มีไหล่ทางกำหนดให้เป็นเส้นทางจักรยานที่กว้างขวาง
เมื่อรวมกับการรักษากฏจราจรของคนขับรถในมาเลเซียแล้ว
การขี่จักรยานบนเกาะปีนังนับว่าปลอดภัยมาก
บริเวณทางร่วมหรือทางแยก จักรยานจะได้รับสิทธิ์ให้ไปก่อนเสมอ
ไม่เคยมีมีการบีบแตรไล่ให้ได้ยินเลยสักครั้ง
ในบางช่วงที่ไม่มีการกำหนดช่องทางจักรยาน
เราก็ยังคงขี่จักรยานได้อย่างสบายใจ

ในเขตเมืองเก่าของปีนังมีอาคารบ้านเรือที่สร้างสมัยอาณานิคมอยู่มากมาย
วัฒนธรรมของชาวจีนค่อนข้างจะเข้มแข็ง มีศาลเจ้าแบบจีนอยู่หลายแห่ง

คืนนี้เราได้พักที่โรงแรมระดับห้าดาว Gurney Hotel Resort & Spa
ที่สนับสนุนโดย GM Holiday ซึ่งอันที่จริงทาง GM Holiday ตั้งใจจะจัดการเรื่องที่พักให้ทั้งหมด
เพียงแต่การเดินทางด้วยจักรยาน ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้แน่นอนมากนัก
เพราะเราเองยังไม่สามรรถรู้สถานการณ์ข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวัน
การเดินทางมีตัวแปรและเงื่อนไขหลายอย่างที่ต้องตรวจสอบและประเมินแบบวันต่อวัน


เริ่มต้น Stage ที่ 3 ปีนัง-กัวลาลัมเปอร์
ผมกับพี่ปู ย้อนกลับมาที่ท่าเรือ ตำมะลัง
ลงเรือ Ferry ไปยังลังกาวี เพื่อต่อเรือ Ferry อีกลำไปปีนัง

บนเรือโดยสารช่วงลังกาวี-ปีนัง มีนักจักรยานจากเนเธอร์แลนด์ ร่วมเดินทางไปด้วย
เราต้องผูกจักรยานไว้ท้ายเรือ ดูรูปทรงแล้วคงเป็นนักจักรยานที่มีเป้าหมายเพื่อเดินทางรอบโลก
ไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ เพราะเขาดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะคุยกับเรานัก
เพราะเมื่อผูกมัดจักรยานไว้กับราวเหล็กแล้วก็ปลีกตัวหายไปเลย
ค่าเรือจากลังกาวีไปปีนัง 45 ริงกิต ค่าระวางจักรยาน 15 ริงกิต
ผู้โดยสารมีไม่มากนัก สภาพของเรือดูออกจะเก่าๆพอสมควร
ระหว่างทางมีฝนตกลงมาเป็นช่วงๆ มีคลื่นลมพอสมควร แต่ด้วยเรือเป็นแบบ Katamaran
คือ มีสองท้อง ทำให้เรือไม่โคงเคลงมากนัก

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเรือก็มาถึงปีนัง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเกาะหมาก
ท่าเรือที่ปีนังสะอาดสะอ้าน น้ำทะเลบริเวณท่าเรือไม่มีขยะและคราบน้ำมันลอยให้เห็น

ถนนหนทางบนเกาะปีนังสะอาดสะอ้าน
มีไหล่ทางกำหนดให้เป็นเส้นทางจักรยานที่กว้างขวาง
เมื่อรวมกับการรักษากฏจราจรของคนขับรถในมาเลเซียแล้ว
การขี่จักรยานบนเกาะปีนังนับว่าปลอดภัยมาก
บริเวณทางร่วมหรือทางแยก จักรยานจะได้รับสิทธิ์ให้ไปก่อนเสมอ
ไม่เคยมีมีการบีบแตรไล่ให้ได้ยินเลยสักครั้ง
ในบางช่วงที่ไม่มีการกำหนดช่องทางจักรยาน
เราก็ยังคงขี่จักรยานได้อย่างสบายใจ

ในเขตเมืองเก่าของปีนังมีอาคารบ้านเรือที่สร้างสมัยอาณานิคมอยู่มากมาย
วัฒนธรรมของชาวจีนค่อนข้างจะเข้มแข็ง มีศาลเจ้าแบบจีนอยู่หลายแห่ง

คืนนี้เราได้พักที่โรงแรมระดับห้าดาว Gurney Hotel Resort & Spa
ที่สนับสนุนโดย GM Holiday ซึ่งอันที่จริงทาง GM Holiday ตั้งใจจะจัดการเรื่องที่พักให้ทั้งหมด
เพียงแต่การเดินทางด้วยจักรยาน ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้แน่นอนมากนัก
เพราะเราเองยังไม่สามรรถรู้สถานการณ์ข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวัน
การเดินทางมีตัวแปรและเงื่อนไขหลายอย่างที่ต้องตรวจสอบและประเมินแบบวันต่อวัน


- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
15 พ.ค.2555
จากปีนัง ไปที่หมายแรก เมือง Taiping

รถจักรยานและมอเตอร์ไซคล์ ไม่สามารถใช้สะพานปีนังเพื่อข้ามฝั่งไปแผ่นดินใหญ่ได้
แต่มีเรือ Ferry ขนาดใหญ่รับส่งผู้โดยสารและยานพาหนะ
สำหรับรถยนต์มีด่านเก็บเงินก่อนที่จะขึ้นเรือ
แต่สำหรับจักรยานไม่เห็นมีด่านเก็บเงิน

เรือ Ferry ลำนี้เป็นเรือขนาดใหญ่มาก บรรทุกรถยนต์ได้หลายสิบคัน
ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือปีนังไปยังแผ่นดินใหญ่ 15 นาที

เมื่อเข้ามาถึงแผ่นดินใหญ่แล้ว เราต้องพยายามหาเส้นทางหลวงหมายเลข 1
หรือ Jalan Baru ทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อรัฐทุกรัฐทางภาคตะวันตกของมาเลเซีย
ระหว่างที่ผมกับพี่ปูกำลังกางแผนที่ และใช้ระบบนำทางที่มีอยู่แบบ งง งง
ก็มีรถเก๋งคันหนึ่งมาจอดเทียบข้างๆ และถามว่า กำลังจะไปไหน

สอบถามได้ความว่า สาวมาเลเซียคนนี้ เป็นนักจักรยานเหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าเรากำลังสาละวนอยู่กับแผนที่ ก็เลยอาสามาบอกทาง ด้วยการเขียนแผนที่ให้

เมื่อยังไม่แน่ใจก็โทรศัพท์ถามเส้นทางจากเพื่อนให้

จนกระทั่งแยกจากกัน เราสองคนก็พยายามหาทางออกจากเมืองเพื่อเข้าสู่ทางหลวงสายหลัก
แต่แล้วเราก็ไปผิดทาง ระหว่างที่เราไปผิดทางนั้น ผมได้ยินเสียงรถบีบแตรมาจากด้านหลัง
เลขทะเบียน 8088 สาวมาเลเซียคนเดิม ขับรถตามมาเพราะเธอคงคิดว่าเราคงไปไม่ถูกทางแน่ๆ
ก็เลยขับรถนำทางให้ไกลเกือบๆ 20 กม จนถึงทางหลวงสายหลัก
ก่อนจากกันเธอได้มอบหมวกของชมรมจักรยาน LP Bike Club ไว้เป็นที่ระลึก
เธอเล่าว่าเธอมาแข่งจักรยานที่หาดใหญ่หลายครั้งแล้ว

วัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของคนขี่จักรยานก็คือการมีน้ำใจให้แก่กันโดยไม่ต้องมีการร้องขอ
ภาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนขี่จักรยานจะหมางเมินต่อกัน
จักรยานจึงน่าจะเป็นฑูตสันติภาพระหว่างประเทศได้อย่างดี
จากปีนัง ไปที่หมายแรก เมือง Taiping

รถจักรยานและมอเตอร์ไซคล์ ไม่สามารถใช้สะพานปีนังเพื่อข้ามฝั่งไปแผ่นดินใหญ่ได้
แต่มีเรือ Ferry ขนาดใหญ่รับส่งผู้โดยสารและยานพาหนะ
สำหรับรถยนต์มีด่านเก็บเงินก่อนที่จะขึ้นเรือ
แต่สำหรับจักรยานไม่เห็นมีด่านเก็บเงิน

เรือ Ferry ลำนี้เป็นเรือขนาดใหญ่มาก บรรทุกรถยนต์ได้หลายสิบคัน
ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือปีนังไปยังแผ่นดินใหญ่ 15 นาที

เมื่อเข้ามาถึงแผ่นดินใหญ่แล้ว เราต้องพยายามหาเส้นทางหลวงหมายเลข 1
หรือ Jalan Baru ทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อรัฐทุกรัฐทางภาคตะวันตกของมาเลเซีย
ระหว่างที่ผมกับพี่ปูกำลังกางแผนที่ และใช้ระบบนำทางที่มีอยู่แบบ งง งง
ก็มีรถเก๋งคันหนึ่งมาจอดเทียบข้างๆ และถามว่า กำลังจะไปไหน

สอบถามได้ความว่า สาวมาเลเซียคนนี้ เป็นนักจักรยานเหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าเรากำลังสาละวนอยู่กับแผนที่ ก็เลยอาสามาบอกทาง ด้วยการเขียนแผนที่ให้

เมื่อยังไม่แน่ใจก็โทรศัพท์ถามเส้นทางจากเพื่อนให้

จนกระทั่งแยกจากกัน เราสองคนก็พยายามหาทางออกจากเมืองเพื่อเข้าสู่ทางหลวงสายหลัก
แต่แล้วเราก็ไปผิดทาง ระหว่างที่เราไปผิดทางนั้น ผมได้ยินเสียงรถบีบแตรมาจากด้านหลัง
เลขทะเบียน 8088 สาวมาเลเซียคนเดิม ขับรถตามมาเพราะเธอคงคิดว่าเราคงไปไม่ถูกทางแน่ๆ
ก็เลยขับรถนำทางให้ไกลเกือบๆ 20 กม จนถึงทางหลวงสายหลัก
ก่อนจากกันเธอได้มอบหมวกของชมรมจักรยาน LP Bike Club ไว้เป็นที่ระลึก
เธอเล่าว่าเธอมาแข่งจักรยานที่หาดใหญ่หลายครั้งแล้ว

วัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของคนขี่จักรยานก็คือการมีน้ำใจให้แก่กันโดยไม่ต้องมีการร้องขอ
ภาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนขี่จักรยานจะหมางเมินต่อกัน
จักรยานจึงน่าจะเป็นฑูตสันติภาพระหว่างประเทศได้อย่างดี
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
15 พ.ค.2555
เราออกเดินทางจากปีนังมาตามทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งขนานกับทางด่วนสาย E1
อากาศร้อนอบอ้าวตลอดเส้นทางทำให้เราต้องหยุดพักบ่อยๆ น้ำดื่มต้องมีสำรองตลอดเวลา

ก่อนเย็นย่ำค่ำ เราก็มาถึงทางแยกเข้าเมือง Taiping
เป็นชุมชนเล็กๆริมทางหลวง มีโรงแรมเปิดใหม่ ท่าทางสะอาดสะอ้านดี ราคาไม่แพง
Potato Hotel

รองท้องก่อนอาหารเย็นด้วย เบอร์เกอร์ ราคาประหยัด 33 บาท มีเนื้อสับสองชิ้น Cheese ผัก และมัสตาร์ด
คนขายน่ารักดีก็เลยรองท้องไปสองชิ้น พี่ปูรองท้องไปชิ้นเดียว

ห้องพักสะอาดและใหม่ ได้เวลาซักเสื้อผ้า เชือกที่ติดมาด้วยใช้เป็นราวตากผ้าได้
ที่โรงแรมมี เครื่องเป่าผม และเตารีด ไม่นานผ้าก็แห้ง

เราออกเดินทางจากปีนังมาตามทางหลวงหมายเลข 1 ซึ่งขนานกับทางด่วนสาย E1
อากาศร้อนอบอ้าวตลอดเส้นทางทำให้เราต้องหยุดพักบ่อยๆ น้ำดื่มต้องมีสำรองตลอดเวลา

ก่อนเย็นย่ำค่ำ เราก็มาถึงทางแยกเข้าเมือง Taiping
เป็นชุมชนเล็กๆริมทางหลวง มีโรงแรมเปิดใหม่ ท่าทางสะอาดสะอ้านดี ราคาไม่แพง
Potato Hotel

รองท้องก่อนอาหารเย็นด้วย เบอร์เกอร์ ราคาประหยัด 33 บาท มีเนื้อสับสองชิ้น Cheese ผัก และมัสตาร์ด
คนขายน่ารักดีก็เลยรองท้องไปสองชิ้น พี่ปูรองท้องไปชิ้นเดียว

ห้องพักสะอาดและใหม่ ได้เวลาซักเสื้อผ้า เชือกที่ติดมาด้วยใช้เป็นราวตากผ้าได้
ที่โรงแรมมี เครื่องเป่าผม และเตารีด ไม่นานผ้าก็แห้ง

- T_lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 622
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
- Tel: 0818914972
- team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
- Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
- ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
ผมลงไปอยู่ทางใต้ตั้งแต่ปี 28 จะนั่งรถไฟกลับบ้านที่ กทม. ตลอด
เรื่องรถไฟถึงสถานีปลายทางตามเวลา(ช้า) เป็นเรื่องปรกติ แต่ถ้าตรงเวลานี่ซิ เรื่องแปลก
ห้องน้ำถ้าสะอาด ก็ไม่ใช่ รฟท. (โดยเฉพาะภาคใต้ รถไฟภาคเหนือห้องน้ำสะอาดที่สุด)
ที่นั่งผู้โดยสาร อนุรักษ์ไว้ได้ดีมาก ที่นอนยังเคยมีข่าวว่าอนุรักษ์ตัวเลือดไว้ด้วยเลย..
สารพัดครับ..แต่ก็ทำไงได้ นอกจากทำใจ..
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
- Felix
- ขาประจำ
- โพสต์: 580
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2010, 14:14
- team: OSK 101
- Bike: Nishiki Amust/Gary Fisher Zebrano
Re: @@@@ 797 กิโลเมตร ผลงานจาก MJ Bike นครปฐม+ทัวริ่งทั่วไทย โดย พี่โอฬาร ครับ #########
16 พ.ค.2555
จาก Simpang (Taiping) สู่เมือง Ipoh
ระยะทางวันนี้ไม่ยากใกล้ แต่ก็ไม่ไกล
ไม่ยาก แต่ก็ไม่ถึงกับง่าย
สภาพแวดล้อม, ภูมิประเทศและทิศทางของแรงลม จะเป็นเงื่อนไขของการเดินทางในแต่ละวันเสมอ
บางวันแดดร้อนจัด บางวันลมแรงจัด การเดินทางในแต่ละวันจึงไม่เหมือนการขี่จักรยานไปหน้าปากซอย
เมื่อเราใช้จักรยานในสถานะที่เป็นพาหนะเพื่อการเดินทางแล้ว ไม่ว่าเงื่อนไขอย่างไร เราก็ต้องยอมรับ
และผ่านมันไปให้ได้
ออกจาก Simpang ได้ไม่นาน ภูเขาสูงตะหง่านก็ขวางหน้าเราเสียแล้ว
แต่ก็นับว่ายังดีที่ชุมชนชาวมาเลย์ เป็นชาวพื้นราบและชาวทะเล การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน
จึงตั้งอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ทำการเกษตรตามพื้นที่สองข้างลำน้ำสายต่างๆ
บ้านเรือนที่อยู่บนพื้นที่สูงหรือบนภูเขาสูงจึงไม่หนาแน่นมากนัก
เส้นทางการสัญจรจึงเป็นที่ราบในหุบเขา, ช่องเขา และไหล่เขา

สองข้างทางของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 มีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ตามธรรมชาติ
บ่อยครั้งระหว่างทางจะเห็นฝูงลิงปีนป่ายอยู่ตามยอดไม้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ เช่น ชะมด และอีเห็น
ก็ยังพบเห็นตัวได้ง่าย สายน้ำลำธารและน้ำตกเล็กๆ ที่ไม่เคยแห้งเหือด มีน้ำตลอดปีแบบป่าฝนเขตร้อน
ที่ยังยักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำไว้ได้อย่างดี

ระยะทางไม่ไกล แต่อากาศร้อนเหลือเกิน การเดินทางต้องค่อยเป็นค่อยไป
สำนึกอยู่ในใจเสมอว่า เราเป็นคนไม่แข็งแรง

เหลือระยะทางอีกไม่ไกล ก็จะถึงเมือง Ipoh แต่วันนี้ดูเหมือนว่าอากาศจะร้อนจนไม่ค่อยมีแรง
น้ำดื่มในที่ดื่มในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 10 ลิตร เหงื่อออกตลอดเวลา แม้ว่าจะนั่งพักอยู่ในร่มไม้
ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำว่า 85% ของทุกวัน ทำให้ร่างกายเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างขี่จักรยาน ต้องดื่มน้ำบ่อยครั้งมาก เพียงแค่ 3-4 กม ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยหนึ่งอึกใหญ่ๆ
เหงื่อที่ไหลจากใบหน้า ลงสู่ปลายคาง หยดลงบนต้นขาและหัวเข่า ร่างกายสูญเสียน้ำมากจริงๆ

ทางหลวงที่สร้างบนไหล่เขาของมาเลเซีย เป็นเนินยาวๆ หลายกิโลเมตร
บางช่วงเป็นหลายช่องทางจราจร แต่ไม่มีไหล่ทาง ซึ่งถนนแบบนี้ไม่เป็นมิตรกับจักรยานเอาเสียเลย
การจำกัดความเร็วของรถยนต์ 90 กม/ชม ทำให้รถยนต์ทุกคนรักษาความเร็วเท่ากันหมด
เส้นกลางถนนที่เป็นเส้นทึบ คนขับมักจะรักษากฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
อย่างนี้ย่อมเป็นข้อดีในการป้องกันอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นความเร็วที่คนขับอยู่ในวิสัยที่ควบคุมรถได้
แต่ เมื่อมีจักรยานอยู่ร่วมทางซึ่งต้องขี่บนถนนแทนที่จะขี่บนไหล่ทาง
คนขับรถเลือกที่จะชลอหรือเบรค แทนที่จะเปลี่ยนเลนออกไปใช้ช่องทางขวา
น่าหวาดเสียวจริงๆ ว่า รถยนต์หรือคนขับรถยนต์จะเบรคหรือชลอรถทุกครั้งหรือเปล่า
เป็นเบบนีตลอดเส้นทาง
และนี่คือ Culture Shock ที่พบในมาเลเซีย นอกเหนือไปจากการหาน้ำแข็งใส่กาแฟเย็น

สะพานในมาเลเซียที่ผ่านมาหลายสะพาน จะมีความชันมากกว่าสะพานในประเทศไทย
สะพานจะไม่ค่อยมีความยาวมากนัก และทุกสะพานไม่มีไหล่ทาง
ไม่มีช่องทางสำหรับจักรยานและมอเตอร์ไซคล์
สะพานแห่งนี้เป็นสะพานแห่งเดียวที่เท่าที่เห็น ว่ามีช่องทางเล็กๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นช่องทาง
สำหรับจักรยานหรือเปล่า ที่จริงคงไม่ใช่ น่าจะเป็นช่องทางสำหรับคนเดินเท้าแบบเรียงหนึ่ง
เพื่อข้ามสะพานเพราะแคบจริงๆ

อาหารกลางวันราคาไม่ถูกเลย จานละ 50 บาท
ราคาน้ำมันดีเซลในมาเลเซียราคาลิตรละประมาณ 20 บาท
ถ้ารัฐบาลมาเลเซียปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ค่าครองชีพคงจะสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
แต่รัฐบาลคงไม่ทำแบบนั้นกระมัง มิฉะนั้นแล้ว ประเทศมาเลเซียอาจะระเบิดเป็นชิ้นๆ

ทางหลวงหมายเลข 1 เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมขนส่ง
ที่สามารถเชื่อมต่อกับทางด่วยสาย E1
เมือง Ipoh เป็นเมืองใหญ่ มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง รถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้เส้นทางสายนี้
จุดพักรถของบรรดาสิงห์รถบรรทุก ก็ใช้เป็นที่พักรถจักรยานได้เหมือนกัน

มาเลเซียกำลังก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ ซึ่งตามโครงการจะเสร็จใจปี 2014
แต่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานสร้างทางรถไฟบอกว่า อาจจะเสร็จไม่ทัน
เนื่องจากขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง หลักๆก็คือ หิน ซึ่งหายากมาก
แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะเมืองไทยถ้าไม่มีหิน ก็ระเบิดภูเขาเสียเลย
ป่าไม้, สัตวฺป่าและสิ่งแวดล้อม ช่างหัวมันปะไร

เพียงแค่บ่ายแก่ๆ ยังไม่ทันเย็น เราก็มาถึงเมือง IPOH
ป้ายชื่อเมืองแบบนี้ ทำให้คิดถึงเมืองพัทยา กำลังสงสัยว่า วัฒนธรรมการทำป้ายแบบนี้
จะมีต้นกำเนิดมาจาก Hollywood หรือเปล่านะ
จาก Simpang (Taiping) สู่เมือง Ipoh
ระยะทางวันนี้ไม่ยากใกล้ แต่ก็ไม่ไกล
ไม่ยาก แต่ก็ไม่ถึงกับง่าย
สภาพแวดล้อม, ภูมิประเทศและทิศทางของแรงลม จะเป็นเงื่อนไขของการเดินทางในแต่ละวันเสมอ
บางวันแดดร้อนจัด บางวันลมแรงจัด การเดินทางในแต่ละวันจึงไม่เหมือนการขี่จักรยานไปหน้าปากซอย
เมื่อเราใช้จักรยานในสถานะที่เป็นพาหนะเพื่อการเดินทางแล้ว ไม่ว่าเงื่อนไขอย่างไร เราก็ต้องยอมรับ
และผ่านมันไปให้ได้
ออกจาก Simpang ได้ไม่นาน ภูเขาสูงตะหง่านก็ขวางหน้าเราเสียแล้ว
แต่ก็นับว่ายังดีที่ชุมชนชาวมาเลย์ เป็นชาวพื้นราบและชาวทะเล การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน
จึงตั้งอยู่ตามที่ราบเชิงเขา ทำการเกษตรตามพื้นที่สองข้างลำน้ำสายต่างๆ
บ้านเรือนที่อยู่บนพื้นที่สูงหรือบนภูเขาสูงจึงไม่หนาแน่นมากนัก
เส้นทางการสัญจรจึงเป็นที่ราบในหุบเขา, ช่องเขา และไหล่เขา

สองข้างทางของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 มีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ตามธรรมชาติ
บ่อยครั้งระหว่างทางจะเห็นฝูงลิงปีนป่ายอยู่ตามยอดไม้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ เช่น ชะมด และอีเห็น
ก็ยังพบเห็นตัวได้ง่าย สายน้ำลำธารและน้ำตกเล็กๆ ที่ไม่เคยแห้งเหือด มีน้ำตลอดปีแบบป่าฝนเขตร้อน
ที่ยังยักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำไว้ได้อย่างดี

ระยะทางไม่ไกล แต่อากาศร้อนเหลือเกิน การเดินทางต้องค่อยเป็นค่อยไป
สำนึกอยู่ในใจเสมอว่า เราเป็นคนไม่แข็งแรง

เหลือระยะทางอีกไม่ไกล ก็จะถึงเมือง Ipoh แต่วันนี้ดูเหมือนว่าอากาศจะร้อนจนไม่ค่อยมีแรง
น้ำดื่มในที่ดื่มในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 10 ลิตร เหงื่อออกตลอดเวลา แม้ว่าจะนั่งพักอยู่ในร่มไม้
ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำว่า 85% ของทุกวัน ทำให้ร่างกายเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างขี่จักรยาน ต้องดื่มน้ำบ่อยครั้งมาก เพียงแค่ 3-4 กม ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยหนึ่งอึกใหญ่ๆ
เหงื่อที่ไหลจากใบหน้า ลงสู่ปลายคาง หยดลงบนต้นขาและหัวเข่า ร่างกายสูญเสียน้ำมากจริงๆ

ทางหลวงที่สร้างบนไหล่เขาของมาเลเซีย เป็นเนินยาวๆ หลายกิโลเมตร
บางช่วงเป็นหลายช่องทางจราจร แต่ไม่มีไหล่ทาง ซึ่งถนนแบบนี้ไม่เป็นมิตรกับจักรยานเอาเสียเลย
การจำกัดความเร็วของรถยนต์ 90 กม/ชม ทำให้รถยนต์ทุกคนรักษาความเร็วเท่ากันหมด
เส้นกลางถนนที่เป็นเส้นทึบ คนขับมักจะรักษากฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด
อย่างนี้ย่อมเป็นข้อดีในการป้องกันอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นความเร็วที่คนขับอยู่ในวิสัยที่ควบคุมรถได้
แต่ เมื่อมีจักรยานอยู่ร่วมทางซึ่งต้องขี่บนถนนแทนที่จะขี่บนไหล่ทาง
คนขับรถเลือกที่จะชลอหรือเบรค แทนที่จะเปลี่ยนเลนออกไปใช้ช่องทางขวา
น่าหวาดเสียวจริงๆ ว่า รถยนต์หรือคนขับรถยนต์จะเบรคหรือชลอรถทุกครั้งหรือเปล่า
เป็นเบบนีตลอดเส้นทาง
และนี่คือ Culture Shock ที่พบในมาเลเซีย นอกเหนือไปจากการหาน้ำแข็งใส่กาแฟเย็น

สะพานในมาเลเซียที่ผ่านมาหลายสะพาน จะมีความชันมากกว่าสะพานในประเทศไทย
สะพานจะไม่ค่อยมีความยาวมากนัก และทุกสะพานไม่มีไหล่ทาง
ไม่มีช่องทางสำหรับจักรยานและมอเตอร์ไซคล์
สะพานแห่งนี้เป็นสะพานแห่งเดียวที่เท่าที่เห็น ว่ามีช่องทางเล็กๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นช่องทาง
สำหรับจักรยานหรือเปล่า ที่จริงคงไม่ใช่ น่าจะเป็นช่องทางสำหรับคนเดินเท้าแบบเรียงหนึ่ง
เพื่อข้ามสะพานเพราะแคบจริงๆ

อาหารกลางวันราคาไม่ถูกเลย จานละ 50 บาท
ราคาน้ำมันดีเซลในมาเลเซียราคาลิตรละประมาณ 20 บาท
ถ้ารัฐบาลมาเลเซียปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ค่าครองชีพคงจะสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
แต่รัฐบาลคงไม่ทำแบบนั้นกระมัง มิฉะนั้นแล้ว ประเทศมาเลเซียอาจะระเบิดเป็นชิ้นๆ

ทางหลวงหมายเลข 1 เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมขนส่ง
ที่สามารถเชื่อมต่อกับทางด่วยสาย E1
เมือง Ipoh เป็นเมืองใหญ่ มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง รถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้เส้นทางสายนี้
จุดพักรถของบรรดาสิงห์รถบรรทุก ก็ใช้เป็นที่พักรถจักรยานได้เหมือนกัน

มาเลเซียกำลังก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ ซึ่งตามโครงการจะเสร็จใจปี 2014
แต่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานสร้างทางรถไฟบอกว่า อาจจะเสร็จไม่ทัน
เนื่องจากขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง หลักๆก็คือ หิน ซึ่งหายากมาก
แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะเมืองไทยถ้าไม่มีหิน ก็ระเบิดภูเขาเสียเลย
ป่าไม้, สัตวฺป่าและสิ่งแวดล้อม ช่างหัวมันปะไร

เพียงแค่บ่ายแก่ๆ ยังไม่ทันเย็น เราก็มาถึงเมือง IPOH
ป้ายชื่อเมืองแบบนี้ ทำให้คิดถึงเมืองพัทยา กำลังสงสัยว่า วัฒนธรรมการทำป้ายแบบนี้
จะมีต้นกำเนิดมาจาก Hollywood หรือเปล่านะ