ถ้าไม่เอารถมาทำfitting ( การทำ fitting อาจจะไม่จำเป็นต้องทำแบบครบถ้วน แต่ทำแบบพื้นฐานซึ่งคนที่เข้าใจก็ทำให้ได้ เช่น ความสูงของอาน ระยะหน้าหลังของอาน ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่ต้องใช้เครื่องมือ เครื่องวัดมุมอะไรเลยก็ได้ ลองหากระทู้เก่าๆที่แมวทองเคยเขียนเอาไว้อ่านได้เช่นกัน ) เราก็จะบอกได้ยากมากเลยว่าทำไม หรือ อย่างไร จึงเกิดปัญหาDynamic66 เขียน:ขอบคุณมากครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย
สอบถามเพิ่มเติมครับ
กรณีมีบางครั้งหลังปั่นหนักๆ จะปวดล้าหลังขา (Hamstrings) ข้างขวาข้างเดียว
มันเป็นจากการที่ผมเซตรถ เซตคลีท ไม่ดี หรือเปล่าครับ (ยังไม่มีโอกาสไปฟิตติ้งดีๆซักที)
หรือเพราะความถนัดที่ไปโฟกัสการควงขาในด้านขวามากเกินไปเอง หรือเกิดจากกรณีเซตไม่ถูกน่าจะเกิดจากจุดไหนได้บ้างครับ
ทั้งนี้เพราะอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นนั้น สามารถเกิดได้ทั้งจากการเซทรถ หรือ fitting ที่ไม่เหมาะสม และอาจจะเกิดจากลักษณะของการปั่นที่ไม่เหมาะสม
อย่างแรกก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า ขา 2 ข้างของเราอาจจะสั้นยาวแตกต่างกันได้ไม่มากก็น้อย ถ้าต่างกันนิดๆหน่อยๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าต่างกันมากก็มีปัญหาได้เช่นกัน
ต่อมา ตำแหน่งท่านั่งและลักษณะการปั่นของเรา เอาง่ายๆตัวผมเองนี่แหละ ผมปั่นจักรยานมานานเป็น 10ปี แล้วมาวันหนึ่งก็ไปทำdynamic fittingดู เพื่อเป็นการยืนยันว่าการทำ static fitting โดยช่างผู้ชำนาญมาโดยตลอดนั้น จะสอดคล้องกับการทำdynamic fitting หรือไม่ ---> คำตอบก็คือ ลำพังการทำstatic fitting โดยช่างผู้ชำนาญเพียงอย่างเดียว ก็ตอบปัญหาแทบจะทุกอย่างได้หมดแล้วครับ เหลือแต่เพียงปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถตอบได้ อ่านต่อไปเดี๋ยวก็ทราบ
ผมถึงรู้ว่าท่านั่งของผมมันเอียงไปด้านหนึ่ง มุมต้นขาที่ทำกับแนวของรถซ้ายขวาจึงมาไม่เท่ากัน เพียงแต่เราเคยชินและร่างกายของเราปรับตัวได้ ร่วมกับfitting พื้นฐานมาอย่างลงตัวแล้ว มันก็เลยไม่มีอาการบาดเจ็บอะไร นอกจากนี้ผมเคยปั่นโดยใช้เทรนเนอร์ไฟฟ้าที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า SpinScan ซึ่งมันสามารถคำนวณการออกแรงกระทำต่อบันไดของขาทั้ง 2 ข้างออกมาเป็นกราฟให้เราดู แต่มันก็ใช้วิธีคำนวณจากคาบการหมุน โดยแรงที่ได้จากด้านซ้ายจะมาจาก ถีบซ้าย + ดึงขวา และแรงที่ได้จากด้านขวา จะมาจาก ถีบขวา + ดึงซ้าย
ผมหลงดีใจอยู่นานว่า ผมปั่นออกมาได้ 50:50 สบายๆ โดยไม่ต้องฝืนอะไร จนเมื่อวันหนึ่งได้มีโอกาสมาลองใช้ powermeter ที่แยกวัดแรงที่เกิดจากขาซ้ายและขวา แยกจากกันด้วย strain gauge คนละชุดกัน ผลคือ ขาซ้าย ผมออกแรงได้มากกว่าขาขวา
แค่นี้เพียงเรื่องเดียว เราก็พบแล้วว่า วงรอบในการออกแรงปั่นจักรยานอันซับซ้อนนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คู่ของกล้ามเนื้อซ้ายขวาอาจจะออกแรงได้ไม่เท่ากัน แต่เมื่อรวมcombinationกันใน 1 รอบการปั่น ก็อาจจะเสมอกัน ( ตามที่ spin scan วัดและคำนวณออกมา ) ทำให้ผมเข้าใจตัวเองว่า ทำไมตัวผมเองจึงเป็นตะคริวที่ขาซ้ายก่อนขาขวาเสมอ โดยเฉพาะส่วนของน่องซ้ายจะเริ่มโดนตอดก่อน แม้แต่ตอนขึ้นทับเบิกต้นขาด้านในของขาซ้ายก็เริ่มตอดก่อน ก็ในเมื่อใช้งานด้านซ้ายหนักกว่าด้านขวา มันก็พาลจะบ๊ายบายก่อนเป็นธรรมดา
วกกลับมาที่เจ้าของคำถาม
การที่เจ็บHamstrings ด้านขวา อาจจะมีสาเหตุได้ตั้งแต่ ขาซ้ายยาวกว่าขาขวานิดหนึ่ง ร่วมกับเซทอานสูงไปนิด หรือ ถอยหลังไปหน่อย ขาขวาจึงตึงกว่าซ้ายนิดหนึ่ง แน่นอนว่าตามนี้ Hamstrings ขวาก็ย่อมงอแงก่อน
หรือ คุณเจ้าของคำถามอาจจะมีความยาวของขา 2 ข้างใกล้เคียงกันจนไม่น่าเกิดปัญหา แต่เพราะนั่งไม่ตรง นั่งเอียง มุมต้นขาที่ทำกับแนวรถซ้ายขวาแตกต่างกัน อาจจะนั่งเอียงไปทางซ้ายนิดหนึ่ง ร่วมกับเซทอานสูงไปนิด หรือ ถอยหลังไปหน่อย ก็กลายเป็นว่าขาขวาตึงกว่าขาซ้ายไปนิดหนึ่งได้เช่นกัน
หรือ คุณเจ้าของคำถามอาจจะปั่นในลักษณะดึงขวาหนัก ร่วมกับเซทอานสูงไปนิด หรือ ถอยหลังไปหน่อย Hamstrings ขวา ก็ย่อมจะรับภาระและแรงเค้นมากขึ้น
จะสังเกตว่าทั้ง 3 สมมติฐาน ผมให้ความสำคัญกับเรื่องตำแหน่งอานไว้เป็นลำดับสำคัญเสมอ เพราะมันเป็นปัญหาพื้นฐานและพร้อมจะสร้างเรื่องราวให้แก่ผู้ปั่นได้ง่ายๆ
ดังนั้นแค่การทำ static fitting พื้นฐานเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมากมายทีเดียวครับ