ตัววัดวัตต์ ชื่อเต็มๆ
Power Watt meter
หน้าตามันเป็นแบบนี้
ราคาน่ะหรอ เกือบซื้อ XTR ได้ทั้งเซ็ทเลย หุหุ
Performance ขอนำคำตอบของพี่ gregwatana มาตอบนะครับ
นักจักรยานหลายๆคนคงจะสงสัยว่าทำไมจะต้องใช้ Power meter เพื่อวัดค่าพลังงานของเราให้ออกมาเป็นวัตต์ แล้วอัตราการเต้นของหัวใจนั้นไม่เพียงพอรึอย่างไรเพราะด้วยสนนราคาค่าตัวของอุปกรณ์ที่ใช้วัดวัตต์ได้นั้นชั่งแพงเสียเหลือเกินขนาดตัวที่ถูกที่สุดแล้วยังเกือบสองหมื่นบาท ลงทุนไปแล้วมันจะคุ้มกับค่าเงินรึเปล่า ซึ่งก็คงจะมีคำถามทำนองนี้ผุดขึ้นมาในหัวของคนที่สนใจเหมือนกับผมเมื่อ 8ปีที่แล้ว สุดท้ายผมเสียดายมากครับ ที่เสียดายคือเวลาที่ผมเสียไปไม่ยอมตัดสินใจใช้วัตต์เสียแต่เนิ่นๆ เราก็จะมาดูกันไปเรื่อยๆนะครับว่า “ทำไม”
บันทึกการออกกำลังกาย
บันทึกการออกกำลังกายของเราออกมาได้อย่างเป็นสถิติ โดยบางยี่ห้อนั้นสามารถเลือกบันทึกได้ทุก 0.5วิ 1วิ 5วิ 10วิ ซึ่งตอนเราปั่นอยู่จะไม่ค่อยเห็นประโยชน์ในจุดนี้หรอกครับแต่เมื่อไรที่เราอัพโหลดข้อมูลเหล่านั้นเข้าโปรแกรมวิเคราะห์แล้วล่ะก็ มันจะเป็นดั่งเพชรที่ได้รับการเจียรนัยอย่างดีเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละคนด้วนยะครับ
เราสามารถดูได้ถึงจุดแข็งจุดด้อยที่ควรจะพัฒนาอย่างไร รึจำลองวัตต์ที่คู่ต่อสู้เราใช้แล้วนำมาฝึกเพื่อเอาชนะ ยกตัวอย่างเช่นการแข่งขันประเภทลู่ 4000เมตร คู่แข่งเราใช้วัตต์เฉลี่ย450ที่5นาทีเขาจึงได้ที่หนึ่ง เราก็เอาค่า 450วัตต์มาเป็นเกณฑ์การซ้อม5นาทีของเรา
เพิ่มความหมายให้อัตราการเต้นของหัวใจ
โดยทั่วไปแล้วหัวใจไม่ได้บอกว่าเราพัฒนาไปขนาดใหนแล้วเพียงแต่บอกว่าหัวใจเรากำลังเต้นเท่าไรเท่านั้นเอง เนื่องด้วยอัตราการเต้นของหัวใจนั้นมีปัจจัยภายนอกมากมายที่ทำให้อัตราการเต้นเปลี่ยนไป เช่นน้ำในร่างกายน้อยหัวใจเต้นเร็วขึ้น อากาศเย็นจะเต้นน้อยลง การนอนพักผ่อนคืนก่อนปั่น ความเครียด บุหรี่ และอีกอื่นๆอีก
หัวใจจะคล้ายๆกับวัดรอบของเครื่องยนต์นั่นล่ะครับ 3500รอบของเครื่องยนต์รถบ้านกับรถแข่งมันแตกต่างกันอย่างมากเลยนะครับ อย่างผมดูการแข่ง Tour de France ความเร็ว45 หัวใจเต้น 98-115 แล้วของตัวคุณล่ะครับ นี่ยังไม่ใช่ของระดับ Jan, Lance, Fabian, Cadel อะไรนะครับแค่ลูกทีมธรรมดา
หัวใจจะเต้นช้าลงเมื่อเราซ้อมหนักต่อเนื่อง เช่นปั่น 280วัตต์ หัวใจเต้น 160 อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาปั่นที่วัตต์เท่าเดิมคือ 280 หัวใจเต้น 158 เห็นมั๊ยครับว่าหัวใจนั้นยากที่จะยึดเป็นเครื่องมือการซ้อมที่ถูกต้อง
รับรู้ถึงการพัฒนา
นับว่าข้อนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจและตื่นเต้นสำหรับเรานักปั่นทุกๆท่านที่อดทนหน้าสู้ดินหลังสู้แดดเป็นเวลานานๆเพื่อที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในจุดนี้ล่ะครับ แล้ววัตต์มันช่วยเราได้อย่างไร
ผมได้เขียนไปในข้อแรกแล้วว่าเก็บข้อมูลได้ เราก็สามารถนำข้อมูลเมื่อเดือนที่แล้วมาเปรียบเทียบกับเดือนต่อมาได้อย่างง่ายดาย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การใช้วัตต์นั้นเราสามารถเซ็ตจักรยานให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดถึงแม้คุณจะเคยไปวัดตัวมาแล้วรึเข้าอุโมงค์ลมมาก็ตาม ที่ผมบอกอย่างนี้เพราะการที่เราไปวัดตัวมา จริงอยู่ว่าคุณได้ช่วงรถที่เหมาะสมกับสรีระร่างกายของคุณแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะผลิตวัตต์ได้มากที่สุดจากการเซ็ตรถแบบนั้น มันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้นเอง
การที่คุณมีวัตต์คุณสามารถเปรียบเทียบได้ว่าการเซ็ทรถแบบใหนที่จะทำให้คุณผลิตวัตต์ออกมาได้มากที่สุดโดยที่ยังลู่ลมและสบายในการปั่น เวลาผมเซ็ทรถให้ลูกค้าอันดับแรกที่คำนึงคือความสบายในการปั่นเพราะถึงแม้รถจะเซ็ทออกได้ได้สวยงามขนาดใหนแต่คุณไม่มีความสบายในการปั่น คุณก็อาจจะไม่อยากปั่นมันบ่อยๆ
ยกตัวอย่างนะครับ Armstrong และ Indurian ท่าปั่นไทม์ไทร์ของสองคนนี้ไม่ได้จะแตกต่างจากรถถนนเท่าไรเลยแต่ทำไมเขาจึงคว้าชัยสเตจไทม์ไทร์อยู่เรื่อยๆ เพราะเขามีท่าปั่นที่เหมาะสมที่สุดในเรื่อง
• ความสบาย โดยเฉพาะ Lance ก้มคอมากไม่ได้เพราะมีปัญหากระดูกคอ
• เป็นท่าที่ผลิตวัตต์ออกมาได้มากที่สุดโดยยังซึ่งคงไว้ตามหลักอากาศพลศาสตร์
จากประสบการณ์ส่วนตัวในการเซ็ทรถไทม์ไทร์ กดคอลง2เซ็นต์รถดูโปรมากและหลังก็ระนาบตรงลู่ลมมากๆ แต่ออกไปปั่นปั่นแล้วแรงหายหมดเหยียบเท่าไรก็ไม่ไปขี่ได้20กิโลก็หมด วัตต์ตกไปกว่า20-30วัตต์ พอเอาความสูงคอขึ้นเท่าเดิมสามารถปั่นวัตต์ออกมาได้เท่าเดิมได้ระยะทางเท่าเดิม
ปล.ส่วนตัวผมเองนั้นถามว่าอยากได้มั้ย?
อยากได้ครับ
แต่เจอราคาเข้าไปจะเป็นลม
