ห้องสุขภาพนักปั่น
ผู้ดูแล: kunpa
กฏการใช้บอร์ด
ห้องเดิมชื่อ " เสือสาวอยากคุย"
ห้องเดิมชื่อ " เสือสาวอยากคุย"
- nj
- ขาประจำ
- โพสต์: 872
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 23:40
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
ตามมาให้ข้อมูล เรื่องการกิน กะการออกกำลัง
ขอโทษด้วย ที่ต้องโต้แย้ง เรื่องการห้ามกินก่อนและหลังออกกำลังกาย
ถ้าเราปั่นกันจริงจัง หนักหน่วง เป็นระยะเวลานานพอสมควร หลังปั่นเราต้องกิน โดยเฉพาะ อาหารจำพวก คาร์โบไฮเดตร
และก่อนปั่น สักชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เราก็ต้องกิน ไม่งั้น มันจะทรมาณ ร่างกายเกินไป แม้เราจะไม่รู้สึก ก็ตาม ร่างกายจะเสื่อมโทรม
มากกว่าแข็งแรง
ก่อนปั่นถ้าท่านหิว เมื่อท่านออกแรง กล้ามเนื้อต้องการพลังงาน ถ้ามันสะสมไว้เพียงพอ และส่งถ่ายพลังงานได้ราบรื่น
ท่านก็ไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อว่าหลายท่าน ไม่ได้ฝึกให้กล้ามเนื้อสะสมไกลโคลเจนให้เพียงพอต่อการออกกำลังหนักหน่วงเป็นระยะเวลา
ต่อเนื่องนานพอควร ดังนั้นเมื่อร่างกายวิ่งหาพลังงานมันจะไปเอาที่มันหาง่ายก่อน ก็ดึงไปจากของเหลวในเลือดเพราะอยู่ใกล้ที่สุด
(เลือดที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมีหน้าที่ส่งถ่ายอ๊อกซิเจนด้วย เพื่อใช้ ในการสันดาบไกลโคลเจนที่ละลมในกล้ามเนื้อ ออกมาเป็นพลังงาน คือแรง แล้วทิ้งกาก คือกรดแลคติก ที่ทำให้เรารู้สึกปวดเมื่อย)
สมดุลย์ในเลือดท่านก็เสียไป ที่เรียกว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจหน้ามืด หวิว ใจสั่น เปลี้ย ไม่มีแรง
ขอโทษด้วย ที่ต้องโต้แย้ง เรื่องการห้ามกินก่อนและหลังออกกำลังกาย
ถ้าเราปั่นกันจริงจัง หนักหน่วง เป็นระยะเวลานานพอสมควร หลังปั่นเราต้องกิน โดยเฉพาะ อาหารจำพวก คาร์โบไฮเดตร
และก่อนปั่น สักชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เราก็ต้องกิน ไม่งั้น มันจะทรมาณ ร่างกายเกินไป แม้เราจะไม่รู้สึก ก็ตาม ร่างกายจะเสื่อมโทรม
มากกว่าแข็งแรง
ก่อนปั่นถ้าท่านหิว เมื่อท่านออกแรง กล้ามเนื้อต้องการพลังงาน ถ้ามันสะสมไว้เพียงพอ และส่งถ่ายพลังงานได้ราบรื่น
ท่านก็ไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อว่าหลายท่าน ไม่ได้ฝึกให้กล้ามเนื้อสะสมไกลโคลเจนให้เพียงพอต่อการออกกำลังหนักหน่วงเป็นระยะเวลา
ต่อเนื่องนานพอควร ดังนั้นเมื่อร่างกายวิ่งหาพลังงานมันจะไปเอาที่มันหาง่ายก่อน ก็ดึงไปจากของเหลวในเลือดเพราะอยู่ใกล้ที่สุด
(เลือดที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมีหน้าที่ส่งถ่ายอ๊อกซิเจนด้วย เพื่อใช้ ในการสันดาบไกลโคลเจนที่ละลมในกล้ามเนื้อ ออกมาเป็นพลังงาน คือแรง แล้วทิ้งกาก คือกรดแลคติก ที่ทำให้เรารู้สึกปวดเมื่อย)
สมดุลย์ในเลือดท่านก็เสียไป ที่เรียกว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจหน้ามืด หวิว ใจสั่น เปลี้ย ไม่มีแรง
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
น้าเจ ...
ที่ รถฝืด เอามาแปะๆไว้ เค้าคงเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วนน่ะค่ะ
เซฟไว้จากใน thaimtb นี่แหละค่ะ
แต่วันนี้ เอามาจาก Forward mail ค่ะ
4 เรื่องสุขภาพ.....เอามาฝากด้วยความปรารถนาดี
1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น
เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้
ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมด
พิสูจน์ได้ดังนี้
สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ
มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่
ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่
จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน60 นาที
จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด
ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น
พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก
เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้
ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน
และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน
เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น
ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก
ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง
ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร
ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก
มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว
ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน
การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก
ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง
ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี
1.ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน
สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า
พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้
สุดท้ายงดอาหารเย็น
2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ
3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว
4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์
พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน
ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน
ท่านทราบแล้วใช่ใหมว่า ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้พระฉันเพียง 2 มื้อ คือ เช้า กับ เพล
2. โรค Attention Deficit Trait
โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ?
คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน
เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน
หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน
สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น
กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT
โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น
ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?
ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548
ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform
เขียนโดย Edward M. Hallowell
ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย
คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี
และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย
โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น
แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น
คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT
โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม
แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก
ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ
ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น)
ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized)
การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ
และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT
เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ
เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น
เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ
ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา
ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา
พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว
การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)
แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น?
ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง
จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง
การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ
เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม
วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ
ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
(เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับ เวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู"
เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับ
ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ
ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ
เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT
เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน
(เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***
3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง
เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ
เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา
แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก
เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย
ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก
เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ
พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก
มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้
อาจจะ เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน
ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี
พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย
โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์
เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์
กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์
ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ
แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่
ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด
เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย
ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม
เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี.
เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้
และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย
เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน
มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส
ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส
แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้ น้ำขุ่นอีกอยู่ดี
เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา
ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้
และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก
เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก
และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด
ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่ เราทานเข้าไป
ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด
มันเข้าไปบำรุง ร่างกายเราทั้งหมดหรือ
ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่
การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป
ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด
ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก และไม่ได้รับการผสมพันธุ์
เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า
เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ
ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้
ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้
เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง
สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น
ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา
ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว
มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก
เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป
แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดิน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร
จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง - เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy
เพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ
แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง
เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆรูจักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาด
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม.ก็จะมีโอกาสรอด
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
วิธีวินิจฉัยอาการ
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ ส่ง ร.พ.โดยด่วน
โปรดส่งข้อความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น
ที่ รถฝืด เอามาแปะๆไว้ เค้าคงเหมาะกับคนที่ต้องการลดความอ้วนน่ะค่ะ
เซฟไว้จากใน thaimtb นี่แหละค่ะ
แต่วันนี้ เอามาจาก Forward mail ค่ะ
4 เรื่องสุขภาพ.....เอามาฝากด้วยความปรารถนาดี
1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น
เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้
ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมด
พิสูจน์ได้ดังนี้
สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ
มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่
ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่
จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน60 นาที
จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด
ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น
พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก
เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้
ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน
และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน
เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น
ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก
ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง
ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร
ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก
มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว
ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน
การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก
ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง
ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี
1.ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน
สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า
พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้
สุดท้ายงดอาหารเย็น
2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ
3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว
4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์
พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน
ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน
ท่านทราบแล้วใช่ใหมว่า ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้พระฉันเพียง 2 มื้อ คือ เช้า กับ เพล
2. โรค Attention Deficit Trait
โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ?
คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน
เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน
หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า
ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน
สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น
กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT
โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น
ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?
ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548
ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform
เขียนโดย Edward M. Hallowell
ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย
คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี
และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย
โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น
ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น
แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น
คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT
โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม
แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก
ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ
ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น)
ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized)
การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ
และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT
เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ
เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น
เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ
ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา
ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา
พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว
การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)
แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น?
ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง
จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง
การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ
เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม
วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ
ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
(เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า)
ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับ เวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู"
เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับ
ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ
ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ
เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT
เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน
(เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)***
3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง
เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ
เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา
แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก
เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย
ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก
เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ
พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก
มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้
อาจจะ เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน
ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี
พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย
โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์
เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์
กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์
ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ
แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่
ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด
เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย
ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม
เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี.
เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้
และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย
เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน
มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส
ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส
แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้ น้ำขุ่นอีกอยู่ดี
เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา
ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้
และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก
เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก
และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด
ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่ เราทานเข้าไป
ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด
มันเข้าไปบำรุง ร่างกายเราทั้งหมดหรือ
ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่
การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป
ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด
ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก และไม่ได้รับการผสมพันธุ์
เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า
เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ
ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้
ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้
เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง
สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น
ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา
ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว
มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก
เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป
แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดิน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร
จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง - เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy
เพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ
แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น
อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง
เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ
หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น
ถ้าหากเพื่อนๆรูจักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาด
แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม.ก็จะมีโอกาสรอด
ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง
วิธีวินิจฉัยอาการ
แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ
โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม
T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง
อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก
ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!
ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ ส่ง ร.พ.โดยด่วน
โปรดส่งข้อความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- nokza
- ขาประจำ
- โพสต์: 7692
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ย. 2008, 11:50
- team: บางแสน
- Bike: Wheeler R.16 ดำแดง , ORBEA(2010) ฟ้า ,GIANT น้ำเงิน, JAMIS แดง
- ตำแหน่ง: หาดวอน บางแสน
- Tumkakai
- ขาประจำ
- โพสต์: 312
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ต.ค. 2008, 09:52
- Tel: 0850590072
- team: Dust in the Wind
- Bike: Schwinn
- ตำแหน่ง: ปทุมธานี
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
ขอบคุณที่เข้ามาแบ่งบันความรู้กันครับ
วันนี้ขอนำภาพการเหยียดยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังปั่น เพราะครั้งที่ไปฟังวิทยาศาสตร์การกีฬากับการปั่นจักรยาน ก็มีภาพแต่ยังไม่ค่อยจุใจ คุณเอกซึ่งไปร่วมฟังด้วยกัน (Umashika แห่ง TCC) ก็เลยไปเสาะแสวงหามาเพิ่มเติม วันนี้เลยขอนำมาแบ่งปันครับ
การยืดเหยียดร่างกาย หรือ Stretching จะช่วยป้องกันภาวะปวดระบมภายหลังจากการออกกำลังกาย (Delayed Onset Muscle Soreness – DOMS) ควรจะทำทั้งก่อนและหลังปั่นโดยใช้เวลาครั้งละประมาณ 8-10 นาที โดยให้เดินไปมาซักพักก่อนการยืดเหยียดร่างกาย
สำหรับกรณีที่เวลาน้อย เขาแนะนำให้ทำแค่ท่าที่ 2, 13, 14, 15 และ 16 ครับ ใช้เวลาแค่ประมาณ 3 นาทีครึ่ง
ขอขอบคุณ คุณ Mark Cedarleaf ที่มีบทบความดีๆเขียนใน http://www.cedarleafelitemassage.com และขอบคุณ คุณเอก umashika TCC ที่ช่วยค้นและคว้ามาให้เพื่อนๆครับ
วันนี้ขอนำภาพการเหยียดยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังปั่น เพราะครั้งที่ไปฟังวิทยาศาสตร์การกีฬากับการปั่นจักรยาน ก็มีภาพแต่ยังไม่ค่อยจุใจ คุณเอกซึ่งไปร่วมฟังด้วยกัน (Umashika แห่ง TCC) ก็เลยไปเสาะแสวงหามาเพิ่มเติม วันนี้เลยขอนำมาแบ่งปันครับ
การยืดเหยียดร่างกาย หรือ Stretching จะช่วยป้องกันภาวะปวดระบมภายหลังจากการออกกำลังกาย (Delayed Onset Muscle Soreness – DOMS) ควรจะทำทั้งก่อนและหลังปั่นโดยใช้เวลาครั้งละประมาณ 8-10 นาที โดยให้เดินไปมาซักพักก่อนการยืดเหยียดร่างกาย
สำหรับกรณีที่เวลาน้อย เขาแนะนำให้ทำแค่ท่าที่ 2, 13, 14, 15 และ 16 ครับ ใช้เวลาแค่ประมาณ 3 นาทีครึ่ง
ขอขอบคุณ คุณ Mark Cedarleaf ที่มีบทบความดีๆเขียนใน http://www.cedarleafelitemassage.com และขอบคุณ คุณเอก umashika TCC ที่ช่วยค้นและคว้ามาให้เพื่อนๆครับ
- ไฟล์แนบ
-
- stretch6_Cycling.jpg (67.47 KiB) เข้าดูแล้ว 2007 ครั้ง
-
- stretch5_Cycling.jpg (68.02 KiB) เข้าดูแล้ว 2007 ครั้ง
- Tumkakai
- ขาประจำ
- โพสต์: 312
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ต.ค. 2008, 09:52
- Tel: 0850590072
- team: Dust in the Wind
- Bike: Schwinn
- ตำแหน่ง: ปทุมธานี
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
เพิ่งเจอในเวปของ MTB นี้ครับ ปั่นแล้วปวดลูกสะบ้า ที่หัวเข่า มีแนวคำตอบที่น่าสนใจครับ ลองอ่านดู เผื่อจะช่วยป้องกันหรือลดอาการที่อาจเกิดได้บ้างครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=60&t=69613
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=60&t=69613
- 1000Watt
- ขาประจำ
- โพสต์: 3077
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 15:54
- Tel: 0898911995
- team: ป้อมพระจุล
- Bike: เสือผสม
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
แจ่มไปเลย ขออีกเรื่อยๆนะครับ 
- sunmool
- สมาชิก
- โพสต์: 8
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2009, 00:24
- Tel: 086-3266976
- team: -
- Bike: -
- ตำแหน่ง: http://www.bangkok-nutrition-academy.in ... /index.php
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
ดิฉันเป็นนักโภชนาการบำบัดนะค่ะ ในการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง โดยบริษัทของเรามีแพนเค้กเป็นพีเซนเตอร์ละ
ท่านใดที่ต้องการ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มน้ำหนัก ลดน้ำหนัก หรือรักษาสุขภาพ กำจัดพุง เรามีนักโภชนาการบำบัด
คอยให้คำปรึกษาและ ดูแลทานอย่างใกล้ชิด โดยผลิตภัณฑ์ของเรา ไม่ใช่ยานะค่ะ แต่เป็นโภชนาการทางธรรมชาติ
ราคาไม่แพง เมื่อทานแล้วไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมค่ะ สนใจหรือต้องการคำแนะนำติดต่อได้ที่ คุณกอไผ่นะค่ะ
086-3266976 หรือ senoritasense@hotmail.com
ท่านใดที่ต้องการ เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มน้ำหนัก ลดน้ำหนัก หรือรักษาสุขภาพ กำจัดพุง เรามีนักโภชนาการบำบัด
คอยให้คำปรึกษาและ ดูแลทานอย่างใกล้ชิด โดยผลิตภัณฑ์ของเรา ไม่ใช่ยานะค่ะ แต่เป็นโภชนาการทางธรรมชาติ
ราคาไม่แพง เมื่อทานแล้วไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมค่ะ สนใจหรือต้องการคำแนะนำติดต่อได้ที่ คุณกอไผ่นะค่ะ
086-3266976 หรือ senoritasense@hotmail.com
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
ตอนแรกที่ขอความกรุณาให้อ.โอ๋แนะนำการฝึกซ้อม ต้องมีข้อมูลให้อ.โอ๋ครับเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการซ้อม
ของผมอ.โอ๋ให้ทำดังนี้ครับ
ปั่นไทม์ไทอัล 50กิโล
ต้องบอก avหัวใจ maxหัวใจ avความเร็ว maxความเร็ว
เวลาที่ทำได้ในการปั่นไทม์ไทอัล
รอบขาที่ใช้อยู่ในช่วงอะไร เป็นข้อมูลแรก
และอีกวันปั่น 5กิโลปริ้น 200เมตร 5ครั้งครับ
เท่าที่จำได้น๊ะครับ
เสร็จแล้วอ.โอ๋จะประเมินเป็นระบบวัตต์ว่าความสามารถทางกล้ามเนื้อของผมอยู่ที่เท่าไร
และวางแผนการซ้อมแบบวันต่อวันครับ
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
การฝึก Lactic - Anaerobicการฝึก Lactic - Anaerobic การฝึกซ้อมจักรยาน และซ้อมวิ่ง
Road Bike/จักรยาน 2009-05-28, 15:39:38
วันนี้เอาบทความ ซึ่งคุณ REAL ชมรมจักรยานรามอินทรา ได้เขียนไว้มาแบ่งปันให้ผู้ที่ต้องการฝึกซ้อมขี่จักรยาน อย่างจริงจังได้อ่านครับ ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย ^^
การฝึกซ้อมจักรยาน และซ้อมวิ่ง
...การฝึก Lactic-anaerobic เป็นการฝึกเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยและทนทานต่อการสะสมของกรด Lactic acid อีกทั้งจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและระบบประสาทของเราด้วย
Lactic-anaerobic training
มีอยู่ 2 วิธี คือ
1. Interval training
2. Race pace training
1.Interval training แยกได้เป็น 2 แบบ คือ
1.1 Regular interval
1.2Additional resistance interval training
...การฝึกนั้น ไม่ว่าจะเป็น Interval training หรือ Race pace training ต่างก็เป็นการฝึกที่จะต้องทำให้ อัตราการเต้นของหัวใจสูง(มาก) อย่างไรก็ตามการฝึกชนิดนี้ อัตราความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจะมีมาก วิธีที่จะป้องกันการบาดเจ็บจากการฝึกชนิดนี้ ก็คือ ก่อนการฝึกจะต้องทำการ Warm up ให้เพียงพอ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาทีและหลังจากการฝึกก็จะต้องทำการ Cool dawn อีกประมาณ 10 – 15 นาที
การ Warm up อย่างพอเพียง หมายถึง
*การทำให้ร่างกายร้อนพอที่จะระเบิดพลัง
*การทำให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออยู่ในสภาพพร้อม
*การทำให้ระบบต่างๆของร่างกายเตรียมพร้อมที่จะเผาผลาญสารอาหาร สร้างพลังงานส่งให้กล้ามเนื้อ (Metabolic systems)
...การฝึก Interval training จะ ให้ได้ผลสูงสุดก็ต่อเมื่อฝึกในระดับเดียวกับระดับ Lactic acid threshold (LT) หรือ เหนือกว่าระดับ Lactic acid threshold (LT) เล็กน้อย หรือ ฝึกให้หัวใจเต้นอยู่ในระดับ 80 % - 90 % ของ MHR (Maximum Heart Rate)
...สำหรับมือใหม่ หรือ ผู้ที่ห่างเหินจากการฝึกไปนาน ระดับความทนทานต่อการสะสมของกรด Lactic acid อาจจะต่ำกว่า 80 % ของ MHR นั่นหมายความว่า เมื่อฝึกจนอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับ 80% ของ MHR การสะสมของกรด Lactic จะสูงมากจนทนต่อไปไม่ได้ กล้ามเนื้อหยุดทำงาน ในขณะที่มือเก่าฝึกประจำ หรือ นักกีฬามือเก่าชั้นเยี่ยมและได้ทำการฝึกต่อเนื่องติดต่อกันมานาน ความทนทานต่อกรด Lactic ของพวกเขาจะสูงมาก บางทีอาจจะสูงกว่าระดับ 90 % ของ MHR เลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่า แม้อัตราการเต้นของหัวใจจะสูงกว่า 80 % ของ MHR กรด Lactic ก็จะไม่สะสมมาก อีกทั้งยังสามารถขจัดออกได้ดีนอกจากนี้ยังทนนานต่อการสะสมของกรด Lactic อีกต่างหาก สรุปให้เห็นถึงความสามารถของนักไตรกีฬาเหล่านี้สั้นๆ 2 ประการ คือ ความสามารถในการกำจัดกรด Lactic ออกจากร่างกายได้ดีกว่า และ ความสามารถในการทนต่อการสะสมของกรด Lactic ได้ดีกว่าอีกด้วย
...วิธีการฝึก การฝึกชนิดนี้ ช่วงหนัก ให้เร่งความเร็ว ระหว่าง 2 ถึง 10 นาที และ ช่วงผ่อน นั้นต้องผ่อนความเร็วลงให้มีระยะเวลานานพอที่หัวใจจะเต้นช้าลงในระดับ 60 % - 65% จุดมุ่งหมาย หรือ วัตถุประสงค์ ก็เพื่อผ่อนคลายให้หายเหนื่อย ให้ร่างกายได้มีช่วงเวลาที่จะกำจัดกรด Lactic เหมือนกับช่วงระบายของเสียลงท่อระบาย
...สำหรับการฝึก Regular interval training ได้แก่ การฝึกในทางราบ ลมสงบ หรือทะเลเรียบ ส่วน Additional resistance interval training นั้น ได้แก่ การฝึกในสภาพถนนหนทางที่ลาดเอียงขึ้น อาจจะเป็นการปั่นจักรยาน หรือวิ่งขึ้นภูเขา หรือ วิ่ง หรือ ปั่นจักรยานทวนลม หรือ ว่ายทวนน้ำ หรือ ว่ายทวนคลื่น หรือ การว่ายน้ำที่แบบใช้ Drag suit (ชุดเพิ่มแรงต้านน้ำ) การฝึกแบบนี้ จะมีผลต่อการพัฒนา ประสิทธิภาพของระบบ Neuromuscular ของร่างกายมาก
...การฝึกวิ่ง Short speed ในเวลา 10 วินาที จะต้องมีช่วงผ่อนลงด้วยการเดิน 3 เท่าเวลาที่เร่งความเร็ว นั่นคือ เดินให้หายเหนื่อย 30 วินาทีแล้วจึงฝึกวิ่งเร็วอีก 10 วินาที ทำเช่นนี้สลับกันไป สรุปง่ายๆก็คือ เร็วสลับช้า หนักสลับเบา นั่นเอง
...การฝึกวิ่ง Long speed ในเวลา 30 วินาที ก็จะต้องวิ่งช้าเพื่อผ่อนด้วยเวลา 3 เท่าของความเวลในช่วงของความหนักหน่วงที่เน้น นั่นก็คือ 90 วินาที จากนั้นจึงวิ่งเร็วอีก 30 วินาทีและผ่อนลงอีก 90 วินาที ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อยๆ จนครบกำหนดเวลาฝึก Interval ที่ตั้งเป้ากำหนดไว้ในคราวนั้นหรือในวันนั้น
...การฝึก Speed endurance ในระดับประมาณ 90% - 95% ของ Maximal effort ในเวลา 80 วินาที จะต้องวิ่งช้า(Jogging) เพื่อผ่อนด้วยเวลา 2 เท่าของเวลาในช่วงที่วิ่งหนัก นั่นก็คือ 160 วินาที (2 นาที 40 วินาที)
...การฝึก Endurance ในระดับ 80% - 90% ของ Maximal effort ในเวลา 3 นาที ซึ่งจะต้องพัก(Rest) เป็นเวลา 3 นาที ขอเตือนว่า การฝึกชนิดนี้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูงมาก หากไม่มีพื้นฐานด้าน Endurance แน่นหนาเพียงพอ…....อย่า เพราะหากเกิดบาดเจ็บจนกล้ามเนื้อฉีกแล้ว อาการบาดเจ็บมันจะเรื้อรังและกลายเป็น อุปสรรค์ซึ่งจะคอยขัดขวางไม่ให้คุณก้าวเดินไปในเส้นทางสายกีฬาได้ราบรื่นยาวนานอย่างที่ควรจะเป็น
...การฝึก Interval เพื่อพัฒนา ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular) นั้น จะต้องฝึกให้ร่างกายของเรามีประสิทธิภาพทางด้าน Biomechanics ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำ จักรยาน วิ่ง หรือ Weight training
...สำหรับ Race pace training นั้น หนักกว่า Interval training เนื่องเพราะมันเป็นการฝึกในสภาวะ Fatigued state ซึ่งช่วงระยะเวลาการเร่งความเร็วจะมากกว่าและนานกว่า 10 นาที
..การฝึกอย่างมีระบบ ด้วยความเข้าใจ นอกจากจะเกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังสิ้นเปลืองเวลาและเงินทองน้อยกว่า “คนที่ไม่รู้เรื่อง” มากทีเดียว และที่สำคัญ คือ โอกาสที่จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บก็น้อยลงด้วย
ที่มา: http://pod.allblogthai.com/38
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
ที่มา: http://pod.allblogthai.com/38เรื่องของ "น้ำ" กับการซ้อมจักรยาน
อ้างอิงบทความ จากคุณ Real กลุ่มรามอินทรา
...โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะมีน้ำอยู่ประมาณ 60 – 70 % ของน้ำหนักตัว น้ำเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับร่างกายมนุษย์ รวมทั้งนักกีฬาจอมทรหดอย่างพวกเรา
...น้ำเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของร่างกายๆได้น้ำ จาก การดื่มน้ำโดยตรง, น้ำที่ปนมากับอาหาร, น้ำที่เกิดจากกระบวนการเมตะโบลิซึม (Metabolism) ของร่างกาย ในขณะเดียวกัน เรา เสียน้ำ ออกจากร่างกายทางผิวหนังโดยเหงื่อและทางปอดโดยลมหายใจ ทางอุจจาระ ปัสสาวะ เมื่อเราทำการฝึกซ้อมเล่นกีฬา ร่างกายของเราก็จะเสียน้ำทางเหงื่อและลมหายใจมากกว่า คนปกติ หรือ ถ้าเราท้องเสีย หรือ อาเจียนแล้ว ยิ่งจะทำให้ร่างกายของเราเสียน้ำมากมายจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
...โดยปกติร่างกายของเราจะพยายามปรับอุณหภูมิให้อยู่ในสภาพคงที่อยู่เสมอ คือ 37 องศาเซลเซียส หรือ 98.6 องศาฟาเรนไฮ ถ้าอุณหภูมิเพิ่มมากขึ้นถึง 41.6 องศาเซลเซียสแล้ว ร่างกายจะทำงานต่อไปไม่ได้ ระบบประสาท Enzyme ต่างๆจะเสื่อมคุณภาพ เราจะอยู่ในสภาวะปกติก็ต่อเมื่อร่างกายของเราอยู่ในภาวะสมดุล คือ ความร้อนที่เพิ่มขึ้นในร่างกายจะต้องเท่ากับความร้อนที่เสียไปโดยการระบายออกจากร่างกาย เมื่อเหงื่อไหลออกมา แล้วระเหยออกไป มันจะช่วยระบายความร้อนออกไปจากร่างกาย
...เหงื่อ ประกอบด้วย โซเดียมคลอไรด์ ไนโตรเจน กลูโคส กรดแลกติคบางส่วนและกรดอะมิโนบางส่วน
...การเสียความร้อนของร่างกายมักจะมีการเสียน้ำในร่างกายควบคู่กันไปด้วย ร่างกายจะเสียน้ำในร่างกายมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของร่างกายว่า มากน้อยเพียงใด ภูมิอากาศภายนอกสูงต่ำเพียงใด การถ่ายเทอากาศมากน้อยเพียงใด ความชื้นของอากาศสูงหรือต่ำ ถ้าร่างกายต้องทำงานมาก อากาศร้อน ความชื้นมาก ร่างกายก็จะเสียน้ำในร่างกายมาก ทำให้เกิดอาการกระหายน้ำ ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมาก
...สำหรับนักกีฬาอย่างพวกเรา ต้องซ้อมปั่นจักรยานกลางแดด เป็นประจำสัปดาห์ละหลายๆชั่วโมง ความร้อนในร่างกายมันต้องสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว เรื่องการเสียเหงื่อนั้น มันของแน่…..ไหลเป็นน้ำ
...มีหลักสำคัญที่ต้องระลึกอยู่เสมอคือ
ก่อนฝึก 15 นาที ต้องดื่มน้ำสักสองสามแก้ว
ขณะฝึก ดื่มน้ำ 1-2 แก้วทุกๆ 10-15 นาที
ทุกเช้า ก่อนออกไปฝึก ให้ชั่งน้ำหนักตัวเพื่อเช็คดูว่า น้ำหนักลดผิดปกติเพราะการเสียน้ำในร่างกายช่วงการฝึกเมื่อวันวานหรือไม่ เท่าใด
...Heat Stroke หรือ Sun Stroke เป็นอาการที่เกิดจากความร้อนและเสียเหงื่อมากซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ในระหว่างฝึก ถ้าพบเพื่อนนักกีฬาของเราคนใดมีอาการเหงื่อหยุดไหล ปวดหัว ม่านตาขยาย หายใจถี่ หัวใจเต้นถี่ ความดันเลือดสูง อุณหภูมิสูงกว่า 105 องศาฟาเรนไฮ ตัวชา กล้ามเนื้อกระตุก ความคิดสับสน สติเลอะเลือนทันทีทันใด ให้ถอดเสื้อผ้าของเขาออกโดยเร็ว เพื่อทำให้ร่างกายเขาเย็นลงทันที หากเอาตัวเขาลงไปนอนแช่น้ำได้จะดีมาก ยิ่งถ้าให้นอนในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำและน้ำแข็งแช่อยู่จะดีมาก และเอาตัวเขาขึ้นมาเมื่ออุณหภูมิในร่างกายลดลงต่ำกว่า 103 องศาฟาเรนไฮ หากทำเช่นนั้นไม่ได้หรือไม่มีโอกาสที่จะทำเช่นนั้นได้ ก็ให้เอาตัวนอนลง เอาน้ำราดตัวให้เสื้อผ้าเปียก ทำการพัดลมเร่งอากาศเพื่อช่วยลดความร้อน พยายามนวดให้ทั่วตัว เอาน้ำแข็งถูตามตัว(ไม่ใช่ถูแบบในหนัง เรื่อง จันดารา นะครับ) หากเขายังมีสติ ก็ให้เขาดื่มน้ำเย็นหรือน้ำผลไม้เย็นๆ จากนั้นให้นำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ช่วงนั้นพยายามเอาน้ำราดตัวให้เปียกอยู่เสมอหรือเอาผ้าชุบน้ำเย็นโปะตัวไว้ เมื่อถึงโรงพยาบาลหมอจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำและต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหลายวัน เพื่อรอดูอาการ “ร่างกายขาดน้ำ” (Fluid Imbalance) และ อาการ ไตวาย
....อาการอย่างนี้ ถ้าช่วยไม่ทัน…ถึงตายได้....
พวกเรานักกีฬารู้วิธีการช่วยเหลือผู้อื่นไว้บ้างก็จะดี เพราะ.......การช่วยเบื้องต้นจะทำให้เพื่อนของเรามีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น การดื่มน้ำตลอดเวลาที่ฝึกกลางแสงแดดแผดเผา เพื่อปรับความสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย คือ วิธีที่ดีที่สุด
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
nikornbike เขียน:สวัสดีครับท่านนักกีฬา,ท่านผู้สนใจการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทุกท่านวันนี้ในหัวข้อที่
แนวทางการออกแบบโปรแกรมในการฝึกซ้อมจักรยานที่ผมจะพูดถึงนี้ผมต้องขอบอกว่าใช่ว่าวิธีการฝึกซ้อมแบบอื่นๆจะไม่ถูกต้อง ในโลกนี้ไม่มีระบบการฝึกซ้อมใดที่จะเหมาะสมได้กับทุกคนจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างมารวมกันร่วมกับความศรัทธาและความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม และผมมีความเชื่อว่านักกีฬาจักรยานไทยก็ไม่ได้แพ้ชาติใดในโลก สามารถไปไกลกว่าการที่ได้ไปเข้าร่วมการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิค ผมหมายถึงในอนาคตถ้าเราช่วยกันส่งเสริมและเผยแพร่สนับสนุนเยาวชน,ลูกหลานของเราให้เขาได้มีแนวทางความรู้ ไปในทิศทางเดียวกันและมีระบบการฝึกซ้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ถูกต้อง ฟังแล้วอาจจะเหมือนเป็นเรื่องที่เพ้อฝันหรือไกลเกินไป แต่ผมว่าถ้าวันนี้เรามาเริ่มการสอนให้เยาวชนของเรารู้จักฝันและจุดประกายความฝัน และการคิดใหญ่ให้เขาหรือแม้แต่ตัวเรา วันหนึ่งเราอาจมีโอกาสได้เปิดกระทู้ร่วมกันแสดงความยินดีในความสำเร็จของนักกีฬาจักรยานไทยที่ได้รับเหรียญในการแข่งขันโอลิมปิคหรือระดับเอเชียก็ได้นะครับ เพราะผมมีความเชื่อว่าทุกๆคนมีโอกาสที่จะพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นได้ตามระดับความต้องการ และความสามารถของแต่ละคนครับ ให้กำลังใจลูกๆหลานๆเพื่อนๆ
เราเอาไว้ ให้เขาคิดดี คิดบวกครับแล้วเราจะได้มีนักกีฬาเก่งๆเพิ่มขึ้นทั่วประเทศไทย
(พรสวรรค์ก็ไม่มีค่าเท่ากับพรแสวงและสม่ำเสมอครับ)
เริ่มที่ปัญหาส่วนมากเลยของนักกีฬาคือไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนที่ใดและเมื่อรู้แล้วไม่รู้จะแก้อย่างไรให้ถูกต้องและพอดีเพื่อเกิดการพัฒนาผมขออนุญาตอธิบายแบบง่ายเพื่อให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปที่สนใจจะได้เริ่มเรียนรู้สะดวกในการนำไปประยุกต์ใช้และแนะนำ ระบบของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตมี 10 ระบบ
การที่จะใช้เปอร์เซ็นต์ในฝึกซ้อมต้องใช้วิธีการคำนวนตามบทความที่ ผมแนะนำไว้ในกระทู้ที่ผมโพสต์ไว้เปิดเข้าไปอ่านได้เลยครับ
ระบบที่ใช้ในการฝึกซ้อมมี 6 ระบบที่กี่ยวข้อง มีดังนี
1.Recovery(REC)(ระบบการฟื้นคืนสู่สภาพปกติ) ต่ำกว่า 60 %
2.Low intensity Endurance (ระบบความทนทานในระดับต่ำ) 60 - 75%
3.high intensity Endurance(ระบบความทนทานในระดับสูง) 75 - 80%
4.Aerobic power (พลังงานที่ต้องใช้ออกซิเจน) 80 - 90%
5.Lactate tolerance 90% ขึ้นไป
6.phospho-creatine(pcr) 100% MAXIMUM HEART RATE (พลังงานสูงสุด)
1.Recovery(REC)(การฟื้นคืนสู่สภาพปกติ)
การขี่จักรยานเพื่อฟื้นคืนสภาพเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากเพราะการปั่นเบาๆเกียร์สบายๆอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่เราทำการฝึกช้อมหรือแข่งขันอย่างเข้มข้นกรดที่เหลือจากขบวนการเผาผลาญพลังงานคือกรดแลคติกที่ตกค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อและระบบการไหลเวียนของเหลวในร่างกายรวมถึงในเลือด ที่แผ่กระจายไปทั่วกล้ามเนื้อนี้หัวใจจะสูบฉีดเลือดไหลเวียนแบบสบายๆมีความสุข นำพาสิ่งที่มีคุณค่าทางสารอาหาร,ออกซิเจนและจะทำการ เคลื่อนย้ายของเสียที่เกิดจากการออกกำลังในความเข้มข้นระดับสูง อย่างรวดเร็วการขี่ฟื้นคืนสู่สภาพควรทำหลังแข่งขันเสร็จหรือซ้อมหนักนอกเหนือจากการ cool down(ลดระดับความหนักของการปั่นลง)ถ้าหนักมากเช้าควรขี่ recovery ประมาณ 30 นาที และเช้าอีกวันปั่นประมาณ30-60 นาที แต่ถ้าต้องการฝึกความชำนาญในการเลี้ยวหรือควบคุมรถการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 % ของอัตราการเต้นของหัวใจที่สงวนไว้เพื่อฝึกซ้อม(หัวใจเต้นสูงสุด - หัวใจเต้นตอนตื่นเช้า)ดูที่หัวข้อ การใช้ MAXIMUM HEART RATE ไปคำนวนเปอร์เซ็นต์ในการฝึกซ้อม
Recovery(REC)(การฟื้นคืนสู่สภาพปกติ)
ความเข้มข้นของการฝึก...อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 %
ระยะเวลาการฝึก...........30 - 2 ชั่วโมง
ความถี่ต่อ 1 สัปดาห์.......1- 3 วันต่อสัปดาห์แล้วแต่ช่วงฝึกหนัก ปานกลาง เบา
สภาพพื้นที่ใช้ฝึก...........บนถนนหรือทางราบเรียบลูกรังหรือทางป่าที่ไม่เป็นลูกคลื่นขึ้นลง
รอบขา.......................80-100 รอบต่อนาที rpm เกียร์เบาเน้นพัฒนารอบขาและการผ่อนคลาย(คลายไม่คลายอยู่ที่ตัวเรา คุณผ่อนคลายหรือยัง?)
ชนิดของพลังงานหลักที่ใช้..ระบบแอโรบิคใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลือน
เยาวชน:1-2 ชั่วโมง, สุภาพสตรี:1-2 ชั่วโมง, ผู้เริ่มต้นปั่นใหม่ 30 นาที-1 ชั่วโมง นักกีฬา 1 - 2 ชั่วโมง
Lowintensity
2.Low intensity Endurance (ระบบความทนทานในระดับต่ำ) 60 - 75%
ระบบการทำงานนี้เป็นระบบที่ทำง่ายแต่บางที่เราก็ไม่ชอบเพราะคิดว่ามันปั่นไม่ค่อยเร็วกลัวว่าขี่มากแล้วจะทำให้ปั่นช้าแต่แท้จริงแล้วการปั่นความเร็วในระดับปานกลางนี้มีประโยชน์มากมายซ่อนอยู่ เปรียบเสมือนโครงสร้างของบ้านต้องเริ่มตั้งแต่ปรับพื้นดิน ตั้งเสาก็คือความแข็งแรง เทคานบ้านเพื่อรองรับน้ำหนักบ้านทั้งหมดคือ Low intensity Endurance ก็คือพื้นฐานของความทนทาน ถ้าเรามีความอดทน ความทนทานเราก็จะพัฒนาสิ่งต่างๆได้ทุกอย่างคุณว่าจริงหรือเปล่าครับ
แต่โดยปกติเวลาคุณซ้อมคุณจะไม่ยอมใครมีเท่าไหร่ก็ปั่นผลัดกันขึ้นเร็วลงเร็วจนหมดไม่ค่อยมีโอกาสที่จะปั่นLow intensity Endurance เพราะฉะนั้นต้องตกลงกันก่อนที่จะปั่นเพื่อพัฒนาต้องควบคุมความเร็วเพื่ออะไร คำตอบคือเพื่อสอนให้ร่างกายเรารู้จักเรียนรู้ในการเผาผลาญไขมันมาเป็นพลังงานผลที่ตามมาคือน้ำหนักตัวค่อยๆลดลง อย่างมีระบบไม่เพลียเหมือนการควบคุมอาหาร มีหลอดเลือดที่สะอาดมีไขมันอุดตันน้อยการสูบฉีดโลหิตมีประสิทธิภาพสมบูรณ์มากขึ้น ระบบหัวใจแข็งแรงเกิดกรด แลคติกขึ้นในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายมีโอกาสในการเรียนรู้ที่จะขจัดมันออกจากร่างกายได้มากขึ้นหรือง่ายและ เคยชินนั้นเอง ร่างกายจะใช้พลังงานน้อยแต่มีคุณค่ามากกว่าในการเปลี่ยนการเผาผลาญไขมัน ไกลโคเจนคือพลังานที่สำรองไว้ที่มีค่ามากต่อตัวเราเมื่อต้องการความเร็วที่เพิ่มขึ้นหรือความเข้มข้นขึ้นไกลโคเจนจะถูกนำออกมาใช้แต่พลังงานตัวนี้มีอยู่จำกัดเราจะใช้เวลาที่จำเป็นเช่นการออกตัวเพื่อเกาะกลุ่ม การฉีกหนีจากกลุ่ม การเร่งเพื่อเข้าเส้นชัยหรือแม้แต่ การเกาะคนที่เขามีความเร็วสูงมากกว่าเรา ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนเรามีเงินเหรียญและแบงค์อยู่ในตัวเวลาเราเดินทางเราก็จะเลือกใช้เงินเหรียญก่อนเพราะเราจะได้ไม่หนักตัว มันคือ fat (ไขมัน) แบงค์ก็เอาไว้ใช้เวลาจำเป็นเพราะจ่ายง่ายจ่ายเร็วเปรียบเหมือน glycogen higher octane การขี่Low intensity Endurance นี้จะทำกันในช่วงการเตรียมตัวระยะแรก general preparation ประมาณ 6-7 อาทิตย์และประมาณ 16 อาทิตย์ในหนึ่งฤดูการแข่งขันหรือ 10 อาทิตย์สำหรับมือโปรที่จะฝึกระบบนี้ครับรายละเอียดคงต้องเพิ่มเติมตอนหลังเอาเป็นว่าขี่ช้าลงบ้างแล้วจะพัฒนาไปสู่การปั่นเร็วขึ้นได้ครับ
ความเข้มข้นของการฝึก...อัตราการเต้นของหัวใจ 60 - 75%
ระยะเวลาการฝึก...........1- 4ชั่วโมง
ความถี่ต่อ 1 สัปดาห์....... 5วันต่อสัปดาห์แล้วแต่ช่วงฝึกหนัก ปานกลาง เบารักษาสภาพก่อนแข่งขัน
สภาพพื้นที่ใช้ฝึก...........บนถนนหรือทางราบเรียบลูกรังหรือทางป่าที่ไม่เป็นลูกคลื่นขึ้นลง
รอบขา.......................80-100 รอบต่อนาที rpm เกียร์ปานกลางไม่หนักแต่มีรอบเน้นพัฒนารอบขา
ชนิดของพลังงานหลักที่ใช้..ระบบแอโรบิคใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนก่อนควรมีอาหารขนมปังหรือผลไม้พกไปทานหลังปั่นผ่านไป 40-50 นาทีเพื่อเป็นพลังงานชดเชยสำรอง
เยาวชน:2-3 ชั่วโมง, สุภาพสตรี:1-3 ชั่วโมง, ผู้เริ่มต้นปั่นใหม่ 1-2 ชั่วโมง นักกีฬา
2-4ชั่วโมง
.
3.high intensity Endurance(ระบบความทนทานในระดับสูง) 75 - 80%
ระบบการทำงานนี้เราค่อนข้างจะคุ้นเคยและปั่นผ่านอยู่ในย่านนี้บ่อยๆคนที่ปั่นในย่านนี้ได้ดีจะเป็นผู้ที่ขี่ไทม์ไทรอัลได้ดี ทางไกลก็ดี ถ้าสนามไหนมีทางราบ มาก ไม่กระตุก บ่อย ตำแหน่งของเขามักออกมาดี แต่ละสนามไม่แน่นอนมืออาชีพจะขี่ได้แถบทุกเส้นทางแต่ตอนนี้เราไม่ต้องสนใจมืออาชีพเพราะเรากำลังจะเป็นมืออาชีพได้เหมือนกัน เกาะกลุ่มตอนออกตัวไม่ได้ ตามกลุ่มไม่ได้ตลอด หนีเดี่ยวก็ไม่พ้นไปได้ไม่ไกลก็มอบตัวให้กลุ่มทำไมเป็นเช่นนั้นทุกอย่างมีเหตุและผล สาเหตุเพราะเราไม่ได้ฝึกให้ร่างกายได้คุ้นเคยกับความเร็วที่ค่อนข้างสูงเป็นเวลานาน ขี่ longEndurance ก็ยังไม่ถูกวิธียังระบายให้ระบบนี้ยังไม่เข้มพอ เพราะไม่ได้ฝึกนำกลุ่มให้เร็วและยาวขึ้นแต่ขึ้นไปลากสั้นแล้วจี้เร็วร่างกายก็ไม่ชินความเร็วสักที ไทม์ไทรอัลก็ไม่ได้จับเวลา 10 Km เพื่อเช็คร่างกายว่าพัฒนาขึ้นเท่าไหร่ มี จักรยานยนต์แต่ก็ยังนำมาใช้จี้ไม่เป็นลืมไปเลยครับเริ่มใหม่ ฝึกปั่นนำให้เร็วขึ้นยาวขึ้น เหนื่อยลงมาพักนำเร็วและลากยาวขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ 75-80%ตลอดทาง และฝึกขี่ไทม์ไทรอัลมากขึ้นครับแล้วคุณจะพัฒนาระบบhigh intensity Enduranceได้ดีขึ้น รูปแบบตัวอย่างการปั่น 15นาที X4 เที่ยว 20 นาที x 3 เที่ยว 30 นาที X 2 เที่ยว 1ชมX2เที่ยว ระหว่างเที่ยวพัก 5 - 10 นาที
ความเข้มข้นของการฝึก...อัตราการเต้นของหัวใจ 75 - 80 %
ระยะเวลาการฝึก...........40 - 60 นาที
ความถี่ต่อ 1 สัปดาห์....... ไม่เกิน 2 วันต่อสัปดาห์แล้วแต่ช่วงฝึกหนัก ปานกลาง เบารักษาสภาพก่อนแข่งขัน
สภาพพื้นที่ใช้ฝึก...........บนถนนหรือทางเขาที่ขึ้นยาวไม่เป็นลูกคลื่นขึ้นลงขุรขระ
รอบขา.......................80-100 รอบต่อนาที rpm เกียร์ปานกลางไม่หนักแต่มีรอบเน้นพัฒนารอบขา
ชนิดของพลังงานหลักที่ใช้..ระบบแอโรบิค/ไกลโคเจน ใช้ไขมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนก่อนควรมีอาหารขนมปังหรือผลไม้พกไปทานหลังปั่นผ่านไป 40-50 นาทีเพื่อเป็นพลังงานชดเชยสำรอง
เยาวชน:45 -60 นาที , สุภาพสตรี:30-60 นาที ผู้เริ่มต้นปั่นใหม่ 15-30 นาที นักกีฬา
1-2 ชั่วโมง
(เมื่อคุณปั่นอยู่ในเกมส์การแข่งขันได้นานขึ้นและจบการแข่งขันให้มากขึ้นคุณกำลังจะประสบความสำเร็จ) คุณทำได้ครับ you can do it..
..4.Aerobic power (พลังงานที่ต้องใช้ออกซิเจน) 80 - 90%
ระบบที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นเขา ขี่ ต้านลมแรง ผ่านทราย โคลนเหนียวกินแรงใช้ลูกอึดขอเป็นลงข้อมูลให้หลังจัดงานแข่งขันที่จังหวัดมุกดาหารเสร็จวันที่ 14 มิถุนายน 2552 ก่อนครับผมขออธิบายแบบเข้าใจง่ายๆก็แล้วกันครับจะได้ไม่ซับซ้อน
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
วิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขาและการปั่นเร่งให้เร็วขึ้น
30/04/2009
View: 2,413
การฝึกขี่ขาเดียว(Isolated leg training)
นักกีฬาทั่วไปสามารถที่จะพัฒนาการปั่นให้ขามีความแข็งแรงและมีอัตราเร่ง Sprint ที่ดีขึ้นได้ ข้อแตกต่างของมืออาชีพกับเราคือ เขาจะมีเวลาที่จะแก้ไขจุดที่บกพร่องในการขี่ของเขาได้มากกว่าเราแต่เราก็สามารถที่ จะใช้เวลาที่มีอยู่น้อยของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นกันเพราะสาระอยู่ที่ วิธีการที่ถูกต้องด้วยเวลาที่เหมาะสมต่างหาก การเพิ่มความแข็งแรง โดยทั่วไปก็คือการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเล่นเวท การว่ายน้ำ แต่การที่เราต้องการให้พลังขาเราแข็งแรงและมีอัตราการเร่งความเร็วที่สั่งได้เราจะต้องฝึกให้การปั่นของเรา มีประสิทธิภาพการทำงานให้ราบรื่นหรือมีการส่งผ่านพลังการปั่นอย่างต่อเนื่องเป็นรอบวงกลม การปั่นหรือภาษานักแข่งบ้านเราเรียกการควงขานั้นเองแต่หลายๆคน ก็ยังสงสัยและงง ๆว่าจริงๆแล้วการควงขาที่ ถูกต้องทำอย่างไร เป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมานักแข่งได้ค้นพบ การปั่นขาเดียวหรือการปั่นอย่างโดดเดี่ยว มันสามารถที่จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและการเร่งที่ฉับไวสั่งได้ดังใจนึก ดังนั้นเวลาที่เรามองดูการปั่นของนักปั่นมืออาชีพการปั่นของเขาจะราบรื่น และสามารถที่จะเพิ่มอัตราการเร่งของขาและเขาจะดูมีพลังที่เพียงพอจะผ่านภูเขาสูงชันหรือ เร่งอย่างฉับไวได้
นักแข่งมืออาชีพเขาจะไม่กระทืบกดลูกบันไดลงอย่างเดียวแต่เขาจะใช้การฝึกปั่นขาเดียวมาทำให้การปั่นสมบูรณ์เป็นวงรอบหรือ การควงขานั้นและครับ โดยทั่วไปในขณะที่เราปั่นสองขาอยู่นั้น
ขาข้างใดข้างหนึ่งของเรามักจะไม่สามารถที่จะส่งกำลังผ่านจุดตายของจังหวะปั่นด้านหลังได้หลังจากที่กดลูกบันไดลงไป ข้างหน้าแล้วเมื่อถึงจุดต่ำสุดของการปั่นให้ดึงเท้ากลับด้านหลังเป็นแนวเดียวกับพื้นถนน คือการดึงขากลับด้วยไม่ใช่ปล่อยขาทิ้งเป็นลักษณะกระทืบปั่นแล้ว ดึงหน้าขาขึ้นเหมือนตีเข่าให้ข้ามถึงจุดสูงสุดก่อนกดลงอีกครั้งทำลักษณะนี้ทั้งสองขา
เริ่มแรกให้ท่านเริ่มฝึกทดลองโดยที่ยังไม่ต้องพึ่ง magnetic trainer ก็ได้ถ้าไม่มี นะครับหาที่ปั่นจักรยานที่การจราจรไม่คับคั่ง ในสนามกีฬาหรือสนามโล่งหน่อยเพราะท่านต้อง ล็อคบันไดปั่นเพียงขาเดียวแล้ว เริ่มทดลองปั่นแล้วโดยขาอีกข้างไปเหยียบที่ดุมแกนปลดหลัง ข้างใดข้างหนึ่งไว้ ความรู้สึกเเรกที่คุณจะพบได้ก็คือเมื่อคุณกดลูกบันใดลงไปถึงจุดต่ำสุดของการปั่นการเรียนรู้ที่จะปั่นให้เป็นวงรอบควงขาก็จะเกิดขึ้นได้ต่อ เมื่อคุณต้องดึงเท้ามาข้างหลังและดึงขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ต้องรีบร้อนปั่นครับช่วงแรกคุณอาจจะแปลกๆ เหมือนเคยแปรงฟันด้วยมือที่ถนัดแล้ว ต้องเปลี่ยนอีกมือหนึ่งแปรง ปั่นไปสักประมาณ 10 วินาที แล้วเปลี่ยนเอาขาข้างที่ไม่ถนัดปั่นดูท่านจะปั่นไม่ค่อยถนัดใช่มั๊ยหล่ะครับ นั้นแหละครับครับพละกำลังที่หายไปส่วนหนึ่งจากขาที่ถนัด+กับขาด้านที่ไม่ถนัดเราเลยปั่นได้ไม่เร็วและสั่งไม่ได้ดังใจ เราเลยต้องมาเรียนรู้การปั่นให้เป็นวงรอบโดยจับความรู้สึกจากการปั่นทีละขาเพื่อพัฒนาความแข็งแรงขาที่ไม่ถนัดคู่กันไปด้วย
ก่อนการเริ่มฝึกควร warm up 10-15 นาที อย่าพึ่งสนใจการขี่แบบปกติของคุณ ในระหว่างการฝึกซ้อมคิดถึงแต่การขี่ให้ราบรื่น สอดประสานกันและมีพลัง ไม่เกี่ยวกับความเร็วของขาหรือระบบหลอดเลือดหัวใจ เพราะเราจะฝึก weight training เพิ่มเติมเอา
รูปแบบการปั่นความแข็งแรง การรักษาตวามเร็ว การเร่งอย่างฉับไว้จะค่อยๆดีขึ้นจะดีมากขึ้นเมื่อผ่านไป 1 อาทิตย์ 1 เดือน ในช่วงแรกๆจะยาก คูณจะรู้สึกว่าขา ไม่ทำงานประสานกันและกล้ามเนื้อจะอ่อนล้าเร็วเพราะว่าเราเริ่มใช้วิธีการที่ไม่คุ้นเคยแต่ผลตอบแทนมันจะค้มค่ามากหากคุณอดทนทำอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 1-2ครั้ง
โปรแกรมการฝึกแบบที่ 1
เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 40-60 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x19 80-90 2 นาที ด้วยขาข้างขวา
39x17 80-100 2 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2-3 เที่ยว
โปรแกรมการฝึกแบบที่ 2
เกียร์ จำนวนรอบขาต่อนาที วิธีปั่นและเวลา
39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างซ้าย
39x17 80-100 3 นาที ด้วยขาข้างขวา
53x13 40-60 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นหนัก
39x19 80-100 3 นาที ด้วยขาทั้งสองข้างปั่นสบายๆ
ทำ 2- 3 เที่ยว
ค่าทีแสดงนี้เป็นค่าเกียร์เรโชของเสือหมอบถ้าท่านใช้เสือภูเขาท่านก็ใช้วิธีหาเรโชเปรียบเทียบ
โดยเอาค่าใบจานหน้าตั้งแล้วเอาค่าหลังหารจะออกมาเป็นค่าเรโชครับ
ขอให้ทุกท่านมีการปั่นที่เป็นวงรอบและมีพลังขาที่แข็งแรงและเร่งสั่งได้ดีกว่าเก่าภายใน 1 เดือนนะครับทุกคนประสบความสำเร็จและพัฒนาได้ครับ you can do it ....
(THE DREAM IT EVERYTHING)
ที่มา : คุณนิกร เกื้อปัญญา มุกดาหาร จาก www.thaimtb.com
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
วิธีติดเทอร์โบให้ร่างกายเหนื่อยยากฟื้นตัวเร็วภายใน 4 อาทิตย์
30/04/2009
View: 1,272
สวัสดีครับท่านนักกีฬาและผู้สนใจการออกกำลังกายทุกท่านครับที่ต้องการจะเพิ่มประสิทธิภาพความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจให้แข็งแรงขึ้นภายใน 4 อาทิตย์ทำให้ประสิทธิภาพการปั่นดีขึ้นมากๆเหนื่อยยาก ฟื้นตัวเร็วมีพละกำลังมากขึ้น หน้าตาสดใสอย่างน่าประหลาดใจ โดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆที่มีคือสายยางประมาณ 2 เมตร ลวดรัดคอสายยางแบบขันค่อยๆแน่น 3 - 4 อัน สายยางขนาดประมาณพอดีปากและมองหา ต้นไม้ที่มีร่มเงาที่เขียวชะอุ่มและร่มรื่นอากาศ บริสุทธิ์หรือถ้าไม่มีต้นไม้ก็ไม่เป็นไงครับขอให้มีที่อากาศปลอดฝุ่นละอองก็ใช้ได้ครับ
ท่านเคยสงสัยบ้างๆไหมครับว่าในตอนที่ เราเป็นเด็กวัยรุ่นเล่นอะไรก็ไม่ค่อยเหนื่อยและการฟื้นตัวก็เร็วแต่ทำไมเวลาผ่านไปไม่กี่ปีอายุก็เพิ่มมากขึ้นนิดหน่อยกลับมีความแตกต่างอย่างมากในเรื่องของความทนทาน และการฟื้นตัวและทำไม เขาถึงเรียกนักวิ่งว่าปอดเหล็ก แต่กลับเรียกนักกีฬาจักรยานว่าน่องเหล็กบางคนอาจจะคิดว่าก็นักกีฬาจักรยานใช้ขามากกว่านักวิ่ง ใช่ครับแต่ก็ไม่ถูกทั้งหมดครับจริงๆแล้วความถี่ของการทำงานของปอดระหว่างนักวิ่งมาราธอน หรือ ระยะใดที่มีลักษณะคล้ายการแข่งขันของจักรยานเปรียบเทียบกันจากการวิจัยทางวิทยาศาตร์ความถี่ของปอดและระบบกล้ามเนื้อของการหายใจ ของนักวิ่งใช้มากกว่า นักกีฬาเหมือนกันสรีระใกล้เคียงกันแต่มีความจุปอดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กลับสภาพแวดล้อม การฝึกฝน และสายพันธุ์
โครงสร้างภายนอกของกระดูกซี่โครงจะมีโอกาสขยายได้น้อยแต่ที่เราจะมาพูดถึงวันนี้คือโครงสร้างภายใน ของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทั้งหมดรวมถึงระบบการ ไหลเวียนของเลือดที่ลำเลียงของดีไปส่งตามจุดต่างๆของร่างกายและนำของเสียไปฟอกกลับแล้วขับถ่ายออกตามระบบ ขออภัยที่ผมอธิบายให้ยืดยาวเพราะอยากให้รู้ที่มาและเห็นคุณค่าของการฝึกฝนเมื่อเราต้องการให้ปอดแข็งแรง โดยส่วนมากก็จะขี่จักรยานให้นานขึ้นหรือเร็วขึ้น ว่ายน้ำดำน้ำ และก็วิ่งมากขึ้นเพราะนักแข่งที่ชื่อเสียงส่วนมากจะมีพื้นฐานจากการวิ่งมากพอมาก่อน เพราะปอดทำงานหนักและขยายอยู่ตลอดเวลาในย่านการหายใจสูงๆสิ่งที่ผมแนะนำวันนี้คือ การบริหารให้หลอดลม,ปอดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจและได้ขยายเพิ่มความจุปอดมากขึ้นเพื่อเก็บกักออกซิเจนให้ได้มากที่สุดต่อการหายใจเข้า
สิ่งที่ผมจะแนะนำให้ประยุกต์ใช้วันนี้เป็นการเอาหลักการของเครื่องมือแพทย์อันหนึ่งที่วิจัยและค้นคว้าโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก แห่งมหาวิทยาลัย Birmingham & Loughborough
ที่นักกีฬาทั่วโลกนิยมใช้อยู่ขณะนี้ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการบริหารหลอดลม,ปอด และกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับระบบการหายใจให้ทนแรงต้านได้มากขึ้น มีการใช้ในโรงพยาบาลสำหรับฟื้นฟูผู้ป่วย ทางระบบทางเดินหายใจหืดหอบและผู้สูงอายุที่ผมเลือกสั่งมาใช้เพราะไม่ใช่ยา และมีผู้นิยมใช้ตั้งแต่ ปี 1998จนถึงปัจจุบันขนาดเล็กเท่าครึ่งฝ่ามือ พกพาง่าย ทำความสะอาดง่าย และไม่แพง สิ่งที่เราจะใช้วันนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อน้อยและกำลังเริ่มต้น ผลลัพธ์อาจจะไม่เท่าอุปกรณ์ โดยตรงแต่ก็น่าที่จะช่วยให้ท่านได้พัฒนาและดีขึ้นได้อย่างมากแน่นอนครับเพราะเป็นแนวทางมีการทดลองใช้อย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ กีฬาทั่วไป และกีฬาไตรกีฬา ที่หนักและโหด IRONMAN เป็นเครื่องมือฝึกอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการหายใจเข้า และการฝึกใช้ powerbreathe ช่วยพัฒนาให้เกิดความแข็งแรงและความอดทน เพิ่มขึ้น 31.2%และ27.8%ตามลำดับ
วิธีบริหารหลอดลม,ปอดและกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจ
1.นำสายยางขนาดพอดีปากมาม้วนเป็นวงกลมหลายวงแล้วหาซื้อที่หนีบจมูกของนักกีฬาว่ายน้ำ
มาหนีบจมุกไว้ อาทิตย์แรกให้ดูดอากาศปากเปล่าให้ลึกมากสุดๆก่อนเพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพประมาณ 2 นาทีต่อครั้งทำเช้า-เย็น
อาทิตย์ที่ 2 เริ่มทำการ Inspiratory muscle warm up ประมาณ 2 นาที แล้วดูดสายยางทางปากเข้าให้สุดๆประมาณ 20-30 ครั้งทำสองครั้งทำเช้า-เย็น จนเมื่อเริ่มรู้สึกว่าดูดอากาศเข้าปอดง่ายและเบาเกินไปจึงนำเอาที่รัดสายยางให้แบนลงบ้างเหมือนการเพิ่มน้ำหนัก
นำเอาที่รัดสายยางให้แบนลงบ้างเพื่อให้อากาศเข้ายากเหมือนการเพิ่มน้ำหนักให้ปอด หลอดลมและกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจได้ บริหารมีประสิทธิภาพขึ้นหลังจากผ่านไป 1-4 อาทิตย์คุณจะรู้สึกประหลาดใจในความเปลี่ยนแปลงของระบบการหายใจที่ดีขึ้นของคุณครับ
(ถ้าทำการบริหารใต้ต้นไม้จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นคือได้อากาศที่มีออกซิเจนเพิ่มไปฟื้นสภาพของร่างกายมากขึ้น)
2.ใช้อุปกรณ์ บริหารพิเศษ powerbreathe.com ที่นักกีฬาและผู้ออกกำลังกายทั่วไปนิยมใช้
สรุปคือถ้าเราบริหารหลอดลม,ปอดและกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจให้ร่างกายให้มีความสามารถทนแรงต้านได้ เก็บกักออกซิเจนได้มากขึ้น เราก็จะเหนื่อยยาก ฟื้นตัวเร็ว เหมือนร่างกายได้ติดเทอร์โบพิเศษที่ปอดของคูณเพิ่ม (The turbocharger for your lungs)
ที่มา : คุณนิกร เกื้อปัญญา มุกดาหาร จาก www.thaimtb.com
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
- เสือรถฝืด
- ขาประจำ
- โพสต์: 9680
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:26
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดสุโขทัย,เทียนทะเล(TTL)
- Bike: Trek3900, bianchi
Re: ห้องสุขภาพนักปั่น
http://www.dinobikekalasin.com/index.ph ... art=286798
ที่มาของข้อมูล
ที่มาของข้อมูล
สุโขทัย ชวนคุย7 http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=124
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336
เทียนทะเล เฮฮาสรรหามาเล่า http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=209336

