ขอความรู้ค่ะ

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของ"รถพับ" โดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

p/s เขียน:.
โดยส่วนมากเกียร์ดุมที่มีสามเกียร์..มักจะตั้งสายที่เกียร์สองครับ กดไปที่เกียร์สอง..ตั้งสายตึง/หย่อนให้มาร์คตรงกับขอบน๊อตหรือจุดสังเกตุครับ

ปล.มาร์คมีหลายแบบ..สังเกตได้ง่ายครับ

รูปภาพ

รูปภาพ
Tongga เขียน:ขอเสริมอีกนิดสำหรับเจ้ากระป๋องนมนี่นะครับ ว่ากรณีวืดว่างหวือ! เป็นไปได้ทั้งการที่เกิดจากการปรับตั้งไม่ตรง
หรือเกิดความชำรุดบกพร่องของชิ้นส่วนกลไก ทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียหายหนักตามมาได้ด้วยครับ :oops:

การตั้งตึงสายเกียร์ ก่อนปรับตั้งความตึง ให้เริ่มกันจากการจิ้มชุดโซ่ดึงเปลี่ยนเกียร์เข้าไปแล้วไขจนสุดแล้วจึง
คลายกลับออกมา1/2รอบ เพื่อให้โซ่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ โซ่บิดก็เป็นสาเหตุของการเพี้ยนได้..

ธรรมชาติของtriggerที่ใช้กดเปลี่ยนเกียร์ ช่วงกลางระหว่างการเคลื่อนที่ของtriggerจากเกียร์ 2ไปยังเกียร์3
ถ้าtriggerมาค้างอยู่ช่วงนี้ ซึ่งอาจจะเกิดจากสายฝืด หรือตัวtriggerเองฝืด ก็เกิดอาการเกียร์ว่างได้

ในการปรับตั้งความตึงสายเกียร์ในกรณีที่อุปกรณ์ชิ้นส่วนอื่นๆเป็นปรกติ ถ้าปรับแล้วเข้าเกียร์3แล้วเกิดว่าง แสดงว่า
ตั้งไว้ตึงเกินไป ถ้าปรับแล้วมาว่างที่เกียร์2ก็แสดงว่า ตั้งสายหย่อนเกินไป

นอกจากนี้ยังมีกรณีว่างแบบกระโดดหลุด"poping out"ออกมา ตอนใช้เกียร์3 อีกด้วย อาจเป็นเพราะสปริงกดคลัช
มันล้า หรือมีการบิ่นสึกเสียหายของชิ้นส่วนภายใน เช่นปลายdriver มุมcluth หัวplanet pin พวกนี้ต้องรื้อออกดูครับ

เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ในการใช้งานมีข้อควรระวัง ว่าที่เกียร์สูงอย่าใช้งานเค๊าหักโหม โยกขึ้นสะพาน หรือแนวนี้
ไม่ควรนะครับ เพราะที่เกียร์สูงปลายdriverที่สำผัสกับคลัชมันเล็กนิดเดียว ถ้าต้องมารับแรงบิดสูงๆอาจเกิดความเสียหาย
ตั้งแต่บิ่นไปจะถึงระเบิดแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ และเจ้าเกียร์กระป๋องนี่เค๊าก็มีเกียร์จอด เพื่อไม่ให้สปริงมันล้า
เหมือนเช่นเดียวกับพวกตีนผีเหมือนกันนะครับ เกียร์จอดของเค๊าก็คือที่เกียร์3 ทั้งสลิงและสปริงจะได้ไม่ล้านะคร๊าบ :P
คากิ 089-1250747 เขียน:รูปภาพ

ที่เกียร์มันวืด แสดงว่าตำแหนงของโซ่ดึงเกียร์ดุม มันอาจหย่อนไป หรือตึงเกินไป

ให้ปรับหมุนตรงตำแหนงชุดจับสายเคเบิ้ล (ศรชี้) ให้ตึงขึ้นเล็กน้อย..ลองปั่นดู ถ้าไม่หายก็ปรับให้หย่อนลงแทน

ถ้าไม่จบโทรมาคุยกันได้ ครับผม
การปรับตั้งเกียร์ดุม
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 3&t=300309

การทำสีจักรยานแบบละเอียดยิบ รายละเอียดจะอยู่หน้าแรกทั้งหมด เสร็จแล้วจ้า 100% โดย nonomura
http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=60&t=439997

:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
แก้ไขล่าสุดโดย naigod เมื่อ 04 ก.ย. 2013, 14:50, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
b&j
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 82
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2011, 22:02
Tel: 087 3439944
Bike: brompton dahonclassic

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย b&j »

ได้ความรู้เพิ่มอีก ขอบคุณมากค่ะ
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

เสือ Spectrum เขียน:
Tongga เขียน: ประเด็นนี้เดี๋ยวๆก็มีมาให้พูดคุยกันอยู่เรื่อย เป็นเพราะว่าขาดเกณฑ์ ขาดเส้นในการพิจารณาว่าระยะต่างๆมันควรเป็นเท่าไรถึงเหมาะสม ส่วนเวลาผมดู ผมดูว่ามุมของหลังคนขี่อยู่ในช่วง35-90องศา หรือคิดเอาสบายกว่านั้นก็อาจจะปรับช่วงมุมให้แคบเข้าเป็น45-80องศา หลังตั้งมาก ถ้าไม่มีตัวซับแรงดีๆ เวลาสะเทือนก็ไม่ดีต่อกระดูกหลังอีก แต่มุมของแขนที่ทำกับลำตัว จะอ้าน้อยอ้ามากแต่ไม่อ้าเกิน90องศา ก็คิดว่าใช้ได้แล้วครับสำหรับการขี่เล่นเพื่อนันทนาการ ;)
นานๆ จะเจอข้อความที่ "ใช่เลย" สักที :D เรื่องนี้แทบไม่มีใครพูดถึงเลยครับว่าท่านั่งก้มมากไปก็ไม่ดีเพราะอะไร พอๆ กับนั่งหลังตรงมากไปก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน

เราขาดความ "เข้าใจ" กันมากจนแทบไม่เข้าใจว่าจักรยาน City Ride ที่แม้จะมีเกียร์ เร็ว ปราดเปรียว (จะได้หนี "ไฟแดง" ตามแยกได้ทัน :mrgreen: ) และออกแบบมาให้ปั่นฯ ในท่านั่งแบบหลังตรงได้ ทำไมจะเอาไปปั่นฯ "Touring" ไม่ได้

ท่านั่งหลังตรงเหมาะกับการปั่นฯ แนวสันทนาการ กับระยะทางสั้นๆ หรือกลางๆ ไม่เกิน 10 - 15 กม. รวมถึงใช้ร่วมกับยางใหญ่แนว Big Apple (ยาง 2.0 หรือ 2.125 นิ้ว) ซึ่งถูกฝา-ถูกตัวกับ City Ride หรือ Cruiser ที่ปั่นฯ แนว "หวานเย็น"

บางทีเจอคำถามที่ว่า Hybride มีโช๊ค(ออกแนว City Ride) เอาไปทำ Touring ได้หรือไม่ ก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกันครับ ว่าถ้าคุณเอาไปปั่นฯ ทำความเร็ว ปั่นฯ ไกลๆ ปั่นฯ นานๆ แล้วมันอันตรายต่อสุขภาพยังไง
เสือ Spectrum เขียน:
F1 เขียน:
ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา เพราะผมกังวลว่า ระยะของ dahon มันเกินตัวลูกสาว กับ ผบ. ผมมั๊ย (สูง 157 ซ.ม.) เพราะได้ยินหลายคน
ให้ความเห็นมาตลอดว่าคนปั่น dahon ต้องสูงอย่างน้อย 170 ซ.ม. ซึ่งนอกจากผมแล้ว ก็ยังมีคนกังวลเรื่องแบบนี้กันอีกมาก
ต้องแยกประเด็นนิดหนึ่งครับระหว่างการปั่นฯ แนวสันทนาการที่ไม่ได้ปั่นฯ ระยะทางยาวๆ ต่อเนื่องนานๆ กับการเอาไปใช้ปั่นฯ ออกทริประยะทางไกลๆ ที่มีรายละเอียดแตกต่างกันมาก

ปั่นฯ ใกล้ๆ ระยะหลักอานไม่ถูกต้องแต่ก็ปั่นฯ ได้เพราะพอเหนื่อย เมื่อยขาก็พัก หยุดปั่นฯ หายเหนื่อย หายเมื่อยก็ปั่นฯ ต่อเหมือนกับเรื่องระยะเอื้อมที่ถ้าจับแฮนด์ได้ เลี้ยวได้ก็ "ไม่มีอะไร" ปั่นฯ ได้อยู่แล้วครับ ท่านั่งจะเป็นอย่างไรก็ "ปั่นฯ ได้" อีกเช่นกัน

เรื่องขนาดของจักรยาน การปรับแต่งจะมีผลกับการปั่นฯ ระยะยาว การปั่นฯ ออกกำลังแบบจริงจัง ปั่นฯ กันทีหนึ่ง 40 - 50 กม. หรือมากกว่า การปั่นฯ แบบหลังนี่มีรายละเอียดในทุกจุดทุกเรื่องครับ ลองคิดดูเล่นๆ ว่าถ้าตุณจับแฮนด์ "ไม่ถนัด" แล้วต้องปั่นฯ แบบนี้ไปสักช่วงละ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่าโดยไม่หยุดพักเลยจะเกิดอะไรขึ้นครับ

ช่วงรถที่ยาวของ DAHON มีผลต่อคนที่ตัวสูงไม่พอหากต้องปั่นฯ ต่อเนื่องระยะทางยาวครับ มุมหลังที่ต้องก้มเกินกว่า 45 องศาถ้าไม่ใช้ฝึกเพื่อเป็นนักกีฬามักจะทนท่าปั่นฯ แบบนี้นานๆ ไม่ใหวครับ หากต้องฝืนปั่นฯ ต่อเนื่องก็มักจะไปปวดหลังทีหลัง ท่าก้มบางตำแหน่งก็มีผลทีแขน หัวไหล่ด้วยครับ แต่ปั่นฯ ไกล้ๆ ไม่น่าจะซีเรียสมากหรอกครับ
http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php? ... 0&start=15
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »




...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »


...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
ThoShiRo
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1396
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2011, 08:24
ตำแหน่ง: ชลบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย ThoShiRo »

ทู้นี้ความรู้แน่นปึ้กๆ
ถึงแม้จะเก่า ถึงมันจะหนัก ผมก็รัก CrMo นะจ๊ะ

ห้องโชว์รถเก่าประกอบใหม่ บรรจงสร้างสรรค์ by ป๋านึก Chonburi http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=647398
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

ตั้งขนาดยาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 9&t=451546

เสือ Spectrum เขียน:ตามคู่มือ CATEYE ให้ตั้งค่า 201 สำหรับยาง 26 X 1.5 นิ้ว และ 202 สำหรับยาง 26 X 1.75 นิ้วครับ แต่ยางแต่ละโรงงานอาจจะมีขนาดที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง ถ้าจะเอาตัวเลขจริงๆ ควรวัดเส้นรอบวงยางจริงๆ จะดีกว่าครับ

สูบลมยางให้ได้ตามค่า แล้วเอายาสีฟันหรือครีมแต้มที่หน้ายางวงที่ติดแม่เหล็กวัด นั่งบนอานเข็นรถให้ล้อหมุน 1 รอบจะเห็นรอยแต้มบนพื้น 2 ตำแหน่ง วัดด้วยสายวัดก็จะได้ค่าเส้นรอบวงยางครับ เช่นยาง 1.5 นิ้วถ้าวัดได้ 198 ซม. ก็ใส่ค่า 198 ลงไปใน CATEYE เท่านี้ก็จะได้ค่าที่แท้จริงแล้วครับ

ถ้าใน Cyclocomputer ใช้ค่าวัด 4 หลัก ก็ปรับค่าเส้นรอบวงให้เป็นหน่วย มม. ก็จะได้ค่าวัด 4 หลักตามต้องการแล้วครับ

c_kung เขียน:ลองไปดูที่แก้มยางรถของคุณน่ะครับ มันจะมีตัวเลขบอกขนาดยางไว้ เช่น 26*1.50
นอกจากตัวเลขนี้แล้ว ที่แก้มยางยังมีตัวเลขอีกชุดหนึ่ง (38-559) หมายถึงว่า
ยางหน้ากว้าง 1.5 นิ้ว เท่ากับ 38 มม. วงล้อ 26 นิ้ว เท่ากับ 559 มม.

เอาความกว้างของหน้ายางคูณด้วยสอง 38 x 2 = 76
จากนั้นเอา 76 + ขนาดของวงล้อ 76 + 559 = 635
เอา 635 คูณด้วยพาย (พายเท่ากับ 22/7 หรือ 3.14) 635 x 3.14 = 1993.9

เท่ากับว่า ยาง 26*1.50 มีขนาดเส้นรอบวงเท่ากับ 1993.9 มม.
คุณก็ตั้งค่าไมล์เป็น 1994 ก็ได้ครับ

ครูชิต เขียน:อ๋อ มาจากสูตร หาเส้นรอบวงของวงกลมนี่เอง 2 x Pi x r
2 x พาย x รัศมีของวงกลม แต่ 559 คือเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ ดังนั้นจึงคูณ 2 แค่ความสูงของยาง
:mrgreen:
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

naigod เขียน:สงสัยในเรื่องคุณสมบัติของอลูมิเนียมที่เอามาทำเฟรมขาไก่ ว่า 7005 มันมีคุณสมบัติอย่างไร แล้วแตกต่างจากอลู 6061 อย่างไร

กรณีที่เฟรมขาไก่แตกร้าวตามจุดต่างๆ เช่น ตรงที่รัดหลักอาน ตรงที่ยึดใต้เบาะ หรือตรงที่ต้องมีการขันน๊อตตามจุดต่างๆ เป็นเพราะคุณสมบัติของอลูมิเนียมด้วยหรือเปล่า :?: :?:

เป็นเพราะเหตุนี้ด้วยหรือไม่ที่ทำให้ความนิยมในขาไก่ลดลง นอกจากราคาขายมือสองที่ค่อนข้างแพง เพราะส่วนใหญ่จะขายเกิน 1x,xxx

ฝากนักวัสดุศาสตร์ หรือช่างเชื่อมมาช่วยให้ข้อมูลเชิงวิชากการกันหน่อย :?: :?: :?: :mrgreen: :mrgreen:

===================================================================
balee เขียน:aluมีหลายเกรด (serie) เช่น 6061 6066 7000 7005 7020 9000 หลักฯเรียกว่าซี่รี่ย์ 6000และ7000 9000
แต่ส่วนมากแล้ว serie 7000 brandต่างฯจะนำมาทำ เฟรมในรุ่นสูงฯของแต่ละbrand ราคาค่อนข้างสูง
คุณสมบัติจะมีความแข็งสูง ทำท่อให้บาง และน้ำหนักเบา แต่ขั้นตอนการทำงานจะยาก
ส่วน serie 6000 คุณสมบัติจะมีความเหนียวกว่า ทนต่อการแตกร้าว แต่ไม่สามารถทำท่อให้บางเท่า เบาเท่า
serie 7000 แต่จะทำงานการผลิตง่ายกว่า งานง่ายกว่านั้นเอง ราคาก็จะไม่สูงมาก ราคาจับต้องได้
คนเงินน้อยสามารถเป็นเจ้าของได้ ราคาถูก ทำให้จักรยานเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น

aluที่นิยมนำมาทำเฟรมหลักฯจะมี2เกรด คือ serie 6000 และ serie7000 จริงฯแล้วจะมีแยกย่อยอีกเยอะ
ป๋าลู เขียน:ความแตกต่างกันในเรื่องส่วนผสมนั้นไม่ต้องกล่าวถึง ไปหาอ่านเอาจากในจุลสารเล่มดังกล่าวได้ครับ
แต่สิ่งที่ไม่มีบอกไว้คือ

อลูมิเนียม7005 มีความแข็งแรงกว่าอลูมิเนียม 6061
อลูมิเนียม7005 ทำเฟรมได้เบากว่าอลูมิเนียม 6061(ธรรมดา)โดยใช้แรงงานและต้นทุนต่ำกว่า อลูมิเนียม7005 ทนการดัดการงอได้น้อยกว่า ไม่นิยมทำท่อในลักษณะดัดโค้งงอ

อลูมิเนียม 6061 ถ้าจะให้แข็งแรงมากและทำให้เบา จะต้องผ่านกระบวนการT4 และ T6 ( วิธีการในการทำ ขออนุญาตไม่เปิดเผย เพราะต้องรอให้ผู้ที่เผยแพร่ความรู้นี้ให้ผม ได้ทำการตีพิมพ์ก่อนครับ ) ในขณะที่ อลูมิเนียม 7005 มีความแข็งในเนื้อของมันเองโดยที่ยังไม่ต้องทำการHeat treat ทำให้มีราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นจักรยานในรุ่นล่างๆมักจะทำมาจากอลูมิเนียม7005ธรรมดา

From : ป๋าลู [ 7 มิ.ย. 43 - 17:35:40 น. ]
Ghostor เขียน:อลูมิเนียมเบอร์ไหน คงไม่สำคัญเท่ากับgeometryของรถหรอกครับ อลูมิเนียมมีคุณสมบัติสำคัญคล้ายๆกันคือ เบา กระด้าง ให้ตัวได้น้อยมาก ถ้าหากนำมาทำเฟรมโดยออกแบบให้มีความแข็งแรงที่เท่าเทียมกันก็ไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนัก แต่เหตุที่ต้องเลือกใช้อลูมิเนียมที่แตกต่างกันในแต่ละเบอร์นั้น มีเหตุผลเฉพาะคุณสมบัติได้แก่
1. อลูมินั่มอัลลอยด์ในกลุ่มซีรีย์6000 ( 6061 , 6013 รวมหมดแหละ) จะมีส่วนผสมของทองแดงและแมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เชื่อมง่าย และดัดขึ้นรูปได้ง่าย ความแข็งแรงบริเวณรอยเชื่อมและรอยดัดจะดีกว่าซีรีย์7000 แต่ขั้นตอนในการทำheat treat ( อดทนหน่อยนะ กำลังเรียบเรียงเขียนเรื่องวัสดุทำเฟรม เร็วๆนี้คงเสร็จ )ยุ่งยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรกว่า ทำให้มีราคาสูง อลูมิเนียมในกลุ่มนี้จึงมักใช้กับเฟรมราคาสูง หรือเฟรมที่มีการดัดโค้ง หรือเชื่อมต่อหลายๆจุด ( โดยเฉพาะเฟรมในกลุ่ม FS )
2. อลูมินั่มอัลลอยด์ในกลุ่มซีรีย์7000 เช่น 7005 พวกนี้จะมีส่วนผสมของสังกะสี ถ้าวัดความแข็งแรงของวัสดุกับซีรีย์6000 ( ในสัดส่วนมิติที่เท่ากัน) จะให้ค่าความแข็งแรงที่สูงกว่า และเมื่อทำheat treat เทียบกันก็จะให้ความแข็งแรงที่สูงกว่ากลุ่ม6000 อยู่ดี อลูมิเนียมกลุ่มนี้มีข้อดีที่ราคาถูกกว่า ทำheat treat ด้วยขั้นตอนที่สั้นกว่าง่ายกว่า สิ้นเปลืองน้อยกว่า แต่ข้อเสียก็คือ ไม่เหมาะสำหรับการดัดโค้ง และมีจุดอ่อนที่บริเวณรอยเชื่อม ( คุณสมบัติบริเวณรอยเชื่อมเป็นรองกลุ่ม 6000 ) แต่เนื่องจากมีค่าความแข็งแรงต่อน้ำหนักที่สูงกว่า จึงสามารถทำเฟรมที่มีน้ำหนักเบากว่าได้โดยออกแบบท่อให้มีความแข็งแรงเทียบเท่ากัน เราจึงมักพบว่าอลูมิเนียมซีรีย์7000 มักถูกเลือกใช้ในเฟรมที่ไม่ต้องมีการดัดโค้งหรือเฟรมในกลุ่มHTที่เน้นความเบา หรือ เฟรมที่ราคาไม่สูงนัก

โดย : ป๋าลู - [ 14 พ.ค. 2544 - 20:19:26 น.]
spacemee เขียน:
tonmatch เขียน:มีข้อสอบถามครับ อลูมิเนียม 6061 กับ 7005 มันต่างกันตรงไหนครับ
1.ข้อแตกต่างข้องเฟรมอลูมิเนียม 2เกรดนี้ครับ
2.แล้วแบบไหนใช้ดีกว่ากันครับ

ขอบคุณมากครับ

ปล.กำลังจะซื้อเฟรมมาเก็บไว้ มีสองตัวให้เลือกระหว่าง
1.KONA อลู 7005 Butted
2.merida Masst 500 อลู 6061

อันไหนน่าซื้อเก็บครับ
เฟรม 6061 เหนียว สามารถดัดโค้งได้ดี แต่ต้องมีความหนาถึงจะแข็งแรงพอสมควร คือไม่สามารถรีดให้บางมากได้ ก็ทำให้น้ำหนักอาจจะมากไปซักหน่อยครับ
เฟรม 7005 แข็งกว่า ดัดโค้งได้ยาก สามารถรีดท่อให้บางได้ ก็จะทำให้น้ำหนักของเฟรม ไม่สูงมากนักครับ

แบบไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ารูปทรงของเฟรมจะเป็นแบบไหนครับ ถ้าเฟรมทรงโค้ง ส่วนใหญ่จะเป็น6061 แต่ถ้าเฟรมเป็นทรงตรงจะเป็น7005 แต่ผู้ผลิตหลายเจ้าเลือกที่จะใช้ท่อ 7005 ในเฟรมรุ่นที่สูงกว่าครับ

แต่ว่าเรื่องน้ำหนักของเฟรม ต้องอยู่ในกระบวนการรีดท่อของเฟรมครับ ถ้าเฟรมไหนรีดท่อได้บางมากน้ำหนักก็จะเบาขึ้นครับ บางเฟรมเป็นท่อ7005 แต่ว่าไม่ได้รีดท่อเลย น้ำหนักก็อาจจะมากกว่า 6061 ได้ครับ

ถ้าถามเรื่องเฟรมไหนน่าเก็บ ผมไม่มี comment ครับ แต่ในความคิดของผม ทั้ง 2 ตัวนี้ไม่น่าเก็บทั้งคู่ครับ

ส่วนเพิ่มเติม ผมมีเฟรม kona kula deluxe อยู่เฟรมนึง เป็นเฟรมscandium แต่น้ำหนักมากพอสมควรครับ พอยกแล้วก็งง ทำไมเฟรมscandium ถึงหนักขนาดนี้ เฟรมเค้าเขียนว่า "Race light scandium butted" ก็คงมีการรีดอยู่อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังหนักเอาการอยู่ดีครับ
รูปภาพ

เฟรมที่เป็นอลู 7005 ที่สามารถดัดโค้งได้ก็มีครับ ยกตัวอย่างที่เคยเห็นจะมีอยู่ 2 ตัวคือ ellsworth กับ yeti เป็นเฟรมที่รูปทรงคล้ายๆกัน คือมีช่วงสามเหลี่ยมหลัง เป็นท่อโค้งชิ้นเดียวครับ
รูปภาพ
tongkiti เขียน:frame aluminum จะมีอายุการใฃ้งานประมาณ 10 ปี หากใฃ้หรือรักษาผิดวิธี อายุการใฃ้งานยิ่งหดสั้นลงอีก ยิ่งถ้าเป็น cabon fiber frame ยิ่งรักษายาก อายุการใฃ้งาน ไม่เกิน 5 ปี ดังนั้นเราจะเห็นเจ้า cromoly frame อยู่ยงคงกระพันมาหลายยุคสมัย เพราะอายุการใฃ้งานถึง 20 ปี
POTID เขียน:7005 งานเนี๊ยบและเบากว่าแข็งแรงกว่าในขนาดเท่ากัน มันจึงแพง นี่คือจากที่ผมไปหาอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มานะครับ
ครูชิต เขียน:มีข้อสังเกตง่ายๆ สำหรับเฟรมรถที่ทำจาก 6061 และ 7005 มีความแตกต่างกันอย่างไร อันดับแรกเลยจะมีตัวปั๊มบอกที่ตัวเฟรมเลยครับ (แต่รถรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยเห็นแล้ว) รถที่ผลิตจาก 6061 จะมีการทำรูปทรงแปลกตาทำสีสันที่สวยงาม ส่วน 7005 จะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไรนัก สีสันจะเป็นตัวเฟรมแบบธรรมดาๆ ดูแล้วสุดธรรมดา(คงประเภท ตรูเป็นศิลปินมีดีอยู่แหละ ไม่ต้องแต่งตัวมาก อะไรทำนองนั้น) ส่วนราคาแล้ว แน่นอนครับ เฟรมที่ทำจาก 7005 ราคาแพงกว่าแน่นอน แต่ก็หายากที่จะมีเฟรมใช้ 7005 เหตุผลก็เพราะ มันแพงนั่นเอง
ดังนั้นหากเจอรถที่ผลิตจาก 7005 แล้วไม่ควรพลาดที่จะซื้อเก็บไว้ใช้งานนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าเจ้าตัวนี้ดีเกินคำบรรยายอย่างไร


สีสันสวยงาม
ราคา 4,xxx เอง คงจะไม่ตรงสำหรับคันนี้
:lol: :lol: :lol:
merf เขียน:ผมเจอมากับตัวเองแล้วทั้งรหัส 6 และ 7 แหละครับ
แต่ไม่ได้เกิดจากเนื้ออลูร้าวนะ
ทั้งสองตัวเกิดจากรอบเชื่อมฉีกออกจากกันน่ะครับ
แต่ก็ให้ช่างเชื่อม(อาก้อน)กลับเข้าไป
ทุกวันนี้ก็ยังใช้งานได้อยู่ครับ

แต่เท่าที่เห็นเฟรมร้าว ผมก็เห็นมีร้าวทั้ง 2 รหัสอีกนั่นแหละครับ

รูปภาพ

รูปนี้รหัส 7005 ร้าวส่วนบน

รูปภาพ

รูปนี้ไม่แน่ใจรหัส (ขี้เกียจค้นหา)
แต่ดูรุ่น ดูยี้ห้อแล้ว น่าจะรหัส6 ก็ร้าวตรงคอ เช่นกัน


ทั้งนี้ทั้งนั้น คงจะสรุปตายตัวไม่ด้แน่นอนหรอบครับว่าตัวไหนแตกร้าวมากกว่า
มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วยน่ะครับ
JADE555 เขียน:7 บางกว่า เบากว่า รอยเชื่อมทนกว่า แต่ตัวถังบุบง่าย

6 หนากว่า หนักกว่า รอยเชื่อมอ่อนกว่า แต่ตัวถังบุบยาก

ถ้าขี่เซียนๆ ไม่ล้มไม่ชนง่ายๆเล่นซีรี่ 7 ได้เบา
ถ้าลุยดงหิน เล่นซีรี่6 หนักหน่อย แต่ชนแล้วบุบยาก :P
Panya เขียน:6061 นั้น มีความแกร่งน้อยกว่า 7005 จึงต้องใช้ความหนา จึงจะแข็งแรงได้ตามที่ต้องการ ผลก็คือ หนัก
ส่วน 7005 มีความแกร่งมากกว่า 6061 จึงสามารถทำให้บางกว่าได้ในความต้องการที่เท่ากัน ผลก็คือ เบา

ง่าย ๆ ครับสำหรับชาวจ้กรยาน ไม่ต้องทราบคุณสมบัติทางเคมีครับ
6061 VS 7005 แตกต่างกันอย่างไรคะ ????????????
http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=57942
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
nassorn
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 170
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2012, 22:56
ตำแหน่ง: กทม.
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย nassorn »

รับความรู้ไม่ทันเลย...ปักหมุด ต้องกลับมาอ่านต่อแน่นอน
ขอบคุณมากๆค่ะ
รูปประจำตัวสมาชิก
Bear Bin Mum
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 572
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 17:26
Tel: 099-4545963
team: เสือแคลาย, เสือเมืองนนท์, ฯลฯ
Bike: Merida, Intense, Trek, Neo Bike, Maruishi
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย Bear Bin Mum »

;) อืม... อืม... คุณก๊อตรวบรวมมาให้... สุดยอด!!!
เกิดปัญญาทัศนะโดยฉับพลัน.......ขอบคุณมาก
น้าหมี สนามบินน้ำ
จิตที่เบิกบาน คือ ไม่พัก และไม่เพียร กับการปั่นจักรยาน
https://www.facebook.com/KaeRaiCyclingTeam?pnref=story
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

อยากได้โครโมลี่ดีๆทำทัวร์ริ่ง อยากถามว่าท่อดีที่สุดยี่ห้ออะไร เบอรฺ์อะไรครับ : http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=59&t=499587

รูปภาพ
ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:ต้องการรถที่เป็น Touring เลยหรือว่าเป็นรถเสือภูเขาแล้วเอามาทำ Touring ล่ะครับ เพราะว่าถ้าเป็นท่อของเสือภูเขากับ Touring จะมีความหนาของท่อที่ไม่เท่ากันเพราะว่า Touring ไม่เน้นลดน้ำหนักรถเท่าไหร่ เน้นความแข็งแรงของตัวถังเพื่อการขนสัมภาระมากกว่าครับ

หลัก ๆ เลยสมัยก่อนรถ Touring แท้ก็จะใช้ท่อ Standard 4130 cr-mo ครับ เนื่องจากเป็นท่อที่มีความแข็งแรงและราคาท่อไม่แรงมาก แต่ก็จะมีน้ำหนักมากเช่นกันครับ

แต่ถ้ามาสมัยนี้เทคโนโลยีทางโลหะวิทยามีเยอะแล้วจึงให้สามารถรีดท่อให้บางแต่คงความแข็งแรงท่อได้ ท่อ Cr-Mo รุ่นใหม่ ๆ จึงมีราคาที่ค่อนข้างสูงขึ้นตามไปด้วย

ในมุมมองของผมเอง ผมกลับไม่รู้สึกว่าท่อยี่ห้อไหนเป็นท่อที่ดีที่สุดครับ เพราะว่าบางยี่ห้อเด่นในเรื่องหนึ่งหรือด้อยในเรื่องหนึ่ง เพราะว่าถ้าเป็นกลุ่ม Cr-Mo ที่ยังไม่เป็นท่อ Air Hardening จะให้ความรู้สึกไม่ต่างกันในความหนาที่เท่ากันครับ จะต่างกันตรงการวางองศาตัวถังรถและการออกแบบท่อเพื่อลดอาการ Flex หรือความยาวของหางหลังมากกว่าครับ

แต่ท่อที่เป็นที่นิยมในตลาดสำหรับ Cr-Mo ก็คงจะเป็น Tange, Reynold, True Temper, Columbus, และล่าสุด Sanko ที่มีมานานแล้วแต่พึ่งจะมารู้กันก็เมื่อคราวที่ Salsa เอามาทำท่อของรุ่น Ala Carte ครับ

ส่วนนิยามที่บอกว่า "งบไม่จำกัด" ถ้าในกรณีแบบนี้ก็สั่งตัดรถ Touring ใช้ท่อ Reynold 953 Stainless Steel ไปเลยครับเพราะว่าถ้าจะเอาสุด ๆ ในกลุ่ม Steel Alloy ตอนนี้จริง ๆ ก็ต้อง Reynold 953 นี่ล่ะครับ ไม่ต้องกลัวสนิมและ Claim ว่าแข็งแรงกว่า Titanium อีกนะครับ

แต่ถ้าจะเอารถที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปก็คงจะต้องเป็นท่อ Tange Prestige ล่ะครับเพราะว่าเห็นมีอยู่ยี่ห้อเดียวที่เค้ามาใช้ทำรถ Touring กันครับและหาได้ในปัจจุบันซึ่งผมก็ว่ามันก็เหมาะสมมากที่สุดสำหรับใช้ทำ Touring เนื่องจากท่อจะไม่กระด้างเหมือนกลุ่ม Air Hardening แต่ถ้าจะเอาเป็นรูปลักษณ์ของเสือภูเขาที่จะเอามาทำเป็น Touring ก็ต้องหาท่อกลุ่ม 853, OX Platinum, AVR, OX, Logic Prestige Super Tubing, Ultimate, Prestige ครับผม

ผมก็มีเสือภูเขาที่ใช้ทำ Touring อยู่คันนึง ใช่ท่อ Tange MTB Butted (เป็นเกรดรองลงมาจาก Ultimate, Prestige) ซึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียวครับ

หมายเหตุ Logic Prestige Super Tubing กับ Prestige จะเป็นท่อคนละตัวกันนะครับ Prestige จะเป็นท่อของ Tange ผลิตเอง แต่ Logic Prestige Super Tubing จะเป็นท่อที่ Tange ผลิตภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Ritchey Logic ครับผม
ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:
noom7265 เขียน:แล้วจะดูได้อย่างไรครับว่ารถโครโม่ของเราผลิตมาจาก ท่อโครโมรี่ชนิดไหน (ดูจากตรงไหนของตัวรถ) เพราะผมลองหาดูจากรถผมแล้วหาไม่เจอครับ ขอข้อมูลเพิ่มเติมเป็นความรู้นิดนึงครับ
เบื้องต้นก็ดูจากยี่ห้อก่อนครับว่าเป็นยี่ห้อจากที่ไหน ถ้าเป็นรถยี่ห้อญี่ปุ่นโดยกำเนิดก็ส่วนใหญ่จะใช้ท่อที่ผลิตในญี่ปุ่นครับ เพราะว่าญี่ปุ่นเค้าจะชาตินิยมมากครับ ไม่ค่อยใช้ท่อจากที่อื่นครับซึ่งก็จะมีที่รู้จักอย่างแพร่หลายก็ Tange และ Sanko

ส่วนรถจากฝั่งยุโรปก็จะมีท่อของอังกฤษ (Reynold), ท่อของอิตาลี (Columbus, Dedecciai)

ส่วนรถจาก USA ก็จะใช้ท่อของ USA เช่น True Temper แต่ไป ๆ มา ๆ รถจาก USA ถือว่าเป็นรถที่ใช้ท่อหลากหลายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นของ USA เอง หรือใช้ท่อฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นหรือลามไปถึงท่อ No Name ที่ไปจ้างบริษัทใน Taiwan ผลิตให้อีกแล้วก็มาตีว่าเป็นยี่ห้อของตัวเอง

แต่เราก็สามารถสังเกตได้อีกอย่างนึงก็คือช่วงไหน ท่อยี่ห้อไหนได้รับความนิยมมากในตลาด กลุ่มผู้ผลิตจักรยานก็จะไปนิยมใช้ท่อยี่ห้อนั้นมาทำรถจักรยานกันครับ

ในช่วงยุคกลางของปี 80 ถึงต้นยุคปี 90 ท่อของ Tange จะได้รับความนิยมมาก
ยุคต้นปี 90 ถึงต้นปี 2000 ท่อของ True Temper ได้รับความนิยมมาก
ยุคปี 2000 เป็นต้นมาท่อของ Reynold จะได้รับความนิยมมากกว่า True Temper

ส่วนรถยี่ห้อ Miyata เป็นรถที่อยู่ในช่วงต้นปี 90 ซึ่งเป็นยุคผสมกันทั้ง Tange และ True Temper แต่มันมีชื่ออิงไปทางญี่ปุ่น และเท่าที่เห็นมา Miyata มักจะใช้ท่อของ Tange มากกว่า True Temper ครับ เพราะฉะนั้น Miyata จึงมีแนวโน้มที่จะใช้ท่อของ Tange มากกว่า True Temper ครับ
BirD_DuMDuM เขียน:ลึกๆ รอพี่หนุ่ม@Texas อธิบายนะครับ

แต่คร่าวๆคือ ท่อ Ultimate มีความแข็งแรงมากกว่า สามารถตีได้บางกว่าตัว Prestige ครับ
ส่วน Tange MTB D.B.T นั้น ก็มีความแข็งแรงกว่า 4130 ทั่วไปประมาณ 20-30% ครับ (เป็นรหัสเหล็ก 3xxx แทน)

ลักษณะรถ คงไม่สามารถดูได้จากท่ออย่างเดียว แต่ต้องดูองศาการออกแบบด้วยครับ
แต่จากประสบการณ์กับรถ CrMo หลายๆคัน หลายๆท่อ รถที่เป็น air-hardened cold treated จะนุ่มกว่า heat-treated ครับ
(เทียบง่ายๆจาก 853 กับ 631 ของ Reynolds ที่หลายๆคน ทั้งไทยและฝรั่งให้ความเห็นไปในทางเดียวกันครับ)
ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:
HS6LZI เขียน:- Ultimate
- Prestige
- Tange MTB Butted
- 4130 ธรรมดา

ทั้งหมดข้างบน แตกต่างกันอย่างไรบ้างครับพี่หนุ่มครับ
ผมเองมี radac Araya เพื่อนที่ขี่ด้วยมี Spe crossrider

ไว้เวลาไปไกลทางเรียบกัน มาอ่านได้ความรู้มากเลยครับ
เลยถามเพิ่มเตอมถึงความแตกต่างครับ :D
ก่อนอื่นก็ต้องมาท้าวความกันก่อนว่า Cr-Mo ที่ใช้ทำตัวถังจักรยานจะใช้เบอร์ 4130 เป็น Base เนื่องจากถ้าใช้เบอร์อื่นจะทำให้รอยเชื่อมมีความเปราะหรือไม่แข็งแรงพอเพียงเพราะว่าปริมาณ Carbon ที่ผสมลงไปนั่นเอง ถ้ามากเกินไปก็เปราะ น้อยไปก็ไม่แข็งแรงพอ เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็น 4130 เท่านั้น แล้วจึงไปเข้ากระบวนการ "รีด" "อบ" หรือผสมโลหะตัวอื่นเพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความแข็งแรงเข้าไปครับ

ส่วนความแตกต่างของท่อแต่ละรุ่นก็คือความแข็งแรงของท่อต่อน้ำหนักของท่อครับ รุ่นยิ่งสูงก็จะยิ่งมีน้ำหนักที่เบาและก็มีความแข็งแรงซึ่งก็แน่นอน ราคาก็จะสูงตามขึ้นไปตามกระบวนการลดน้ำหนักต่อความแข็งแรงครับ

อย่างไรก็ดี ท่อสำหรับเสือหมอบกับเสือภูเขาก็จะมีเบอร์ความหนาของท่อที่ไม่เท่ากันอีก เพราะว่าการรับแรงตามสภาพการใช้งานก็จะต่างกัน ดังนั้นท่อแต่ละรุ่นก็จะผลิตมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการตามสภาพการใช้งานนั่นเองครับ

ส่วนมุมมองที่ว่าท่อรุ่นไหนขี่พุ่งกว่า อันนี้ชนิดของท่อไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่การวางองศาและความยาวของหางรถต่างหากที่เป็นตัวกำหนดครับ ชนิดและความ Stiff ของท่อเป็นเพียงตัวช่วยให้การส่งกำลังถีบตอบสนองมากน้อยเพียงใด กำลังที่ส่งไปสูญเสียไปมากน้อยเพียงใดครับ ท่อที่เป็น Air Hard ก็จะให้ความหยุ่นตัวที่น้อยกว่าท่อกลุ่ม 4130 แต่มันก็จะมีน้ำหนักที่เบากว่า เนื่องจากมันมีความแข็งแรงมากกว่า ท่อจึงรีดให้บางเพื่อลดน้ำหนักได้มากกว่านั่นเองครับ ท่อกลุ่ม 4130 ที่ผ่านกระบวนการ "รีดและอบ" เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรงแล้วก็จะให้ความนุ่มนวลกว่า Air Hard แต่ก็จะมีความ Flex มากกว่าเช่นกันครับ มันมีทั้งข้อดีและเด่นคนละด้านกันครับผม

อย่างไรก็ดีครับ ถึงท่อจะดีแค่ไหน แต่ถ้าตลาดเค้าไม่เอาด้วยแล้ว ท่อที่ดีนั้นก็แทบไม่มีความหมายเลยครับ เพราะว่ายังไงผู้ผลิตจักรยานก็ไม่เอามาทำจักรยานแล้วบริษัทที่ผลิตท่อก็คงจะต้องเลิกผลิตไปด้วยนั่นเองครับ
:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:

ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:
Marin_man เขียน:ขออนุญาตถามคุณหนุ่มต่อนะครับ ไหนๆก็มาเจอเซียนตัวจริงแล้ว
แล้วไอ้ท่อ Fuji , Ritchey , True Temper, Reynold 853 อะไรเหล่านี้ มันมีจุดดี จุดเด่นต่างกันอย่างไรครับ ( ผมลองปั่นของเพื่อนครั้งแรกเลยก่อนที่จะซื้อ Marin คือ เจ้า Ritchey Bridgestone ตั้งแต่นั้นผมมองแต่ Chromoly มาตลอด จนเพิ่งมาลอง Alu กับเจ้า Mosso เมื่อเดือนสองเดือนนี่เองครับ )
อ้อ! Marin ของผมซื้อราวๆปลายปี 98 ครับ ตอนนั้นทำงานอยู่ที่กรุงเทพครับ
ท่อของยี่ห้อที่กล่าวมานั้น จริงๆแล้วก็แทบจะไม่ต่างกันหรอกนะครับ เพราะว่ายังไงมันก็ต้องใช้โลหะรหัสเดียวกัน ที่เหลือก็อยู่ที่เทคนิคการผลิตของแต่ละบริษัทที่จะเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ท่อมันมีความแข็งและอ่อน การให้ตัวมากกว่ากันเท่าไหร่เท่านั้นล่ะครับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มันก็คงจะเป็นความลับของทางบริษัทเค้าล่ะนะครับ ของ Fuji, Ritchey ใช้ท่อที่ผลิตจากแดนอาทิตอุทัย แต่ผมไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า Fuji ให้บริษัทไหนผลิตท่อให้หรือจะผลิตเองก็ไม่ทราบนะครับ แต่คิดว่าไม่น่าจะผลิตเอง ไม่คุ้มทุนแน่ๆ น่าจะออกแบบแล้วให้เค้าผลิตให้มากกว่า แต่ที่แน่ๆ Ritchey รุ่นก่อน ใช้ท่อของ Tange ที่ออกแบบโดย Ritchey และรุ่นหลังๆ ใช้ท่อที่ออกแบบโลหะโดย Ritchey เองแต่ไปจ้าง Italy ผลิตให้ จะมีก็ของ True Temper ของฝั่งลุงแซม กับ Reynold ของฝั่งเมืองผู้ดี ที่ทำโลหะที่ถือว่าเป็น Cr-Mo ที่เหนือว่า Cr-Mo เพราะมันเป็นส่วนผสมเฉพาะเพิ่มเข้ามา ทำให้ท่อมันมีความแข็งแรงมากขึ้น มีความ Stiff มากขึ้นแต่ไม่กระด้างเหมือน Aluminum ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นโลหะที่เรียกว่า Air Hard Steel Alloy ซึ่งในนาทีนี้ ผมว่ามันดีกว่า Cr-Mo สูตรดั้งเดิมนะครับ เพราะมันไม่นิ่มมากเหมือนสูตรเก่า แถมน้ำหนักเบาใช้ได้ทีเดียวล่ะครับ แต่ที่ยิ่งกว่านั้น Reynold ยังได้พัฒนาไปผลิตท่อที่เป็น Stainless Steel Alloy แล้ว ใช้รหัส Reynold 953 ซึ่งก็จะเป็นโลหะกลุ่ม Stainless Steel ไปเลย ซึ่งยังไม่ออกวางแผงอย่างเป็นทางการ จะมีก็น้อยมาก แถมราคาก็ยังแพงมากด้วย แพงเทียบเท่า Titanium ไปเลยล่ะครับ
http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php? ... 1&start=75

ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:
Black เขียน:ขอถามเรื่อง cromo นิดครับ

Tripple butt tube นี้ มีข้อดี ข้อเสียยังไงครับ

พอดีมีเสืออยู่ตัว ไม่มียี่ห้อ แต่ระบุที่เฟรมว่า

"4130 tripple butted tube Chromoly Ishiwata"
ข้อดีของ Tripple Butted ก็คือท่อจะมีน้ำหนักน้อยกว่าท่อที่ Butted น้อยชั้นกว่า
ข้อเสีย ท่อจะมีความบางมากกว่าปกติ ความแข็งแรงของท่อก็จะน้อยกว่าท่อที่ Butted น้อยชั้นกว่า แต่ความแข็งแรงนี้ก็ไม่ได้ทำให้ท่อมันไม่มีความแข็งแรงเลยนะครับ มันจะมีความแข็งแรงอยู่พอในจุดที่จะรับน้ำหนักและไม่เกิดการพังเสียหายได้ในการใช้งานปกติครับ

อย่างไรก็ดีครับ ท่อที่เป็น Tripple Butted ค่อนข้างที่จะทำออกมาน้อยมาก เพราะว่าถ้าต้องการทำน้ำหนักจริงๆ Aluminum จะสามารถทำน้ำหนักได้ดีกว่า Cr-Mo แถมราคาค่าการผลิตก็ยังถูกกว่าการผลิต Tripple Butted Chromoly อยู่พอสมควรเลย แล้วอีกเหตุผลหนึ่ง ถ้ามองกันตามกายภาพของท่อ เมื่อท่อมันบาง ความอ่อนตัวของท่อก็ย่อมที่จะมีมากกว่าท่อที่หนากว่า นอกเสียจากว่าทางบริษัทผู้ผลิตท่อจะได้ออกแบบส่วนผสมของโลหะตัวนั้นออกมาให้สามาถชดเชยความอ่อนตัวตรงนั้นไปได้

แต่ถ้าเป็น 4130 ปกติแล้วเอามาทำ Tripple Butted ส่วนผสมก็ไม่น่าจะผิดแผกไปจากส่วนผสมหลัก เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะมาชดเชยความอ่อนตัวของโลหะก็น่าจะไม่มีตรงนั้น แต่ก็สามารถที่จะลดน้ำหนักลงไปได้จากพอสมควรจากการที่เป็น 4130 เต็มๆตัวครับผม
http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php? ... &start=165
ณ.หนุ่ม@บางบัวทอง เขียน:OX Platinum เป็นท่อ Air Hard Steel Alloy ครับ
Reynold ก็จะมีหลายรหัสครับ ที่เป็นที่นิยมก็รหัส 853 ซึ่งก็จะเป็นโลหะในกลุ่ม Air Hard Steel Alloy เหมือนกันครับ
4130 ก็จะเป็น Cr-Mo สูตรต้นตำหรับครับ ซึ่งในปัจจุบันถ้าจะใช้แบบต้นฉบับจริงๆ ค่อนข้างที่จะหาได้น้อยแล้วครับ จะมีอยู่ก็ไม่กี่ยี่ห้อที่ใช้ครับผม ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็น่าจะยังใช้อยู่ในส่วนหางหลังของรถที่ใช้ท่อ Air Hard ในส่วนหน้าครับ
ส่วนยี่ห้ออื่นๆก็แล้วแต่ว่าจะเป็นท่อในกลุ่มไหนครับ ซึ่งถ้าจะนับปัจจุบันก็น่าจะมีแค่ Air Hard กับ 4130 ที่ผ่านการ Butted มาแล้วครับ

OX Platinum เป็นรุ่นของท่อยี่ห้อ True Temper ครับ
853 เป็นรุ่นของท่อยี่ห้อ Reynold ครับ
4130 เป็นรหัสของโลหะ Cr-Mo ครับ
แก้ไขล่าสุดโดย naigod เมื่อ 02 ต.ค. 2012, 22:27, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

โซ่ที่ใช้กับจักรยาน : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=59&t=65784

พิสุทธิ์ เขียน:วิธีการใช้โซ่และเฟืองให้ทนนานและคุ้มค่ามีวิธีการที่พอจะสรุปได้ดังนี้
* เมื่อซื้อรถจักรยานคันใหม่ หรือเปลี่ยนชุดจานหน้า-หลัง ชุดใหม่ ควรซื้อโซ่สำรองอีก2เส้น เพื่อใช้หมุนเวียน จะทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเฟืองบ่อยๆ
#1 โดยใช้โซ่เส้นที่1 ประมาณ1200กม.(ล้างทำความสะอาดโซ่และเฟืองทุกๆ400กม.)แล้วถอดเก็บทำความสะอาด
#2 ใช้โซ่ใหม่ เส้นที่2 ประมาณ1200กม..(ล้างทำความสะอาดโซ่และเฟืองทุกๆ400กม.)แล้วถอดเก็บทำความสะอาด
#3 ใช้โซ่ใหม่ เส้นที่3 ประมาณ1200กม..(ล้างทำความสะอาดโซ่และเฟืองทุกๆ400กม.)แล้วถอดเก็บทำความสะอาด
#4 เวียนเอาโซ่เส้นที่1-2-3 มาใช้อีก ให้ครบเส้นละ3-4รอบ
จะทำให้ชุดเฟืองใช้งานได้ดีและหมดอายุไปพร้อมๆกับโซ่3-4เส้น*


**การใช้งานควรมีการหล่อลื่นโซ่-ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอจะทำให้โซ่มีอายุการใช้งานนานขึ้น
เมื่อโซ่เริ่มยืดควรเปลี่ยนโซ่จะทำให้เฟืองหน้า-หลังมีอายุการใช้งานนานขึ้น(ไม่ต้องเปลี่ยนเฟืองบ่อยๆ) **


*** การตรวจสอบโซ่ว่ายืดหรือไม่แบบง่ายๆ ให้ขึ้นโซ่มาที่จานหน้าอันใหญ่ แล้วเขี่ยโซ๋ดูว่ายังเด้งกระชับกับเฟืองหรือไม่ ถ้ายังเด้งกระชับรัดกับเฟืองแสดงว่าโซ่ยังดี แต่ถ้าโซ่ไม่รัดกับเฟืองแสดงว่าโซ่ยืดแล้ว ยิ่งหลวมมากแสดงว่ายืดมากแล้ว***
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
รูปประจำตัวสมาชิก
ยุ่น
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 275
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ย. 2011, 13:08
Tel: 0816736852
team: Dream Team Sansai Chiangmai
Bike: รถการ์ตูน

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย ยุ่น »

ปักไว้หน่อย ความรู้ทั้งนั้น :mrgreen:
อยากชิว ปั่นเช้า ตี5 หน้าโลตัสสันทราย ล้อหมุน 5.15
อยากแรง ปั่นเย็น 17.30 หน้าบ้านเสือโต โรลลิ่ง
รูปประจำตัวสมาชิก
naigod
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5340
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 มี.ค. 2011, 08:10
Bike: X-FREE by KHS
ตำแหน่ง: สวนใหญ่ นนทบุรี
ติดต่อ:

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย naigod »

รวมเกร็ดเรือ่ง "หมวกจักรยาน" : http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=168378
giro di MN เขียน:เรื่องสุดท้ายที่เตือนกันแล้วเตือน กันอีกครับ หมวกจักรยานที่เคยผ่านการช่วยชีวิตคุณมาแล้ว มันได้ทำหน้าที่ของมันจบสิ้นลงแล้วครับ แม้ว่าดูภายนอกจะไม่มีร่องรอยเสียหายอย่างร้ายแรงเช่นแตกร้าว แต่โฟมในจุดที่รับแรงกระแทกมันหมดสภาพไปแล้ว ไม่เพียงแต่โดนซ้ำที่เดิมเท่านครับ มันยังทำให้การกระจายแรงของหมวกทั้งใบทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

อีก ประการ (สองข้อนี้เคยอ่านจากเวปฝรั่งนะครับ) หมวกที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอมากกว่า 5 ปีผ่านร้อนฝนหนาวมามากมาย มันลดคุณภาพลงไปครึ่งหนึ่งครับ และถ้าคุณมีหมวกอายุมากกว่า 10 ปีแม้จะไม่เคยล้มไม่เคยใช้เลย ก็ทิ้งได้เลยครับ มันไม่ได้ช่วยอะไรได้อีกแล้ว
...สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ.."ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"...
กบนอกกะลา : ธุรกิจรถจักรยานมือสองในประเทศไทย
รวมสูตรอาหารที่ไปอ่านเจอในโซเชียล​ และความรู้ที่ผมสนใจ
Donate PromptPay 0819032006
F1
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1364
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 12:08
Tel: 02265 xxxx
Bike: Boardwalk, Boardwalk ,Boardwalk และ Boardwalk

Re: ขอความรู้ค่ะ

โพสต์ โดย F1 »

:)
ตอบกลับ

กลับไปยัง “รถพับ”