ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
แมวทอง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8671
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย แมวทอง »

งั้นปลุกใจด้วย
[youtube]asVNsEHgV1o&feature[/youtube]
แต่อย่าปั่นกลับทางนะ :lol:

[youtube]Euk_UGLWmCo&feature[/youtube]
[youtube]s1tkhg8JXok&feature[/youtube]
ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน
[youtube]s1tkhg8JXok&feature[/youtube]
แว่นได้ใจมาก
[youtube]qsAWRDi9cfg&feature[/youtube]
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
umbabab
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3712
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ย. 2010, 21:14
Bike: NEObike16 14 ,Giant escept3,Peugeot crique,BSroadman,giant revice

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย umbabab »

ทำไมนักปั่น ถึงได้หุ่นเพรียวครับ เหตุผลเดียวกับที่นักมวยไทย ตัวผอมเพรียวกันทุกคนหรือเปล่าครับ?
ความเจ็บปวดของคุณ จะกลายเป็นตัวของคุณ
รูปประจำตัวสมาชิก
SekRanger
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 677
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ต.ค. 2011, 12:11
team: ห่อหมกทีม
Bike: หมอบ Masi Alare สีดำเดิมๆ
ตำแหน่ง: ถ.เทพารักษ์ กม.3 สมุทรปราการ

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย SekRanger »

umbabab เขียน:ทำไมนักปั่น ถึงได้หุ่นเพรียวครับ เหตุผลเดียวกับที่นักมวยไทย ตัวผอมเพรียวกันทุกคนหรือเปล่าครับ?
ผมบอกได้แค่ว่า ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำ ทำยังไงๆ ก็ไม่มีวันตัวใหญ่กล้ามใหญ่แบบนักเพาะกายได้หรอกครับ
ต่อให้ออกกำลังกายแบบเดียวกับนักเพาะกายก็ไม่มีวันตัวใหญ่ได้เท่า

นักเพาะกายตัวใหญ่เพราะโภชนาการครับ พูดง่ายๆ คือกินเยอะครับ
สำหรับนักเพาะกายวิ่งสำคัญคือ ฝึก 20%, พักผ่อน 10% ที่เหลือคือกินครับ ฝึกให้ตายกินไม่พอก็ไม่ใหญ่

สารอาหารหลักที่นักเพาะกายต้องกินก็คือโปรตีน ส่วนมากก็จะกินไก่เพราะว่าไขมันต่ำเมื่อเทียบกับเนื้อชนิดอื่นๆ (ปลาต่ำกว่า แต่แพง)
ปริมาณโปรตีนที่นักเพาะกายต้องการใน 1 วัน ถ้าเทียบเป็นไก่ ก็ได้หลายตัวอยู่ครับ จะให้ยัดลงไปวันละหลายๆ ตัวก็คงไม่ไหว

นั่นจึงเป็นที่มาของเวย์โปรตีนครับ

ผมตอบอ้อมๆ แต่คิดว่าน่าจะได้คำตอบเนาะ
เป้าหมายแรกของมือใหม่ แซงขาแรงที่สนามบินฯ ด้วยรถเดิมๆ

[เอ็น - ดู - หลาน]
รูปประจำตัวสมาชิก
StoneRoses
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3149
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 16:12
Bike: Pinarello Dogma F8, Trek Speed Concept 9.9

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย StoneRoses »

ขอไม่พูดถึงล่ำแบบนักเพาะกายนะ
พวกนั้นล่ำเพราะกินเยอะ ออกแรงแบบเน้นแรง ไม่เน้นความทน กล้ามเนื้อถึงจะมีแรงมาก แต่ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน (หมายถึงใช้พลังงานเปลือง ทำให้ไปโหลดระบบหายใจและการไหลเวียนเลือดเยอะ)

นักจักรยานแบบ sprinter มักจะจะมีกล้ามเนื้อล่ำและตัวใหญ่กว่านักไต่เขา เพราะต้องการระเบิดพลังในช่วงสั้นๆ ต้องใช้กล้ามเนื้อและการออกกำลังแบบ anaerobic ในช่วง sprint

และพวก TT specialist ก็เช่นกัน กล้ามใหญ่น้อยกว่า sprinter แต่มักจะตัวใหญ่ เพราะเน้นทางราบ นน. ตัวมีผลน้อย ตัวใหญ่แรงเยอะมีกำลัง watt มากกว่า ทำให้ได้เปรียบ เพราะแรงต้านอากาศตอนขี่ ถึงคนตัวใหญ่มีแรงต้านมากกว่าคนตัวเล็กแต่ก็เพิ่มในอัตราที่น้อยกว่า เรื่องของกำลังของคนตัวใหญ่ที่มีมากกว่าคนตัวเล็ก

ส่วนนักไต่เขา วัดกันที่กำลังต่อน้ำหนัก (watt/kg) พวกตัวเบาเลยได้ปรียบ
รูปประจำตัวสมาชิก
JADE555
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7581
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 06:31
Tel: อยากรู้ให้โทรมาถาม (- -")
team: CARBON ASS!!!
Bike: เหล็กมาร

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย JADE555 »

งั้นถ้ากำลังต่อน้ำหนักคนตัวใหญ่ ทำได้เท่าพวกตัวเล็ก การไต่เขาจะสู้ได้ไหมครับ มีปัจจัยด้านออกซิเจนอีกหรือไม่
ปั่นต่อไป จนกว่าตูดจะไหม้เป็นเถ้าถ่าน CARBON ASS TEAM

เฟรมบุบกลาง ยางก็แบน แฮนด์ก็หลุด
โซ่สะดุด ล้อสะบัด เฟืองก็แหลม
ยางนอกโล้น ขอบล้อแตก ยางในแพลม
สนิมแจม ลูกปืนร้าว รองเท้าพัง!!
รูปประจำตัวสมาชิก
SekRanger
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 677
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ต.ค. 2011, 12:11
team: ห่อหมกทีม
Bike: หมอบ Masi Alare สีดำเดิมๆ
ตำแหน่ง: ถ.เทพารักษ์ กม.3 สมุทรปราการ

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย SekRanger »

JADE555 เขียน:งั้นถ้ากำลังต่อน้ำหนักคนตัวใหญ่ ทำได้เท่าพวกตัวเล็ก การไต่เขาจะสู้ได้ไหมครับ มีปัจจัยด้านออกซิเจนอีกหรือไม่
อันนี้ตอบแบบอิงฐานความรู้ที่ผมมี ระยะสั้นๆ พวกกล้ามใหญ่น่าจะทำความเร็วต้นได้ดีครับ
เป้าหมายแรกของมือใหม่ แซงขาแรงที่สนามบินฯ ด้วยรถเดิมๆ

[เอ็น - ดู - หลาน]
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย lucifer »

JADE555 เขียน:งั้นถ้ากำลังต่อน้ำหนักคนตัวใหญ่ ทำได้เท่าพวกตัวเล็ก การไต่เขาจะสู้ได้ไหมครับ มีปัจจัยด้านออกซิเจนอีกหรือไม่
ปกติแล้วมันเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาตินะครับ คนตัวใหญ่หากจะมีกำลังต่อน้ำหนักเท่าคนตัวเล็กได้นี่ จะต้องมีกำลังดิบๆ ( gross power ) ที่สูงมากๆเลยครับ สูงมากขนาดที่เรียกว่า ซัดกันทางเรียบ ทวนลมด้วยกันนี่ ทิ้งคนตัวเล็กแบบหายขาดไปเลย

เคยมีคนศึกษาmodel เรื่องความแข็งแรงต่อน้ำหนักตัว เช่น มนุษย์ยักษ์ที่สูงสัก 10 m กับคนที่สูง 1.7 m ไม่มีทางที่ว่ายักษ์จะมีสัดส่วนร่างกายเท่ากับคนปกติได้เลย ขนาดของกล้ามเนื้อจะต้องมีหน้าตัดที่มากไปกว่าสัดส่วนปกติแบบมากมาย จึงจะมีแรงสู้กับมวลของร่างกายที่เพิ่มขึ้น คล้ายๆกับว่า การเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อเพียง 2 เท่า ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว 2 เท่า ประมาณง่ายๆแบบนั้นครับ

สมัยก่อนตอนเมื่อหลายปีก่อน ผมจำคู่กัดระหว่างอูลลิช กับ แลนช์ได้ดีเลย อูลลิชตัวใหญ่และหนักกว่าแลนช์ ทางตรงด้วยกันนี่ ดูไม่ค่อยจะห่างกันมากนัก แต่พอขึ้นเขา คนตัวเบาดูเหมือนจะได้เปรียบกว่ามากมาย ซึ่งโคชและกูรูหลายๆคนในอดีตก็เคยอธิบายเหตุผลในเรื่องของ กำลัง/น้ำหนัก ซึ่งอีตาแลนช์ได้เปรียบอยู่เยอะ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
StoneRoses
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3149
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 16:12
Bike: Pinarello Dogma F8, Trek Speed Concept 9.9

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย StoneRoses »

คุณ lucifer ตอบได้ถูกใจผมจริงๆ

ขอเสริมการยกตัวอย่างนะครับ

หลักการขนาดร่างกาย ความแข็งแรง และมวลมันสัมพันธ์กันประมาณนี้ครับ
สมมติมีคนสองคน คนนึงสูง 1.5 เมตร อีกคนสูง 2 เมตร ถ้าการขยายขนาดตัวเเป็นแบบเหมือนการย่อขยายตามสัดส่วนความสูง

ความสูงต่างกัน 2/1.5 = 1.33 เท่า
พี้นที่หน้าตัดกล้ามเนื้อต่างกัน 1.33^2 = 1.78 เท่า
นน.ต่างกัน = 1.33^3 = 2.37 เท่า

กำลัง มาจากกล้ามเนื้อ มากขึ้นในอัตรายกกำลัง 2 โดยประมาณ ในขณะที่น้ำหนักตัวเพื่มขึ้นแบบยกกำลัง 3
จากตัวอย่างข้างบน คนที่นน. มากกว่า 2.37 เท่า มีกำลังมากกว่าแค่ 1.78 เท่า คนตัวใหญ่ มีแนวโน้มที่จะมีกำลัง / น้ำหนัก น้อยกว่าคนตัวเล็ก

ถ้างงว่ามันมายังไงลองนึกถึงถังใส่น้ำทรงลูกบาศก์ครับ

ถังขนาด 1x1x1 เมตร บรรจุน้ำได้ 1 ลบเมตร มีพื้นที่ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร

แต่ถังที่มีมิติใหญ่กว่า 2 เท่าตัว คือ 2x2x2 เมตร จะบรรจุน้ำได้ 8 ลบเมตร (2^3 เท่า) และมีพื้นที่ผิวน้ำ 4 ตารางเมตร (2^2 เท่า)
macdical
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 45
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 01:08
Bike: jamis xc pro
ติดต่อ:

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย macdical »

ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับกล้ามเนื้อของคนเล่นกล้ามมาบ้าง ประมาณว่ากล้ามเนื้อที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ออกแรงทำกิจกรรม ต่างๆ มันจะมี2ชนิดครับคือ 1.กล้ามเนื้อสี..แดง.. กับ 2.กล้ามเนื้อสี..ขาว..ผสมกันอยู่

***การออกกำลังที่ต้องใช้พละกำลังมาก และใช้ระยะเวลาไม่ติดต่อกันนานๆ(การออกำลังกายแบบระเบิดพลัง/ทำเป็น set แล้วหยุดทำใหม่ )จะมีการพัฒนากล้ามเนื้อสีขาว แบบที่สองมากกว่า กล้ามเนื้อแบบนี้จะมีลักษณะใหญ่มีมวลมากกว่าแต่มวลเนื้อจะเหลวกว่า แบบสีแดงมีการเผาพลังงานมากกว่า เป็นสาเหตุที่ว่า พวกนักวิ่งระยะสั้น จะมีกล้ามเนื้อใหญ่ กว่าพวกนักวิ่งมาราธอน
***ตรงกันข้ามพวกกีฬาที่เล่นติดต่อกันนานๆแต่ใช้แรงไม่มากเท่า (ถ้าใช้แรงมากสุดๆติดต่อกันคงทำนานไม่ได้) กล้ามเนื้อสีแดงจะถูกพัฒนาขึ้นมากกว่า จะมีลักษณะเล็กกว่า และเหนียว มวลแน่นกว่าแบบสีขาว น้ำหนักก็น้อยกว่า

ดังนั้นจึงพอจะอธิบายได้ว่าพวก spinter ทำไมมันถึงล่ำๆกันทั้งนั้น ต่างจากพวกนักแข่งที่ขึ้นเขาอึดๆ ขี่ไกลๆได้ดี
จริงๆแรก เริ่มผมขี่จักรยานเพราะเล่น เวท(ไม่จริงจัง)แล้วก็ต้องการ bern ไขมันไปด้วย(ทำให้กล้ามเนื้อชัดขึ้น)แต่ติดใจจักรยาน จนตอนนี้เล่นเวท น้อยลงเยอะเลย บาร์เบลดัมเบลวางเกะกะ ผสม กับ จักรยานอีก 4 คัน :lol: :lol:

คนที่เล่นเพาะกายแบบจริงจัง ในช่วงที่สร้างกล้ามเนื้อเขาจะพยายามไม่ออกกำลังกายแบบ aerobic ที่ต้องทำติดต่อกันนานๆ เพราะมันจะสลายกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน :shock: :shock: เพราะธรรมชาติของร่างกาย หลังจากดึงน้ำตาลจากร่างกายมาใช้แล้ว แหล่งต่อไปก็คือกล้ามเนื้อครับ แล้วถึงจะดึงไขมันมาใช้ (ร่างกายเรารักไขมันมาก :lol: :lol: )
รูปประจำตัวสมาชิก
Rush
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4874
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ต.ค. 2008, 20:50
team: จักรยานกู้ภัยอิสระ
Bike: Fuji Newest 4.0, รถพับ 16' Ireton single speed , เสือภูเขาอลูสีลอกเกือบหมดแล้ว 8 เกียร์ , เสือหมอบเหล็กเกียร์เดี่ยว , Cronus รุ่น Soldier, Trinx จักรยานปั่นสองคน

ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย Rush »

เห็นกล้ามเนื้อของราชาแห่งจักรยานแล้ว คิดไงล่ะเพื่อน
ไฟล์แนบ
lance-armstrong.jpg
lance-armstrong.jpg (91.6 KiB) เข้าดูแล้ว 409 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย lucifer »

macdical เขียน:
คนที่เล่นเพาะกายแบบจริงจัง ในช่วงที่สร้างกล้ามเนื้อเขาจะพยายามไม่ออกกำลังกายแบบ aerobic ที่ต้องทำติดต่อกันนานๆ เพราะมันจะสลายกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงาน :shock: :shock: เพราะธรรมชาติของร่างกาย หลังจากดึงน้ำตาลจากร่างกายมาใช้แล้ว แหล่งต่อไปก็คือกล้ามเนื้อครับ แล้วถึงจะดึงไขมันมาใช้ (ร่างกายเรารักไขมันมาก :lol: :lol: )
ไปเอามาจากไหน คร๊าบบบบบ :mrgreen:
นั่นมันผิดธรรมชาติของร่างกายแล้วนะครับ แบบนี้ผมมิต้องฉีกตำราทิ้งเลยหรือเนี่ย ฮ่า ฮ่า ( จริงๆแล้วมีหลายเรื่องที่เหล่านักเพาะกายในfitnessเข้าใจอะไรผิด เพียงแต่มันไม่ได้มีผลเสียอะไร ไม่ได้ทำร้ายใครให้เป็นอันตราย และเป้าประสงค์หลักคือกล้ามใหญ่ๆ ทรงสวยๆ เวลาคุยกับเพื่อนๆผมในฟิตเนส ผมก็เลยไม่อยากจะไปเถียงด้วย เพราะบนพื้นฐานที่ผมเคยสอนวิชาphysiologyมาก่อน อย่างน้อย ผมก็ควรจะทราบว่าอะไรที่มันถูกต้องตามธรรมชาติ อะไรที่ฝืนธรรมชาติ และอะไรที่ธรรมชาติมิได้เป็นเช่นนั้น )

นักเพาะกาย มีกล้ามโต เพราะองค์ประกอบได้แก่
1. เส้นใยกล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น
2. มีการสะสมน้ำในกล้ามเนื้อมากขึ้น

ร่างกายจะเอาproteinจากกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานก็คือ ภาวะขาดอาหารครับ
การแปลงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน จะเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและขั้นตอนมากกว่าปกติ รวมถึงผลลัพธ์สุดท้ายจะได้สารพิษที่ร่างกายไม่ประสงค์ จึงเป็นสิ่งที่จะถูกเลือกทำเป็นกรณีหลังๆ
และที่สำคัญ เราไม่มีทางที่จะดึงน้ำตาลทั้งหมดที่สะสมออกมาได้ง่ายๆอย่างที่คาดกันหรอกครับ ขั้นตอนมันเยอะมากกว่าที่คิดนะครับ

นักเพาะกล้ามนั้น จะกินอาหารเสริมชนิดหนึ่ง คือ Creatine ซึ่งสารอาหารตัวนี้จะเป็นสารตั้งต้นของแหล่งพลังงานพื้นฐานของกล้ามเนื้อ เมื่อมันเข้าสู่กล้ามเนื้อและสะสมในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น จะทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นมา โดยมีกลไกทั้งจากการเพิ่มขนาดของเซลล์กล้ามเนื้อ และจากการดึงน้ำเข้ามาสะสมในกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น แต่การที่กล้ามเนื้อเพิ่มขนาดขึ้นมานี้จะเป็นผลโดยตรงจากการสะสมน้ำมากกว่าการเพิ่มขนาดของเซลล์

การออกกำลังกายในลักษณะaerobic ในลักษณะของการburn fat ไม่ทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น แถมยังดึงน้ำในกล้ามเนื้อเข้าไปใช้กับปฏิกิริยาการสันดาปน้ำตาลด้วยออกซิเจนเสียอีก ผลคือกล้ามเนื้อจะเล็กลง ( ไม่ได้เล็กเพราะลดขนาดใยกล้ามเนื้อ แต่เล็กเพราะมีน้ำสะสมลดลง ) และไม่ได้ทำให้ performance ของกล้ามเนื้อลดลง แต่formของกล้ามเนื้อจะไม่ได้ดังใจต้องการ

เพราะการสร้างกล้ามเนื้อของนักเพาะกาย เป็นการสร้าง"Form" เป็นสำคัญ เพราะformประกอบด้วยcontent หลักๆคือ เซลกล้ามเนื้อ และน้ำที่สะสมในเซลกล้ามเนื้อ เซลกล้ามเนื้อสร้างด้วยการฝึก ส่วนน้ำสะสมด้วยการบริโภคและผลจากการฝึก รวมไปถึงเครื่องทุ่นแรงอย่าง creatine และที่สำคัญการเล่นaerobic exercise นานๆ จะเปลืองเวลามาก รวมไปถึงเป้าประสงค์ของนักเพาะกาย กับ คนที่ต้องการเน้นperformanceในลักษณะองค์รวมนั้นแตกต่างกัน

เคยได้ยินศัพท์ที่เรียกว่า "aerobic weight training" บ้างไหมครับ เคยอ่านเจอ แล้วก็เคยพยายามจะลองดู แค่setแรก ก็ยอมแพ้แล้วครับ เหนื่อยกว่าปั่นจักรยานเยอะเลย :lol: :lol: :lol:
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 02 ม.ค. 2012, 14:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
Team-CSC
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 834
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 10:56
team: จักรยานตราจรเข้
Bike: จักรยานตราจรเข้

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย Team-CSC »

อ่านคำตอบของคุณ Lucifer ข้างบนแล้วผมชอบใจ ทำให้อยากจะมั่วเอาสูตรของไอสไตน์เข้ามาเกี่ยว (ทั้งๆที่อาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ แต่อยากลองมั่วดู)

สูตรเด่นดังที่โลกไม่มีวันลืมของไอสไตน์คือ E = mc2

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า พลังงานที่ต้องใช้ขับเคลื่อน (Energy) มวลสาร (Mass) ให้ ไปเพิ่มความเร็วขึ้นไปให้ใกล้กับความเร็วแสงนั้น มันยกกำลัง 2 หรือเป็น exponential นะครับ ถ้าควรตัวหนัก หรือ มวลมาก อยากเพิ่มความเร็วให้มากๆ ก็ต้องใช้พลังมากกว่าพวกมวลน้อย ซึ่งตรงนี้นี่เองที่ผมคิดว่าตรงกับ Gross Power ที่ คุณ Lucifer กล่าวมา ดังนั้น ถ้า Power Output ของพวกกล้ามใหญ่ ไม่เพิ่มเป็น exponetial เมื่อเทียบกับพวกกล้ามเล็กล่ะก็ การที่จะยิงแบบทิ้งหายไปในทางยาวๆนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ แน่ๆ

เนื่องจากเรียนจบสายศิลป์ภาษามาจึงตอบมั่วให้ไปเกี่ยวกับไอสไตน์โดยใช้จินตนาการได้เพียงเท่านี้ ความจริงเป็นเช่นไรต้องรอคนเก่ง ฟิสิกซ์มาอธิบายครับ (แต่คิดว่าเป็นแบบที่คุณ Lucifer ว่าไว้) :lol:
--Human Knowledge Belongs to the World--
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย lucifer »

ถ้าgross powerพอๆกัน คนตัวหนักจะได้เปรียบและเสียเปรียบคนตัวเบาในเรื่องของแรงเฉื่อย

มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วหละครับ ในช่วงออกตัวหรือยิงขึ้นไปเนี่ย ถ้าgross powerพอๆกัน คนตัวเบาจะขึ้นได้ก่อน เพราะน้ำหนักที่น้อยกว่าจะทำให้มีความเฉื่อย( moment of inertia ) น้อยกว่า การที่จะยิงขึ้นไปจากระดับความเร็วที่พอๆกัน ขึ้นไปยังระดับความเร็วที่เท่าๆกันนั้น ตัวเบาขึ้นได้ก่อน

แต่พอถึงระดับความเร็วสูงขึ้น จะมีอะไรมาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เกี่ยวข้องก็คือ แรงต้านของอากาศครับ แรงต้านของอากาศจะเพิ่มขึ้นตามพื้นที่หน้าตัดที่เพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนสัมพันธ์กับความเร็วยกกำลังสอง ( ที่ความเร็ว 20 กม/ชม. ช้ากว่าที่ 40 กม/ชม 2 เท่า แต่ที่ความเร็ว 40กม/ชม มีแรงต้านอากาศ 4 เท่า )

การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง จะมีศัพท์อยู่คำหนึ่งคือ momentum มีค่าเท่ากับ m x v หรือ มวลคูณด้วยความเร็ว ซึ่งก็จะอีกกรณีหนึ่งของ mc<2> นะครับ :lol:
การจะทำให้ความเร็วลดลงไปได้จะต้องมีแรงกระทำสวนทางกับการเคลื่อนที่ โดยแรงที่ว่านี่ก็คือ แรงต้านอากาศนั่นเอง

เพราะแรงมีค่าเท่ากับ m x a หรือ มวลคูณด้วยอัตราเร่ง ( หรือ อัตราหน่วงในกรณีที่เป็นแรงต้าน , หรือ อัตราเร่งติดลบ )

สมมติว่ามีนักปั่น 2 คน L หนัก 65กก , U หนัก 75กก​ ปั่นมาด้วยความเร็ว 40 กม/ชม แล้วยกบันไดปล่อยไหล แรงที่จะต้านให้ L มีความเร็วลดลงเหลือ 35 กม/ชม ภายในเวลา 3 วินาที จะมีค่าเท่ากับ 65 x (35 - 40)/3 = -108.33 kg.km/hr/sec ซึ่งแรงเท่ากันนี้ภายในเวลา 3 วินาที จะเบรคให้ความเร็วของ U ตกมาที่ 35.667 กม/ชม

ดังนั้นถ้า U มีพื้นที่หน้าตัดที่มากกว่า L แรงต้านอากาศที่กระทำกับ U ก็อาจจะมากกว่า L จนทำให้ความได้เปรียบในข้างบนนั้นไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าUสามารถทำตัวและทำรถให้ได้พื้นที่หน้าตัดเท่ากันกับ L เมื่อไหร่ เมื่อนั้น U ก็จะได้เปรียบในทางตรงทางเรียบขึ้นมาทันที เพราะเมื่อขึ้นไปที่ความเร็วเท่าๆกัน มวลที่มากกว่า จะสู้กับแรงต้านอากาศได้ดีกว่านั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวหนักกว่าก็มักจะใหญ่กว่า พื้นที่หน้าตัดจึงมากกว่า แรงต้านอากาศที่เพิ่มขึ้นจึงทัดทานกับน้ำหนักตัวที่มากกว่า จึงทำให้ทางเรียบหนีกันไม่ค่อยออก

ซึ่งถ้า กำลังต่อน้ำหนักเท่ากันเมื่อไหร่ เมื่อนั้นกำลังดิบๆของ U ก็จะมหาศาลมาก และสามารถออกแรงเอาชนะแรงต้านอากาศได้มากกว่า L ดังที่กล่าวไปแล้ว


งง ดีไหมครับ ต้องอธิบายบนกระดาน จึงจะคุยกันง่าย
เอาเป็นว่า คุยกันขำๆก็แล้วกัน เหตุผลทางฟิสิกส์เขาอธิบายกันง่ายๆแบบนี้แหละครับ :lol:
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
แมวทอง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8671
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย แมวทอง »

ขอบคุณ ป๋าลูมากครับ
ทำให้ผมฝันร้ายเลยที่เดียว เนื่องจากตอนเด็กๆโดดเรียนวิชานี้ประจำ

ฝากเพื่อนๆชาวเสือทุกท่าน ให้ศึกษาถึงทฤฎีที่ อ.ลู นำมาบอกกล่าว
เพราะมีความสำคัญมาก ในการวางแผนการปั่นในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างดีมากครับ
ส่วนตัวเป็นคนตัวเล็กแรงน้อยทุนก็น้อย
ก็อาศัยที่ อ. ลู ได้อธิบายไว้
พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาศได้ครับ ;)
ลองดูครับทุกๆท่าน
ฟิสิกซ์ เคมี ชีวะ ถ้าอยู่ในห้องเรียนอาจทรมาน แต่ถ้าอยู่กับหมอบ มันส์มาก สนุกด้วยครับ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: ขอซักกระทู้สำหรับพวกบ้ากล้าม

โพสต์ โดย lucifer »

กลศาสตร์ มันเป็นสิ่งที่ใช้วัดกันตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคผมเลยนะเนี่ย แบบว่าใครเก่งกลศาสตร์ เก่งไฟฟ้า ก็มักจะทำคะแนนวิชาฟิสิกส์อยู่ในกลุ่มนำโด่งแล้ว เพราะสาขาอื่นๆที่เหลือมักจะทำคะแนนกันได้ไม่ห่างกันเท่าไหร่ อานิสงค์ของการตั้งใจเรียนในตอนนั้นก็เลยพอจะเหลือเป็นทุนรอนในตอนนี้ได้อยู่บ้าง :lol: :lol: :lol: จริงๆก็ลืมไปเยอะแล้วครับ โดยเฉพาะพวกนิวเคลียร์ฟิสิคส์ ผมลืมสูตรคำนวณหมดแล้ว พวกกิ้งกือถั่วงอกอย่างวิชาอินทีเกรท ผมลืมหมดแล้วจริงๆ จำได้ว่าตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็แทบจะไม่สนใจแล้ว ทนๆเรียนให้ผ่านๆ เพราะพอข้ามฟากไปแล้วก็ไม่ต้องเจอกันอีก เก็บแรงไว้เจอกับศึกหนักของจริงในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับงานของเราดีกว่า ฮ่า ฮ่า

เรื่องจริงตรงนี้ผมเคยเจอมาก่อน กว่าจะเข้าใจได้นี่ก็ต้องคิดอยู่นาน สัก 10ปีกว่าๆ ตอนนั้นอายุน้อยกว่าตอนนี้ ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ตัวเล็กๆน้ำหนักอยู่แถวๆ 58 กก.เท่านั้นครับ เพื่อนในกลุ่มหนักราวๆ 80กก.เศษๆนะ จำได้ว่าปั่นเสือภูเขาทางเรียบด้วยกันเนี่ย ผมโดนทิ้งกระจายเลย อย่าว่าแต่ปั่นคู่เลยครับ เกาะดูดเขาขึ้นไปก็ยังตามไม่ทัน แรงมาก , แต่พอไปขึ้นดอยสุเทพกัน ผมยิ่งม้วนเดียวจบจากหน้าสวนสัตว์ไปถึงเชิงทางขึ้นที่ทำการสุเทพ-ปุย แต่ต้องมานั่งรอเพื่อนคนนี้อยู่อีกนาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า เราว่าเราก็ไม่ได้ฟิตอะไรเท่าไหร่ ทำไมคนเมืองแบบเราถึงปั่นขึ้นดอยสุเทพได้ไม่ลำบากเลย แม้แต่ปั่นขึ้นไปหน้าภูพิงค์แล้วขึ้นไปที่ยอดดอยปุยก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่สิงห์ทางเรียบตัวใหญ่ๆนี่จอดกันหมด

จนกระทั่งไปเจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้านั่นแหละครับ ก็เลยทวนความรู้ด้านกลศาสตร์เล็กน้อย ก็เลยเข้าใจได้ไม่ยากครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”