ไม่มีอะไรมากครับ ..อาร์ท..ArtKorat เขียน:ผมว่าทั้งสองก็ถูกครับแต่ถูกคนละสถานการณ์ ในสนามรบนั้นผมว่าเวลาเพื่อนโดนคงกระสุนคงไม่ต้องมานั่งดูอาการทางประสาทผมว่าทำให้หายใจ มั่นใจว่าเลือดยังสูบฉีดอุดบาดแผล หัวใจเต้นเข้าไว้ โบ๊ะยาสนามเข้าไปมอฟีนฉีดไว้ก่อนถ้าอยู่เป็นประชาชนไปแล้ว ABCDมันก็คงจะไปอีกแบบ คงไม่ต้องโหดดิบแบบหมอสนามมั๊ง ผมว่าABCDแบบประชาชนก็โอเคดีครับ
ผมว่าหมอในกลุ่มน่าจะเป็นวิทยากรให้พวกเราชาวจักรยานก็ดีครับ ผมว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมากๆ
1. ปฐมเหตุก็อยู่ที่..อุบัติเหตู..ที่เกิดขึ้น อาหมอได้เข้าไปช่วยคนเจ็บเกือบจะทันทีที่เคลียร์เพื่อนๆที่ล้มกลิ้งเค่เร่กันอยู่ แล้วก็มานั่งคิด แล้วก็เขียนจาก..ความรู้และความรู้สึก..ที่มีต่อสถานการณ์นั้นจากข้อความข้างต้น
2. หลังจากนั้นก็มีท่านหนึ่ง(แพทย์ ..ที่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว)ออกความเห็น..เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน..ดังที่ท่านแถลง
3. ต้น..เอาข้อความมาอ้างอิงต่อ ก็เป็นที่มาของ..ความเห็นเชิงวิชาการ..ที่กำหนดออกมาในบรรทัดแรกๆว่า..เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน..ที่ในเนื้อรายละเอียดไม่ตรงกัน เพราะการอธิบายคำย่อที่ไม่เหมือนกัน แต่ดูลึกๆก็ไม่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแบบ เหลืองกับแดง (ในยุคนี้ไม่ใช่ ขาวกับดำ ในยุคก่อน
4. แล้วก็จบด้วยวลี..แมวดำ-แมวขาว..ที่โด่งดังของ เติ้ง เสี่ยว ผิง นั่นคือ การปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของตัวเองจากสถานการณ์ในเมือง(14 ตุลา 16ที่รพ.รามาฯ /การเดินขบวนถอนฐานทัพอเมริกันออกจากประเทศไทย/ 6 ตุลา 19ที่ล้วนมีการบาดเจ็บ ล้มตายทั้งสิ้น)และเขตป่าเขา ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันนั้น พิสูจน์ในส่งที่ถูกสอนมาว่าใช้ได้ ทันท่วงที
5. แนวคิดร่วมสมัยของการสอนในโรงเรียนแพทย์/เตรียมแพทย์ ก็คงไม่ต่างกันกับอาชีพอื่นที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาล สุดแท้แต่ความเชื่อในเหตุผล...แต่...ทางทันตกรรมมีบทสรุปหนึ่งที่ปรมาจารย์ท่านหนึ่งยกมาเพื่อตรวจสอบนักทฤษฏีทั้งหลายให้ตกม้าตายไปตามๆกันคือ Clinical success is the final test.