หลังจากพวกเราใช้เวลาซักครู่ใหญ่ บนปากปล่องภูเขาไฟ เราก็ออกเดินทางกลับกันอีกครั้งครับ
แต่คราวนี้สองพี่น้องอาศัยม้ากลับ ส่วนผมกับทีมิสเดินกลับกันเหมือนเดิม


ที่อุทยานแห่งชาติโบรโม่ เทงเกอร์ มันสวยงามมาก ผมคงจะจดจำความสวยงามอันนี้เป็นตลอดชีวิต มันไม่เพียงแต่สถานที่สวยงามเท่านั้น
แต่มันมีความหมายและความทรงจำสำหรับทุกกิโลเมตรทีผมได้ย่างก้าวผ่านไป
มีโอกาส ผมก็จะขอกลับไปอีกซักครั้ง
รถจิ๊ปพากพวกเราออกเดินทาง ผ่านทะเลทรายกลับไปยังที่พัก เพื่อไปทานอาหารเช้าควบกับเที่ยงที่โรงแรม
ผมให้ทิปกับคนขับรถจิ๊ป ตามคำแนะนำของทีมิส และให้ทีมิส พี่ชายที่แสนดีและไกด์นำทางมากประสบการ์ณที่แนะนำการเที่ยวโบรโม่ได้อยากสนุกสนานและคุ้มค่า
ผมร่ำลาแลกเปลี่ยนอีเมลกับสองพี่น้อง ไดอาน่า กับ บูกูซ
จริงๆ แล้วค่าใช้จ่ายในการเที่ยวภูเขาไฟครั้งนี้ เป็นการจัดการของบริษัทเมอร์ค อินโดนีเซีย ครับ ผมเองไม่เคยร้องขอ แค่ส่งแผนการเดินทางให้เท่านั้น และคิดว่าจะใช้ทุนของตัวเอง
เพียงแค่ต้องการความช่วยเหลือจากที่โน้นในการจัดกิจกรรมหลักๆ และขอโอกาสเข้าเยี่ยมเพื่อนๆ พนักงานตามเมืองหัวเมืองเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมเท่านั้นครับ แต่พวกเขาก็จัดเตรียมให้
และทำเรื่องเซอร์ไพรซ์ ผมหลายๆ เรื่อง ซึ่งแสดงว่าเขาให้เกียรติกับผมมากเลยทีเดียว ผมต้องขอบคุณมากเลยครับ และหลายคนที่ผมติดต่อที่โน้น เดี๊ยวนี้ก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกันครับ
สำหรับเรื่องค่ารถจิ๊ป ถ้าใครต้องการเช่า ผมแอบได้ยินจากโต๊ะข้างว่า เขาคิดแค่ สี่แสน สี่แสนรูเปี๊ยะครับพี่น้องหรือประมาณ 1480 บาทครับ
อันนี้เป็นความสูงของที่พักครับ (Lava view)

และอาหารบ่ายของผมที่โรงแรมครับ มันคือ โซโตะ ชื่อมันเหมือนยี่ปุ่นแต่เป็นอาหารยอดนิยมของที่โน้นเลย
มันคือซุ๊ป คล้ายกับซุปเนื้ออิสลาม ทางบ้านเรา แต่ของเขารสชาติแย่กว่าเยอะ
ตัวน้ำซุปออกสีเหลือง ใส่ใข่ต้มทั้งลูก และผักกะหล่ำปลีซอย กินกับข้าว มีทั้งเป็นแบบไก่หรือ เนื้อ
โซโต๊ะ เป็นที่นิยมของชาวอินโดมาก และจะแตกต่างกันไปตามเมืองใหญ่ ว่าก็ว่าคือ แต่ละเมืองก็เด่นคนละแบบ เพื่อนชาวอินโดของผมคนนึง
แกเป็นพวก โซโต๊ะ แอดดิค บอกว่ากินเกือบทุกมื้อ เชี่ยวชาญโซโต๊ะของทุกเมือง
แล้วผมชอบมั๊ย หุ หุ บอกได้คำเดียวว่า แหวะ

ในช่วงบ่าย ฝนก็เทกระหน่ำซัมเมอร์เซลที่นั้น อย่างไม่ลืมหูลืมตาม เสื้อผ้าที่ซักไว้ตั้งแต่คืนก่อน ก็ยังไม่แห้ง ที่นี่อากาศเปลี่ยนทุกๆ ชั่วโมง
แดดเลยมีจำกัดเวลา และถ้าเผลอเมื่อไหร่เป็นได้เปียก ฝนในช่วงบ่ายยาวไปเกือบทั้งคืน
ผมชักจะหิว บวกมีอาการมึนคล้ายจะไม่สบาย ก็กลัวจะไม่สบายเลยพอฝนซาเม็ด ก็รีบออกไปหาอะไรกิน ที่ร้านอาหารในโรงแรมดันปิดเปิดอีกทีทุ่มนึง ผมเลยต้องเดินผ่านเนินเล็กลงไป
ยังหมู่บ้านเพื่อไปนั่งกินข้าวล่าว ผมสั่งข้าวผัดมานั่งกิน
ระหว่างนั้นผมเห็น กระทิงไทยสองคน เดินมาสั่งอาหารกินร้านเดียวกัน คุณหล่อนทั้งสองเม้าท์แตกกันออกรสออกชาติ แต่ออกอากาศไม่ได้
แต่ละคำพูดคำจาของคุณทั้งสอง ล้วงลึกไปถึงเรื่องใต้สะดือของหนุ่มคู่ขาหล่อน ทำเอาผมแทบกินข้าวไม่ลง และไม่อยากไปทักทาย
อยากจะเดินหนีไป ก็ไม่ได้ เพราะฝนเทกระหน่ำลงมาอีกครั้ง ผมต้องทนฝังสองคนนั่งนั่งพรรณาต่างๆ ไปเรื่อยๆ
ถ้ากระทิงไทยทั้งสองคนนั้นถ้ารู้ว่าผมเป็นคนไทย มันจะทำหน้ายังไงหว่า
ฝนตกไม่หยุดเลย ผมเลยต้องตัดสินใจซื้อเสื้อฝนในร้านและออกเดินกลับไปที่พักประมาณกิโลกว่า
ผมทั้งเปียกและหนาวจนตัวสั่น กลับไปรีบอาบน้ำอีกครั้ง ทำตัวให้แห้งและนอน
แต่โชคร้ายแล้วครับ ผมมีอาการไข้ ปวดหัว เมื่อยตัว สงสัยจะเป็นหวัด
ผมเริ่มไม่สบายเพราะถ้าเกิดไม่สบายต้องนอนต่อที่นี้ มันจะมีผลรวนไปถึงโปรแกรมต่างที่จัดไว้กับบริษัท และมันลามมาถึงโรงแรมที่พัก
ที่ได้จองมาก่อนน่านี้ ผมได้แต่ภาวนาว่า อย่าป่วย อย่าป่วย
ผมไม่ได้เตรียมเสื้อหนาวอย่างหนามาเลยต้องอาศัยผ้านวม เสื้อแขนสั้นหลายตัวใส่ทับไว้ ในภาพผมหนาวมากๆ หน้าผมแดงก่ำด้วยพิษไข้ ปากแห้ง
เพื่อให้หายไข้ผมพยายามกินน้ำเยอะๆ บวกกลับกินยาพาราเซตามอล ที่ได้เตรียมมาก่อนหน้าการเดินทาง

ประมาณเที่ยงคืนผมเริ่มรู้สึกร้อนมากๆ จนผมต้องถอดเสื้อต่างๆ ที่ใส่ทับอยู่ออก เหลือแค่เสื้อกับกางเกงเท่านั้น พิษไข้ทำให้ร้อนจนสู้อากาศหนาวได้เลย
คิดในใจอย่างว่า พรุ่งนี้ตรูต้องหาย.... ตรูป่วยไม่ได้....








































