Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
เรื่องมันเข้าใจยากหน่อยครับ แต่มันตรงไปตรงมา ถ้าเข้าใจมันได้ ก็จะคิดอะไรออกอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการฝึก เรื่องความเสี่ยงต่อภาวะ OverReaching เรื่องความเสี่ยงต่อการแป้กกลางทาง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- demolisher
- ขาประจำ
- โพสต์: 6654
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
- Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
lucifer เขียน:
เน้นตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถฝึกเพื่อเพิ่ม Max HR ได้เลยครับ มันเป็นค่าที่สูงที่สุดแล้ว และไม่สามารถทำให้มันสูงขึ้นไปกว่าเดิมได้อีก ( ในสภาวะแวดล้อมที่เหมือนกัน กีฬาชนิดเดียวกัน , การออกกำลังกายในวันที่อากาศร้อนจัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิภายในหรืออุณหภูมิของน้ำเลือดสูงกว่าในช่วงที่อากาศปกติ เพราะประสิทธิภาพในการระบายความร้อนในสภาวะอากาศร้อนจัดจะเริ่มด้อยลง อุณหภูมิของเลือดที่สูงขึ้นจะกระตุ้นให้หัวใจมีอัตราการเต้นที่เร็วขึ้น และเช่นกัน เราอาจจะเห็น MaxHR ค่าใหม่ได้ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่จะไปทดสอบ )
สูตรคำนวณ ที่ใช้ 220 - อายุ นั้น เราพบว่าสำหรับบางคนแล้ว ค่าที่ได้อาจจะต่ำกว่า Max HR ที่สามารถทำได้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าคนบางคนอาจจะพบว่า Max HR ตัวเองสูงกว่าที่คำนวณได้ เลยคิดว่าเพราะการฝึกเลยไปเพิ่มค่าของ MaxHR ได้
แต่จริงๆแล้ว เดิมทีที่เริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ ร่างกายอาจจะยังไม่แข็งแรงพอ ระบบสนับสนุนต่างๆยังไม่ดีพอ ก็เลยสงวนกำลังเอาไว้ ก็เลยเอา 220 - อายุ แล้วตั้งเป็นค่า Max HR เอาไว้ก่อน และด้วยความเข้าใจผิดก็อาจจะเข้าใจว่า 220 - อายุ คือ MaxHR ของตัวเองจริงๆไปเลยก็ได้เช่นกัน
จนกระทั่งร่างกายแข็งแรงดีแล้ว มีแรงกล้าอัด กล้าระเบิดพลัง บางทีก็อาจจะพลั้งเผลอจัดหนักโดยไม่ทันระมัดระวัง ก็เลยได้สถิติใหม่ ก็เลยทึกทักไปว่า เพราะการฝึกทำให้ได้ค่า MaxHRเพิ่มขึ้นไปโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง
มีการศึกษาที่เคยสรุปเอาไว้ชัดเจนว่า เราไม่สามารถฝึกเพื่อเพิ่ม MaxHR ได้เลย แต่ผลของการฝึกในบางคนอาจจะสามารถประคับประคอง รักษาค่า Max HR ให้ยังคงสูงอยู่ดังเดิม หรือ อาจจะลดถอยลงไปน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็น ( ปกติแล้ว MaxHR จะลดลงเฉลี่ยปีละ 1 ครั้งต่อนาที ) ผมเองตอนอายุ 40 มีค่า MaxHR 186 ครั้ง และตลอดเวลาที่ผมปั่นจักรยานต่อเนื่องมาตลอด ตอนที่ผมอายุ 46ปี ผมก็ยังทำ MaxHR ได้ที่ 186ครั้งต่อนาทีเช่นเดิม จนมาถึงช่วงที่ผมซาๆไปจากจักรยาน แล้วกลับมาปั่นใหม่ได้สัก 2 ปีครึ่งแล้วกระมัง ผมพบว่าเมื่อต้นปีมานี้ ผมยังทำ MaxHR ได้ที่ 182 ครั้งต่อนาที
ข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่งก็คือ ช่วงที่เข้าสู่ MaxHR จริงๆนั้น จะเป็นช่วงที่ร่างกายใช้ออกซิเจนสูงที่สุด ( สำหรับกิจกรรมนั้นๆ , ด้วยเหตุนี้ค่า MaxHR ของการวิ่ง , ว่ายน้ำ หรือ จักรยาน อาจจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะพลังงานที่ใช้หรือ Maximum workload ของกล้ามเนื้อทั้งหมดไม่เท่ากัน ) ซึ่งที่ระดับความหนักตรงนี้ จะเป็นระดับความหนัก ( Rate of Percieve Exertion , RPE ) ในระดับ 10 ซึ่งที่ตรงนี้รับรองว่าแช่กันเป็นแค่หลักวินาทีเท่านั้น อย่างมากก็ 10วินาที ถ้าแช่ได้เป็นนาทีๆ มีอยู่ 2 กรณีเท่านั้นคือ 1. ที่ระดับความหนักตรงนั้นยังขึ้นไปไม่ถึง Maximum workload แปลว่ายังไม่ถึงระดับของ MaxHR ที่แท้จริง กับ 2. เกรงใจนะ แต่จะบอกว่า"โม้" ครับ มีแต่เรื่องโม้กันเอามันส์ในวงสนทนาแหละครับ
สำหรับคนที่เคยกล้าขึ้นไปพันตูที่ระดับ MaxHR จริงๆนั้น ความรู้สึกที่ว่า REP = 10 นั้น มันนรกแค่ไหน
( ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.bikeloves.com/board_qa/show_ ... ?qID=10930 ยาวมากกกกก แต่สาระทั้งสิ้น คุณหมอเสือแก่เป็นคนเขียนเอาไว้ ผมแค่เอามาเรียบเรียงให้เกิดความต่อเนื่องขึ้น )
เขาวัด max HR กันอย่างไรอะครับ ? เช่น พี่วัดของพี่อย่างไร อย่างตอนอายุ 40 ปีวัดได้ 186 bpm พออายุ 51 ปีวัดได้ 182 bpm ผมอยากรู้เป็นพิเศษก็ตอนที่อายุเยอะขึ้นแล้วไปวัดนี่แหละครับ กับตอนที่เคยวัดได้มากสุด...รู้ได้อย่างไรว่าอันนั้นมัน max ของเราแล้ว ? เช่น วัดจากการเทียบสัญญาณวัดอะไร (VO2 max เหรอ หรือว่าเราวัด maximum workload ได้ด้วยมิเตอร์อะไรยังไง เป็นต้น) หรือร่างกายเราส่งสัญญาณอะไรมาบอกเราหรือบอกเครื่องวัดหรืออื่นๆ ขออนุญาตพี่เล่าแบบบ้านๆ นิดนึงนะครับเพราะผมเองกับอีกหลายท่านไม่ได้รู้เรื่องแพทย์แหละ
ส่วนพี่ท่านที่ผมบอกว่า ไม่ใช่สิ เขาบอกว่าเขาแช่ 190 bpm ได้นานๆ นั้น สมมติว่าผมจำไม่ผิดนะครับ เป็นไปได้ไหมครับว่า max HR เขาดันจะสูงกว่าคนอื่นเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้วเพียงแต่ก่อนหน้านี้ตอนอายุน้อยกว่านี้เขาดันไม่เคยรู้มาก่อนครับ ? หรือว่าเราทุกคนสามารถตั้งตัวเลขไว้ในใจว่าเราทุกคนมี max HR ที่ซักไม่เกิน 220 bpm ที่ไม่มีคนปรกติใดมีค่าสูงเกินนี้ เราจึงสามารถพยายามพัฒนาเพื่อมุ่งไปสู่ 220 bpm กันได้ทุกคนและตราบเท่าที่ HR เราไม่เกินค่านี้ (ค่า 220 bpm นี้ผมสมมติขึ้นมานะครับ) ก็ยังไม่มีอะไรต้องกังวลมากนักกับยังไม่เรียกว่าเป็นการ "เพิ่ม" max HR อะครับ ?
ผมมีเพื่อนบางท่านคิดว่าตัวเองมีโอกาสเป็นและบางคนก็เป็นแล้ว...ที่คล้ายๆ ที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อหัวใจโต" จากการเล่นกีฬาชนิดอื่นบางอย่างอย่างหนักมาก่อน จักรยานคงไม่ทำให้เป็นเนาะแต่ผมเข้าใจถูกไหมครับที่ว่าท่านที่มี resting HR ต่ำมากๆ น่าสงสัยเรื่องนี้มากกว่าครับ ? ซึ่งถ้ามี max HR สูงๆ ร่วมด้วยก็ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องนี้ครับ ?
ขอบพระคุณมากครับผม
แก้ไขล่าสุดโดย demolisher เมื่อ 14 ก.ย. 2013, 07:37, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
-
Lange
- ขาประจำ
- โพสต์: 2672
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ค. 2012, 12:10
- team: The_Lange
- Bike: Sprint SL
- ติดต่อ:
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
แบบนี้ผมก็เข้าข่ายข้อ2สิครับเนี่ยในรูปmax179lucifer เขียน:
ข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่งก็คือ ช่วงที่เข้าสู่ MaxHR จริงๆนั้น จะเป็นช่วงที่ร่างกายใช้ออกซิเจนสูงที่สุด ( สำหรับกิจกรรมนั้นๆ , ด้วยเหตุนี้ค่า MaxHR ของการวิ่ง , ว่ายน้ำ หรือ จักรยาน อาจจะแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะพลังงานที่ใช้หรือ Maximum workload ของกล้ามเนื้อทั้งหมดไม่เท่ากัน ) ซึ่งที่ระดับความหนักตรงนี้ จะเป็นระดับความหนัก ( Rate of Percieve Exertion , RPE ) ในระดับ 10 ซึ่งที่ตรงนี้รับรองว่าแช่กันเป็นแค่หลักวินาทีเท่านั้น อย่างมากก็ 10วินาที ถ้าแช่ได้เป็นนาทีๆ มีอยู่ 2 กรณีเท่านั้นคือ 1. ที่ระดับความหนักตรงนั้นยังขึ้นไปไม่ถึง Maximum workload แปลว่ายังไม่ถึงระดับของ MaxHR ที่แท้จริง กับ 2. เกรงใจนะ แต่จะบอกว่า"โม้" ครับ มีแต่เรื่องโม้กันเอามันส์ในวงสนทนาแหละครับ
สำหรับคนที่เคยกล้าขึ้นไปพันตูที่ระดับ MaxHR จริงๆนั้น ความรู้สึกที่ว่า REP = 10 นั้น มันนรกแค่ไหน
( ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.bikeloves.com/board_qa/show_ ... ?qID=10930 ยาวมากกกกก แต่สาระทั้งสิ้น คุณหมอเสือแก่เป็นคนเขียนเอาไว้ ผมแค่เอามาเรียบเรียงให้เกิดความต่อเนื่องขึ้น )
อันนี้กราฟตอนหาFTpเมื่อวันอาทิคย์แต่จังหวะท้ายสุดกดเพิ่มจนหมดแม็คละ
แล้วปั่นยังไงรีดไม่เคยเกิน181นะครับ แบบนี้คิดได้ว่าปั่นไม่เต็มที่ก็ไม่น่าจะใช่ครับ
(ตอนเคยได้181ปางตายละขี่ภูเขาไปอัดกะโปรหมอบหลังจากนั้นไม่เคยได้อีกเลย)
วันที่ปั่นทำmaxspeedทางเรียบสูงสุดได้64.4km/hได้Max178
ไม่ใช่อะไรหรอกคือผมสงสัยว่าผมผิดปกติอะไรหรือปล่าวไม่เหมือนชาวบ้าน
คือว่ามันน้อยกว่าสูตรคำนวนเยอะจริงๆต้อง192
แต่ในกลุ่มทั้งๆที่อายุแก่กว่าแถมตามดูดผมขึ้นเนินยาวๆแต่หัวใจจะไป200กันหลายคน
แต่เวลาฝึกแบบ%Max hrถ้าใช้max192ตามสูตรจะฝึกได้ดีกว่าใช้181
เพราะไม่งั้นปั่นแปปเดียวเกินโซน2ละทั้งๆที่ยังไม่ได้ออกแรงเท่าไรยกเว้นฝึกโซน5มันไม่ถึงแบบVo2max
และถ้าใช้181ต้อใช้แบบRHRถึงจะดีก็เลยงงๆอยู่เหมือนกัน

Spin up
- benpariwat
- ขาประจำ
- โพสต์: 1935
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มี.ค. 2013, 07:58
- Bike: Specialized Tarmac comp 2012
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
โหดมากครับพี่ ผมเคยขี่อยู่ 54 หัวใจผมไป 185-190 แล้วครับ max ผม194 ครับ รู้สึกเพราะเกียร์หมดก้มดูไมล์ดู heart rate
ยกคันเร่งด่วน
ลงเกียร์แทบไม่ทัน
พอดูเสร็จขาร้อนผ่าวทันทีครับ
ยกคันเร่งด่วน
พอดูเสร็จขาร้อนผ่าวทันทีครับ
- mojopk88
- ขาประจำ
- โพสต์: 1085
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 พ.ย. 2012, 11:43
- Tel: 085-8077050
- Bike: NICH LII+Reynolds Strike
- ancora
- ขาประจำ
- โพสต์: 162
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มี.ค. 2011, 13:45
- team: -
- Bike: -
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
ขอบคุณครับคุณหมอสำหรับฉบับรวบรวม เคยคิดจะตัดต่อเองอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขี้เกียจเสียก่อน
ในเมื่อค่า max เพิ่มไม่ได้ ก็ต้องฝึกลดค่า resting ลงไป ก็จะได้ reserve ที่มากขึ้น
กรณีของผม แต่ก่อนค่า resting วัดได้ประมาณ 60 bpm มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นโรคความดันสูง
หมอให้ยาและปรับมาหลายตัว บางตัวมีผลข้างเคียง(side effects) แต่ไม่แพ้ยา(drug allergy)
ซึ่งไม่ทราบว่ายาตัวไหนแน่ทำให้ปัจจุบันนี้ค่า resting วัดได้ในช่วง 38 - 55 bpm โดยที่ความฟิตก็ไม่เท่าเก่า
ช่วงนี้ยังกินยาคุมความดันอยู่ คุมอาหาร ออกกำลังกายเน้นช่วง aerobic zone ทำให้น้ำหนักลดลงมาประมาณ
10 kg แต่ความดันตัวบนยังสูงอยู่เล็กน้อย 140/85
ปกติจะออกวิ่ง jogging ประมาณ 15 - 20 รอบสนาม แต่ปัจจุบันตั้งแต่กินยาเข้าไปวิ่งถึง 15 รอบก็เหนื่อยแล้ว
ตอนแรกก็แอบดีใจที่ค่า resting ลดลง แต่มันไม่ฟิตนี่ซิ////เป็นปัญหา
ในเมื่อค่า max เพิ่มไม่ได้ ก็ต้องฝึกลดค่า resting ลงไป ก็จะได้ reserve ที่มากขึ้น
กรณีของผม แต่ก่อนค่า resting วัดได้ประมาณ 60 bpm มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นโรคความดันสูง
หมอให้ยาและปรับมาหลายตัว บางตัวมีผลข้างเคียง(side effects) แต่ไม่แพ้ยา(drug allergy)
ซึ่งไม่ทราบว่ายาตัวไหนแน่ทำให้ปัจจุบันนี้ค่า resting วัดได้ในช่วง 38 - 55 bpm โดยที่ความฟิตก็ไม่เท่าเก่า
ช่วงนี้ยังกินยาคุมความดันอยู่ คุมอาหาร ออกกำลังกายเน้นช่วง aerobic zone ทำให้น้ำหนักลดลงมาประมาณ
10 kg แต่ความดันตัวบนยังสูงอยู่เล็กน้อย 140/85
ปกติจะออกวิ่ง jogging ประมาณ 15 - 20 รอบสนาม แต่ปัจจุบันตั้งแต่กินยาเข้าไปวิ่งถึง 15 รอบก็เหนื่อยแล้ว
ตอนแรกก็แอบดีใจที่ค่า resting ลดลง แต่มันไม่ฟิตนี่ซิ////เป็นปัญหา
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
Maximum workload ไม่ต้องวัดหรอกครับ แต่เราใช้วิธีการทดสอบกับตัวเราเองเลยแหละ ด้วยการเพิ่มwork load ขึ้นไปทีละstep จนถึงจุดทีเราไม่มีปัญญาเพิ่มมันได้อีกแล้ว มันก็คือ work load สูงทีสุดที่เราสามารถทำได้ ( ถ้ายังเพิ่มได้อีก มันก็ไม่ใช่ Max work load สิครับdemolisher เขียน:
เขาวัด max HR กันอย่างไรอะครับ ? เช่น พี่วัดของพี่อย่างไร อย่างตอนอายุ 40 ปีวัดได้ 186 bpm พออายุ 51 ปีวัดได้ 182 bpm ผมอยากรู้เป็นพิเศษก็ตอนที่อายุเยอะขึ้นแล้วไปวัดนี่แหละครับ กับตอนที่เคยวัดได้มากสุด...รู้ได้อย่างไรว่าอันนั้นมัน max ของเราแล้ว ? เช่น วัดจากการเทียบสัญญาณวัดอะไร (VO2 max เหรอ หรือว่าเราวัด maximum workload ได้ด้วยมิเตอร์อะไรยังไง เป็นต้น) หรือร่างกายเราส่งสัญญาณอะไรมาบอกเราหรือบอกเครื่องวัดหรืออื่นๆ ขออนุญาตพี่เล่าแบบบ้านๆ นิดนึงนะครับเพราะผมเองกับอีกหลายท่านไม่ได้รู้เรื่องแพทย์แหละ![]()
![]()
![]()
![]()
ยิ่งคุยเยอะศัพท์แพทย์ยิ่งลึก...เครียด
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
ถ้าเรามีHeart rate monitor เราก็สามารถหาค่าMHRได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ที่สำคัญต้องฟิตร่างกายมาอย่างดีแล้ว และพักผ่อนมาอย่างเพียงพอ ซึ่งเราสามารถกระทำได้ ดังนี้
- ยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียก่อน
- เริ่มต้นวอร์มประมาณ15-20นาที ด้วยการปั่นจักรยานด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วสูงสุดที่เราเคยทำไว้สัก 6-7กม/ชม.
- เมื่อวอร์มครบแล้ว ให้เพิ่มความเร็วทีละ 1 กม/ชม. ในทุกๆ 30 วินาที จนคุณรู้สึกว่ามันเริ่มจะล้าแล้ว ก็ให้ออกแรงอย่างเต็มที่ ปั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทนอยู่ได้ และณ วินาทีนี้คุณจะรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ หายใจเร็วสั้น กระชั้นถี่ อัตราการเต้นหัวใจในขณะนั้นก็จะเป็นค่าสูงสุดของคุณ
สำหรับค่า 186 ครั้งต่อนาทีนั้น ผมหาอยู่หลายครั้ง และครั้งแรกๆผมหาโดยการวิ่งสายพาน หรือ exercise stress test ครับ ซึ่งผมเองก็ต้องการทราบระดับความฟิตในตอนนั้นด้วย ในการวิ่งสายพานภายใต้ระบบโปรแกรมของexercise stress test เขาจะเพิ่มค่า workload ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วดูอัตราการเต้นของหัวใจ ร่วมกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจว่าหัวใจของเรามีความผิดปกติในการเต้นหรือไม่ เมื่อเพิ่มค่าworkload ขึ้นไปจนถึงจุดที่เราไม่สามารถสู้กับมันได้อีกแล้ว นั่นก็คือสุดๆของเราหละ ตอนนั้นมันเหนื่อยมากเลยครับ และผมเองก็รู้สึกว่ามันน่าจะพอแล้วหละ ฮ่า ฮ่า
ปกติแล้วสิ่งที่อ่านค่าหรือแปลผลจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บอกว่า LVH หรือ Left ventricle hypertrophy หรือที่แปลว่าง่ายๆว่ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายโตนั้น ความจริงแล้วมันยังมีการโตใน 2 ลักษณะผมมีเพื่อนบางท่านคิดว่าตัวเองมีโอกาสเป็นและบางคนก็เป็นแล้ว...ที่คล้ายๆ ที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อหัวใจโต" จากการเล่นกีฬาชนิดอื่นบางอย่างอย่างหนักมาก่อน จักรยานคงไม่ทำให้เป็นเนาะแต่ผมเข้าใจถูกไหมครับที่ว่าท่านที่มี resting HR ต่ำมากๆ น่าสงสัยเรื่องนี้มากกว่าครับ ? ซึ่งถ้ามี max HR สูงๆ ร่วมด้วยก็ไม่ค่อยต้องกังวลเรื่องนี้ครับ ?
ขอบพระคุณมากครับผม
1. concentric hypertrophy ก็คือ กล้ามเนื้อหัวใจที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเบียดเข้าไปในห้องหัวใจ ( heart chamber ) พวกนี้มักจะพบกับพวกเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือ พวกที่เล่นกีฬาในแบบ anaerobic แบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพวกนักฟุตบอลที่วิ่งอัดยาวตลอดเกมส์ พวกนี้มักจะมีปัญหาแบบนี้
2. eccentric hypertrophy กลุ่มนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะไม่ได้หนาตัวออกมากมายเหมือนในกลุ่มแรก แต่ส่วนใหญ่จะขยายตัวออกด้านนอก ทำให้ไม่กระทบต่อขนาดของหัองหัวใจ รวมไปถึงกลุ่มนี้จะมีขนาดของห้องหัวใจที่ใหญ่ขึ้น ทำให้รับเลือดเข้ามาได้มากขึ้น และเมื่อเลือดเข้ามาได้มากขึ้น โดยธรรมชาติของหัวใจจะทำให้หัวใจบีบตัวได้แรงขึ้นนั่นเอง กลุ่มนี้แหละครับที่จะมี Resting heart rate ที่ช้าลงกว่าคนทั่วไป และเช่นกัน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ปลอดภัยกว่ากลุ่มแรกอย่างแน่นอน
และเช่นกัน ทั้ง 2 กลุ่มไม่สามารถแยกจากกันด้วยภาพถ่ายรังสีทรวงอก หรือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แต่จะต้องทำการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือที่เรียกว่า echo cardiogram ซึ่งจะทำให้เห็นการหดตัวและลักษณะของผนังห้องหัวใจว่าขยายตัวในลักษณะใด และยังสามารถวัดค่า EF , ejection fraction หรือ สัดส่วนของเลือดที่หัวใจบีบออกไป กับ เลือดที่หัวใจรับเข้ามา
ทราบครับว่ามันเข้าใจยากสักหน่อย ตอนสมัยที่ผมเคยสอนนักศึกษาแพทย์ ก็ต้องพูดเรื่องนี้กันหลายชม.ทีเดียวกว่าจะรู้เรื่องกันดี คงจะเป็นเรื่องยากมากๆสักหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้นะครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
ยาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง น่าจะเป็นยาในกลุ่มของ Beta-blocker ครับ มันมีอยู่หลายตัวด้วยกัน ยาในกลุ่มนี้จะลดแรงในการหดตัวของหัวใจและลดอัตราการเต้นของหัวใจด้วยเช่นกัน หากกินยากลุ่มนี้ แล้วทำการทดสอบ MaxHR ค่า MaxHR ก็จะลดลงด้วยเช่นกันครับancora เขียน:ขอบคุณครับคุณหมอสำหรับฉบับรวบรวม เคยคิดจะตัดต่อเองอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขี้เกียจเสียก่อน
ในเมื่อค่า max เพิ่มไม่ได้ ก็ต้องฝึกลดค่า resting ลงไป ก็จะได้ reserve ที่มากขึ้น
กรณีของผม แต่ก่อนค่า resting วัดได้ประมาณ 60 bpm มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นโรคความดันสูง
หมอให้ยาและปรับมาหลายตัว บางตัวมีผลข้างเคียง(side effects) แต่ไม่แพ้ยา(drug allergy)
ซึ่งไม่ทราบว่ายาตัวไหนแน่ทำให้ปัจจุบันนี้ค่า resting วัดได้ในช่วง 38 - 55 bpm โดยที่ความฟิตก็ไม่เท่าเก่า
ช่วงนี้ยังกินยาคุมความดันอยู่ คุมอาหาร ออกกำลังกายเน้นช่วง aerobic zone ทำให้น้ำหนักลดลงมาประมาณ
10 kg แต่ความดันตัวบนยังสูงอยู่เล็กน้อย 140/85
ปกติจะออกวิ่ง jogging ประมาณ 15 - 20 รอบสนาม แต่ปัจจุบันตั้งแต่กินยาเข้าไปวิ่งถึง 15 รอบก็เหนื่อยแล้ว
ตอนแรกก็แอบดีใจที่ค่า resting ลดลง แต่มันไม่ฟิตนี่ซิ////เป็นปัญหา
ก็ออกกำลังกายในระดับaerobic zone ต่อไปก็ดีแล้วครับ จนกว่าแพทย์จะเปลี่ยนยากลุ่มใหม่ให้ ก็อาจจะเห็น resting HR เพิ่มขึ้นมาได้
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- สุทธิภัทร
- ขาประจำ
- โพสต์: 430
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 15:45
- Tel: +66081-690-0706
- Bike: trek 1.7, trek 4300
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
เรื่อง heart rate มันอยู่ที่ร่างกายของแต่ละคน กับการฝึกฝนด้วยครับ ผมอายุ 42 ปี ปกติตื่นนอน จะเต้นอยู่ที่ 46-48 เวลาปั่นก็จะควบคุมให้อยู่ในโซนไม่เกิน 85% ครับ แต่วันไหนสติแตกบางที่ก็ขึ้นไป 190 กว่าๆ ตอนอัดกับเด็กตอนขึ้นเขา แต่ก็ไม่ให้ขึ้นไปนานนะคับ แป๊ปเดียวก็ผ่อนแล้วครับ
โอน ธ.กสิกรไทย สุไหงโกลก 247-2-62238-5
081-6900706
สุทธิภัทร พัฒนสารกุศล 19 ถ.สฤษดิ์วงศ์ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส 96120
ร้านของผมเองครับ เข้ามาเยี่ยมชมได้ครับ
http://www.facebook.com/profile.php?id=100002318055955
081-6900706
สุทธิภัทร พัฒนสารกุศล 19 ถ.สฤษดิ์วงศ์ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส 96120
ร้านของผมเองครับ เข้ามาเยี่ยมชมได้ครับ
http://www.facebook.com/profile.php?id=100002318055955
- น้องเฝือก
- ขาประจำ
- โพสต์: 116
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2008, 13:39
- Tel: 081-558-8555
- Bike: giant
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
ผมอ่านบทความคุณหมอ Lucifer มาตั้งแต่จังไม่รู้จักจักรยาน มาบัดนี้กว่า 15 ปี คุณหมอยังคงเป็นคัมภีร์ในเรื่องของความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านจักรยาน การฝึกซ้อม สุขภาพ และการถ่ายภาพมาโดยตลอด และตลอดไปครับ ....ด้วยความระลึกถึงครับ
- บังเฮด
- ขาประจำ
- โพสต์: 192
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 08:35
- Tel: 0866257629
- team: บางกอกกล๊าส ,หมอบทางตัน
- Bike: Marin , ฺBianchi
- ตำแหน่ง: บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด แผนก Mould Shop 47/1 หมู่ 2 ถ.รังสิต-นครนายก ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมฯ
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
+1 ครับน้องเฝือก เขียน:ผมอ่านบทความคุณหมอ Lucifer มาตั้งแต่จังไม่รู้จักจักรยาน มาบัดนี้กว่า 15 ปี คุณหมอยังคงเป็นคัมภีร์ในเรื่องของความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านจักรยาน การฝึกซ้อม สุขภาพ และการถ่ายภาพมาโดยตลอด และตลอดไปครับ ....ด้วยความระลึกถึงครับ
ผมตามอ่านมาสิบกว่าปี ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะไม่ได้ความรู้ ป๋าลูเสียสละเวลามาไขข้อสงสัยของทุกท่านได้ตลอดเวลา ขอขอบคุณจากใจจริงครับ
หยาดเหงื่อที่เสียไป นำมาให้ซึ่งสุขภาพที่ดี
- demolisher
- ขาประจำ
- โพสต์: 6654
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
- Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
lucifer เขียน:Maximum workload ไม่ต้องวัดหรอกครับ แต่เราใช้วิธีการทดสอบกับตัวเราเองเลยแหละ ด้วยการเพิ่มwork load ขึ้นไปทีละstep จนถึงจุดทีเราไม่มีปัญญาเพิ่มมันได้อีกแล้ว มันก็คือ work load สูงทีสุดที่เราสามารถทำได้ ( ถ้ายังเพิ่มได้อีก มันก็ไม่ใช่ Max work load สิครับdemolisher เขียน:
เขาวัด max HR กันอย่างไรอะครับ ? เช่น พี่วัดของพี่อย่างไร อย่างตอนอายุ 40 ปีวัดได้ 186 bpm พออายุ 51 ปีวัดได้ 182 bpm ผมอยากรู้เป็นพิเศษก็ตอนที่อายุเยอะขึ้นแล้วไปวัดนี่แหละครับ กับตอนที่เคยวัดได้มากสุด...รู้ได้อย่างไรว่าอันนั้นมัน max ของเราแล้ว ? เช่น วัดจากการเทียบสัญญาณวัดอะไร (VO2 max เหรอ หรือว่าเราวัด maximum workload ได้ด้วยมิเตอร์อะไรยังไง เป็นต้น) หรือร่างกายเราส่งสัญญาณอะไรมาบอกเราหรือบอกเครื่องวัดหรืออื่นๆ ขออนุญาตพี่เล่าแบบบ้านๆ นิดนึงนะครับเพราะผมเองกับอีกหลายท่านไม่ได้รู้เรื่องแพทย์แหละ![]()
![]()
![]()
![]()
ยิ่งคุยเยอะศัพท์แพทย์ยิ่งลึก...เครียด
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
)
ถ้าเรามีHeart rate monitor เราก็สามารถหาค่าMHRได้ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ที่สำคัญต้องฟิตร่างกายมาอย่างดีแล้ว และพักผ่อนมาอย่างเพียงพอ ซึ่งเราสามารถกระทำได้ ดังนี้
- ยืดเส้นยืดสาย คลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียก่อน
- เริ่มต้นวอร์มประมาณ15-20นาที ด้วยการปั่นจักรยานด้วยความเร็วที่ต่ำกว่าความเร็วสูงสุดที่เราเคยทำไว้สัก 6-7กม/ชม.
- เมื่อวอร์มครบแล้ว ให้เพิ่มความเร็วทีละ 1 กม/ชม. ในทุกๆ 30 วินาที จนคุณรู้สึกว่ามันเริ่มจะล้าแล้ว ก็ให้ออกแรงอย่างเต็มที่ ปั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทนอยู่ได้ และณ วินาทีนี้คุณจะรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ หายใจเร็วสั้น กระชั้นถี่ อัตราการเต้นหัวใจในขณะนั้นก็จะเป็นค่าสูงสุดของคุณ
สำหรับค่า 186 ครั้งต่อนาทีนั้น ผมหาอยู่หลายครั้ง และครั้งแรกๆผมหาโดยการวิ่งสายพาน หรือ exercise stress test ครับ ซึ่งผมเองก็ต้องการทราบระดับความฟิตในตอนนั้นด้วย ในการวิ่งสายพานภายใต้ระบบโปรแกรมของexercise stress test เขาจะเพิ่มค่า workload ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วดูอัตราการเต้นของหัวใจ ร่วมกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจว่าหัวใจของเรามีความผิดปกติในการเต้นหรือไม่ เมื่อเพิ่มค่าworkload ขึ้นไปจนถึงจุดที่เราไม่สามารถสู้กับมันได้อีกแล้ว นั่นก็คือสุดๆของเราหละ ตอนนั้นมันเหนื่อยมากเลยครับ และผมเองก็รู้สึกว่ามันน่าจะพอแล้วหละ ฮ่า ฮ่า
เอ...สมมติตอนพี่อายุ 51 ปีแต่พี่แกร่งกว่าตอนอายุ 40 ปีล่ะครับ ? สมมติแบบตั้งใจพัฒนาเฉพาะ HR เลยก็ได้ ผมว่าน่าจะเป็นไปได้นะที่ max HR พี่ก็มีโอกาสสูงกว่าตอนอายุ 40 ปีอะครับ ? เช่น ตอนอายุ 40 ปีพี่ก็แกร่งมากแล้วนะแต่อาจจะยังปั่น 200 km ภายใน 8 ชั่วโมงไม่ค่อยไหวแต่ตอนอายุ 51 ปีพี่เกิดจะปั่นได้ 250 km ภายใน 10 ชั่วโมงได้เฉยๆ เป็นต้นครับ
หรือเอาแบบสุดขั้วแต่ดูงี่เง่ามากๆ หน่อย ขออภัยครับ คือสมมติผมไม่เคยได้ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลยจนถึงอายุ 40 ปีแต่ว่าตลอด 5 ปีต่อมาผมขยันออกกำลังเหลือเกิน ตอนอายุ 45 ปีผมก็น่าจะทำ max HR ได้มากกว่าอายุ 40 ปีใช่ไหมครับ ? แบบนี้จะเรียกว่าผมเพิ่ม max HR ได้ หรือเปล่าครับ ?
- Rey
- ขาประจำ
- โพสต์: 1584
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ธ.ค. 2009, 04:28
- Bike: Dahon Mu P8
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
เรื่องของเรื่องคือ ไม่ใช่ Max HR พี่เพิ่มขึ้นครับ แต่เป็นร่างกายสามารถดึงศักยภาพออกมาได้มากขึ้นจนสามารถผลักดันให้หัวใจทำงานถึงขีดสุดของมันdemolisher เขียน:
เอ...สมมติตอนพี่อายุ 51 ปีแต่พี่แกร่งกว่าตอนอายุ 40 ปีล่ะครับ ? สมมติแบบตั้งใจพัฒนาเฉพาะ HR เลยก็ได้ ผมว่าน่าจะเป็นไปได้นะที่ max HR พี่ก็มีโอกาสสูงกว่าตอนอายุ 40 ปีอะครับ ? เช่น ตอนอายุ 40 ปีพี่ก็แกร่งมากแล้วนะแต่อาจจะยังปั่น 200 km ภายใน 8 ชั่วโมงไม่ค่อยไหวแต่ตอนอายุ 51 ปีพี่เกิดจะปั่นได้ 250 km ภายใน 10 ชั่วโมงได้เฉยๆ เป็นต้นครับ
หรือเอาแบบสุดขั้วแต่ดูงี่เง่ามากๆ หน่อย ขออภัยครับ คือสมมติผมไม่เคยได้ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลยจนถึงอายุ 40 ปีแต่ว่าตลอด 5 ปีต่อมาผมขยันออกกำลังเหลือเกิน ตอนอายุ 45 ปีผมก็น่าจะทำ max HR ได้มากกว่าอายุ 40 ปีใช่ไหมครับ ? แบบนี้จะเรียกว่าผมเพิ่ม max HR ได้ หรือเปล่าครับ ?
ก่อนหน้านี้พี่อาจจะกล้ามเนื้อล้าจนไม่สามารถไปต่อได้ แต่จริงๆหัวใจยังเต้นไม่ถึงสุดขอบของมัน พอหลังๆซ้อมมากขึ้นก็สามารถปั่นไปจนถึงระดับ Max ของหัวใจจริงๆครับ
ถ้าจะเอาแบบแม่นยำต้องไปหาหมอแล้วทำ Exercise Stress Test ครับ ถ้าเอาการจับ HR สูงสุดที่ทำได้ตอนปั่นมาวัด ตัวแปรมันเยอะจึงใช้ได้แค่อ้างอิงครับ
- demolisher
- ขาประจำ
- โพสต์: 6654
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
- Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
Rey เขียน:เรื่องของเรื่องคือ ไม่ใช่ Max HR พี่เพิ่มขึ้นครับ แต่เป็นร่างกายสามารถดึงศักยภาพออกมาได้มากขึ้นจนสามารถผลักดันให้หัวใจทำงานถึงขีดสุดของมันdemolisher เขียน:
เอ...สมมติตอนพี่อายุ 51 ปีแต่พี่แกร่งกว่าตอนอายุ 40 ปีล่ะครับ ? สมมติแบบตั้งใจพัฒนาเฉพาะ HR เลยก็ได้ ผมว่าน่าจะเป็นไปได้นะที่ max HR พี่ก็มีโอกาสสูงกว่าตอนอายุ 40 ปีอะครับ ? เช่น ตอนอายุ 40 ปีพี่ก็แกร่งมากแล้วนะแต่อาจจะยังปั่น 200 km ภายใน 8 ชั่วโมงไม่ค่อยไหวแต่ตอนอายุ 51 ปีพี่เกิดจะปั่นได้ 250 km ภายใน 10 ชั่วโมงได้เฉยๆ เป็นต้นครับ
หรือเอาแบบสุดขั้วแต่ดูงี่เง่ามากๆ หน่อย ขออภัยครับ คือสมมติผมไม่เคยได้ออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลยจนถึงอายุ 40 ปีแต่ว่าตลอด 5 ปีต่อมาผมขยันออกกำลังเหลือเกิน ตอนอายุ 45 ปีผมก็น่าจะทำ max HR ได้มากกว่าอายุ 40 ปีใช่ไหมครับ ? แบบนี้จะเรียกว่าผมเพิ่ม max HR ได้ หรือเปล่าครับ ?
ก่อนหน้านี้พี่อาจจะกล้ามเนื้อล้าจนไม่สามารถไปต่อได้ แต่จริงๆหัวใจยังเต้นไม่ถึงสุดขอบของมัน พอหลังๆซ้อมมากขึ้นก็สามารถปั่นไปจนถึงระดับ Max ของหัวใจจริงๆครับ
ถ้าจะเอาแบบแม่นยำต้องไปหาหมอแล้วทำ Exercise Stress Test ครับ ถ้าเอาการจับ HR สูงสุดที่ทำได้ตอนปั่นมาวัด ตัวแปรมันเยอะจึงใช้ได้แค่อ้างอิงครับ
เมื่ออ่านข้อความที่ 2 ของหน้า 5 นี้จะเห็นว่าผมได้รบกวนปรึกษาว่าตัว max HR จริงๆ ของคนเราน่าจะประมาณซักเท่าไหร่น่ะครับเพื่อจะได้เทียบเป็น "เพดาน" ของมนุษย์ปรกติทุกคนไงครับ กับที่พี่ lucifer บอกว่ามันมีแต่จะ "ลดลง" เสมอตลอดช่วงอายุ ...ถ้าวันนี้เราแข็งแรงกว่าวันก่อนโน้นนนนนนมากๆ ล่ะ...วันที่เราแก่ขึ้นมันก็น่าจะยังมีโอกาสได้ max HR ใหม่ที่มากกว่าเดิมได้ใช่ไหมครับ ? แถมมีโอกาส "แช่" ได้นานขึ้นกว่าวันก่อนๆ โน้นได้ด้วยซ้ำ
ถ้าผ่านไป 10 ปีแล้วเราแข็งแรงกว่าเดิมและเราก็น่าจะทำ max HR "ใหม่" ได้มากกว่าเดิมหรือแถมแช่ได้นานกว่าเดิมจริงๆ อย่างนี้จึงแสดงว่า max HR ไม่เกี่ยวกับ "วัย" เลยต่างหากจิ ถ้าใช่...เราจึงสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่ม max HR (ของวันนั้นๆ เมื่อเทียบกับวันอื่นๆ) ไปเรื่อยๆ (ถึงขีดจำกัดหนึ่งด้วยอัตราการเพิ่มจำกัดค่าหนึ่งที่ผมยังไม่รู้) ได้แม้วัยจะเพิ่มขึ้นก็ตาม หรือเปล่าอะครับ ?
แก้ไขล่าสุดโดย demolisher เมื่อ 16 ก.ย. 2013, 22:50, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- Rey
- ขาประจำ
- โพสต์: 1584
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ธ.ค. 2009, 04:28
- Bike: Dahon Mu P8
Re: Heart rate ต่ำ มันดีหรือไม่ดีครับ?
demolisher เขียน:
ข้อความก่อนหน้านี้ผมก็เลยรบกวนปรึกษาว่าตัว max HR จริงๆ ของคนเราน่าจะประมาณซักเท่าไหร่น่ะครับเพื่อจะได้เทียบเป็น "เพดาน" ของมนุษย์ปรกติทุกคนไงครับ กับที่พี่ lucifer บอกว่ามันมีแต่จะ "ลดลง" เสมอตลอดช่วงอายุ ...ถ้าวันนั้นเราแข็งแรงกว่าวันก่อนโน้นนนนนนมากๆ ล่ะ...วันที่เราแก่ขึ้นมันก็น่าจะยังมีโอกาสได้ max HR ใหม่ที่มากกว่าเดิมได้ใช่ไหมครับ ? แถมมีโอกาส "แช่" ได้นานขึ้นกว่าวันก่อนๆ โน้นได้ด้วยซ้ำ
ถ้าผ่านไป 10 ปีแล้วเราแข็งแรงกว่าเดิมและเราก็น่าจะทำ max HR "ใหม่" ได้มากกว่าเดิมหรือแช่ได้นานกว่าเดิมจริงๆ อย่างนี้จึงแสดงว่า max HR ไม่เกี่ยวกับ "วัย" เลยต่างหากจิ ถ้าใช่...เราจึงสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่ม max HR (ของวันนั้นๆ เมื่อเทียบกับวันอื่นๆ) ไปเรื่อยๆ (ถึงขีดจำกัดหนึ่งที่ผมยังไม่รู้) ได้แม้วัยจะเพิ่มขึ้นก็ตาม หรือเปล่าอะครับ ?
***************************
ซึ่ง...มันน่าจะมีผลต่ออะไรๆ อีก เช่น ทำไมคนสูงวัยหน่อยที่แข็งแรงมากๆ จึง "วูบ" น่ะครับ ผมยังไม่รู้นะ...เดี๋ยวรอพี่ lucifer ว่างๆ มาเฉลยต่อครับผม![]()
![]()
![]()
![]()
ก่อนอื่นเราต้องระบุให้ชัดเจนกันก่อนครับว่า Max HR ที่กล่าวถึงคือ เพดานขีดจำกัดของหัวใจ หรือ ค่าสูงสุดที่ได้จากการปั่น
ถ้าเพดานขีดจำกัดของหัวใจ มีแต่ลดกับคงที่ ไม่มีเพิ่มครับ และค่านี้เราอาจจะไม่เคยเห็นจาก log ที่เก็บมาจากการปั่นแต่ละครั้่งเลยก็ได้ เพราะร่างกายฟิตไม่พอ หรือยังปั่นไม่ถึงระดับนั้น อ้างอิงจากข้อมูลของหมอลูครับ
ส่วนถ้าเป็นค่า HR สูงสุดที่ได้จากการปั่น อันนี้มันเพิ่มได้ตามความฟิต และระดับความหนักในการปั่น แต่สุดท้ายก็จะไปตันที่ขีดจำกัดของหัวใจอยู่ดีครับlucifer เขียน: วิธีการคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจ มันเกิดจากสายคาดอกใช้วิธีการจับสัญญาณยอดคลื่นของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( ยอดคลื่นของคลื่น R จาก QRS complex , ไปเปิด wiki ศึกษาเองนะครับ เคยpostไว้นานแล้ว ) แล้วส่งสัญญาณออกมาที่ Head unit ( ซึ่งก็คล้ายกับวิธีการวัดรอบขานั่นแหละครับ เคยวัดเทียบกันระหว่าง Garmin กับ Computrainer ใช้แม่เหล็กคนละจุด sensor คนละตำแหน่ง รอบขาระดับ 110-120 แสดงเท่ากันเป๊ะ ( เกินกว่านั้นไม่มีปัญญาควง )) จากนั้นมันจะใช้สัญญาณนาฬิกาในการคำนวณออกมาเป็นครั้งต่อนาที
ปัญหาที่ได้ค่า Max HR ในแต่ละเครืองไม่ตรงกัน ก็เพราะว่าค่า Max HR ที่ได้นั้นมิใช่ค่า Max HR จริงๆครับ ถึงแม้ว่าทางทฤษฎีแล้ว ค่า Max HR จะตรงกับช่วงที่ร่างกายใช้และเผาผลาญออกซิเจนสูงที่สุด ( VO2 max ) ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราปั่นหนักขึ้นไปถึงระดับที่ VO2 Max แล้วจะเห็นค่า Max HR จริงๆ แต่คุณจะต้องแช่เอาไว้ก่อนสักพักหนึ่ง แล้วHR มันจะไต่ขึ้นมาเรื่อยๆจนแตะเพดานยันเกจ์ที่ Max HR จริงๆ
ที่เหลือรอคุณหมอลูมาเล็คเชอร์ต่อครับ
