ผมค้นพบว่าถ้่าเราจะเข้าใจ Flexitor ในจักรยาน Moulton นี่เราต้องเข้าใจการออกแบบก่อนหน้าของ ด้อกเตอร์ Alex Moulton ก่อนครับ เอาสั้นๆนะครับ ก่อนจะมาทำจักรยานโมลตัน คุณโมลตั้นนี่ แกเป็นวิศวกรช่วงล่างชื่อดังของอังกฤษครับ พื้นฐานที่บ้านของคุณโมลตันประกอบธุรกิจขายส่งยาง แกเลยมีความฝังใจเกี่ยวกับการใช้ยางมาทำ ช่วงล่างรถยนต์เป็นพิเศษ รถที่ถือว่าดังที่สุดที่แกมีส่วนร่วมในการออกแบบก็คือ รถมินิ ที่เรารู้จักกันดีครับ ผมจะไม่กล่าวถีงประวัติว่าทำไงแกถีงได้ไป ทำรถมินินะครับ ใครที่สนใจคงพอหาอ่านกันได้ แต่ ที่สำคัญคือ เนื่องจากรถมินิมีขนาดเล็ก ถ้าต้องการจะทำให้รถสามารถ มีพื้นที่ภายในกว้่างขวางแล้วละก็ ช่วงล่างก็ควรจะมีขนาดเล็กไปด้วย โดยในตอนเริ่มต้น แกเอายางเป็นก้อนเหลี่ยมๆตันๆ ไปหนุนอยู่เป็นตัวกันกระแทกเฉยๆครับ แต่ก็มีการทำออกมาใช่้งานเพียงรุ่นเดียว มินิรุ่นถัดมา ได้นำยางมาขี้นรูปเป็นกรวย หรือ ที่เราเรียกว่า Rubber Cone แทนตามรูปครับ

- moulton1.jpg (4.61 KiB) เข้าดูแล้ว 766 ครั้ง
โดยมีการออกแบบกันอยู่สองแบบด้วยกัน แบบแรกมีตัวยีดด้านบนกับตัวรถแข็งแรงกว่าเป็นรูปตัว V และมีจุดยีดสองจุดและใช้ กรวยยางทรงแหลม (Cone type) ส่วนตรงที่เห็นเป็นกลมๆ มีรูตรงกลางอีกข้างหนึ่งนั่นก็คือจุดยีดล้่อรถนะครับสังเกตว่าแบบนี้ตัวโคนมันมีแท่งยึด ยื่นขี้นมา และมีจุดติดอยู่ข้่างๆตัวโช้คอัพรถ ซึ่งถ้าเปรียบก็คล้ายกับรถหลายๆรุ่นในปัจจุบันที่แยกตัวสปริงออกจากตัวโช้ค การออกแบบ แบบแรกนี่มีปัญหาเรื่องความสั่นสะเทือนวิ่งเข้ามาถีงจุดยีดด้านในทำให้ข่วงล่างโยกเอียงไปมา เวลาเจอแรงกระแทกด้านข้างครับ คุณโมลตันแกเลยไปออกแบบช่วงล่างแบบที่สองมา (รูปด้านขวา) โดยมีแขนด่้านบนเป็นแท่งตรงมาที่ตัวจุดยีดล้อเลยครับซี่งก็น่าจะน้ำหนักเบากว่า และใช้่การออกแบบตัวยางให้เป็นรูปเหมือนแตร (Trumpet type) แทน และย้ายจุดติดยางเข้าไปด้านในเพื่อรองรับกับการสั่นสะเทือนด้านในครับ สังเกตว่าที่ตัวยางรูปแตรนี่มุมการติดจะเอียงๆคอยรับแรงที่ส่งเข้ามาครับ จากรูปจะเห็นว่าถ้าเป็นช่วงล่างรถมินินี่ยังมีโช้คอยู่อีกตัวเสมอนะครับ ดังนั้นลูกยางจึงทำตัวเป็นสปริงเท่านั้น
ทั้งสองแบบนี่ถ้ามองดีๆก็เป็น Parallogram ครับ โดยมีตัวโคนยางคอยรับแรงอยู่ด้านบนของคานบน ซี่งถ้าเราลองหมุนเป็นภาพตัดขวางนี่ มันคือ ช่วงล่างหน้าของจักรยานโมลตั้นเลยครับหน้าตา หลักการเหมือนกันสุดๆ
หลังจากทำช่วงล่างให้กับรถมินิแล้ว คุณโมลตันแกก็ไปออกแบบช่วงล่างให้รถอีกหลายคันครับ โดยแกมองว่าการที่ใช้ช่วงล่างเป็นลูกยางโคนนี่ มันยังจำเป็นต้องมีโช้คอีกตัวซี่งจากมุมของคุณโมลตันเองแกคงมองว่ามันยังทำให้ดีกว่านั้นได้ และเนื่องจากยางเสื่อมได้ง่ายเวลากดเข้าออกทำให้มีเสียงดังเป็นที่บ่นกันของผู้ใช้งาน แกเลยคิดเปลี่ยนตัวโคน ออกมาอีกแบบ ก็คือ Flexitor ครับโดย แทนที่จะใช้การกดยาง ซี่งมีพื้นที่หน้าตัดเล็ก แกใช้ทำการเฉือนแทน หลักการทำงานก็จะเป็น แบบนี้ครับดูตามรูปง่ายกว่าครับ
รุปแรกเป็นรูปของการติดตั้งบน คานรถนะครับ อันนี้่ดูก็คงเข้าใจได้

- images.jpeg (7.16 KiB) เข้าดูแล้ว 766 ครั้ง

- torsion_normal.gif (23.4 KiB) เข้าดูแล้ว 766 ครั้ง

- torsion_axles.jpg (21.85 KiB) เข้าดูแล้ว 766 ครั้ง
รูปที่สอง และสาม คือชิ้นส่วนภายในครับ หลักการง่ายก็คือมีแกนหมุนอยู่ภายใน และก็มียางติดตั้งอยู่สี่มุมเลย โดยยางทำหน้าที่เป็นตัวต้านการหมุน ตัวแกนการหมุนนี่ก็ไปต่อกับจุดยีดล้อ หรือจุดหมุนที่ต้องการรับแรงอีกทีครับ พอทำแบบนี้ ก็ขี้นอยู่กับจำนวนชิ้นยางที่มีอยู่ข้างในและความยาวของ หน้าสัมผัสของแกนการหมุน กับตัวยางแล้วครับ อยากนิ่มก็ใส่ยางนิ่ม หรือน้อย หรือ แกนสั้น อยากแข็งก็กลับกัน อยากจะล้อคระยะ rebound ก็อาจจะใช้วิธีการคุมองศาการหมุนของแท่งโดยการมีตัว stopper มาไว้ด้านนอก (แบบที่คุณ Tonger เล่าให้ฟังเรื่องดีงการปรับ rebound ครับ) แถมยังเบาด้่วยครับ
สรุบว่าอัจฉริยะครับ คิดได้แบบนี้ ฮ่าๆ สุดยอดครับๆ ข้อดีของการทำแบบนี้ก็คือเนื่องจากระยะการเคลื่อนของยางน้อยมากๆ เสียงที่เกิดแยะๆแบบที่ใช้พวก Rubber Cone ก็น้อยลงไปมากครับ
นี่ละครับ Flexitor ในปัจจุบันบางทีเขาก็เรียกว่า Rubber Torsion ครับ ตอนนี้พวกรถลากทั้งหลายที่ต้องการความนิ่มและไม่ใด้ไปลุยใหนแยะก็จะใช้กันแยะครับ เพราะอยากให้รับน้ำหนักได้แยะก็แค่เพิ่มความยาวของตัวยางและ แกนเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันนี้ ซีตรองก็เริ่มคิดระบบช่วงล่างรถที่ใช้ Hydropnematic ครับ คุณโมลตันไปเห็นเข้า ติดใจก็เลยเอามาออกแบบ ตัว Hydrolastic ให้่ทำงานได้เหมือนกันแต่เบากว่าอีกทีครับ
พอดีต้องออกไปข้างนอกครับ เดี๋ยวค่อยมาเล่า Hydrolastic ต่อนะครับ แถมด้วยรูป คุณโมลตันขี่ Bridgestone Moulton ครับ เป็นรุ่นพิเศษใช้ช่วงล่างหน้าเป็น leading link ครับ โดยมีแกนโช้คด่้านบนเป็น Flexitor สุดยอดจริงๆครับคนนี้ น่าเสียดายนะครับที่แกจากไปแล้ว ผมขอคารวะจากใจมา ณ ที่นี้ครับ

- alex_on_bs_moulton.jpg (57.7 KiB) เข้าดูแล้ว 766 ครั้ง