Sram ทนทานแค่ไหน
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- StoneRoses
- ขาประจำ
- โพสต์: 3149
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 16:12
- Bike: Pinarello Dogma F8, Trek Speed Concept 9.9
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ผมชอบ SRAM เพราะ double tap เป็นระบบ shifter ที่ผมว่าเจ๋งสุด กดได้มันมือ มี feedback กลับมาชัดเจน ขึ้นเฟืองได้ 3-4 เกียร์ ข้อเสียคือมันแข็งไปหน่อย
ระบบของ Shimano ผมไม่ชอบที่ต้องไปโยกมือเบรกเลยจริงๆ มันทำให้รู้สึกไม่มั่นคงยังไงไม่รู้
ส่วนของ Campag ผมไม่ชอบที่มัน down shift จากดร็อปไม่ถนัดนัก (Campag ผมเคยลองระยะสั้นๆ ไม่เคยเป็นเจ้าของ บอกไว้ก่อนเดี๋ยวโดนถล่ม 555)
เรื่องเบรก Red ที่นิ่มไป ต้องถามว่าใช้กับ caliper รุ่นไหน ผมใช้ red 2012 ทั้งกรุ๊ป ผมว่ามันเบรกได้ดี modulation เยี่ยม แถมระบบปรับ balance เป็นแบบปรับความตึงสปริง สองข้าง เลยปรับได้ดีกว่ากว่าแบบของ shimano หน่อยๆ อยากแข็งก็ปรับ spring สองฝั่งให้มันกลับมา balance ได้และแข็งขึ้น ถ้า shimano จะทำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
ระบบของ Shimano ผมไม่ชอบที่ต้องไปโยกมือเบรกเลยจริงๆ มันทำให้รู้สึกไม่มั่นคงยังไงไม่รู้
ส่วนของ Campag ผมไม่ชอบที่มัน down shift จากดร็อปไม่ถนัดนัก (Campag ผมเคยลองระยะสั้นๆ ไม่เคยเป็นเจ้าของ บอกไว้ก่อนเดี๋ยวโดนถล่ม 555)
เรื่องเบรก Red ที่นิ่มไป ต้องถามว่าใช้กับ caliper รุ่นไหน ผมใช้ red 2012 ทั้งกรุ๊ป ผมว่ามันเบรกได้ดี modulation เยี่ยม แถมระบบปรับ balance เป็นแบบปรับความตึงสปริง สองข้าง เลยปรับได้ดีกว่ากว่าแบบของ shimano หน่อยๆ อยากแข็งก็ปรับ spring สองฝั่งให้มันกลับมา balance ได้และแข็งขึ้น ถ้า shimano จะทำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
-
Pigman
- ขาประจำ
- โพสต์: 409
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ย. 2009, 07:35
- Bike: Cervelo R5 Cervelo P5 Bianchi Impulso Retired: Cervelo R5 VWD LTD Cervelo S1 Cervelo R3 Bianchi 928 Trek 1.9
- ติดต่อ:
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ไว้จะลองปรับดูครับ จารย์ลู
- Artnithi
- สมาชิก
- โพสต์: 83
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ก.ค. 2012, 21:05
- Bike: Marin Bobcat, Raleigh M50
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความรู้ครับ
- Anatoli
- ขาประจำ
- โพสต์: 326
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2013, 07:42
- Bike: Swift Neurogen and Giant Propel Adv ISP
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
อ.ลู อธิบายได้เห็นภาพเลย เหลือแค่ไปหามาใช้ด้วยตนเอง ขอบคุณครับ
Tel.083-812-2650
818-1-22737-9
ธ.กรุงไทย
ชื่อ บัญชี นายมานน จันทรมณี
--- ปั่นให้ไกล ไปให้ถึง ---
818-1-22737-9
ธ.กรุงไทย
ชื่อ บัญชี นายมานน จันทรมณี
--- ปั่นให้ไกล ไปให้ถึง ---
- ttpong
- ขาประจำ
- โพสต์: 211
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2012, 23:56
- Tel: 0853090006
- team: Mosquito
- Bike: FUJI SST SLM
- ตำแหน่ง: 6/2 ถ.ราชวิถี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร
- ติดต่อ:
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
เปลี่ยนจาก 105 มา rival แนะนำว่าจะใช้ Sram ให้จัดให้ครบเซตตลอดจนโซ่ แล้วจะรู้ว่า มันต่าง!
- pskorat
- ขาประจำ
- โพสต์: 1538
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 07:13
- Tel: 044-257259
- Bike: TREK2300,GIANT NRS I , JAMIS XENITH
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ปัญหานี้ผมแก้โดย รองในขาจานด้านซ้ายด้วยวงแหวนหนา 0.5 มม. ตัดมาจากพลาสติคเหนียวกล่องอาหารสำเร็จรูปที่เข้าไมโครเวฟได้ เจตนาเพื่อผลักขาจานด้านขวาให้มันออกมาทางขวาอีกนิดเดียวเท่านั้น ส่วนการตั้งเผลทด้านใน ณ ตำแหน่ง หน้าเล็ก-หลังใหญ่ ยังสามารถเซ็ทได้ที่ 0.5 มม.ตามกำหนด(ดังนั้นผมไม่เจอปัญหาโซ่ตกในเลย ตัวกันโซ่ตกจึงไม่เคยใช้ ยังเคยเขียนเป็นมุกว่า ..ตัวกันโซ่ตก เป็นของตลกสำหรับผมlucifer เขียน: 3. ยึดสกรูให้แน่น แล้วคลายสกรูตัว L ลงมา คล้องโซ่ ใส่เกียร์ไว้ที่หน้าเล็กหลังใหญ่ แล้วคลายสกรูตัวL โซ่อยู่ห่างจากขอบสับจาน 1mm หรือมากกว่านั้นก็ได้ ( ถ้าน้อยกว่า 1 mm อาจจะมีปัญหากับการปัดโซ่ลงจานเล็ก โดยโซ่จะไปตกคร่อมระหว่างจานใหญ่กับจานเล็ก ซึ่งเป็นปัญหานิรันดร์ของRotor ซึ่งการคลายสกรูตัวL มากขึ้นจะช่วยให้การปัดโซ่ลงจานเล็กเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ก็เสี่ยงต่อโซ่หล่น ซึ่งจำเป็นต้องใส่ตัวกันโซ่ตกเสมอ แต่Red มีอุปกรณ์ตัวนี้มาให้ เรื่องจึงง่าย ) ถ้าคลายสกรูตัว L มากไป ก็จะต้องพบกับเสียงในตำแหน่ง เล็ก-เล็กอย่างแน่นอนครับ
ประโยชน์อีกข้อหนึ่งคือ ทำให้ขาจานทั้งสองข้างมีระยะห่างจากศูนย์กลางเท่ากัน เพราะเท่าที่วัดดู ขาด้านซ้ายจะมีระยะห่างมากกว่าด้านขวา 1 มม. เมื่อหนุนวงแหวนที่ว่าจะทำให้เฉลี่ยได้เท่ากัน 2 ข้างครับ และอีกข้อหนึ่งคือ ทำให้หลบการเฉี่ยวถูกหมุดวิดโซ่ของจานใหญ่ได้ที่ระดับแก้ปัญหาเสียงดัง แกร๊งๆ เมื่อหน้าเล็ก หลังเล็กด้วยครับ
เมื่อจานหน้าใหญ่ตกเข้าใบในช้าไป.. (หมายเหตุ..อาจมาจากการตั้งความสูงสับจานที่ระยะผ่านโซ่ไม่เคลียร์พอ บางครั้งอาจจะต้องมากกว่า 1 มม. ตามกำหนดครับ) ผมจะปรับสายให้ค่อยๆหย่อนลงมาเรื่อยๆ ที่ละ 2 คลิ๊ก(เพราะทดลองคลิ๊กเดียว สับจานมันไม่รู้สึกรู้สมน่ะครับ) จะมีอยู่ ณ จังหวะหนึ่ง ที่มันบอกว่า...ใช่แล้ว...ขึ้นเร็ว-ลงเร็ว ได้ตามสั่ง..นั่นแหละแม่นแล้ว ครับ ผมว่าส่วนมากจะตั้งสายค่อนไปทางตึงเกินไป
เสนอมาจากประสบการณ์ตั้งจานเบี้ยวเช่นกันครับ (ของผมอาจจะหนักข้อกว่าเพราะจานเบี้ยวพันธุ์ผสม ใหญ่ RIDEA 50T เล็ก ROTOR 36T ที่ความหนาใบจานวัดได้ต่างกันอยู่นิดหนึ่ง ) ปรับครั้งแรก ค้างแก็กอยู่ยอดฟันจานใน อย่างไรๆก็ไม่ลง เลยทำตามที่ว่ามาข้างต้นครับ
-
popTC
- ขาประจำ
- โพสต์: 199
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2013, 20:03
- Bike: rit เขียวบิน
- ตำแหน่ง: Bangkok
- ติดต่อ:
- gazz
- ขาประจำ
- โพสต์: 713
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2012, 20:27
- Tel: xx89894888x
- team: Speed Limit AV25TH, Turtle Cycling Club TH
- Bike: Canyon Ultimate
- ตำแหน่ง: จรัญสนิทวงค์ 96/1
- ติดต่อ:
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
เพื่อประโยชน์ของเพื่อนๆสมาชิก และถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะพี่pskorat เขียน:ปัญหานี้ผมแก้โดย รองในขาจานด้านซ้ายด้วยวงแหวนหนา 0.5 มม. ตัดมาจากพลาสติคเหนียวกล่องอาหารสำเร็จรูปที่เข้าไมโครเวฟได้ เจตนาเพื่อผลักขาจานด้านขวาให้มันออกมาทางขวาอีกนิดเดียวเท่านั้น ส่วนการตั้งเผลทด้านใน ณ ตำแหน่ง หน้าเล็ก-หลังใหญ่ ยังสามารถเซ็ทได้ที่ 0.5 มม.ตามกำหนด(ดังนั้นผมไม่เจอปัญหาโซ่ตกในเลย ตัวกันโซ่ตกจึงไม่เคยใช้ ยังเคยเขียนเป็นมุกว่า ..ตัวกันโซ่ตก เป็นของตลกสำหรับผมlucifer เขียน: 3. ยึดสกรูให้แน่น แล้วคลายสกรูตัว L ลงมา คล้องโซ่ ใส่เกียร์ไว้ที่หน้าเล็กหลังใหญ่ แล้วคลายสกรูตัวL โซ่อยู่ห่างจากขอบสับจาน 1mm หรือมากกว่านั้นก็ได้ ( ถ้าน้อยกว่า 1 mm อาจจะมีปัญหากับการปัดโซ่ลงจานเล็ก โดยโซ่จะไปตกคร่อมระหว่างจานใหญ่กับจานเล็ก ซึ่งเป็นปัญหานิรันดร์ของRotor ซึ่งการคลายสกรูตัวL มากขึ้นจะช่วยให้การปัดโซ่ลงจานเล็กเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ก็เสี่ยงต่อโซ่หล่น ซึ่งจำเป็นต้องใส่ตัวกันโซ่ตกเสมอ แต่Red มีอุปกรณ์ตัวนี้มาให้ เรื่องจึงง่าย ) ถ้าคลายสกรูตัว L มากไป ก็จะต้องพบกับเสียงในตำแหน่ง เล็ก-เล็กอย่างแน่นอนครับ)
ประโยชน์อีกข้อหนึ่งคือ ทำให้ขาจานทั้งสองข้างมีระยะห่างจากศูนย์กลางเท่ากัน เพราะเท่าที่วัดดู ขาด้านซ้ายจะมีระยะห่างมากกว่าด้านขวา 1 มม. เมื่อหนุนวงแหวนที่ว่าจะทำให้เฉลี่ยได้เท่ากัน 2 ข้างครับ และอีกข้อหนึ่งคือ ทำให้หลบการเฉี่ยวถูกหมุดวิดโซ่ของจานใหญ่ได้ที่ระดับแก้ปัญหาเสียงดัง แกร๊งๆ เมื่อหน้าเล็ก หลังเล็กด้วยครับ
เมื่อจานหน้าใหญ่ตกเข้าใบในช้าไป.. (หมายเหตุ..อาจมาจากการตั้งความสูงสับจานที่ระยะผ่านโซ่ไม่เคลียร์พอ บางครั้งอาจจะต้องมากกว่า 1 มม. ตามกำหนดครับ) ผมจะปรับสายให้ค่อยๆหย่อนลงมาเรื่อยๆ ที่ละ 2 คลิ๊ก(เพราะทดลองคลิ๊กเดียว สับจานมันไม่รู้สึกรู้สมน่ะครับ) จะมีอยู่ ณ จังหวะหนึ่ง ที่มันบอกว่า...ใช่แล้ว...ขึ้นเร็ว-ลงเร็ว ได้ตามสั่ง..นั่นแหละแม่นแล้ว ครับ ผมว่าส่วนมากจะตั้งสายค่อนไปทางตึงเกินไป
เสนอมาจากประสบการณ์ตั้งจานเบี้ยวเช่นกันครับ (ของผมอาจจะหนักข้อกว่าเพราะจานเบี้ยวพันธุ์ผสม ใหญ่ RIDEA 50T เล็ก ROTOR 36T ที่ความหนาใบจานวัดได้ต่างกันอยู่นิดหนึ่ง ) ปรับครั้งแรก ค้างแก็กอยู่ยอดฟันจานใน อย่างไรๆก็ไม่ลง เลยทำตามที่ว่ามาข้างต้นครับ
ผ่านไปน่าจะเกิน 2 ปี จากประสพการณ์ที่รบกันมากับจานหน้าRotor กับเสือหมอบอย่างน้อย 6 คัน ( ไม่นับที่ปรับแต่งให้คนรู้จักกันอีก ) ระบบกระโหลกที่แตกต่างกันทั้ง BB30 , BSA , BB90 , ทั้งชุดขาจาน Rotor 3D , Rotor 3D+ , ขาจาน SRAM Red BB30 , ขาจาน Tiagra โดยมี Combination ของจานหน้าตั้งแต่ 53-39 , 52-36 , 50-36 , 50-34 และ 50-38T และระบบเกียร์ Shimanoทั้ง Dura Ace , Ultegra , 105 และ Tiagra ล่าสุดก็ปันใจมาคบกับ SRAM Red
( กลัวคนจะหมั่นไส้เอาเหมือนกัน จริงๆก็ไม่ได้จะบอกว่ามีตังค์หรืออวดว่าใช้รถมาหลายคันหรอกนะครับ บางทีมันก็เป็นเรื่องที่หักห้ามใจไม่ได้เหมือนกัน รถคันนี้ก็สวย เขาว่ามันดี ก็อยากลอง ขายแล้วซื้อ ขายแล้วซื้อ จนตอนนี้เริ่มสำนึกตัวแล้ว เหมือนคนเจ้าชู้ มีแฟนหลายๆคน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเลือกแค่คนเดียวเสียที ฮ่า ฮ่า ฮ่า )
ผมจึงมีประสพการณ์แตกต่างหลากหลาย ในรถแต่ละคันอยู่พอสมควร ซึ่งปัญหา Classic ของ Rotor ก็มีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ ซึ่งเจอกับรถทุกคัน จนต้องยอมรับปัญหาว่ามันต้องเกิด ต้องทำใจถ้าหากจะยังคับกับโรเตอร์
1. โซ่สีกับหมุดวิดโซ่ของจานใหญ่ ( ในตำแหน่งหน้าเล็ก-หลังเล็ก) ปัญหานี้เป็นปัญหาclassicกันเลยทีเดียว มีบ่นกันทั้งในเวปต่างประเทศ และในเวปนี้แหละ ผมเองเจอทุกคัน ทุกcombination ยกเว้น 50-38 ที่ไม่เจอ ( ทำไมหรือครับ อ่านไปสักพักจะเข้าใจเองว่าทำไมชุดนี้ถึงไม่เจอปัญหานี้ )
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมปัญหานี้จึงเกิดกับ Rotor แต่ไม่เกิดกับใบจานของShimano คำตอบก็คือ Shimano พัฒนาระบบหมุดวิดโซ่ของเขามานานมากกกกก ออกแบบProfile ของโซ่ ของใบจาน และหมุดวิดโซ่ให้มันทำงานได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ Shimanoเป็นใบกลม อะไรๆก็เป็นเรื่องง่ายๆไปหมด ( ผมเคยมีประสพการณ์กับใบจานแปลกๆจำพวกของแต่งเบาค่ายอื่นๆในสมัยที่ปั่นจักรยานเสือภูเขา อย่างน้อยก็น่าจะประมาณ 15 ปีที่แล้ว ที่ระบบหมุดวิดโซ่ยังเป็นระบบที่มีอยู่คู่กับShimanoเท่านั้น ไม่มีใครผลิตออกมาได้ สงสัยจะติดลิขสิทธิ์อะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกคนคิดว่าแค่ฟันของใบจานมันก็เกี่ยวโซ่ขึ้นได้ แต่Shimanoบอกว่าลำพังแค่ฟันของใบจาน มันยังไม่ราบรื่นเท่ากับการเพิ่มหมุดวิดโซ่ขึ้นมาอีกต่างหาก ทุกอย่างจะลงตัวเป๊ะ เมื่อใช้ใบจานและโซ่ของ Shimano แต่อย่างไรก็ตาม ของแปลกๆเหล่านี้ ผ่านมือผมมาหลายอัน แก้ปัญหาได้บ้าง แก้ไม่ได้บ้าง บางอันต้องใช้วิชามารบ้าง บางอันก็ใช้วิชาการบ้าง ผมเองก็ไม่ได้คุยว่าชำนาญ แต่ผมมองว่าการปรับสับจานให้มันลงตัวกับจานหน้าสักชุดหนึี่ง มันไม่ใช่ของง่าย แต่ก็ไม่ใช่ของยาก แต่บอกไว้ก่อนว่า ถ้าใช้ของแพง การปรับตั้งมันก็จะง่ายกว่าใช้ของถูก สับจานAltus เสียเวลาขยับขึ้นบน โยกซ้ายขวาอยู่นาน กว่าจะลงตัว แต่ก็ยังไม่นุ่มมือ เจอXTR เล็งๆ แล้วติดเลย ทำงานได้อย่างลงตัว และนุ่มมือ ทั้งๆที่ยังไม่ได้จุดที่ดีที่สุดด้วยซ้ำไป )
คราวนี้พอเป็นจานเบี้ยว การขึ้นโซ่ไต่จากจานเล็กมาขึ้นจานใหญ่ จึงไม่ง่ายเหมือนกับจานกลม เพราะเส้นผ่าศูนย์กลางของใบจานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และหมุดวิดโซ่ของRotorเอง ก็คงจะยังไม่ได้ถูกพัฒนาได้ถึงขีดสุด ( จริงๆไม่จำเป็นต้องทำแบบShimanoหรอก แค่เป็นหมุดที่เกี่ยวโซ่ติด แค่นี้ก็พอแล้ว สมัยผมใช้ใบจานRaceFaceในเสือภูเขา ผมว่ามันแย่กว่านี้เยอะ ) แต่เพราะมันออกแบบมาให้เกี่ยวโซ่ได้ดีขึ้น มันจึงมีลักษณะที่ยื่นแหลมออกมาอีกนิดหนึ่ง แต่นิดเดียวก็เพียงพอสำหรับโซ่ที่จะมาทะเลาะด้วย
แต่มันไม่ได้มีสาระสำคัญอย่างไรเลย ในเมื่อตำแหน่งหน้าเล็ก - หลังเล็กสุด มันไม่ใช่ตำแหน่งใช้งาน และหากเป็นระบบเกียร์ของShimano ที่มีmicroshift หรือ Trim สับจานเป็น 2 จังหวะ ในจังหวะที่เราเริ่มปั่นจักรยานครั้งแรก ( ถ้ามีวินัยในการเก็บรถ ก็จะเก็บเกียร์ไว้ที่หน้าเล็กสุด และหลังเล็กสุดทุกครั้ง เพื่อยืดอายุของสปริงสับจานและตีนผีให้ยืนยาว ) สับจานจะยังอยู่ในตำแหน่งปัดโซ่ลงล่างมากที่สุด ตรงนี้โซ่จะสีกับใบสับจาน และไม่เกี่ยวกับหมุดวิดโซ่ของใบจานใหญ่อย่างแน่นอน จนเมื่อเราปั่นไปแล้วลดเกียร์หลัง ไล่ขึ้นเฟืองที่ใหญ่ขึ้น ตรงนี้แหละที่จะเข้าสู่การใช้งานจริง
ในเมื่อมันไม่ใช่เกียร์หลักที่เราใช้กัน แต่ถ้าในใจเราคิดว่า มีเฟือง 10 ชิ้น ขอใช้ให้มันครบทุกชิ้นได้ไหม
ก็ได้ ถ้าต้องการเอาชนะกันแบบนั้น
แต่ต้องยอมรับก่อนว่า เพราะกายภาพมันเป็นเช่นนั้น ห้ามมันไม่ได้ ก็ต้องปรับแก้
แก้ยังไง?
ในช่วงที่เราใช้จานเล็ก ไล่เฟืองหลังจากใหญ่สุดลงหาเฟืองเล็กลงไปเรื่อยๆนั้น ก็จะมีจังหวะที่โซ่เริ่มจะสีกับสับจาน ตรงนี้เราก็ทำการกดเกียร์สับจานหน้าไปอีกครึี่งจังหวะ เพื่อให้สับจานขยับไปหลบโซ่ไปอีกหน่อยหนึ่ง จังหวะที่สับจานขยับไปอีกหน่อยหนึ่งนี่แหละ เราสามารถปรับตั้งได้โดยการกำหนดความตึงของสายเกียร์หน้า ความตึงของสายเกียร์ที่พอดีที่ยอมให้โซ่ยังเบียดกับสับจานที่ตำแหน่งเกียร์หน้าเล็ก-หลังเล็กสุดได้นั้น จะเป็นความตึงของสายเกียร์ที่เพียงพอสำหรับการดันโซ่ไต่ขึ้นจานใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน และเมื่อทำเช่นนี้ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องโซ่ถูกหมุดวิดโซ่ของใบจานใหญ่มาเกี่ยว เพราะโซ่จะถูกสับจานปัดเอาไว้ ( นิดเดียวก็เอาอยู่แล้ว ) แลกกับเสียงน่ารำคาญเล็กน้อย เป็นการเตือนให้รู้ว่า" เราใช้เกียร์หมดแล้ว ขึ้นจานใหญ่เหอะ" ประมาณนั้น
ในจังหวะนี้ เมื่อเราใช้จานหน้าเล็กสุด - หลังเล็กสุด โซ่จะเบียดกับสับจานนิดหนึ่ง แนวโซ่จะถูกดันออกไปไม่ให้ถูกเกี่ยวโดยหมุดวิดโซ่ แต่อาจจะยอมให้สีกับขอบของหมุดวิดโซ่ได้ โดยที่ไม่ถูกเกี่ยวขึ้นไป ( ปัญหานี้แทบจะไม่เคยเกิดกับหมุดวิดโซ่ของShimano เพราะ profile ไม่เหมือนกัน )
แต่ปัญหานี้แทบจะไม่เจอกับจานหน้า 50-38T ที่ผมใช้เลย คือมันแตะๆบ้าง แต่ไม่มากพอจะเกี่ยว ลองหลับตาคิดดูก็แล้วกันครับว่าทำไม เหนื่อยแล้ว อีกอย่างหนึ่งมันก็ไม่ใช่ชุดจานหน้าที่เขาใช้กัน ผมใช้เพราะผมปั่นทางเรียบกับเฟืองหลัง 11-21 ดังนั้นจานหน้า 38 จึงไล่ขึ้นจานหน้า50 ได้อย่างต่อเนื่องที่สุดเท่านั้นแหละ
แต่ในบางที รถบางคันที่ระยะตะเกียบโซ่สั้นจริงๆ สั้นจนล้อหลังแทบจะทะเลาะกับท่อนั่งด้านหลัง แบบว่านิ้วก้อยยังสอดไม่ผ่าน ซึ่งรถแบบนี้ผมเคยใช้ ก็จะเป็นอะไรที่ยุ่งยากขึ้นอีกเล็กน้อย อาจจะต้องยอมให้โซ่เบียดสับจานได้บ้างที่ตำแหน่งหลังเล็กเกือบสุด เพราะแนวโซ่มันเบี่ยงมากขึ้นเนื่องจากตะเกียบโซ่ที่สั้นลง
วิชามารก็ยังมีอยู่บ้าง เช่น ขยับสับจานให้กางออกหรือหุบเข้า ไม่ว่าจะทำวิธีไหนก็ไม่มีอะไรดีที่สุด เพราะได้อย่าง ก็เสียอย่างเสมอๆ สุดท้ายก็คือใช้วิชาการมาตรฐาน แล้วปรับความตึงสายเกียร์ ยอมให้โซ่เบียดกับสับจานนิดๆหน่อย เพื่อกันไม่ให้โซ่เข้าไปถูกวิด
แล้วจะขึ้นจานใหญ่ได้หรือ? ความตึงสายเกียร์แค่นี้พอหรือ?
การปรับสับจานเพื่อให้ขึ้นจานใหญ่นั้น มันอาศัยปัจจัย 2 อย่าง คือ
1. ความตึงสายเกียร์ ยิ่งตึงมากขึ้น ยิ่งขึ้นง่าย แต่……ปัญหารู้อยู่แล้วว่าอะไร ตึงมากไปก็แค่นั้น เพราะยังมีข้อ 2
2. การปรับสกรูตัว H สกรูตัวนี้แหละที่ทำให้ขึ้นจานใหญ่ได้ง่ายหรือยาก ต้องเข้าใจนะครับว่า ที่สุดระยะของมือเกียร์สับจานหน้า ยังมีระยะฟรีเหลืออีกนิดหนึ่ง ที่จะดึงให้สับจานหน้าขยับตัวเลย"คลิ๊ก"ที่บังคับไปได้อีกหน่อย จุดนี้แหละ คือ จุดที่ช่วยดันให้โซ่ไต่ขึ้นจานใหญ่ได้ง่ายขึ้น เพราะมือเกียร์จะมีระยะเหลืออีกที่จะใช้งานได้ ตรงนี้แหละที่ทำให้การปรับสกรูต้ว H เป็นเรื่องที่ท้าทาย ขนาดต้องปรับกันทีละ 1/8 รอบเลยทีเดียว ( บางทีก็ยังมากไปด้วยซ้ำ ) ถ้าคลายสกรูตัว H ออกมากไป เราจะผลักโซ่ขึ้นจานใหญ่ได้ง่ายมากๆ แล้วโซ่ก็จะล้น จนหล่นออกมา (ขาจานเป็นรอยหมดดดดด ) แต่ถ้าเราตั้งสกรูตัว H น้อยไป ก็จะดันขึ้นได้ยาก เผลอๆดันไม่เข้าด้วย เพราะมือเกียร์ไม่มีระยะเดิน , การปรับสกรูตัว H จึงเหมือนกับการเอานิ้วแหย่ไฟ แหย่ยังไงให้แค่ร้อนแต่นิ้วไม่ไหม้ คลายออกมาจนดันขึ้นคล่อง แต่โซ่ไม่หล่น แล้วบอกก่อนเลยว่า ปรับบนขาเกี่ยวดุมยังไงๆก็ไม่เหมือนกับปั่นจริง เพราะเวลาปั่นจริงจะมีอะไรต่อมิอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องอีก เช่น การกดบันไดที่อาจจะแรงไป เฟรมบิดตัวได้อีกนิดหนึ่ง (มากพอเลยแหละ ) ตรงนี้ต้องสร้างความชำนาญด้วยตัวเอง มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า"ปัจจัตตัง" คือ ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจ
2. ปัดโซ่ลงจากจานใหญ่ แล้วหล่นลงมาค้างระหว่างจานใหญ่กับจานเล็ก ไม่ยอมหล่นลงมาซักที บางทีก็ค้างอยู่บนยอดจานเล็ก
ตรงนี้แหละ ที่มาเกี่ยวข้องกันกับระยะความสูงของสับจาน และ สกรูตัว L
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในคู่มือของ Shimano จึงบอกว่าให้ติดตั้งสับจานหน้า โดยกำหนดให้ขอบล่างของใบสับจานตัวนอกอยู่สูงกว่าจานใหญ่ 1-3 mm ทั้งนี้ถ้าเราเอาสับจานมาดูในส่วนของใบสับจาน เราจะพบว่ามันไม่ได้เป็นแผ่นแบนๆ แต่มันถูกปั้มขึ้นรูปนูนๆในบางจุด ซึ่งรอยที่ปั้มขึ้นรูปนูนๆนี้ จะไปสัมผัสกับโซ่ในจังหวะที่เราผลักให้มันขึ้นจานใหญ่ และเขี่ยให้มันลงไปยังจานเล็ก รอยปั้มนูนๆนี่แหละที่ทำให้การทำงานของสับจานราบรื่นขึ้น เจ้าส่วนนูนๆนี่แหละมันจะสัมผัสกับโซ่ได้ ก็ต่อเนื่องเราปรับสับจานสูงกว่ายอดเฟืองของจานใหญ่ 1-3 mm ( ทำใจนิดหนึ่ง มันเป็นเรื่อง R&D ของผู้ผลิตที่เขาออกแบบอุปกรณ์มาให้มันทำงานได้ดีที่สุดที่ตรงนี้ , ถ้าสมาชิกอ่านแล้วสงสัย ก็ปล่อยผ่านได้ เอาเป็นว่าถ้าใช้จานกลม ก็ทำตามคู่มือไปเถิดครับ win&win )
แล้วทำไมเมื่อใช้ Rotor จึงต้องปรับตั้งให้สูงเพียงแค่ 1mm หละ ? นี่แหละมันคือปัญหาของRotorที่มันไม่ใช่จานกลม ถ้าเราปรับไว้ที่ความสูง 1 mm แล้วเราหมุนบันไดไปเรื่อยๆ จะพบว่าที่ตำแหน่งที่ใบจานมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุด มันจะอยู่ต่ำกว่าขอบล่างของสับจาน 1 mm ตามที่เราตั้งไว้ แต่พอตำแหน่งที่ใบจานมีเส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็กที่สุด ตำแหน่งนั้นยอดของเฟืองใบจานจะอยู่ต่ำกว่าขอบของสับจานประมาณ 10.5 mm โห มันห่างขนาดนั้นเชียวนะ ซึ่งแน่นอนหละ ตำแหน่งที่โซ่สัมผัสกับรอยปั้มนูนของสับจานจึงเป็นเพียงช่วงสั้นๆ( เหมือนกับเพลง"ช่วงที่ดีที่สุด"ของบอย&ป๊อด ) เราจึงต้องลดสับจานลงมาให้ใกล้ใบจานใหญ่มากที่สุด เพื่อให้เวลาช่วงที่ดีที่สุดนั้น ยืดยาวออกไปให้มากขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญใบจานเล็กมันก็ไม่ใช่จานกลม เส้นผ่าศูนย์กลางมันก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และจุดสัมผัสของใบสับจานต่อโซ่ก็ไม่ใช่จุดเดิมด้วย
ตรงนี้แหละ ที่มันเป็นปัญหาว่าทำไมต้องคลายสกรูตัวL ออกมามากกว่า 1mm ไม่ใช่เพียงแค่ 0-0.5mm ตามคู่มือของShimano ทั้งนี้ก็เพราะว่า การปัดโซ่ของสับจานนั้น จะอาศัยการดีดตัวกลับของสปริงเพียงอย่างเดียว
- ถ้าจังหวะที่มันปัดเริ่มต้นด้วยส่วนที่ไม่ใช่ส่วนนูนของใบสับจาน แต่จบลงด้วยส่วนนูนพอดี มันก็จะปัดให้โซ่ตกลงมาอยู่ในจานเล็กได้อย่างสวยงาม กรรมการให้10เต็ม10 คูณกับคะแนนท่ายาก เอาไปเลย เหรียญทอง
- แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้าม สับจานเข้าสัมผัสกับโซ่ ปัดให้ตกลงไปบนจานเล็กโดยส่วนนูน แต่จบด้วยจังหวะที่ใบสับจานแบนราบแล้ว แรงส่งก็จะน้อยลง คราวนี้จานหน้ายังหมุนต่อไปอีก โซ่ก็อาจจะหล่นไปเจอกับยอดเฟืองของใบจานเล็กที่อยู่สูงขึ้นกว่าเดิมแบบทันทีทันใด แทนที่โซ่จะไหลลงไปตามที่เราคิด มันก็จะไปสะดุดกับจานเล็กที่จู่ๆก็ใหญ่ขึ้นมา ผลก็จะเหมือนกับนักยิมนาสติกตกบาลานซ์บีม คะแนนท่ายากก็ไม่ได้ เพราะตกลงมาแล้วเดี้ยง ค้างอยู่ระหว่างจานทั้ง 2ใบ
แต่หลายคนก็คงสงสัยว่า ทำไมไม่ได้เกิดทุกๆครั้งหละ ผมขอเอาประสพการณ์มาแชร์ก็แล้วกันครับ
ผมเองก็เคยเป็นคนที่เห็นด้วยว่า "ตัวกันโซ่ตกหรือ Chain catcher เป็นเรื่องตลก" ก็ตั้งสกรูตัวL ให้มันอยู่ในเกณฑ์สิ แล้ววันหนึ่ง ชุดจานกลม 105 โซ่105 สับจาน 105 แถมปรับสกรูตัว L จนที่ตำแหน่งหน้าเล็ก-หลังใหญ่สุดนั้น โซ่ยังมีมาสีกับขอบสับจานได้นิดๆด้วยซ้ำไป ครับ วันนั้นโซ่หล่น หล่นในจังหวะที่ลดจานหน้าลง แล้วรถตกหลุมเบาๆ แป๊ววววววววววววววววววววววววววววว จากวันนั้นผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า แม้ว่าเราจะอิงตามคู่มือทุกอย่าง แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีเหตุสุดวิสัยเข้ามาเป็นปัจจัยแทรกได้
พอมาใช้ Rotor จากประสพการณ์โซ่หล่น ทำให้ผมไม่เคยละเลยสกรูตัว L เลย และผมก็ยังไม่คิดว่าต้องคลายสกรูตัวL มากมายหรอก จนกระทั่งผมเริ่มปั่นจักรยานได้ดีขึ้น ความแข็งแรงและ aerobic capacity เริ่มกลับมาดีขึ้น ผมก็เริ่มปั่นไกลขึ้น ระยะไปกลับก็มาลงที่ 50 กม. จากที่แทบจะไม่ขึ้นจานใหญ่ ก็เริ่มมาใช้จานใหญ่ในบางกรณี ความราบรื่นในการทำงานของสับจานหน้าในการปัดโซ่ลงมาที่จานเล็กตอนที่อยู่บนขาตั้ง มันไม่ยักจะเหมือนกับการปั่นจริงๆบนถนนเลย มันเริ่มมีอะไรแปลกๆให้เห็นแล้ว
ปัญหาเรื่องโซ่ตกลงมาอยู่ระหว่างจานเล็กกับจานใหญ่ เริ่มเกิดขึ้น โดยจะพบได้ง่ายในจังหวะ หน้าใหญ่ - หลังกลางๆค่อนไปทางเล็ก ซึ่งแนวโซ่จะค่อนข้างขนานกับแนวของรถ แต่ถ้าไล่เฟืองหลังไปที่เฟืองใหญ่ๆ จนรู้สึกว่า เบากว่านี้ีมีอีกไหม?
ความคิดที่ว่า"ตัวกันโซ่ตก"ไม่มีความจำเป็น ก็ถูกโยนทิ้งไป ก็มันน่าสงสัยไหม? ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ ทำไมRotor จึงทำออกมาขายภายใต้ยี่ห้อของRotor เอง แหนะ มันบอกอะไรให้เรารู้แบบสำนึกนิดหนึ่ง ก็จะเข้าใจความนัยของมัน
( ถ้าใช้ rotor มานานมากพอ เข้าๆออกๆเวปของเขา อ่าน Q&A ไปเรื่อยๆ แล้วจะพบว่า ทำไมมันไม่ยอมบอกอะไรกับเราอีกหลายๆอย่าง ทั้งๆที่พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มพบความจริงหลายๆอย่างออกมา , เข้าใจนะว่าเมืองนอกเนี่ย คนขายต้องได้รับการอบรมมาบ้างแหละ จึงจะติดตั้งให้ลูกค้าได้ )
ทำอย่างไรดี ? จึงจะให้มันดีดกลับได้มากพอที่จะแก้ปัญหาในช่วงที่เป็นปัญหาได้ ก็ต้องแก้ด้วย
1. สปริงสับจานที่ดีดได้แรงขึ้น ( ทำไม่ได้ เพราะปรับความแข็งของสปริงสับจานไม่ได้) หรือ
2. เพิ่มระยะการดีดของใบสับจานให้มันเดินทางได้ไกลขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการคลายสกรูตัวL ออกมานั่นเอง
ประเด็นจึงมาลงที่ว่า เหตุใดจึงต้องคลายสกรูตัว L ออกมาให้โซ่อยู่ห่างจากใบสับจานไม่น้อยกว่า 1 mm ในตำแหน่งหน้าเล็กสุด-หลังใหญ่สุด
เหตุผลหลักๆก็คือ การเพิ่มแรงดีดกลับและระยะเดินทางของสับจานให้มากขึ้น เพื่อชดเชยตำแหน่งของรอยนูนของสับจาน และความสูงของจานเล็กที่อาจจะสูงขึ้นมาจนโซ่ไปกระแทกก่อนที่จะทันตกร่องปล่องชิ้นได้พอดิบพอดี
และเมื่อคลายสกรูตัวL ออกมาซะขนาดนั้น แล้วไม่ยอมใส่ตัวกันโซ่ตกด้วยหละก้อ เฟรมเป็นรอยแน่ๆครับ เสียดายเฟรมแพงๆนะ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ปล. มองอีกมุม ในเรื่องการหนุนแหวนรองขาจานนะครับ
ผมเข้าใจที่พี่เขียนไว้ทุกอย่าง ผมเลยเชื่อว่าพี่ตั้งใจจะบอกว่าให้รองแหวนทางด้านขวาของขาจาน ( แต่พิมพ์ผิดเป็นข้างซ้าย ) การทำเช่นนั้น เท่ากับเป็นการเพิ่มระยะchainline ของชุดใบจาน
ในทางทฤษฎีแล้ว ถ้าเฟรมถูกผลิตออกมาอย่างดี กึ่งกลางของท่อนั่ง กึ่งกลางของเฟรมกระโหลก และกึ่งกลางของดุมหลัง จะต้องอยู่ตรงกันพอดีเสมอๆ ซึ่งไม่จำเป็นที่ตะเกียบโซ่ทั้ง2ข้างจะต้องสมมาตรกันเสมอไปนะครับ เพราะเฟรมในปัจจุบันเริ่มออกแบบตะเกียบโซ่ที่ไม่สมมาตรกันมากขึ้นเรื่อยๆ การดูระยะห่างระหว่างขาจานกับตะเกียบโซ่เทียบกันทั้ง 2 ด้านจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแล้วในปัจจุบัน แต่การที่เราจะบอกว่าชุดจานหน้าของเรา"ลงตัว" หรือ พอดีไหม เราจะต้องดูจากแนว Chainline
คำว่า "ระยะChainline"นั้น Shimano ให้คำจำกัดความไว้ว่า ระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของชุดใบจาน (ถ้าเป็นจานหน้า 3 ใบ ก็จะตรงกับยอดของจานกลาง ถ้าเป็น2ใบจานก็จะตรงกับกึ่งกลางระหว่างใบจานเล็กกับใบจานใหญ่) ลากไปยังกึ่งกลางของท่อนั่ง.
ถ้าหากเราเลือกกระโหลกที่เหมาะสม ชุดขาจานที่เหมาะสมกัน เหมือนกิ่งทองใบหยกแล้วไซร้ เราจะพบว่าเส้นตรงที่ลากจากระยะchainline ไปยังกึ่งกลางของชุดเฟืองหลัง ( ถ้าเป็นเฟือง 9 ชั้น ก็จะตรงกับเฟือง 5 และถ้าเป็นเฟือง 10 ชั้น ก็จะตรงกับกึ่งกลางระหว่างเฟือง 5กับเฟือง6 ) จะขนานกันกับแนวของเส้นที่ลากจากกึ่งกลางกระโหลกไปยังกึ่งกลางดุมหลัง ซึ่งผมขออนุญาตตั้งชื่อแนวเส้นที่ลากจากกึ่งกลางของชุดใบจาน ไปยัง กึ่งกลางของชุดเฟืองหลังนี้ว่า "แนวChainline"
สำหรับเสือหมอบจานหน้า 2 ใบ เฟืองหลัง 10 ชั้น
- ตำแหน่งเกียร์หน้าเล็ก แนวโซ่จะเบี่ยงไปตามการเลือกใช้เฟืองหลัง ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะใช้เฟืองหลังแค่ 8เฟือง คือ จากใหญ่สุด ( เกียร์ 1) ขึ้นมาถึงเฟืองเล็กรองสุดท้ายอันดับ2 ( เกียร์ 8 ) ส่วนเฟืองรองสุดท้าย กับเฟืองเล็กสุด แนวของโซ่จะเบี่ยงไปจากแนวchainline มากและมากที่สุด
- ตำแหน่งเกียร์หน้าใหญ่ แนวโซ่จะเบี่ยงไปตามการเลือกใช้เฟืองหลังเช่นกัน ซึ่งตามทฤษฎี ก็คล้ายกันๆ คือ เลือกเฟืองหลังแค่ 8 เฟือง คือ เฟืองเล็กสุด ( เกียร์ 10) ไล่ลงไปหาเฟืองเกียร์ใหญ่สุดรองสุดท้ายอันดับ2 (เกียร์ 3 ) ส่วนเฟืองใหญ่รองอันดับสุดท้าย และเฟืองใหญ่สุดนั้น แนวโซ่จะเบี่ยงออกไปจากแนวChainline มากและมากที่สุด เช่นกัน
ถ้าระยะchainlineเหมาะสม ลงตัว แนวโซ่ที่เบี่ยงไปมากที่สุดเมื่อใช้จานหน้าใหญ่สุดและหลังสุดจะต้องสมมาตรกัน ดังนั้นการปรับแก้ระยะchainlineด้วยการหนุนแหวนทางด้านขวานั้น จะทำให้แนวโซ่ที่ตำแหน่งหน้าเล็กสุด-หลังเล็กสุด เบี่ยงเบนไปจากแนวChainline ลดลงไปอย่างแน่นอน แต่ผลข้างเคียงก็คือ ที่ตำแหน่งหน้าเล็กสุด-หลังใหญ่สุด แนวของโซ่จะเบี่ยงเบนไปจากแนวchainlineมากกว่าค่าที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงว่า จะมีความฝืดในระบบสูงขึ้น เวลาไต่ทางชัน ก็จะยิ่งเปลืองแรงมากขึ้น เพราะความต้านทานที่เกิดจากโซ่กับเฟืองจะมากขึ้นกว่าที่เขาออกแบบไว้นั่นเอง และที่แย่กว่าเดิมคือ ในการไล่เฟืองหลังในจังหวะจานหน้าใหญ่ จะยิ่งลำบากมากขึ้น จากเดิมที่เคยลงไปได้ถึงเกียร์ 3 ก็จะเริ่มเกิดปัญหาให้กับระบบได้มากขึ้น บางครั้งสำหรับคนที่นิยมเฟืองเรียงเอาไว้ซัดกันบนทางเรียบและไม่อยากจะลดจานหน้าในช่วงชะลอ หรือไต่เนิน ก็จะมีปัญหาในการไล่เฟืองหลังได้มากขึ้นไป
อีกเรื่องหนึี่ง ถ้าใช้กระโหลก BSA หรือ ที่เป็นระบบลูกปืนout-board ชุดลูกปืนจะมีความหนาข้างละ11mm 2ข้าง รวมกับความกว้างของเฟรมกระโหลก จะเท่ากับ 11+68+11 เท่ากับ 90mm ( จึงเป็นที่มาของคำว่า BB90 ) ( จริงๆมันจะประมาณ 90.5mm ) เมื่อเราสอดแกนขาขานของShimanoเข้าไป และยึดขาจานด้านซ้ายเข้าไปอย่างถูกต้องตามคู่มือแล้ว ระยะchainlineจะเป็นไปตามที่ผู้ผลิตตั้งใจไว้ครับ หากขาจาน 2 ข้างห่างจากตะเกียบโซ่ไม่เท่ากัน ก็เป็นเรื่องของเฟรมแล้วหละ คือ ตะเกียบโซ่ 2 ข้างไม่สมมาตรกันนั่นเอง

ผมเข้าใจที่พี่เขียนไว้ทุกอย่าง ผมเลยเชื่อว่าพี่ตั้งใจจะบอกว่าให้รองแหวนทางด้านขวาของขาจาน ( แต่พิมพ์ผิดเป็นข้างซ้าย ) การทำเช่นนั้น เท่ากับเป็นการเพิ่มระยะchainline ของชุดใบจาน
ในทางทฤษฎีแล้ว ถ้าเฟรมถูกผลิตออกมาอย่างดี กึ่งกลางของท่อนั่ง กึ่งกลางของเฟรมกระโหลก และกึ่งกลางของดุมหลัง จะต้องอยู่ตรงกันพอดีเสมอๆ ซึ่งไม่จำเป็นที่ตะเกียบโซ่ทั้ง2ข้างจะต้องสมมาตรกันเสมอไปนะครับ เพราะเฟรมในปัจจุบันเริ่มออกแบบตะเกียบโซ่ที่ไม่สมมาตรกันมากขึ้นเรื่อยๆ การดูระยะห่างระหว่างขาจานกับตะเกียบโซ่เทียบกันทั้ง 2 ด้านจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแล้วในปัจจุบัน แต่การที่เราจะบอกว่าชุดจานหน้าของเรา"ลงตัว" หรือ พอดีไหม เราจะต้องดูจากแนว Chainline
คำว่า "ระยะChainline"นั้น Shimano ให้คำจำกัดความไว้ว่า ระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของชุดใบจาน (ถ้าเป็นจานหน้า 3 ใบ ก็จะตรงกับยอดของจานกลาง ถ้าเป็น2ใบจานก็จะตรงกับกึ่งกลางระหว่างใบจานเล็กกับใบจานใหญ่) ลากไปยังกึ่งกลางของท่อนั่ง.
ถ้าหากเราเลือกกระโหลกที่เหมาะสม ชุดขาจานที่เหมาะสมกัน เหมือนกิ่งทองใบหยกแล้วไซร้ เราจะพบว่าเส้นตรงที่ลากจากระยะchainline ไปยังกึ่งกลางของชุดเฟืองหลัง ( ถ้าเป็นเฟือง 9 ชั้น ก็จะตรงกับเฟือง 5 และถ้าเป็นเฟือง 10 ชั้น ก็จะตรงกับกึ่งกลางระหว่างเฟือง 5กับเฟือง6 ) จะขนานกันกับแนวของเส้นที่ลากจากกึ่งกลางกระโหลกไปยังกึ่งกลางดุมหลัง ซึ่งผมขออนุญาตตั้งชื่อแนวเส้นที่ลากจากกึ่งกลางของชุดใบจาน ไปยัง กึ่งกลางของชุดเฟืองหลังนี้ว่า "แนวChainline"
สำหรับเสือหมอบจานหน้า 2 ใบ เฟืองหลัง 10 ชั้น
- ตำแหน่งเกียร์หน้าเล็ก แนวโซ่จะเบี่ยงไปตามการเลือกใช้เฟืองหลัง ซึ่งตามทฤษฎีแล้วควรจะใช้เฟืองหลังแค่ 8เฟือง คือ จากใหญ่สุด ( เกียร์ 1) ขึ้นมาถึงเฟืองเล็กรองสุดท้ายอันดับ2 ( เกียร์ 8 ) ส่วนเฟืองรองสุดท้าย กับเฟืองเล็กสุด แนวของโซ่จะเบี่ยงไปจากแนวchainline มากและมากที่สุด
- ตำแหน่งเกียร์หน้าใหญ่ แนวโซ่จะเบี่ยงไปตามการเลือกใช้เฟืองหลังเช่นกัน ซึ่งตามทฤษฎี ก็คล้ายกันๆ คือ เลือกเฟืองหลังแค่ 8 เฟือง คือ เฟืองเล็กสุด ( เกียร์ 10) ไล่ลงไปหาเฟืองเกียร์ใหญ่สุดรองสุดท้ายอันดับ2 (เกียร์ 3 ) ส่วนเฟืองใหญ่รองอันดับสุดท้าย และเฟืองใหญ่สุดนั้น แนวโซ่จะเบี่ยงออกไปจากแนวChainline มากและมากที่สุด เช่นกัน
ถ้าระยะchainlineเหมาะสม ลงตัว แนวโซ่ที่เบี่ยงไปมากที่สุดเมื่อใช้จานหน้าใหญ่สุดและหลังสุดจะต้องสมมาตรกัน ดังนั้นการปรับแก้ระยะchainlineด้วยการหนุนแหวนทางด้านขวานั้น จะทำให้แนวโซ่ที่ตำแหน่งหน้าเล็กสุด-หลังเล็กสุด เบี่ยงเบนไปจากแนวChainline ลดลงไปอย่างแน่นอน แต่ผลข้างเคียงก็คือ ที่ตำแหน่งหน้าเล็กสุด-หลังใหญ่สุด แนวของโซ่จะเบี่ยงเบนไปจากแนวchainlineมากกว่าค่าที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงว่า จะมีความฝืดในระบบสูงขึ้น เวลาไต่ทางชัน ก็จะยิ่งเปลืองแรงมากขึ้น เพราะความต้านทานที่เกิดจากโซ่กับเฟืองจะมากขึ้นกว่าที่เขาออกแบบไว้นั่นเอง และที่แย่กว่าเดิมคือ ในการไล่เฟืองหลังในจังหวะจานหน้าใหญ่ จะยิ่งลำบากมากขึ้น จากเดิมที่เคยลงไปได้ถึงเกียร์ 3 ก็จะเริ่มเกิดปัญหาให้กับระบบได้มากขึ้น บางครั้งสำหรับคนที่นิยมเฟืองเรียงเอาไว้ซัดกันบนทางเรียบและไม่อยากจะลดจานหน้าในช่วงชะลอ หรือไต่เนิน ก็จะมีปัญหาในการไล่เฟืองหลังได้มากขึ้นไป
อีกเรื่องหนึี่ง ถ้าใช้กระโหลก BSA หรือ ที่เป็นระบบลูกปืนout-board ชุดลูกปืนจะมีความหนาข้างละ11mm 2ข้าง รวมกับความกว้างของเฟรมกระโหลก จะเท่ากับ 11+68+11 เท่ากับ 90mm ( จึงเป็นที่มาของคำว่า BB90 ) ( จริงๆมันจะประมาณ 90.5mm ) เมื่อเราสอดแกนขาขานของShimanoเข้าไป และยึดขาจานด้านซ้ายเข้าไปอย่างถูกต้องตามคู่มือแล้ว ระยะchainlineจะเป็นไปตามที่ผู้ผลิตตั้งใจไว้ครับ หากขาจาน 2 ข้างห่างจากตะเกียบโซ่ไม่เท่ากัน ก็เป็นเรื่องของเฟรมแล้วหละ คือ ตะเกียบโซ่ 2 ข้างไม่สมมาตรกันนั่นเอง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
MicGodJi
- ขาประจำ
- โพสต์: 146
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2013, 08:08
- team: RPM Cycling Team
- Bike: GIANT PROPEL,TCR SLR,NICH Kem,BS RADAC
- yuhu88
- ขาประจำ
- โพสต์: 300
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 พ.ค. 2012, 15:01
- Tel: 0909637897
- GantZ
- สมาชิก
- โพสต์: 61
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ม.ค. 2013, 21:02
- Tel: 081-945-7200
- team: Sunday Bikes
- Bike: KUMA 5300, Madone 2.3 (Blue Shark), JabII 27.5, Specialized ALLEZ SMARTWELD E5 (Dark Shark)
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
ความรู้ทั้งนั้นปักก่อน 
-
ThaNanSak
- ขาประจำ
- โพสต์: 1218
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2012, 15:04
- Tel: 0869637278
- team: No
- Bike: Giant XTC 29er
- ตำแหน่ง: 635 หมู่ 1 ถ. บ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90114
- sQnn
- สมาชิก
- โพสต์: 90
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ค. 2013, 22:32
- Tel: 064 9955884
- team: aLone
- Bike: Nezare2
- ตำแหน่ง: Hatyai Songkla
Re: Sram ทนทานแค่ไหน
+100Like 