
ประมาณ 5-6 โมงเย็น ทุกครั้งที่แม่ไปตรวจอาการลุกลามของมะเร็งระยะสุดท้าย
แม่จะต้องกลับมาที่บ้านเสมอ วันนี้ถือว่าแปลกมากที่แม่ยังไม่กลับมา แล้วพี่ชายเราไปไหนนะ
น้องบิ๊ก (ดช.จักรินทร์ พรมศร) เฝ้ากังวลคิดถึงแม่ โดยไม่รู้ว่าแม่อาการหนักต้องนอนที่ศูนย์มะเร็ง คลอง 10
ก่อนจะตัดสินใจปั่นจักรยานออกมาหาน้ายาม
หน้าหมู่บ้าน พูดคุยซักถามพร้อม ขอชงไมโลกินด้วยความสนิทสนม
“หลายๆครั้งน้องบิ๊กเองก็เคยมานอนที่ป้อมยาม” พรหมศักดิ์ อ่วมน้อย รปภ.หน้าหมู่บ้าน
ทรัพย์หมื่นแสนโครงการ 1 กล่าว แต่ครั้งนี้ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากกินไมโลชงเสร็จไม่ถึง 5 ชั่วโมง
น้องบิ๊กก็ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ไอ้เด็กคนนี้มันมีบุญจริงๆนะ นี่สมเด็จพระบรมฯทรงส่งหรีดพระราชทานมาให้เลย
แถมยังรับแม่มันเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ด้วย”
ป้าอุ่น คนที่เราได้พูดคุยด้วยที่วัดหงษ์ปทุมาวาส เอ่ยปากบอกผม..
หลังจากร่วมพิธีฌาปณกิจที่วัดหงษ์ปทุมาวาส ผมขับรถตามเจ้าภาพ
มายังหมู่บ้านทรัพย์หมื่นแสนโครงการ 1 ถนน ลาดหลุมแก้ว-ปทุมธานี โดยเรามาที่บ้าน
พี่ชวณิชย์ หรือ พตอ.ชวณิชย์ ทองแก้ววัย 60 ปี ผู้กำกับการที่เกษียณจาก จ.ร้อยเอ็ด
เจ้าของบ้านที่ครอบครัวของน้องบิ๊กอาศัยอยู่ด้วย พี่ชวณิชย์ เล่าให้ผมฟังว่า
“ครอบครัวของน้องบิ๊กทำงานและอาศัยอยู่ที่บ้านพี่มาร่วม 19 ปีแล้ว
โดยที่พ่อน้องบิ๊กทำงานสวนและเพิ่งจากไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโรคน้ำท่วมปอด
เมื่อไม่นานมานี้แฟนพี่พาแม่น้องบิ๊ก(เป็นแม่บ้านที่บ้านพี่)ไปตรวจมะเร็งเต้านม
ปรากฏว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย”
“ทำให้ต้องเทียวไปฉายแสงที่ศูนย์มะเร็งคลอง 10 บ่อยๆ แต่ปรกติเมื่อฉายแสงเสร็จ
ก็จะกลับมาที่บ้าน หรือนอนที่ รพ.ปทุม”
“พี่มีบ้านสองหลังในหมู่บ้านนี้ หลังนอกพี่ให้ครอบครัวของน้องบิ๊กอยู่ ปรกติแล้วบิ๊ก
จะอยู่ที่บ้านพี่หลังนี้ พอแม่เค้าป่วยพี่จึงให้บิ๊กไปอยู่เป็นเพื่อนอีกคนเพื่อคอยดูแล”
พี่ชวณิชย์เล่าต่อ..บิ๊กเป็นเด็กร่าเริงและกตัญญูชาวบ้านแถวนี้รักทุกคน
บิ๊ก หรือ เด็กชายจักรินทร์ พรมศร อายุ 9 ขวบ มีพี่น้อง 3 คน คนโตแต่งงานมีครอบครับไปแล้ว
ส่วนคนกลางยังอยู่กับแม่และบิ๊ก วันเกิดเหตุ เลยเวลาที่แม่และพี่ต้องกลับบ้านแล้ว
บิ๊กจึงปั่นจักรยานออกตามหาและซักถาม แต่เราไม่ทราบว่าได้ความว่าเช่นไร
พี่พรหมศักดิ์ รปภ.หน้าหมู่บ้านเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากชงไมโลกินเสร็จ บิ๊กก็ปั่นจักรยานกลับเข้าบ้าน
โดยที่ตัวเองไม่รู้ไม่เห็นว่าบิ๊ก ปั่นจักรยานออกไปข้างนอกตอนไหน มารู้เรื่องอีกทีประมาณ 5 ทุ่มกว่า
ที่มีมอเตอร์ไซด์ขับเข้ามาถามว่ามีเด็กปั่นจักรยานออกจากหมู่บ้านมั๊ย
เพราะเลยไปตรงโค้งมีเด็กถูกรถชนเสียชีวิต เมื่อตนเดินไปดูจึงรู้ว่าเป็นน้องบิ๊ก
หลังจากนั่งคุยกับพี่ชวณิชย์ ผมขับรถออกมาดูจุดเกิดเหตุ พบว่าบริเวณเกิดเหตุ
เป็นสามแยกที่เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดไปทางสะพานปทุมธานี ตรงไปมีไฟเขียวไฟแดง
ไปทาง รพ.ปทุม ผมเดาว่าน้องบิ๊กคงพยายามปั่นจักรยานข้ามเลนไปทางตรงคือเพื่อไป
โรงพยาบาลปทุม (ดูภาพประกอบ) และเป็นมุมอับทางโค้งซ้ายผ่านตลอด รถกระบะขับมาด้วยความเร็ว
จึงชนเข้าอย่างจัง

บริเวณสามแยก ที่เกิดเหตุ

ซึ่งพี่ชวณิชย์เล่าว่า จากกล้องวงจรปิดของร้านค้าย่านนั้น เห็นมีรถกระบะแต่งซิ่งแข่งกันมา 2 คัน
จาการพูดคุยสอบถามหลายๆฝ่าย ผมทราบว่าทีมผู้สื่อข่าวหลายสำนักได้ช่วยกันประสานอู่ซ่อมรถที่รู้จักกันว่า
หากมีใครนำรถมาซ่อมด่วนให้โทรบอกด้วย ผ่านไป 1 หรือ 2 วันไม่แน่ใจก็ได้รับข่าวว่ามีรถกระบะวีโก้ เข้ามาทำสี
ทีมผู้สื่อข่าวจึงประสานไปยังตำรวจท้องที่เพื่อขออายัดรถยนต์ดังกล่าวมาไว้ที่ สภอ.เมืองปทุม
วันถัดมาก็มีชายอายุเกิน 60 ปี มามอบตัวว่าได้ขับรถคันดังกล่าวชนจริง แต่ตัวเองคิดว่าชนสุนัข (ขณะนี้อยู่ในชั้นสอบสวน)
ป้าอุ่นบอก “สงสัยมารับแทนลูกเพราะเป็นรถซิ่ง”
..
เพื่อนๆ ที่อ่านเรื่องนี้จนจบ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ คิดว่าควรมีการอบรมเรื่องกฎจราจรให้ผู้ใช้จักรยานมากกว่านี้มั๊ย
หรือทางโค้งมุมอับแบบนั้น ควรจะมีสัญญาณไฟจราจรหรือหลังเต่า ด้วยหรือไม่ รวมถึงแยกอื่นๆที่คล้ายๆกัน
ผมใช้เวลานานพอสมควรในช่วงเย็นกว่าจะข้ามถนนไปถ่ายรูปทางโค้งนี้ที่เกาะกลาง การสูญเสียน้องบิ๊ก
เด็กยอดกตัญญูไป เราจะได้บทเรียนอะไรบ้าง ฝากคำถามนี้ให้เพื่อนๆช่วยออกความคิดเห็นด้วยครับ

พรหมศักดิ์ อ่วมน้อย (คนขวา)และเพื่อน รปภ.หน้าหมู่บ้านทรัพย์หมื่นแสน โครงการ 1 ที่บิ๊กคุ้นเคย

พ.ต.อ.ชวณิชย์ ทองแก้ว บ้านที่ครอบครัวของน้องบิ๊กทำงานและอาศัยอยู่ด้วยมา 19 ปี
(จากกล้องวงจรปิดของป้อมยามหน้าหมู่บ้าน จะเห็นบิ๊กขี่จักรยานออกมาก่อนเวลาที่โดนชนประมาณ 15 นาที)