วัน ๑๒ (๑๙ ม.ค. ๕๖) ดาลัด - คอนตุม (๔๒๔ ก.ม.) รถตู้
ตื่นนอนตีสามกว่าจะเก็บของ กินกาแฟ ลงมารอรถก็เกือบตีสี่น้องธิจะมารอเป็นเพื่อน บอกไม่ต้องหรอกแล้วก็ไล่ให้ไปนอน แต่ก่อนจะไปนอนก็ไม่ลืมโทรฯไปยืนยันกับรถอีกทีว่าลูกค้ารออยู่แล้ว(เดาเอาครับ) ประมาณตีสี่กว่ารถก็มาแต่ว่าขับเลยโรงแรมไป สักพักน้องธิก็ออกมาบอกว่ารถกำลังวนกลับมารับแล้วก็ยืนรอเป็นเพื่อนจนรถมารับ น้องธิก็บอกให้มาเที่ยวอีกแล้วก็เซย์กู๊ดบาย รถออกจากดาลัดเกือบตีสี่ครึ่งแล้วก็ลงมาจอดที่ชุมทางรถตู้ตรงทางแยกไป Boun Ma Thuot รอจนกว่าคนเต็มถึงจะได้ฤกษ์ออก ออกก่อนหกโมงเช้านิดหน่อย พอรถออกก็หลับตลอดทางรู้สึกตัวบ้างก็ช่วงบนเขาที่รถเหวี่ยงไปมา ถึง Boun Ma Thuot ประมาณ ๑๐.๐๐ น. จอดให้ผู้โดยสารกินอาหารเช้า พอกินข้าวเสร็จก็เดินหารถปรากฏว่าจักรยานไปอยู่บนหลังคารถตู้อีกคันกำลังงงคนขับรถก็เดินมาบอกว่าต้องเปลี่ยนรถ(ภาษาใบ้) เพราะรถคันที่นั่งมานั้นได้รับอนุญาตให้วิ่งแค่เส้นทาง ดาลัด บวนมาโทธ เท่านั้น นี่แอบเห็นจ่ายส่วยไปตั้ง ๓๐๐,๐๐๐ ด่อง จากบวนมาโทธ ก็มาเปลี่ยนรถที่ Gia Lai อีก พอดีเห็นป้ายหน้ารถเขียนว่า Kon Tum - Ngoc Hoi ดูเวลาแล้วเพิ่งจะบ่ายสองคำนวนระยะทาง เกียหลาย-คอนตุม ๕๐ ก.ม. คอนตุม-ง็อกหอย ๘๐ ก.ม. รวม ๑๓๐ ก.ม. คิดว่าน่าจะถึงง็อกหอยก่อนห้าโมงเย็น จากง็อกหอยไปด่าน บ่ออี้ เพิยง ๑๘ ก.ม. ใช้เวลาปั่นไม่น่าจะเกิน ๑ ช.ม. น่าจะเข้าลาวทันเลยถามคนขับว่าถ้าจะไปง็อกหอยจะต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่ ๑๐๐,๐๐๐ ด่อง เป็นคำตอบสุดท้าย คิดดูแล้วไปนอนด่านพูเกลือฝั่งลาวน่าจะดีกว่าอย่างน้อยค่าโรงแรมก็ถูกว่าเช้าก็ไหลลงอัดตะปือ เอาจริงๆไปไม่ทันเพราะถนนไม่ดีแถมรถตู้ยังหยุดรับคนตลอดทาง สี่โมงเย็นเพิ่งจะถึงคอนตุม ต้องเปลี่ยนรถอีกแล้ว เจ็บใจเพราะตอนจ่ายค่ารถคอนตุม-ง็อกหอยจ่ายไปหนึ่งแสนด่อง แต่คนขับรถเค้าจ่ายให้รถคันใหม่แค่เจ็ดหมื่นด่องชักค่าหัวไปตั้งสามหมื่นด่อง กว่ารถจะออกจากคอนตุมได้ก็สี่โมงครึ่งกว่าจะถึงง็อกหอยก็เกือบทุ่ม จำได้คลับคลายคลับคลาว่าด่านพรมแดนปิดสองทุ่มไม่แน่ใจว่าจะปั่นไปทันหรือเปล่าเพราะถ้าด่านปิดข้ามไม่ได้ฝั่งเวียดนามจะไม่มีที่ให้นอน เลยตัดสินใจนอนง็อกหอยจ่ายค่าโรงแรมไป ๑๓๐,๐๐๐ ด่องแผนผิดพลาดหมดพรุ่งนี้ต้องกดเอทีเอ็มอีกแล้ว
วันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาฝาก อ้อมีรูปหนึ่งถ่ายในรถตู้ดูเอาครับรถตู้ไฮเอซรุ่นโบราณหลังคาเตี้ยถ้าในเมืองไทยคงบรรทุกผู้โดยสารได้เต็มที่ไม่เกิน ๑๒ คน แต่ที่เวียดนามลองนับเองแล้วกันครับผมถ่ายจากแถวหลังสุดนั่งกันอยู่ห้าคน
หมายเหตุ ในเวียดนามตู้เอทีเอ็มของธนาคาร BIDV คิดค่าธรรมเนียมในการกดเงินสด ๒๐,๐๐๐ และ vat ๒,๐๐๐ ด่อง แต่ถ้าเป็นตู้ของ Sacombank คิดค่าธรรมเนียม ๓๐,๐๐๐ ด่อง แต่ไม่รู้มี vat หรือเปล่าเพราะพยายามกดสองครั้งเงินไม่ออกทั้งสองครั้ง ครั้งแรกกด ๗๐๐,๐๐๐ ด่องเครื่องแจ้งว่าไม่สามารถจ่ายเงินจำนวนนี้ได้ให้เลือกจำนวนอื่นเอ้าลองอีกทีกด fast cash ๑,๐๐๐,๐๐๐ ด่อง ก็ไม่สามรถจ่ายเงินได้ แต่ตู้ของ BIDV กดไม่มีปัญหากดเท่าไหร่ก็ออก
วัน ๑๓ (๒๐ ม.ค. ๕๖) ง็อกหอย-อัดตะปือ (๑๒๐ ก.ม.) จักรยาน
เส้นทาง หลวงหมายเลข ๔๐
สภาพถนน ทางเรียบ จากง็อกหอยถึงด่านเป็นทางลงเขาส่วนมาก จากด่านถึงอัดตะปือมีทั้งขึ้นเขาและลงเขา
สภาพการจราจร เบาบาง ถึงน้อยมาก
วันนี้ลางไม่ดีแต่เช้าเลย
ตื่นนอนตีห้าล้างหน้าแปรงฟันจัดของเสร็จตีห้าครึ่ง หิ้วกระเป๋ามาเช็คเอาท์จัดการแขวนกระเป๋ากับจักรยาน ติดไฟหน้า ติดตาแมว(ไมล์จักรยานยี่ห้อ Cat Eye) เข็นจักรยานออกอ้าวไม่ไป อ้อลืมไขกุญแจโซ่ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกุญแจ เอ๊ะไม่มี เฮ้ย! กุญแจหายงานงอกแล้วสิค้นในกระเป๋าเสื้อกันหนาว กระเป๋ากางเกงไม่มี
เอาล่ะสิ ขอกุญแจห้องกลับไปดูที่ห้องเดินมาถึงกลางทางไฟดับมืดมากมองไม่เห็นทางนึกว่าทางโรงแรมดับไฟ เดินย้อนกลับมาบอกพนักงานให้เปิดไฟให้ เค้าบอกว่าการไฟฟ้าหยุดจ่ายไฟ เพราะที่นี่จะเปิดไฟช่วง ๑๘.๓๐-๒๑.๐๐ น. และ ๐๔.๐๐-๐๕.๓๐ น. ก็เลยต้องถอดไฟหน้าไปส่องหากุญแจก็ไม่เจอ เอากระเป๋าออกมารื้อกลางห้องโถงค้นทุกซอกทุกมุมก็ไม่เจอ จัดกระเป๋าใหม่ ตั้งสตินั่งนึกดีๆก็มั่นใจว่ากูญแจต้องอยู่ในโรงแรมแน่ๆ เพราะตอนไปกินข้าวเย็นยังไม่ได้ล๊อคจักรยานกลับเข้ามาแล้วถึงได้ล๊อค ก็ไปส่งภาษามือกับพนักงานทำนองว่าเค้าเจอกุญแจบ้างไหม พนักงานก็บอกไม่มี ยุ่งแล้วที่นี้จะไปอย่างไรกำลังคิดว่าจะตัดโซ่ อ้าวแล้วจะเข้าคอนโดอย่างไรเพราะกุญแจพวงเดียวกัน เอากระเป๋ามารื้ออีกรอบคราวนี้ค้นกระเป๋ากางเกงกระเป๋าเสื้อทุกตัวก็ไม่เจอ กำลังกลุ้มใจคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดีแต่เพราะมั่นใจว่ากุญแจต้องอยู่ในโรงแรมแน่ๆ เลยขอกุญแจพนักงานกลับไปดูในห้องพักอีกทีคราวนี้ค่อยๆรื้อผ้าทุกผืนเอามาสะบัดในที่สุดก็เจออยู่ใต้ผ้าห่ม เฮ้อ โล่ง เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง ออกจากโรงแรมก็แวะร้านกาแฟข้างทางดื่มกาแฟแล้วซื้อบาแก็ตติดไปหนึ่งชิ้นเป็นเสบียง กว่าจะได้ออกจากง็อกหอยก็ประมาณ ๐๗.๐๐ น. ระหว่างทางผ่านบ้านชนเผ่าหลังหนึ่งดูจากลักษณะแล้วน่าจะไม่มีคนอยู่คงจะสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวดูเท่านั้น
เส้นทางง็อกหอย-บ่ออี้ เป็นทางราบสลับเนินเตี้ยๆ ทางค่อนข้างดีระยะทางประมาณ ๒๐ ก.ม.
ซ้ายไป Cambodia ขวาไป Laos
จากตรงนี้ ตรงไปผ่านหน้าปั๊มครับ
ใช้เวลาปั่น ๔๕ นาทีถึงด่านเวลา ๐๗.๔๕ น. วันนี้ไม่ค่อยมีผู้คนทั้งๆที่เป็นวันอาทิตย์มีแต่รถบรรทุกและคนขับ
ด่าน บ่ออี้ยามเช้ามีแต่รถบรรทุกมาจอดรอทำเรื่องผ่านแดน
ใช้เวลาแค่ ๕ นาทีก็ออกจากเวียดนามไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ปั่นข้าม No Man Land อีกเกือน ๑ ก.ม. ก็ถึงด่านลาว ก่อนจะเข้าด่านลาวก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อย
หลักเขตฝั่งเวียดนาม
หลักเขตฝั่งลาว
ด่านฝั่งลาวตั้งอยู่ที่บ้านพูเกลือครับ
ใช้เวลาที่ด่านลาวอีกไม่ถึง ๕ นาที ไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน แล้วก็ทิ้งดิ่งลงเขาอย่างมีความสุขแอบเสียวเล็กน้อยเพราะชันมากและลงยาวมากขนาดบีบเบรคสลับปล่อยบ้างความเร็วสูงสุดยังขึ้นมาถึง ๕๔.๖ ก.ม./ช.ม. เจอหินก้อนเล็กๆสักก้อนได้พลิกตีลังกาแน่ (จักรยานล้อ ๗๐๐ นะครับ) ทางลงเขาเท่าที่ดูระยะทางจากตาแมวประมาณ ๑๕ ก.ม. จากนั้นก็เป็นเนินขึ้นๆลงๆ สลับกัน
แวะพักดื่มน้ำจากจุดนี้ไปสะหวันนะเขต ๖๕๘ หลักครับ(น่าจะใช่่ แต่ไม่แน่ใจ)
ประมาณเก้าโมงก็ลงมาถึงหมู่บ้านเล็กๆกลางป่า แวะกินอาหารเช้าเป็นเฝอชามขนาดบิ๊กเบิ้มมีไข่ต้มใส่มาด้วยหนึ่งฟองให้เยอะมากขนาดผมกินไม่หมด ซื้อน้ำอีกขวดเพราะมีติดมาจากเวียดนามแค่ขวดเดียว เพราะจากจุดนี้ไปนอกจากจะต้องไต่เขาแล้วยังจะไม่มีหมู่บ้านด้วยต้องเตรียมเสบียงให้พร้อม จากนั้นก็ปั่นไต่เขามาเรื่อยๆ ขึ้นบ้าง ลงบ้างสลับกันแต่จะขึ้นมากกว่า
เห็นภาพคนปั่นแล้วก็คงจะเชื่อว่าขึ้นเขามากกว่าลงเข้า ๕๕ ๕๕
นอนถ่ายรูปท้องฟ้าครับ วันนี้ฟ้าสวย อิ อิ
จนเที่ยงก็ถึงยอดเขาเจอศาลาข้างทางไม่รอช้าไสจักรยานเข้าไปถอดกระเป๋าออกยกจักรยานไปล๊อคไว้กับราวกันตกเอากระเป๋ามาหนุนหัว หลับไปด้วยความอ่อนเพลียชนิดว่าหัวพาดกระเป๋าปุ๊ปหลับปั๊ปเลยครับ
ทางที่ขึ้นมา
ตื่นมาอีกทีเที่ยงสี่สิบห้างัดข้าวจี่(ในลาวต้องเรียกข้าวจี่ ถ้าในเวียดนามต้องเรียกบาแก็ต ๕๕ ๕๕) ออกมากินอิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลาเหนื่อยต่อ ช่วงนี้ทางลงไม่ยาวเหมือนช่วงแรกแถมทางดีแค่ครึ่งทางก็เจอช่วงทำทางทั้งฝุ่นทั้งหิน เค้าทำทางแปลกคือตัดพื้นถนนที่เสียออกลาดยางแล้วเอาหินคล้ายหินคลุกปูทับแล้วบดให้เรียบ แต่มันไม่เรียบครับสำหรับล้อ ๗๐๐ มันกระด้างมากต้องคอยหลบเลยทำความเร็วขาลงได้ไม่มาก ลงมาถึงข้างล่างก็เจอหมู่บ้านแวะร้านขายเครื่องย่อยได้โออิชิเย็นๆ สองขวดพอเรียกความสดชื่นกลับมาได้หน่อย ซื้อน้ำเพิ่มอีกหนึ่งขวด นั่งพักพอหายเหนื่อยก็ออกเดินทาง หมู่บ้านนี้รู้สึกว่าคนเวียดนามจะเยอะกว่าคนลาวยังสามารถใช้เงินเวียดนามเหลือติดตัวมาได้ ปั่นผ่านร้าน Cafe สาวๆเวียดนามโบกมือตะโกนทักทายเหมือนกับจะให้แวะ แต่ไม่ไหว หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลน้องเอ๋ย ไม่รู้ว่าชาวจักรยานรุ่นนี้เคยได้ยินเพลง Spinning Wheel ของวง Chicago ไหมครับ ที่บอกว่า What goes up, must comes down เหมือนกันเลยครับตอนนี้ Come down ลงมาแล้วก็ต้อง Go up มันเป็นสัจจธรรม ๕๕ ๕๕ เหนื่อยอีกแล้ว เจอเขาอีกแล้วครับแต่ช่วงนี้สาหัสสากรรจ์เพราะทางชันมว๊ากกกแถมถนนเต็มไปด้วยฝุ่นหนาและหินลอย
ถึงยอดแล้วขอถ่ายรูปหน่อย
รถยนต์วิ่งผ่านแต่ละทีฝุ่นคลุ้งมองไม่เห็นทางต้องลงจูงเท่านั้น กว่าจะผ่านจุดนี้ก็ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมง ผ่านจุดนี้ไปแล้วก็เป็นทางราบตลอดยาวจนถึงอัดตะปือ ปั่นมาถึงเมืองไชยเชษฐาธิราชก็เกือบหกโมงเย็นแต่เนื่องจากเป็นหน้าหนาวทำให้มืดเร็วมากต้องเปิดไฟหน้าและไฟท้าย ระยะทางยังเหลืออีกประมาณ ๑๕ ก.ม. ก็รีบปั่นเพราะอากาศเริ่มเย็นและก็เริ่มหิวแล้วก็ปั่นด้วยความเร็วประมาณ ๒๕ ก.ม./ช.ม. ทางค่อนข้างเรียบดูเหมือนว่าเป็นทางที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ ปั่นมาจนเหลือระยะทางอีกไม่กี่ ก.ม. จะถึงอัดตะปือน่าจะประมาณสัก ๔ ก.ม. ก็มีรถยนต์วิ่งสวนมาจากอัดตะปือเปิดไฟสูงเข้าตาผมอย่างจังตาพร่าไปชั่วขณะแล้วก็ โครม! ทั้งรถทั้งคนลงไปกองกับถนนข้าวของกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง หลุมครับหลุมนรกมาอยู่กลางถนน โชคดีที่ไม่มีรถตามหลังมาไม่งั้นคงได้ไปเล่าทัวร์เวียดนามให้เทวดาฟังแล้ว (ผมคนดีครับ ตายไปก็ขึ้นสวรรค์ ๕๕ ๕๕) ตอนนั้นมืดมากแล้วแต่ยังเห็นไฟหน้ารถเปิดอยู่ สำรวจความเสียหาย ไมล์ยังอยู่กับรถ กระเป๋าข้างขวากระเด็นไปอยู่กลางถนนก็เข็นจักรยานไปจอดไว้ริมถนนเดินไปเก็บกระเป๋า ตอนที่เดินไปเก็บกระเป๋ารู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่หัวเข่าข้างขวาเอาไฟส่องดูอ้าวได้เลือดนี่ที่มือก็มีสำรวจรถคร่าวๆ ไม่มีอะไรเสียหายก็ขึ้นจักรยานปั่นต่อ แต่เข่าขวาทำพิษกดบันไดที่ไรเจ็บแปลบๆ ก็ฝืนปั่นไปกว่าจะถึงอัดตะปือก็ทุ่มกว่ารีบหาที่พักจัดการชำระล้างร่างกายแล้วก็เอายาเบตาดีนมาใส่แผล
มีหมูแดงนิดหน่อย
ที่มือ
แล้วก็เขยกออกไปกินอาหารเย็น พร้อมเตรียมแผนสองที่จะเดินทางวันพรุ่งนี้ สอบถามเจ้าของร้านอาหารได้ความว่ารถไปปากเซจะออกประมาณหกโมงเช้า และสถานีรถโดยสารอยู่ห่างตัวเมืองออกไปประมาณสี่หลัก(ก.ม.) โอ๊ย...ทำไมไปอยู่ไกลขนาดนั้นแล้วตรูจะไปอย่างไรถามเรื่องรถสองแถวจะช่วยขนจักรยานเจ้าของร้านก็ช่วยอะไรไม่ได้ เขยกกลับเฮือนพักเอายานวดแก้ปวดเมื่อยมานวดใต้ข้อพับและรอบๆหัวเข่า ตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่
ระยะทางจากง็อกหอยถึงอัดตะปือ เวลาที่ทำได้ไม่รวมเวลาพักครับ
วัน ๑๔ (๒๑ ม.ค. ๕๖) อัดตะปือ - ปากเซ (๒๐๕ ก.ม.) รถโดยสาร
ตี่สี่ครึ่งออกจากเฮือนพักค่อยปั่นจักรยานไปสถานีรถโดยสาร ไปถึงประมาณตีห้าครึ่ง ผู้คนกำลังขนของขึ้นรถไปซื้อตั๋วค่าโดยสาร ๖๕,๐๐๐ กีบ เป็นรถธรรมดาครับแต่มีแอร์จอดทุกเมืองและทุกที่ที่มีคนโบก รถจักรยานไม่เสียค่าระวางครับ
ระหว่างทางเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในภูเขาเลยถ่ายรูปไว้เล่าให้ลูกหลานฟังหน่อย ๕๕ ๕๕
รถจอดที่เซกองให้ผู้โดยสารรับประทานอาหาร คันนี้ที่นั่งมาวิ่งยาวถึงเวียงจันทร์เลยครับ จากอัดตะปือ ปากเซ สะหวันนะเขต เวียงจันทร์
จักรยานอยู่ใต้ท้องรถครับ
แอบถ่ายสาวลาว เค้ารู้ตัวก่อนเลยได้มาแค่นี้
รถถึงปากเซ ๑๑.๐๐ น. โชคดีที่รถมาจอดตรงสถานีรถโดนสารไปช่องเม็ก อุบล พอดี เลยเข็นจักรยานเข้าไปดูเวลารถออกปรากฏว่ากว่าจะออกก็บ่ายสามโมงครึ่ง แล้วกี่โมงจะถึงอุบลแล้วจะเอารถที่ไหนเข้า กทม. ตัดสินใจระยะทางแค่ ๔๕ ก.ม. ปั่นอย่างไรก็ถึงก่อนรถทางนี้ออกแน่นอนคิดอย่างนั้นก็ปั่นกระแด็ก กระแด็กออกจากปากเซข้ามสะพานแขวนมุ่งหน้าวังเต่า - ช่องเม็ก เลยสะพานมาหน่อยก็แวะร้านอาหารข้างทางสั่งตำแตง ปิ้งสามไม้ ข้าวเหนียว เป๊ปซี่หนึ่งขวด น้ำแข็งหนึ่งขันหมดไปสามสิบพันกีบ แล้วก็ออกปั่น ปั่นมาได้ไม่ถึง ๑๐ หลักก็รู้สึกว่าอาตมาน่าจะคิดผิดน่าจะรอรถมากกว่าไม่ควรจะดันทุรังปั่นมาเลย เพราะไม่อยากใช้ขาข้างขวากดบันไดเลยแต่ไหนๆ ก็มาแล้วก็ทนปั่นต่อไปแล้วกันก็ก้มหน้าปั่นไปเรื่อยๆ กว่าจะถึงด่านวังเต่าก็สี่โมงเกือบครึ่ง จำได้ว่าออกจากร้านอาหารแถวสะพานตอนเที่ยงครึ่ง ๔ ชั่วโมงกับระยะทาง ๔๕ หลัก รู้ถึงไหนขายขี้หน้าถึงนั่น ทำเรื่องผ่านแดนกลับประเทศไทยที่นี่ต้องเสียเงินอีกห้าสิบบาททั้งๆ ที่ยังไม่ถึงสี่โมงครึ่ง รู้สึกว่าแต่ละด่านจะมีมาตราฐานไม่เหมือนกันนั่งรถทัวร์จากช่องเม็กเข้าอุบล จ่ายค่าโดยสาร ๑๐๐ บาท ค่าระวางจักรยานอีก ๑๐๐ บาท ถึงอุบลได้ตั๋วรถ บขส. เที่ยวสองทุ่มเข้า กทม. พรุ่งนี้ถึงบ้านแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นว่าการเดินทางถึงแม้จะมีการเตรียมตัวดีแค่ไหนก็อาจจะมีเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจากตัวเราเอง จากสภาพแวดล้อม จากการสื่อสาร ดังนั้นควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้าพร้อมแผนสำรอง อย่าลืมว่าคนคำนวนหรือจะสู้ฟ้าลิขิต
โดยส่วนตัวถือว่าครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จร้อยละ ๘๐ อีกร้อยละ ๒๐ เป็นอุปสรรค เวลาที่จำกัด
ทำให้ไม่สามรถแวะไปเที่ยวบางจุดที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่า Cao Dai Holy See ที่ Tay Ninh อุโมงค์ Cu Chi น้ำตก Dambri ที่ Bao Loc ภูเขา Lang Bian ที่ดาลัต เพราะก่อนไปได้สมัครปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ไปแล้วพร้อมจองที่พักและตั๋วรถไฟเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต้องกลับมาให้ถึง กทม. ก่อนวันที่ ๓๑ มกราคม เพื่อจะเดินทางไปเชียงใหม่ในวันที่ ๑ กุมภาพันธุ์ เลยทำให้ทริปนี้ไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้
ขอบคุณครับที่ตามอ่านกันมาจนจบ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ เอ่อเวอร์ไปหน่อยเอาเป็นว่าออกทริปเมื่อไหร่แล้วจะมารายงานใหม่ครับ