ย้ายจาก จัดทริป / ชวนปั่น
MOD
กลางเดือน พ.ย 2549
ขณะกำลังจะ.ออกไปทำงาน ยกขาข้างซ้ายเพื่อใส่ถุงเท้า...
อ้าว....ยกขาไม่ขึ้น..ก้าวเดินไปที่เก้าอี้......
อ้าว..เดินไม่ไป ขาซ้ายไม่ทำงาน...ซวยแระ..เอาไงดี..
เขย่ง ๆๆ ไปที่เตียง ให้ภรรยาใส่ถุงเท้าให้....ฝืนขี่มอเตอร์ไซด์ไปทำงาน (โรงพยาบาล)
ไปถึงก็เข้าตรวจทันที....หมอให้ทดลองทำท่าโน่น นี่..นั่น..เจ็บ ปวด ทำไม่ได้..เป็นทุกอาการ..
“น่าจะเป็นหมอนกระดูก ทับเส้นประสาท” ...”แอดมิดเลยละกัน..”
วันนั้น ก็ต้องไปนอนบนเตียงนิ่งๆ ห้ามลุกไปไหนโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนจากการเคลื่อนที่ของหมอนรองกระดูก...
กิจวัตรประจำทุกเช้า...เรียกประชุมทีมงาน เพื่อ Morning Brief งาน....”ตรูลาป่วยอยู่นะเนี่ย..” ให้ลูกน้องเดินสาย Lan เข้าไปห้องพิเศษที่รักษาตัว เพราะยังมีงานต้องสะสางอย่างมาก ใกล้ขึ้นระบบใหม่อีก 1 เดือน...อ้าว ต้องนอนทำงาน...จำได้ว่าพี่ที่รู้จักกันที่ฝ่ายการพยาบาลเคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อน แล้วทำแท่นรองสำหรับใช้ Notebook สำหรับท่านอน..ช่วงพักรักษาตัว โชคดีที่พี่เขายังเก็บไว้...
ได้อุปกรณ์ครบ นอนทำงานบนเตียงคนไข้ สลับกับการไปทำกายภาพบำบัดวันละสองรอบ จนกระทั่ง.....7 วันผ่านไป
หมอเจ้าของไข้ทดสอบการตอบสนองของร่างกายส่วนล่าง....”หมอว่า มันไม่ดีขึ้นเลย..เดี๋ยวส่งไปทำ MRI ละกัน “...
นึกในใจ..ทำไมไม่ทำตั้งแต่วันแรกง่ะ......ขณะนั้นเวลาประมาณสี่โมงเย็น.....หกโมง..บุรุษพยาบาล..เอาเตียงเข็นผู้ป่วยมารับไปห้อง MRI
การขนย้ายผู้ป่วยในท่านอน จากเตียงไปสู่ “เปลเข็น” นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย..กลัวว่าเราจะหล่น “ปุ๊ก”..เมื่อไหร่
เหตุการณ์ในห้อง MRI (ผ่านมาหลายปียังจำได้ทุกขั้นตอน) ก่อนอื่นต้องปลดอุปกรณ์โลหะทุกชิ้นออกจากร่างกายให้หมด....ผมไม่มีเครื่องประดับใดๆ....แต่มีเหล็กดามหน้าแข้งข้างขวาฝังอยู่...ต้องเอาออกอ๊ะเป่าครับ..กวนเจ้าหน้าที่เทคนิคเค้าอีกแน่ะ..
เอ้า..ฉีดสารทึบแสงก่อน..อันนี้ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Contrast Media ซึ่งมีสองแบบ สำหรับคนทั่วไป และคนที่แพ้อาการทะเล......”ผมไม่แพ้อาหารทะเลครับ..แต่แพ้ราคาอาหารทะเล แพงเกิ๊น”..ดอกที่สองยิงไป..สงสัยเจ้าหน้าที่หมั่นไส้แน่ๆ
เริ่มฉีดสารทึบแสง..เอ๊ะ..ทำไมปวดมาก.ท้องแขนก็บวมเป่ง...เรียกให้มาดู...”สงสัยแทงทะลุเส้นเลือด มันเลยไปกระจุกที่กล้ามเนื้อ” ..อ้าวตรูโดนเอาคืนแหงมเลย.ถอนเข็ม..เริ่มใหม่..แต่เมื่อกี้มันปวด..และก็เจ็บมาก..น้ำตาเล็ดเล้ย..ย..ย
ผ่านขั้นตอนนี้ก็เริ่มนำวัสดุมาอุดหู..สงสัย จะอุดไปทำไม..ได้แต่เก็บความสงสัยไว้..ถามไปเดี๋ยวโดนเอาคืนอีก...
“ปั๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ.....โอ๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ ครืก.คราก.. ๆ ๆ” สารพัดเสียง..M16 กบ รถถัง เท่าที่จำได้ ดังสลับกันตลอด รวมแล้วเกือบๆครึ่งชั่วโมงหรือเกือบชั่วโมง..รู้แต่ว่านานมาก....คงป้องกันการเผลอหลับสำหรับเสียงกล่อม.ให้ตื่น..อิอิ
ประมาณ 1 ทุ่มคืนนั้น..แพทย์เจ้าของไข้ก็มาพร้อมกับฟิล์ม และ ผลการทำ MRI สาระสำคัญที่จำได้คือ..หมอบอกว่า
“เจอก้อนเนื้อขนาดหัวแม่มือ ภายในโพรงกระดูกสันหลัง มันไปกดทับเส้นประสาทอยู่ ต้องผ่าออกโดยด่วนนะ จะได้ส่งตรวจชิ้นเนื้อด้วย ว่าเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า..ผมจะให้แพทย์ผู้เชียวชาญระบบประสาทสมองรับช่วงต่อ”..ง่ะ...วาจาของหมอฟังง้าย....ง่าย
แต่คนฟังอึ้งอิมกี่ไปหลายอึดใจเลยแหละ
ต่อมาในเวลาไล่เรี่ยกัน เจ้านาย(อ.หมออีกท่านนึง) ก็เข้ามาเยี่ยม..ท่านได้แนะนำให้ผ่าออกเลย..พร้อมทั้งได้แนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง..อ. ธัญญา (ไม่ใช่แพทย์หญิงนะครับ) จบจากด้านนี้โดยตรง เรื่องการผ่าตัดประสาทและสมอง เพิ่งมาจากนอก...ในความอ้างว้าง สับสน สิ้นหวังและ มืดมิด ยังมีแสงสว่าง แห่งความหวังเสมอ..
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น อ. หมอท่านนี้ก็มาปรากฏตัวที่ข้างเตียง...จำได้ว่าวันนั้นเป็นคืนวันเสาร์..ก่อนวันลอยกระทงไม่กี่วัน หลังจากซักถามบางอย่างก็บอกว่า “พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า เข้าห้องผ่าตัดเลย” ดีๆครับหมอ ผมก็อยากหายเร็วๆ แต่นึกแปลกใจอยู่ว่า...ตอนนี้มันประมาณ 3 ทุ่ม พรุ่งนี้ 9 โมงผ่าตัด...”โอ้โห...เรานิ..เส้นใหญ่ไม่เบา จองคิวห้องผ่าตัดเช้าวันอาทิตย์ได้เลยฟุ้ย...”
รวบรัดตัดตอนมายังช่วงที่อยู่ห้องพักฟื้น...ความทรงจำแรกที่จำได้คือ มีเงาคนรางๆ...ใส่หมวกคลุมสีเขียวที่ใช้ในห้องผ่าตัดมาคุยด้วย...จากนั้นก็เป็นความรู้สึกว่าถูกเข็นไปยังห้องตัวเอง....มันเลือนรางมาก...จำรายละเอียดไม่ได้เลย เริ่มจำความได้ตอนค่ำๆของวันนั้น ว่าโดนมันแขนสองข้างกับเตียง หมอมาดูอาการ บอกว่าต้องนอนหงายนิ่งๆ 24 ชม. ก่อนนะ ทำท่อปล่อยปัสสาวะให้แล้ว ไม่ต้องลุกไปไหน..รู้สึกไงบ้าง..
ขยับร่างกายดู..อ้าว..ขาก็โดนมัดด้วยทั้งสองข้าง..แต่...แต่..ขาซ้ายกลับมาแล้ว...ดีใจมาก..อยากกระโดดไปหอมแก้มพยาบาลที่ยืนข้างเตียง...พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสายตาของภรรยาที่จ้อง..ต้องล้มเลิกความตั้งใจ...อิอิ..โดนมัดซะขนาดนั้น ยังจะ....
สิ่งที่บอกได้ตอนนั้นคือ ปวดต้นคอแบบไม่เคยเป็นมาก่อน อาการคนตกหมอนดีๆนี่เอง แต่นี้มันเป็นมาก..แค่ขยับหัวก็ร้าวไปทั้งศีรษะ..น้ำตาร่วง....เป็นแบบนั้นจริงๆ ..แผลผ่าตัดรึ....ไม่รู้สึกเลย อาการปวดต้นคอ ร้าวไปทั้งสะบัก ขึ้นขมับ กลบหมด
“งั้นหมอให้ยาแก้ปวดฉีดให้นะ”..พยักหน้าหงึกๆ เบาๆ แรงไม่ได้..เจ็บ จากนั้นก็เป็นช่วง ทรมาน บันเทิง เอาเถิดเอาล่อกับอาการต่างๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นจนครับ 24 ชม..หิวมาก...เพราะไม่มีของตกถึงท้องมา เกิน 36 ชม. แล้ว..เริ่มหาไรกิน..แต่ตอนนั้นประสาทสัมผัสด้านการได้กลิ่น ทำงานได้ดีเป็นพิเศษ กลิ่นน้ำปลา กลิ่นสารพัด รู้สึกว่า มันแสลงไปหมด เราได้กลิ่นคนเดียว ทั้งๆที่คนอื่นในห้อง ไม่ได้กลิ่น อาการของโรงพยาบาลก็กินไม่ได้ เหม็น..สรุปว่า ตลอดสามวันจากนั้น ผมกินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด บวกกับอาการปวดต้นคอ แผลผ่าตัดที่หลัง เวลาเกร็งแล้ว อาเจียรเนี่ย..ลืมโลกไปเลย..
หมอส่งไปทำกายภาพเรื่องต้นคอที่แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ไปถึงก็เป็นลม อาการแพ้ยาแก้ปวดกำเริบ..วุ่นวายมาก แหะๆ ต้องส่งไปทำรักษาด้วยเครื่องอุลตร้าซาวด์ วันละสองครั้ง บวกด้วยการนวดกดจุดเพื่อให้กล้ามเนื้อต้นคอ อ่อนตัว เพราะจับเป็นก้อนแข็งทั้งหมด...ตลอด 7 วัน
สองวันสุดท้ายในโรงพยาบาล อาหารที่กินได้อย่างแรก..เต้าหู้วุ้นเส้นแช่เย็น...เริ่มเดินได้ช้าๆ..ตัวแข็งทื่อเป็นซอมบี้ เดินไปชั่งน้ำหนักที่ห้องพยาบาลของหอผู้ป่วย ระยะจากประตูห้องไปเครื่องชั่ง ประมาณ 20-25 เมตร ใช้เวลานานมาก.....น้ำหนักที่ชั่งได้
61 กก. ไรเนี่ย หายไป 6 กก. ตอนก่อนป่วย น้ำหนัก 67
หมอมาตรวจ แผ่นกันน้ำ ถอดไหม แผลแห้งสนิท รายผ่าเป็นเนื้อแดงดี อนุญาตให้ไปพักฟื้นที่บ้านได้ พร้อมทั้งให้ลาป่วยอีก 14 วัน ขณะนี้เดินได้แล้ว แต่ต้องย่องๆ ค่อยๆเดิน เพราะกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่โดนกรีดกลาง เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง มันเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหลส่วนล่างทั้งหมด ต้องใช้เวลาให้ประสานกันถึงจะแข็งแรงเหมือนเดิม....ถามว่านานไหม....ก็ไม่น้อยกว่าปีนึง...ง่ะ...ปีนึงอย่างเร็ว..
นอนพักได้สองวัน ต้องรีบไปบัญชาการ การขึ้นระบบซอฟท์แวร์โรงพยาบาล ตามกำหนด ที่จะมาใน 1 สัปดาห์ นั่งล้อเข็นทำงานโดยให้คนเข็นให้ ตรวจสอบการติดตั้งทุกจุดในโรงพยาบาล นั่งทำงานก็ไม่ได้ ที่โต๊ะ จัดเตียงนอนให้ใช้โน๊ตบุ๊คทำงาน โฮ่ๆๆๆ ขึ้นระบบก็ยังนั่งล้อเข็นอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์....ปลายปีได้โบนัสพิเศษมั๊ย....ฝันไปเหอะ..แต่อย่างน้อย เป็นผลงานที่จารึกไว้ว่า เราทำสำเร็จ ด้วยอาการไม่ครบ 32 และสิ่งหนึ่งที่ได้จากเหตุการณ์ตอนเจ็บป่วยคราวนี้ คือ ต่อให้ระยะทางไกลแค่ไหน ถ้าต้องได้เดิน หรือจำต้องเดิน...ก็ไม่เกี่ยง เพราะ..”ยังมีขาที่เดินได้” ตลอดครึ่งเดือนที่เดินไม่ได้ ทำให้มุมมองของชีวิตเปลี่ยนไปพอสมควร
ผ่านช่วงนั้นมาได้หลายเดือน ก็เริ่มคิดหาวิธีการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ จักรยานเป็นหนทางหนึ่ง นับมาจนถึงทุกวันนี้สุขภาพโดยรวม ไขมันใต้ผิวหนังหายไปเกือบ 10 กิโล ไขมันดีในเส้นเลือด ดีมาก ส่วนไขมันเลวก็ยังมาก..แต่อัตราเมื่อคำนวนแล้ว ปกติ
ได้เพื่อนใหม่ในวงการจักรยาน ดีๆ เยอะแยะ ได้สังคมดีๆ และที่สำคัญ ได้ความอดทน ทางจิตใจมหาศาล..เมื่อเทียบกับการต่อสู้ตัวเองในการปั่นขึ้นดอยสุเทพ สำเร็จ (ครั้งที่ 3 ปั่นถึงหน้าวัด ครั้งที่สอง จุดชมวิว ครั้งแรก น้ำตกวังบัวบาน)
ตอนปั่นครั้งแรก มีเรื่องราวมากมาย ไว้มาต่อ ตอนต่อไป