Rio Bravo เขียน:ไม่ได้เข้ามาดูพักนึง...เพราะต้องเดินทาง
ไม่คิดว่ากระทู้ธรรมดาๆที่คิดไว้ว่าอยากแชร์ประสบการณ์เสี้ยวหนึ่งกับเพื่อนๆ เท่านั้นเอง จะมาได้ไกลถึงเพียงนี้
ไม่คิดว่าเพื่อนๆจะเข้ามาให้กำลังใจ อย่างล้นหลามขนาดนี้นับเป็นเกียรติกับผมอย่างสูงครับผม
ขอบคุณทุกคนอย่างสูงครับ
คือโรคที่ผมเป็นอยู่ยังไปต่อได้ 2 ทาง คือ
หยุดยาแล้วหายขาด กับ
กลับมาเป็นอีกแล้วต้องกินยากับตรวจเลือดไปตลอดชีวิต (แบบนั้นก็กลัวตับพังเหมือนกัน)
การป่วยทำให้ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งคือ
โลกนี้มีสิ่งที่เราควบคุมได้กับควบคุมไม่ได้
สิ่งที่ควบคุมได้ ก็คือ ตัวเราเองและจิตใจ
สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ คือ สิ่งต่างๆรอบตัวความเจ็บป่วยก็ถือเป็นเพื่อนเราที่มาเตือนสติ ไม้ให้ลืมตัว เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน
ตอนที่ผมยังขยับร่างกายไม่ได้ ผมก็คิดว่าตอนนี้ร่างกายยังไม่ใช่ของเรา คิดว่านอนขาหักแขนหักอยู่ อันนั้นก็ต้องปล่อยมันไป มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน
มีสิ่งเดียวที่ผมควบคุมได้ ก็คือ จิตใจเท่านั้นเอง ตอนที่ได้แต่นอนนิ่งๆอยู่บนเตียงใน รพ. ก็คิดว่า
"ในก้นบึ้งของหุบเหวของความทุกข์ทรมาน ถ้าเราไม่พยายามตะกายขึ้นไปพบกับแสงสว่างด้วยตัวเอง ก็คงไม่มีใครช่วยได้" สิ่งเหล่านี้มาคิดได้ในภายหลังที่ได้ย้ายมานอนในห้องผู้ป่วยรวม (ผิดกับตอนที่นอนอยู่คนเดียวในห้องพิเศษ ที่เป็นคนขี้โมโห ก้าวร้าว นักจิตวิทยามาประเมินแล้วบอกกับญาติ ว่าให้ระวังเพราะคนไข้มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย) ได้เห็นคนอื่นๆที่ลำบากกว่าเราตั้งเยอะ
- บางคนนอนไม่รู้สึกตัว มา รพ.แค่ 2 วันก็จากไปโดยที่ไม่ได้สั่งเสียใคร
- บางคนฟื้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้
- บางคนพูดไม่ได้
- บางคนเป็นทั้ง โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง
- บางคนตั้งครรภ์และเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
มีคนตายจากไปรอบๆตัวผมทุกวัน
ผมต้องขอบคุณ ป้าคนนึงซึ่งพิการ เพราต้องตัดแขนทิ้งทั้งสองข้าง เพราะโดนไฟช๊อต ที่มาเยี่ยมญาติเตียงข้างๆผม ยังอุตส่าห์ให้ญาติเอาสายสิญญ์มาผูกข้อมือและบอกให้
"หายไวๆนะลูก" ผมถึงกับนอนน้ำตาไหล เพราะป้าเขาพิการยังสู้ชีวิตได้ขนาดนี้
"แล้วเราล่ะ จะไม่สู้เชียวเหรอ"
หลายสิ่งหลายอย่างในเวลาปกติที่ไม่เคยทำ พอมีโอกาสผมเลยต้องคว้าไว้ พอผมเริ่มดีขึ้นผมเลยทำสิ่งนี้ก่อน คือ "กราบแม่" (วันนั้นเป็นวันพระ เลยขอไหว้พระในบ้านก่อนเป็นอันดับแรก)
ตอนนั้นแขนซ้ายยังขยับไม่ได้ ต้องเอามือขวายกไว้ด้วย
แล้วเรื่องเหลือเชื่อ คือ ในวันรุ่งขึ้น ผมขยับนิ้วและยกแขนได้ในวันนั้น
(ผมบอก ภรรยาให้ถ่ายรูปตอนป่วยไว้บ้าง เผื่อผมเป็นไรไป อย่างน้อยก็ให้ลูกได้ดู)
ถ้าจะมีข้อคิด ที่จะฝากกับเพื่อนๆได้บ้างก็คือ
- การแสดงความรักกับคนรอบข้าง
- การได้ทำสิ่งที่ได้ตั้งใจหรือวาดฝันไว้ ในตอนที่ยังมีโอกาส
ผมไม่ได้ต้องการ มานำเสนอเรื่องราว "ดราม่า" อะไรมากมายกับเพื่อนๆ เพียงแค่คิดว่า
- ชีวิตหลังจากนี้ไปทุกวัน คือ ประวัติศาสตร์ การได้ขี่จักรยานซึ่งเป็นพาหนะที่ทำให้รู้จักกับความเรียบง่ายและถ่อมตน มากขึ้นเผื่อวันนึงผมเกิดเป็นอะไรไปมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ยังมีร่องรอยอะไรหลงเหลือไว้ให้ "ลูกสาว" ได้ดูบ้าง
และตัวผมเองไม่ต้องมาเสียดาย หรือ คาใจ ในภายหลังว่า
"ในตอนที่ทำได้ ทำไมไม่ได้ทำ"
"ชีวิตคุณใส่ความสุขเข้าไป ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความสุข ตรงข้ามถ้าใส่ความทุกข์เข้าไปก็ได้ผลลัพธ์เป็นความทุกข์"
ขอบคุณทุกๆคนอีกครั้ง "ขอให้พระคุ้มครองและสุขภาพดี จงมีแก่ทุกคนครับ"
RIO BRAVO