

10 สิงหาคม 2555 ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ร่างกายซีกซ้ายแขนและมือซ้ายขยับไม่ได้ ขาซีกซ้ายอ่อนแรงเดินไม่ได้
ป่วยด้วยภาวะสมองบวม โอกาสรอดกลับมาเหมือนเดิม 50/50 นอนอยู่โรงพยายาบาล 60 วัน
ปัจจุบันใช้ชีวิต "ปกติ" แต่มีภาวะโรคลมชักรบกวนบ้างเป็นบางครั้ง จากสืบเนื่องจากมีร่องรอยของบาดแผลในสมอง
ยังคง "ปั่นสู้โรค" ต่อไปในชีวิตที่เหลืออยู่ จนกว่าจะจบกันไปข้างหนึ่ง
Trust Your Body....Believe Your Heart
Stroke & Epilepsy...I Will Beat It
ทริป ตาก-เชียงใหม่ เริ่มที่ หน้า 1

ทริป Preview ภูเวียง เริ่มที่ หน้า 14 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=195

ทริป ปั่นเดี่ยวเส้นทางรอบเขื่อนอุบลรัตน์ เริ่มที่ หน้า 16 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=225

ทริป "A PORTRAIT OF NORTH VIETNAM" เริ่มที่ หน้า 18 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=255

#######################################################
สรุปทริป ตาก-เชียงใหม่
หากวิชาหลักคือการดำเนินชีวิต วิชาเลือกที่ผมเพิ่งลงทะเบียนเรียนคือ"การขี่จักรยานท่องเที่ยว" ทริปนี้เป็นการเดินทางครั้งแรกหลังจากที่ป่วยมาก่อนหน้านี้ 6 เดือน
หนทางยังมีอยู่
ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย
ลงมือเสียแต่วันนี้
ก่อนที่สายลมแห่งกาลเวลา
จะพัดพารอยเท้าของท่านหายไป... — ที่ อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

29 ม.ค.หลังจากพบแพทย์ตามนัดที่ รพ.เสร็จ ก็ออกเดินทางจาก บขส.ขอนแก่น เพื่อไปพบกับเพื่อนร่วมทางที่ จ.ตาก "บอกหมอว่าจะไปขี่จักรยานขึ้นดอยอินทนนท์ ซึ่งหมอก็ไม่สนับสนุนเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ประมาทเพราะเราไม่มีโอกาสพลาดเหมือนคนอื่น" — ที่ บขส ขอนแก่น

ถึงบขส จ.ตาก ตอนตีสามครึ่ง ต้องปั่นไปอีก 3 กม.เพื่อไปเจอกับเพื่อนร่วมทางยังโรงแรมที่นัดกันไว้ (ที่จ.ตากมีทางจักรยานอย่างดี ซึ่งที่อื่นน่าเอาเป็นตัวอย่าง) — ที่ จ.ตาก

หลังจากงีบไป 1 ชม.ชาว RIT BICYCLE เตรียมตัวออกเดินทางล้อหมุนตอนแปดโมง โดยมีจุดหมายที่เขื่อนภูมิพลกับระยะทางที่รออยู่ 70 กม ที่ โรงแรมสวนสิน จ.ตาก

ทุ่งนาสองข้างทางยังเขียวชอุ่มอยู่ เพราะน้ำที่นี่ไม่ขาดเพราะได้จากเขื่อนภูมิพล

ชาวคณะทั้งหมด 12 ชีวิต

ผ่านมา 20 กม. แวะพักสักครู่...

ใครโปรดปรานเครื่องดื่มอะไรก็จัดหากันตามสะดวก

เที่ยวไปตามตะวัน
บุกบั่นไปตามลม
สนุกสุขสม หัวใจหงายคว่ำ
ชีพที่ยาวนาน
หรือสั้นแต่เพียงคำ
เอาตูดแช่น้ำแล้วเดินต่อไป
เพื่อเสาะหา นภาคลุมครอบ
สายลมคงรอบไว้
สายใจ ไหลลู่สู่สวรรค์

ก่อนเข้าสู่เขื่อนภูมิพล แวะกราบพระขอพรให้เดินทางโดยปลอดภัย

ถ้าการเดินธุดงค์ เป็นการเดินเพื่อขูดเกลา ขัดเกลาจิตใจ เดินไปในความลำบาก
ส่วนในรถยนต์ที่บรรยากาศสบาย แอร์เย็นฉ่ำ ทุกอย่างสบาย สติ สมาธิ คงไม่เกิด
วิถีแห่งการปั่นจักรยานก็ทำให้รู้สึกใกล้เคียงเช่นนั้นบ้าง...

พรมสีเขียวธรรมชาติ ที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้านี้
ถักทอด้วยจิตใจและสองมือของพี่น้องชาวนา

เขื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ
กำลังจะได้ไปครั้งแรกของชีวิต

ถึงด้านล่างตัวเขื่อนที่เป็นต้นน้ำของอีกหลายชีวิตด้านล่าง
ยังไม่จบครับ เพราะต้องปั่นไต่ความสูงไปจนถึงสันเขื่อนอีกหลายกิโลเมตร

ทุกวันเวลาที่ผ่านไปของชีวิตคือ อดีต
เมื่อมาถึงในครั้งนึงก็ขอบันทึกความทรงจำนี้ไว้

เมื่อรู้ว่าต้องไต่เขาไปอีกหลายโล ก็ต้องมีพักชาร์ตพลังกันบ้าง

คุณหมอท่านนี้ ตอนแรกผมคิดว่าคงจะอายุสี่สิบนิดๆ
แต่จริงๆแข็งแรงและหน้าใสกว่าอายุมาก
(เห็นประโยชน์ของการออกกำลังกายหรือยังครับ)

ความสวยงามของเส้นทางและมิตรภาพ คือ สิ่งบำรุงจิตใจ

ครั้งหนึ่งกับเขื่อนที่ใหญ่สุดของประเทศ

วิวสวย เห็นแล้วหายเหนื่อย หลังจากปั่นมา 70 กม.

"พระองค์" เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศนี้

ยังต้องไปต่อเพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือ

เราสุข เรายิ้ม เราผ่อนคลาย โลกก็ดูสวยสด

หลังจบภาคพื้นดิน ก็มาต่อด้วยภาคพื้นน้ำ

ทุกคนสดชื่น หายเหนื่อยกับบรรยากาศ

ที่เห็นคือเกาะกลางน้ำ ซึ่งจะไปกินข้าวกลางวันกันที่แพซึ่งจอดอยู่ที่นั่น

เที่ยวก็กินกัน บ่นมันไปใย
ค่ำที่ไหน ก็นอนที่นั่น
อยู่ก็ลืมตา ขึ้นมาดูตะวัน
ว่าโลกสร้างสรรค์
สวยงามให้เรา บอกให้รู้
ให้ดูความจริง ทิ้งคืนเพื่อสู่เช้า
ให้เรา ทิ้งเศร้าสู่สดใส

เมนูปลาล้วนๆ

กินอิ่มก็เดินย่อยอาหารขึ้นมาบนเขาเป็นวัดที่มีหลวงปู่อายุแปดสิบกว่าซึ่งจำวัดอยู่เพียงรูปเดียว

ไว้พระทุกที่ก็ขอพรให้เดินทางโดยปลอดภัย

เจดีย์บนยอดเขา

รางวัลที่ตอบแทนให้หายเหนือยสำหรับวันนี้คือการนั่งเรือชมวิวอีกห้าชั่วโมง เพื่อเดินทางไปยังแพที่พัก

คนขับเรือบอกว่าภูเขาลูกนั้น เหมือนคนทีนอนหงายนอนอยู่ ลองสังเกตดีๆ แล้วจะเห็น หัวจะอยู่ทางซ้ายมือนะครับ

สบายๆตามอัธยาศัย

"ผาเสือเหลียว" ก้อนหินเป็นรูปเสือกำลังเอี้ยวตัวมองมาด้านหลัง...ว่ามั๊ยว่าคนสมัยก่อนมีเวลาพินิจพิเคราะห์ความงามของธรรมชาติมากกว่าคนสมัยนี้นัก...

ถ้าพม่ามี พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไทยก็มีพระธาตุที่มีลักษณะเดียวกันนี้ อยู่ที่เขื่อนภูมิพล (จุดเล็กๆบนภูเขากลางภาพ กล้องผมซูมสุดๆได้เท่านี้ล่ะครับ)

ดูความยิ่งใหญ่ของภูเขา มีคำถามในหัวเกิดขึ้น
"นี่เมืองไทยในสมัยก่อน มันมีป่าไม้ไม่ใช่น้อยๆเลยนี่หว่า ?"

นั่งคุยกับลุงซึ่งเป็นคนขับเรือ ซึ่งเกิดมาพร้อมๆกับเขื่อนนี้ ขับเรือมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ทำงานโดยสุจริตส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีทุกคน...

ระบบความจำซึ่งแม่นยำในทุกร่องน้ำ ทุกเนินทราย พอๆกับ GPS ซึ่งถ้าไม่ชำนาญจริงก็คงหลงทาง โดยเฉพาะเวลากลางคืน

เด็กหนุ่มสะสมประสบการณ์ เพื่อใช้ในอนาคตต่อไป...

เสน่ห์แบบไทย คือ การคิดอะไรเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง อย่างเช่นระบบพวงมาลัยชุดนี้...

ท้องฟ้ายามอาทิตย์ใกล้อัสดง...

โลกมีมายา จะบ้าก็ในเมือง
เรียกรุ่งเรืองก็คงจะไม่
โลกในความจริง
คือสิ่งอยู่ในใจ
นั่นแหละไซร้ วัดความรุ่งเรือง
อีกเมฆา นภาตระหง่าน
สายธารที่ผ่านเมือง
สายลม นองเนืองสู่หุบเขา

เราเปรียบชีวิต คือเส้นทาง ที่ ให้เรา วิ่งฝ่า
เราเจอะปัญหา ที่มาขัดขวาง
มีขวากมีหนาม ระหว่างทาง ที่ ให้เรา ต้องเจ็บ
เราเก็บความทุกข์ และความพ่ายแพ้ ..

เป็นฉากชีวิต ที่เราต่าง วิ่งเข้าไปเจอะ วิ่งเข้าไปสู่
จะสุขจะทุกข์ ก็คงแล้วแต่
เป็นฉากชีวิต ที่เดินผ่าน ต้องให้เจนจัด ต้องให้เจนจบ
จะสุขจะทุกข์ก็ คงแล้วแต่...

แวะนมัสการ "พระธาตุแก่งสร้อย"

บอกลาวันนี้กันด้วยภาพ "ตะวันจูบลาขุนเขา"

ด้วยฝีมือขั้นเทพของคนขับเรือ พาเรามาถึงแพที่พักตอนสองทุ่ม จบวันแรก...ได้เวลาพักผ่อน

จบวันแรกเท่านี้ก่อน...แล้วค่อยมาพาเที่ยวต่อครับ


























