ประวัติผู้นำเขมรแดง
ซาลอธ ซาร์ (ชื่อเดิมของพล พต) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2468 (ข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่า พ.ศ. 2471) ในจังหวัดกำปงธม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ มีพี่สาวเป็นนางสนมในวังของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์มุนีวงศ์ ซาลอธ ซาร์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนช่าง สาขาวิชาช่างไม้ ในกรุงพนมเปญ และได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลเพื่อไปศึกษาต่อทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่ฝรั่งเศส
เอียง ซารี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 ในเวียดนามใต้ มีเชื้อสายจีน-เขมร ได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยสีสุวัตถิ์ (Lycée Sisowath) ในกรุงพนมเปญ และได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อในฝรั่งเศสทางด้านการพาณิชย์ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนไปเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ในสถาบันการเมืองศึกษาแห่งกรุงปารีส (Institut d'Etudes Politiques de Paris) แทน
เขียว สัมพัน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2474 ได้รับการศึกษาจากวิทยาลัยศรีสวัสดิ์เช่นกัน มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์อย่างมาก คู่แข่งทางพรสวรรค์ของเขา คือ ฮู ยวน นักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มปัญญาชนปารีสอีกคนหนึ่ง ฮู ยวน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 ศึกษาต่อทางด้านเศรษศาสตร์และกฎหมายในฝรั่งเศส ทั้งเขียว สัมพันธ์ และฮู ยวน ต่างสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีสเหมือนกัน
ซอน เซน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2473 เป็นชาวเขมรกรอม ศึกษาต่อในฝรั่งเศสด้านศึกษาศาสตร์และวรรณกรรมที่ Ecole Française de radioelectricité มีความสนใจในด้านยุทธศาสตร์การทหารอย่างมาก โดยเฉพาะสงครามสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ฮู นิม เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2475 เดินทางไปศึกษาต่อและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านกฎหมายในฝรั่งเศส และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยพนมเปญ เขามีความสนใจในเรื่องบทบาทการเงินของกัมพูชาที่ถูกภายนอกครอบงำ
นอกจากสมาชิกที่เป็นผู้ชายแล้ว ในกลุ่มปัญญาชนปารีสยังมีสมาชิกผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ทางการสมรสกับสมาชิกฝ่ายชายอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น เขียว พอนนารี ภรรยาของซาลอธ ซาร์ เขียว ธิริธ ภรรยาของเอียง ซารี หรือยุน ยาต ภรรยาของซอน เซน สมาชิกหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบทบาทสำคัญในระบอบการปกครองกัมพูชาประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติของเขมรแดง แทบทั้งสิ้น
[คัดจาก เขมรแดง วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี]
การอพยพออกจากเมือง
ทันทีที่เข้ายึดพนมเปญได้ เขมรแดงได้สั่งให้อพยพประชาชนทั้งหมดออกจากเมืองหลวงไปสู่พื้นที่ชนบท พนมเปญที่เคยมีประชากรถึง 2.5 ล้านคนกลายเป็นเมืองร้าง ถนนที่ออกจากเมืองเต็มไปด้วยประชาชนที่ถูกบังคับให้เดินทางออกจากเมือง ลต ฉาย พี่ชายของพล พตที่ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ตายระหว่างการอพยพอกจากพนมเปญ โรงพยาบาลในพนมเปญว่างเปล่า ไม่มีผู้ป่วย เขมรแดงอนุญาตให้ใช้พาหนะได้เฉพาะคนแกและคนพิการ ในระหว่างการอพยพคนออกจากเมืองนี้ เขียว สัมพันกล่าวว่ามีคนตายราว 2,000 - 3,000 คน ชาวต่างชาติราว 800 คนถูกกักตัวไว้ในสถานทูตฝรั่งเศส และในช่วงปลายเดือนนั้น คนต่างชาติเหล่านี้ ถูกส่งมายังชายแดนไทยด้วยรถบรรทุก หญิงชาวเขมรที่แต่งงานกับชาวต่างชาติ จะได้รับอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ชายชาวเขมรไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามภรรยาออกไป
หลังจากที่เขมรแดงขึ้นมามีอำนาจแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือ ประกาศให้ชาวเขมรทุกคนทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงินทอง หรือแม้แต่คนที่ตัวเองรักทั้งหลาย เพื่อมาทำงานให้กับคอมมูน คอมมูนคือหน่วยย่อยของเขมรแดง มีคอมมูนละ 10,000 คน หน้าที่ที่คนในค่ายต้องทำทุกวันคือทำงานเกี่ยวกับการเกษตรทั้งหมด ตามแต่ที่คอมมูนใดจะสั่งลงมา แต่ทุกคอมมูนเหมือนกันหมดคือทำงานโดยใช้แรงงานคนทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องมือใดๆช่วยทุ่นแรง และต้องทำงานเป็นเวลา 11 ชั่วโมง เป็นเวลา 9 วันติดใครทำงานช้าหรืออิดๆออดๆจะถูกลงโทษอย่างหนัก ส่วนวันที่ 10 ต้องมานั่งฟังพวกเขมรแดงอบรมเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์
[แก้]ความน่าหวาดกลัว
หน่วยรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่าสันติบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังจาก 17 เมษายน พ.ศ. 2518 นำโดย ซอน เซน รัญมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาประชาธิปไตย เขาได้มอบหมายให้ดุจ เป็นผู้ดำเนินการหน่วยนี้ ในช่วงแรก เขาใช้บริเวณเมืองหลวงเป็นที่กักขังนักโทษ ต่อมา ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2519ดุจได้ย้ายสถานที่คุมขังมาที่คุกตวล แซลงที่คุมขังนักโทษได้ถึง 1,500 คน รัฐบาลเขมรแดงได้สั่งให้จับกุมและประหารชีวิตบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นศัตรูของรัฐ ได้แก่
ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลสาธารณรัฐเขมรหรือรัฐบาลต่างชาติ
ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ รวมทั้งทุกคนที่มีการศึกษาหรือแม้แต่คนที่สวมแว่นตา
ผู้มีความชำนาญในศิลปะ นักดนตรี นักเขียน นักแสดงถูกประหารชีวิต เช่น รส เสรีโสทา แปน โรน และสิน ศรีสมุท
ชนกลุ่มน้อยที่มีเชื้อสายเวียดนาม จีน ไทย และชนกลุ่มน้อยบางส่วนในพื้นที่สูงทางตะวันออก ชาวกัมพูชาที่นับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม พระสงฆ์
พ่อค้าในเมืองที่ไม่มีความสามารถในการทำการเกษตร
มีประชาชนประมาณ 17,000 คนที่เคยเข้าคุกตวลซแลง ส่วนใหญ่ถูกประหารชีวิต มีเพียงราวพันคนที่รอดชีวิตออกมาได้ จำนวนประชากรที่เสียชีวิตในช่วงที่เขมรแดงครองอำนาจยังเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาที่ครองอำนาจสืบต่อจากเขมรแดงระบุว่ามีคนตายไป 3.3 ล้านคน แต่ยังหาตัวเลขที่เป็นการสรุปแน่นอนไม่ได้
นอกจากนี้ในการทำงานที่คอมมูน ซึ่งใช้แรงคนถึง 10,000 คน มีการพักผ่อนอันน้อยนิดและอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่สามารถรองรับคนงานที่ทำงานกลางไร่-กลางแจ้งเกินวันละ 10 ชั่วโมงได้ คนป่วย สตรีมีครรภ์ คนชราและเด็กทารกเพิ่งคลอดคือผู้รับเคราะห์เนื่องจากมีอัตราการตายสูงมาก เพราะร่างกายไม่สามารถทำงานหนักๆ ได้ บางครั้งผู้หญิงที่เพิ่งคลอดจะถูกสั่งให้ไปทำงานหลังพักคลอดเพียง 2-3 วันเท่านั้น ใครที่ทำงานไม่ได้หรือป่วยหนัก มักมีจุดจบอยู่ที่การถูกนำไปยิงทิ้งทันที จากนั้นศพของเขาและเธอเหล่านั้นจะถูกส่งลงหลุมฝังหมู่ทันที มีไม่น้อยที่จะเสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารตาย ส่วนผู้ป่วย-คนพิการ ถือเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศ พอล พต ก็ไม่รอช้าที่กำจัดบุคคลเหล่านี้ การกำจัดมีหลายวิธี แต่ต้องให้โอกาสก่อน (ช่างเมตตาเหลือเกิน) นี่คือคำชี้แจงของเขียว สัมพันธ์ เพราะแม้จะพิการ-สติไม่ดี ก็จะนำมาใช้แรงงานเหมือนบุคคลปกติ เมื่อหาประโยชน์จากเขาเหล่านั้นไม่ได้ สิ่งที่จะใช้ปิดฉากนั้นคือ การฟาดให้ตายหรือสาดตะกั่วสังหารเขาเหล่านั้น
ผู้ใดหลบหนีจากคอมมูนจะถูกนำไปฝังทั้งเป็น จากนั้นชาวเขมรแดงจะทำกิจกรรมหลายๆ อย่างจากร่างของเหยื่อเหล่านั้น เช่น การปัสสาวะ ถ่มน้ำลาย รวมไปถึงการทุบตีขณะที่เหยื่อไม่สามารถปกป้องตนเองได้
คนจำนวนมากที่หิวโหยถึงขีดสุดนั้นมักจะหาโปรตีนมาเสริมให้ร่างกาย ทว่าในคอมมูนกักกันจะหาโปรตีนที่ไหนได้นอกจากซากศพของคนงานด้วยกันที่พวกเขาเห็นว่าเพิ่งถูกสังหาร พวกเขาจะวางแผนกันยามค่ำขณะที่ทหารเขมรแดงเผลอไผล รีบไปยังหลุมฝังเพื่อฉีกกระชากซากศพ เพื่อนำเลือดและเนื้อจากซากศพไปหลอมเป็นโปรตีนให้แก่ร่างกายเพื่อจะได้มีชีวิตรอดต่อไปในวันข้างหน้า ผู้ที่รอดพ้นทหารเขมรแดงเมื่อรอดก็รอดไป แต่เมื่อเขาถูกจับได้ ผลที่ตามนั้นอาจทรมานยิ่งกว่าความตาย – ทหารเขมรแดงจะนำเชือกรัดมือ-รัดเท้า เป็นแท่นตรงๆ เพื่อนำไปเสียบกับหลุมที่ขุดไว้ จัดการฝังรากลึกลงไป แค่นั้นอาจยังไม่อำมหิตพอมือ เพราะหลังจากนั้นเขาจะกลับศีรษะของเหยื่อกินศพรายนั้นและเอาศีรษะของเขาจิ้มลงพื้นดินเสมือนนกกระจอกเทศที่เมื่อตกใจจะฝังหัวลงไปในพื้นดิน แน่นอนเหล่านักกินศพไม่อาจทนได้กับการฝังให้หายใจไม่ออกจนตาย ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตาย
รื่องสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวและทั่วโลกจดจำที่สุดคือคุกนรกของเขมรแดงนั่นเอง คุกที่โด่งดังที่สุดก็ได้แก่ คุกหมายเลข 21 (S-21) คุกตุล สาเลช (Tuol Sleng) ที่สมัยก่อนเคยโรงเรียนมัธยม มาบัดนี้เขมรแดงได้ดัดแปลงจนกลายเป็นนรก ในช่วงสี่ปีที่เขมรแดงครองอำนาจมีคน 17,000-20,000 ถูกนำมาขังและฆ่าที่นั่น โดยคนเหล่านี้ถูกยัดเยียดว่าเคยก่ออาชญากรรมหรือข้อหาที่ฟังๆ ดูไร้สาระ เช่นความสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ อ่านหนังสือออก เป็นต้น จุดเด่นของคุกนี้คือเมื่อนักโทษถุกนำมาจะถูกถ่ายรูปพร้อมหมายเลขเก็บประวัติ จากนั้นก็มีการทำสอบสวนโดยการทรมานแบบโหดร้าย มีการทรมานด้วยเครื่องมือทรมานแบบยุคกลาง เช่น ทุบตี ไฟฟ้าซ็อต ถอดเล็บ พวกผู้คุมไม่นิยมให้นักโทษตายคาที่มากนัก พวกเขาอยากทรมานนักโทษมากกว่า เช่น บังคับให้กินอุจาระหรือปัสสาวะ ถูกล่ามอยู่ตลอดเวลาแม้แต่นอนหลับ
หลังจากทรมานจนสาแก่ใจแล้ว พวกนักโทษก็จะถูกส่งไปยังเจืองเอ็ก (Choeung Ek) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ทุ่งสังหาร" (The Killing Field) เพื่อนำไปสังหารโดยวิธีการต่างๆ โดยไม่ใช้กระสุนปืนในการฆ่าและเมื่อฆ่าแล้วจะฝังศพเป็นหมู่ ภายหลังคุกทั้งสองนี้ถูกเวียดนามเข้ายึดได้ในปี ค.ศ.1979 ก็พบว่าคุกแรกมีนักโทษรอดชีวิตเพียงเจ็ดคนเท่านั้น ส่วนทุ่งสังหารก็พบศพกว่า 8,895 ศพ ในหลุมขนาดใหญ่ ที่น่าสนใจคือในคุกแห่งนั้นมีนักโทษที่เป็นชาวต่างชาติด้วย เช่นชาวอเมริกันสองคน ทั้งสองไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เพียงแค่พวกเขาล่องเรือจากไทยแล้วหลงทางมายังเขมรเท่านั้น พวกเขาถูกจับแล้วมาทรมานจนเสียชีวิตในนรกแห่งนี้ ปัจจุบันสถานที่ทั้งสองได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงความโหดร้ายของเขมรแดง
4 ปีแห่งความทรมานของชาวเขมรกับแผนพัฒนาประเทศ (หรือแผนสังหารประเทศ) ของเขียว สัมพันธ์ ในที่สุดพอล พต ได้ตัดสัมพันธ์กับเวียดนาม-พันธมิตรเก่าอย่างไร้เยื่อใย เวียดนามโกรธมากที่กัมพูชาทำอย่างนั้น จึงได้ส่งกองกำลังขนาดใหญ่บุกกัมพูชาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี ค.ศ.1978 ได้ชัยชนะในกลางเดือนมกราคม ค.ศ.1979 ขับไล่พวกเขมรแดงออกไปตั้งหลักอยู่บริเวณติดกับชายแดนประเทศไทย ใกล้ๆ ตราดและอุบลราชธานี จนกระทั่งกลับกลายเป็นกลุ่มกองโจรกระจอกในที่สุด ส่วนพอล พต, เขียว สัมพันธ์ และผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ หนีรอดไปได้ ข่าวคราวของพอล พตและเขียว สัมพันธ์ หายไปจากประวัติศาสตร์เขมรนานนับสิบปี (มีข่าวว่ารัฐบาลไทยช่วยเหลือหาที่หลบซ่อนพอล พต)
จากนั้นดูเหมือนจะเป็นเวรกรรม … พอต พต ป่วยเป็นโรคร้ายเขาอัมพาตครึ่งตัว แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นผู้นำเขมรแดงอยู่ แม้ว่าเขาจะสละอำนาจไปให้คนอื่น แต่คนพวกนี้ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดของพอล พต เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเขมรแดงของพอล พต ก็ไม่มีอิทธิพลอะไรอีกแล้ว สมาชิกสำคัญหลายคนของเขมรแดงยอมจำนนและเข้าร่วมรัฐบาล ขนาดนายเล็ง สารี ซึ่งเป็นน้องเขยของพอล พต ยังขอยอมแพ้ หรือแม้แต่ตัวนายซอน เซน ก็ถูกพอล พต ยิงทิ้งข้อหาที่พยายามหักหลัง
ชีวิตพอล พต ช่วงสุดท้ายเหมือนชายชราที่หลงลืมๆ อัลไซเมอร์ ที่เอาแต่พูดเรื่องอดีตและอยู่อย่างสิ้นหวัง จนสมาชิกเขมรแดงบางคนมีความคิดว่าจะส่งเขาไปศาลพิเศษสำหรับอาชญากรต่อมวลมนุษยชาติ แต่ความคิดนี้ก็สายไปเสียแล้ว … ในคืนวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1997 นายพอล พต เสียชีวิตอย่างสงบภายในกระท่อมที่คุมขังเขา คนใกล้ชิตของพอล พต บอกว่าเขาตายเพราะโรคหัวใจ ถึงแม้หลายฝ่ายจะพยายามเข้าไปตรวจสอบศพ แต่อีกสองวันให้หลัง ศพของพอล พต ก็ถูกเผาท่ามกลางกองขยะและกองยาง ทำให้ชาวโลกสงสัยจนถึงทุกวันนี้ว่าพอล พต เสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่ ?
I came to carry out the struggle, not to kill people. Even now, and you can look at me, am I a savage person?"
แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า "ผมมาเพื่อต่อสู้สำหรับชนชั้นกรรมาชีพ (ชาวนา) ไม่ใช่มาฆ่าคน แม้บัดนี้คุณสามารถมองมาที่ผมได้ ผมเป็นคนเลวร้ายขนาดนั้นหรือ?"
นี่คือคำกล่าวสุดท้ายที่มีต่อโลก (ต่อหน้าผู้สื่อข่าวที่บุกไปสัมภาษณ์และถามถึงความรับผิดชอบของเขาที่มีต่อการตายของเพื่อร่วมชาติหลายล้านกว่าคน) อันเป็นการกล่าวอ้างที่เข้าข้างตนเองอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่ได้สนใจอะไรกับชีวิตของชาวกัมพูชานับล้านๆ คน และคำพูดสุดท้ายที่มีต่อผู้สื่อข่าวต่างชาตินั้นคือ
"ผมไม่เหลืออะไรอีกแล้วทั้งเงิน อำนาจ ทหาร หากทั้งนี้แล้ว … ปล่อยให้ผมมีชีวิตรอดจนช่วงสุดท้ายเถิด"
นั่นหมายความว่า พอล พต หมดเขี้ยวเล็บถาวรไปแล้ว เพราะหากเขายังมีกำลังอยู่ ผู้สื่อข่าวคงไม่มีวันได้ออกมาจากบ้านพักกักกันแน่นอน
ร่างที่ไร้วิญญาณ พล พต ถูกฌาปนกิจบนกองฟอน ณ.ที่พำนักแหล่งสุดท้ายใกล้ชายแดนไทย
ลูกน้องคนสนิท ตั้งศาลเพียงตาให้ที่ ถูก ฌาปนกิจ
ส่วนสมาชิกเขมรแดงที่มีส่วนร่วมสังหารหมู่ ต่างคนก็ได้รับผลกรรมหรือตายก่อนได้รับผลกรรม เช่น นายพลตา ม็อค เพื่อนพอล พต นั้นก็ถูกทหารของรัฐบาลจับในปี ค.ศ. 1999 และเสียชีวิตในคุกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ.2006, สหายดุช หัวหน้าคุกนรกติดคุก ขณะที่ผู้นำหลายคนยังใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ในชนบท กระบวนการศาลของเขมรนั้นไปอย่างเชื่องช้าเพราะว่ามีนักกฎหมายกัมพูชาพยายามช่วยเหลือ อีกทั้งผู้นำเหล่านี้ส่วนมากชราภาพและมีปัญหาเรื่องสุขภาพจนไม่ความจำเป็นต้องขึ้นศาล ปล่อยตายเพราะหมดอายุไขไปเถอะ และที่น่าสนใจคือเกือบทั้งหมดอาจตายเพราะโรคชรามากกว่าจะตายเพราะการตัดสินด้วยซ้ำไป
[คัดลอกจาก พอล พต ทุ่งสังหาร นรก บนดินใน lonesomebabe.wordpress.com/]