ว่างๆจะชวนไปขอเกรดกะผู้จัดการนะคะRockman เขียน:เหมือนกำลังเรียนฟิสิกค์เลย...bambi เขียน:คุณครูแอบหนีออกไปปั่นแล้ว ผมแอบเข้ามาตอบแทนแล้วกันนะครับ ....Rockman เขียน:.
ขอถามคุณครูว่า ในทางกลับกัน ที่พลังงานที่ต้องใช้ไปในการเอาชนะแรงเสียดทาน และแรงต้านทางแอร์โรไดนามิกส์ = 300 จูล
- ที่ 36 k/h (10 m/s) พลังงานจลน์ของราเลย์จะ = 1/2mv^2 = 1/2 x 12 x 10x10 = 600 จูล เราปล่อยให้ไหลต้านกับ 300 จูล จะเหลือ 600-300=300 จูล
- ที่ 36 k/h (10 m/s) พลังงานจลน์ของ CAAD = 1/2 x 8 x 10x10 = 400 จูล เราปล่อยให้ไหลต้านกับ 300 จูล จะเหลือ 400-300 = 100 จูล
ราเลย์จะไหลได้นานกว่าCaad ผมเข้าใจถูกไหมครับ![]()
ตอบฟันธงก่อนว่า สรุปได้ถูก .. แต่วิธีคิดอาจจะไม่ได้คะแนนครับ ..![]()
พลังงานของแรงต้าน(โดยเฉพาะของแอร์โร ฯ) ในตอนแรกนั้น เรามองจากค่าเฉลี่ยในภาพรวมนะครับ มันเป็นการสร้างโมเดล เพื่อการประมานค่าคร่าว ๆ เท่านั้น ประเด็นสำคัญที่จะต้องเข้าใจถึงความยาก(ที่ทำให้เราต้องสร้างโมเดล) ก็คือ แรงต้าน(ทางแอร์โร)มันจะเปลี่ยนไปตามความเร็วของลมทีคิดเทียบกับรถ(อย่าลืมว่าเราขี่ตามลมก็ได้นะครับ)ยกกำลังสอง การคิดจริง ๆ เราจะต้องใช้แคลคูลัสเข้ามาช่วย ....เอาไว้ให้คุณครูตัวจริงละกัน....![]()
ตัวเลขพลังงานแรงต้านที่กล่าวถึงข้างบนนั้นอาจคิดมาจากการใช้ค่าความเร็วเฉลี่ยมาคิดได้ครับ
ทีนี้มาดูที่ปัญหาที่ถาม....
ถ้าเอาพลังงานจลน์(ที่ความเร็ว 36 กม/ชม)มาลบด้วยพลังงานจากแรงต้านไนการปั่นครึ่งแรกนั้น ไม่ได้มีความหมายทางฟิสิกส์ที่จะเอามาประยุกต์กับการปล่อยให้ใหลในตอนหลังได้ เพราะในตอนหลังแรงปั่นหายไป(ผมถือว่าใหลคือฟรีขานะครับ) เหลือแรงต้านจากลมอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การเคลื่อนที่ในตอนหลังจึงต่างออกๆไปอย่างสิ้นเชิง
ในคำถามข้างบน สถานะการณ์จะเป็นว่า รถทั้งสองคัน จะวิ่งโดยมีแรงต้าน ซึ่งเราหาค่าเฉลี่ยของแรงต้านตลอดการเคลื่อนที่ได้ แรงต้านนี้เราบอกว่ามันเท่ากันตามเงื่อนไขตั้งแต่ตอนแรก เมื่อทราบแรงต้านเฉลี่ยเราก็จะหาความหน่วงเฉลี่ย(ความเร่งจากแรงที่สวนทางการเคลื่อนที่จะเป็น -(ลบ) เรียกว่าความหน่วงได้) ได้จาก a= F/m
ที่ตามมาในทันทีก็คือ ความหน่วงของราเลย์จะน้อยกว่า โดยที่ a ของราเล่ย์ ar = F/12 , aของ CAAD ac = F/8
ใช้สมการการเคลื่นที่ ความเร็วปลาย = ความเร็วต้น + ความเร่ง x เวลาของการเคลื่อนที่
โดยความเร็วปลายเป็นศูนย์
เราจะได้เวลาของการเคลื่อนที่ ของราเลย์ = 10/ar = 10x12/F
และของ CADD = 10/ac = 10x8/F
จะได้ว่า เวลาใหลของราเล่ย์ /เวลาใหลของ CAAD = 12/8 = 3/2
สรุปได้ว่า ราเลย์ จะใหลนานกว่า CADD อยู่ 1.5 เท่า !!!
อย่าลืมว่า
1. เราไม่ได้อัพรถมาใหลแข่งกัน เราปั่นฉุดกระชากลากถูต่างหาก
2. นี่เป็นการคำนวณตามโมเดลซึ่งไม่ถือว่าถูกต้อง 100%
ขอให้มีความสุขกับการอัพ และการปั่นครับ....![]()
![]()
![]()
...เดี๋ยวเข้ามาถามคุณครูต่อครับ...
สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- วาสนา จั่นเจา
- ขาประจำ
- โพสต์: 6808
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ส.ค. 2008, 18:22
- Tel: เบอร์ส่วนตัว
- team: Klein's Boy
- Bike: Klein only & Klein forever...
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ขอโทษนะ เรื่องบนเตียงอาจจะไม่เก่ง แต่ที่ระเบียงไม่แพ้ใครเหมือนกัน
โกดคือโง่ โมโหคือบ้า กอดกันดีกว่า แก้ผ้าขึ้นเตียง!!!
โกดคือโง่ โมโหคือบ้า กอดกันดีกว่า แก้ผ้าขึ้นเตียง!!!
- Kirov
- ขาประจำ
- โพสต์: 429
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 2010, 14:44
- Bike: เหล็กดำ CrossCheck , อลูขาว ARAYA EX '95
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
Imagination is more important than knowledge. ....... เอาที่ป๋าเค้าว่ามาหน่อยนึง
รู้ได้ เข้าใจได้ จินตนาการได้ ..
THX
- โต้งหลังอนามัย
- ขาประจำ
- โพสต์: 3542
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 11:35
- Tel: 0848507344
- team: นาคาไบท์ ภูเก็ต
- Bike: อยากได้ s3 เรด ซิป
- ตำแหน่ง: ภูเก็ตครับ
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ความรู้นั่นก็เรื่องนึงคับ เจอมาอย่างไรนั้นก็อีกเรื่องนึง
แลกเปลี่ยนกันก็ได้รู้อีกหลายๆเรื่อง ถูก ผิด จริง ไม่จริง ก็ให้อยู่ในความสงบ...
แลกเปลี่ยนกันก็ได้รู้อีกหลายๆเรื่อง ถูก ผิด จริง ไม่จริง ก็ให้อยู่ในความสงบ...
ภูมิใจเถอะทูนหัว มีผัวขี่จักรยาน 555
- Rockman
- ขาประจำ
- โพสต์: 5233
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
- Tel: 0896026055
- team: ก้าง Die hard
- Bike: Trek madone 6.9
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
จากข้อสรุปที่ผมเน้นสีแดง....จะสรุปได้ไหมว่าการที่รักษาความเร็วให้คงที่ในขณะที่มีแรงต้านลมเท่ากัน ราเลย์จะใช้แรงน้อยกว่า...ครับ..bambi เขียน:คุณครูแอบหนีออกไปปั่นแล้ว ผมแอบเข้ามาตอบแทนแล้วกันนะครับ ....Rockman เขียน:.
ขอถามคุณครูว่า ในทางกลับกัน ที่พลังงานที่ต้องใช้ไปในการเอาชนะแรงเสียดทาน และแรงต้านทางแอร์โรไดนามิกส์ = 300 จูล
- ที่ 36 k/h (10 m/s) พลังงานจลน์ของราเลย์จะ = 1/2mv^2 = 1/2 x 12 x 10x10 = 600 จูล เราปล่อยให้ไหลต้านกับ 300 จูล จะเหลือ 600-300=300 จูล
- ที่ 36 k/h (10 m/s) พลังงานจลน์ของ CAAD = 1/2 x 8 x 10x10 = 400 จูล เราปล่อยให้ไหลต้านกับ 300 จูล จะเหลือ 400-300 = 100 จูล
ราเลย์จะไหลได้นานกว่าCaad ผมเข้าใจถูกไหมครับ![]()
ตอบฟันธงก่อนว่า สรุปได้ถูก .. แต่วิธีคิดอาจจะไม่ได้คะแนนครับ ..![]()
พลังงานของแรงต้าน(โดยเฉพาะของแอร์โร ฯ) ในตอนแรกนั้น เรามองจากค่าเฉลี่ยในภาพรวมนะครับ มันเป็นการสร้างโมเดล เพื่อการประมานค่าคร่าว ๆ เท่านั้น ประเด็นสำคัญที่จะต้องเข้าใจถึงความยาก(ที่ทำให้เราต้องสร้างโมเดล) ก็คือ แรงต้าน(ทางแอร์โร)มันจะเปลี่ยนไปตามความเร็วของลมทีคิดเทียบกับรถ(อย่าลืมว่าเราขี่ตามลมก็ได้นะครับ)ยกกำลังสอง การคิดจริง ๆ เราจะต้องใช้แคลคูลัสเข้ามาช่วย ....เอาไว้ให้คุณครูตัวจริงละกัน....![]()
ตัวเลขพลังงานแรงต้านที่กล่าวถึงข้างบนนั้นอาจคิดมาจากการใช้ค่าความเร็วเฉลี่ยมาคิดได้ครับ
ทีนี้มาดูที่ปัญหาที่ถาม....
ถ้าเอาพลังงานจลน์(ที่ความเร็ว 36 กม/ชม)มาลบด้วยพลังงานจากแรงต้านไนการปั่นครึ่งแรกนั้น ไม่ได้มีความหมายทางฟิสิกส์ที่จะเอามาประยุกต์กับการปล่อยให้ใหลในตอนหลังได้ เพราะในตอนหลังแรงปั่นหายไป(ผมถือว่าใหลคือฟรีขานะครับ) เหลือแรงต้านจากลมอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การเคลื่อนที่ในตอนหลังจึงต่างออกๆไปอย่างสิ้นเชิง
ในคำถามข้างบน สถานะการณ์จะเป็นว่า รถทั้งสองคัน จะวิ่งโดยมีแรงต้าน ซึ่งเราหาค่าเฉลี่ยของแรงต้านตลอดการเคลื่อนที่ได้ แรงต้านนี้เราบอกว่ามันเท่ากันตามเงื่อนไขตั้งแต่ตอนแรก เมื่อทราบแรงต้านเฉลี่ยเราก็จะหาความหน่วงเฉลี่ย(ความเร่งจากแรงที่สวนทางการเคลื่อนที่จะเป็น -(ลบ) เรียกว่าความหน่วงได้) ได้จาก a= F/m
ที่ตามมาในทันทีก็คือ ความหน่วงของราเลย์จะน้อยกว่า โดยที่ a ของราเล่ย์ ar = F/12 , aของ CAAD ac = F/8
ใช้สมการการเคลื่นที่ ความเร็วปลาย = ความเร็วต้น + ความเร่ง x เวลาของการเคลื่อนที่
โดยความเร็วปลายเป็นศูนย์
เราจะได้เวลาของการเคลื่อนที่ ของราเลย์ = 10/ar = 10x12/F
และของ CADD = 10/ac = 10x8/F
จะได้ว่า เวลาใหลของราเล่ย์ /เวลาใหลของ CAAD = 12/8 = 3/2
สรุปได้ว่า ราเลย์ จะใหลนานกว่า CADD อยู่ 1.5 เท่า !!!
อย่าลืมว่า
1. เราไม่ได้อัพรถมาใหลแข่งกัน เราปั่นฉุดกระชากลากถูต่างหาก
2. นี่เป็นการคำนวณตามโมเดลซึ่งไม่ถือว่าถูกต้อง 100%
ขอให้มีความสุขกับการอัพ และการปั่นครับ....![]()
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ปัญหาจริงๆของสมการที่ยกมาคุยกันนี้ก็คือ มันเป็นการตัดปัจจัยที่มีผลมากมายออกไปจากโจทย์
ถ้าเป็นรถยนต์หนัก 2 ตัน กับ หนัก 2.2 ตัน แบบนี้นน.ของคนขับอาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรไปมากมายนัก แต่สำหรับนน.จักรยานเพียง 8 และ 10กก. อันนี้ต้องเอาน้ำหนักรวมๆของคนขี่เอามาคิดด้วยเสมอครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกันมากมาย
ถึงแม้ว่าคนกับจักรยานจะไม่ได้เป็นส่วนเดียวกัน ในบางขณะอาจจะเป็นน้ำหนักแยก เช่น เวลาควบคุมรถ การสะบัด การดึง การโหน รถเบาตอบสนองได้เร็วกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เอาเรื่อง moment of inertia ของตัวรถ ซึ่งมวลของรถจะเป็นตัวแปรหลัก
แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องเอาน้ำหนักมารวมกัน โดยเฉพาะในสภาพของการเดินทางในเชิงเส้น ดังที่ได้ถูกสร้างเป็นสมการต่างๆให้หลายๆคนมึนๆงงๆกันไปถ้วนหน้า
ดังนั้นหากจะคิดในเชิงสมการการเคลื่อนที่ในเชิงเส้น ก็จะต้องเอาน้ำหนักของผู้ขี่เอามาผนวกรวมเป็นน้ำหนักรวมเสมอ เพราะมันจะมีเรื่องที่ีเกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย ได้แก่
1. Momentum
2. Dynamic energy
3. Air resistance
4. etc ตอนนี้ยังมึน นึกไม่ออก
เอาน้ำหนักตัวของผมเมื่อเช้าก็แล้วกัน คือ 60 กก.
CAAD หนัก 8 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 68 กก.
ราเล่ย์ หนัก 10 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 70 กก.
การจะทำให้มวลทั้งก้อนหนัก 68 กก. เร่งจากความเร็วเท่ากับ 0 ไปยังความเร็ว 36 กม/ชม. จะคิดด้วย 1/2 mv^2 อย่างเดียวได้หรือครับ เพราะ พลังงานจลน์ที่ 36 กม/ชม.นั้น เป็นพลังงานในขณะที่มวลทั้งก้อน ลอยตัวอยู่ด้วยความเร็วคงที่
แต่น่าจะเอา การเปลี่ยนแปลงmomentum ต่อหนึ่งหน่วยเวลามาคิด ซึ่งนั่น ก็คือ แรงที่มากระทำให้มวลทั้งก้อนเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง จนขึ้นไปถึง 36 กม/ชม. นั่นก็คือการสมมติให้ความเร่งมีค่าคงที่
มันก็คือ M(V2-V1)/(T2-T1)
ดังนั้นสัดส่วนของแรงที่จะกระทำให้ CAAD10 + ตัวผมทะยานขึ้นไปลอยตัวที่ 36 กม/ชม. กับ ที่กระทำให้ราเล่ย์ + ตัวผมทะยานขึ้นไปแตะที่ 36กม/ขม. ภายในเวลาเท่าๆกันนั้น ก็จะมีค่าเป็นอัตราส่วนเท่ากับ 68 : 70 ครับ
และถ้าสมมติว่ารถ 2 คัน มีหน้าตัดขวางเท่าๆกัน aerodynamicเมื่อผมขึ้นไปหมอบอยู่มีค่าเท่าๆกัน (สมมตินะ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
) แรงต้านทานของอากาศจะเพิ่มตามความเร็วยกกำลัง2 โดยไม่มีมวลมาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง ดังนั้นแรงต้านอากาศในช่วงเร่งความเร็วจึงไม่จำเป็นต้องนำมาคิด เพราะสุดท้ายก็โดนหั่นออกไปเท่าๆกัน
แต่ในช่วงที่ปล่อยไหลจากความเร็ว 36กม/ชม. ลงไปเหลือ 0 กม/ชม.นี่แหละ ที่เป็นจุดclimax เพราะmomentum ที่แตกต่างกัน 68:70 แต่แรงต้านอากาศมันเท่ากัน ยังไงเสียมวลที่มีmomentumมากกว่า ก็ย่อมจะคงความเร็วเอาชนะแรงต้านอากาศได้นานกว่า แต่จะคิดแบบตรงไปตรงมาไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเมื่อความเร็วในการไหลลดลง แรงต้านอากาศก็จะลดลงตาม (และต้องไม่ลืมว่าแรงต้านอากาศแปรตามความเร็วยกกำลังสอง) ดังนั้นหากจะคำนวณกันจริงๆ ต้องcalculus กระมัง ซึ่งผมคงจะไม่สามารถแล้ว เพราะไม่เหลือเรื่องนี้ในหัวเลย
แต่ถ้าจะคิดง่ายๆว่า หากจะทำให้มวล 68 กม. ลดความเร็วลงมาเหลือ 35กม/ชม ด้วยแรงเท่าๆกับที่ทำให้มวล 70กก ลดความเร็วลงมาเหลือ 35 กม/ชม
68 x ( 36-35 ) / T(caad) = 70 x ( 36-35 ) / T(raleigh)
ใกล้เคียงขึ้นมาหน่อย เวลาที่ T(raleigh) ใช้ ก็จะเป็น 70/68 ( =1.029 ) เท่า ของ T(caad)
ลองคิดทีละคันก็แล้วกันครับ คิดทีละช่วงเดลต้า v ทีละ 1 กมต่อชม. จนเหลือ 0 กม. / ขม.
สรุปแล้ว มันคงจะไม่ได้แตกต่างกันถึง 1.5 เท่าหรอกครับ
มันไม่ได้แตกต่างกันแบบนั้น
ถึงแม้ว่าแรงที่จะทำให้รถสองคันขึ้นไปที่ความเร็วเท่าๆกันในเวลาเดียวกัน จะแตกต่างกันแค่ 68/70 เท่า แต่นั่นเป็นอัตราส่วนครับ ลองเอาตัวเลขจริงๆใส่เข้าไปด้วย แล้วคิดเป็นwatts ออกมา ถึงแม้ว่ามันจะต่างกันไม่มาก ครับนั่นมันเชิงตัวเลข แต่จริงๆแล้วหากเทียบค่าจริงๆแบบเชิงกายภาพแล้ว มันจะส่งผลที่แตกต่างกันได้มากทีเดียว เช่น คนที่ ftp 200 watt ถ้าต้องออกแรงแตกต่างกัน 10 watt บ่อยๆ ค่า Training stress score ก็จะแตกต่างกัน ความล้าที่เกิดขึ้นก็จะแตกต่างกัน นี่คือเรื่องจริงๆที่ความแตกต่างของรถ 8 กก กับ รถ 10กก. ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนักสำหรับการปั่นในระยะทางสั้นๆเวลาน้อยๆ แต่จะเห็นผลได้เมื่อระยะทางนั้นยืดยาวออกไป โดยเฉพาะที่ต้องตีรันพันตูกันทีละ 200กว่ากม. กันสัก 5 ชม. ความแตกต่างเล็กๆตรงนี้ที่มันจะสะสมจนแสดงผลให้เห็นได้อย่างชัดเจน
พลังงานของกล้ามเนื้อที่มีจำกัด จึงไม่ควรเสียเปล่าไปกับน้ำหนักมวลรวมที่มากมายเกินเหตุ
ถ้าเป็นรถยนต์หนัก 2 ตัน กับ หนัก 2.2 ตัน แบบนี้นน.ของคนขับอาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรไปมากมายนัก แต่สำหรับนน.จักรยานเพียง 8 และ 10กก. อันนี้ต้องเอาน้ำหนักรวมๆของคนขี่เอามาคิดด้วยเสมอครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกันมากมาย
ถึงแม้ว่าคนกับจักรยานจะไม่ได้เป็นส่วนเดียวกัน ในบางขณะอาจจะเป็นน้ำหนักแยก เช่น เวลาควบคุมรถ การสะบัด การดึง การโหน รถเบาตอบสนองได้เร็วกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เอาเรื่อง moment of inertia ของตัวรถ ซึ่งมวลของรถจะเป็นตัวแปรหลัก
แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องเอาน้ำหนักมารวมกัน โดยเฉพาะในสภาพของการเดินทางในเชิงเส้น ดังที่ได้ถูกสร้างเป็นสมการต่างๆให้หลายๆคนมึนๆงงๆกันไปถ้วนหน้า
ดังนั้นหากจะคิดในเชิงสมการการเคลื่อนที่ในเชิงเส้น ก็จะต้องเอาน้ำหนักของผู้ขี่เอามาผนวกรวมเป็นน้ำหนักรวมเสมอ เพราะมันจะมีเรื่องที่ีเกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย ได้แก่
1. Momentum
2. Dynamic energy
3. Air resistance
4. etc ตอนนี้ยังมึน นึกไม่ออก
เอาน้ำหนักตัวของผมเมื่อเช้าก็แล้วกัน คือ 60 กก.
CAAD หนัก 8 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 68 กก.
ราเล่ย์ หนัก 10 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 70 กก.
การจะทำให้มวลทั้งก้อนหนัก 68 กก. เร่งจากความเร็วเท่ากับ 0 ไปยังความเร็ว 36 กม/ชม. จะคิดด้วย 1/2 mv^2 อย่างเดียวได้หรือครับ เพราะ พลังงานจลน์ที่ 36 กม/ชม.นั้น เป็นพลังงานในขณะที่มวลทั้งก้อน ลอยตัวอยู่ด้วยความเร็วคงที่
แต่น่าจะเอา การเปลี่ยนแปลงmomentum ต่อหนึ่งหน่วยเวลามาคิด ซึ่งนั่น ก็คือ แรงที่มากระทำให้มวลทั้งก้อนเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง จนขึ้นไปถึง 36 กม/ชม. นั่นก็คือการสมมติให้ความเร่งมีค่าคงที่
มันก็คือ M(V2-V1)/(T2-T1)
ดังนั้นสัดส่วนของแรงที่จะกระทำให้ CAAD10 + ตัวผมทะยานขึ้นไปลอยตัวที่ 36 กม/ชม. กับ ที่กระทำให้ราเล่ย์ + ตัวผมทะยานขึ้นไปแตะที่ 36กม/ขม. ภายในเวลาเท่าๆกันนั้น ก็จะมีค่าเป็นอัตราส่วนเท่ากับ 68 : 70 ครับ
และถ้าสมมติว่ารถ 2 คัน มีหน้าตัดขวางเท่าๆกัน aerodynamicเมื่อผมขึ้นไปหมอบอยู่มีค่าเท่าๆกัน (สมมตินะ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ในช่วงที่ปล่อยไหลจากความเร็ว 36กม/ชม. ลงไปเหลือ 0 กม/ชม.นี่แหละ ที่เป็นจุดclimax เพราะmomentum ที่แตกต่างกัน 68:70 แต่แรงต้านอากาศมันเท่ากัน ยังไงเสียมวลที่มีmomentumมากกว่า ก็ย่อมจะคงความเร็วเอาชนะแรงต้านอากาศได้นานกว่า แต่จะคิดแบบตรงไปตรงมาไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเมื่อความเร็วในการไหลลดลง แรงต้านอากาศก็จะลดลงตาม (และต้องไม่ลืมว่าแรงต้านอากาศแปรตามความเร็วยกกำลังสอง) ดังนั้นหากจะคำนวณกันจริงๆ ต้องcalculus กระมัง ซึ่งผมคงจะไม่สามารถแล้ว เพราะไม่เหลือเรื่องนี้ในหัวเลย
แต่ถ้าจะคิดง่ายๆว่า หากจะทำให้มวล 68 กม. ลดความเร็วลงมาเหลือ 35กม/ชม ด้วยแรงเท่าๆกับที่ทำให้มวล 70กก ลดความเร็วลงมาเหลือ 35 กม/ชม
68 x ( 36-35 ) / T(caad) = 70 x ( 36-35 ) / T(raleigh)
ใกล้เคียงขึ้นมาหน่อย เวลาที่ T(raleigh) ใช้ ก็จะเป็น 70/68 ( =1.029 ) เท่า ของ T(caad)
ลองคิดทีละคันก็แล้วกันครับ คิดทีละช่วงเดลต้า v ทีละ 1 กมต่อชม. จนเหลือ 0 กม. / ขม.
สรุปแล้ว มันคงจะไม่ได้แตกต่างกันถึง 1.5 เท่าหรอกครับ
ถึงแม้ว่าแรงที่จะทำให้รถสองคันขึ้นไปที่ความเร็วเท่าๆกันในเวลาเดียวกัน จะแตกต่างกันแค่ 68/70 เท่า แต่นั่นเป็นอัตราส่วนครับ ลองเอาตัวเลขจริงๆใส่เข้าไปด้วย แล้วคิดเป็นwatts ออกมา ถึงแม้ว่ามันจะต่างกันไม่มาก ครับนั่นมันเชิงตัวเลข แต่จริงๆแล้วหากเทียบค่าจริงๆแบบเชิงกายภาพแล้ว มันจะส่งผลที่แตกต่างกันได้มากทีเดียว เช่น คนที่ ftp 200 watt ถ้าต้องออกแรงแตกต่างกัน 10 watt บ่อยๆ ค่า Training stress score ก็จะแตกต่างกัน ความล้าที่เกิดขึ้นก็จะแตกต่างกัน นี่คือเรื่องจริงๆที่ความแตกต่างของรถ 8 กก กับ รถ 10กก. ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนักสำหรับการปั่นในระยะทางสั้นๆเวลาน้อยๆ แต่จะเห็นผลได้เมื่อระยะทางนั้นยืดยาวออกไป โดยเฉพาะที่ต้องตีรันพันตูกันทีละ 200กว่ากม. กันสัก 5 ชม. ความแตกต่างเล็กๆตรงนี้ที่มันจะสะสมจนแสดงผลให้เห็นได้อย่างชัดเจน
พลังงานของกล้ามเนื้อที่มีจำกัด จึงไม่ควรเสียเปล่าไปกับน้ำหนักมวลรวมที่มากมายเกินเหตุ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- bambi
- ขาประจำ
- โพสต์: 348
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ค. 2011, 10:04
- team: คก.รก.ขก. (คนแก่รถเก่าขอนแก่น)
- Bike: สับถังเหล็ก Raleigh(84), โครโมลี่ Panasonic(LesMaillot Order), อลู Canondale(CAAD7), คาร์บอน Focus(Cayo)
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
สงสัยคุณมนุษย์ก้อนหิน มีความรู้สึกว่าการที่มัน ใหลกว่า ตอนปล่อยฟรี มันก็ควรจะ สบายกว่า ตอนออกแรงปั่นทวนลม ใช่ปะ ??Rockman เขียน: จากข้อสรุปที่ผมเน้นสีแดง....จะสรุปได้ไหมว่าการที่รักษาความเร็วให้คงที่ในขณะที่มีแรงต้านลมเท่ากัน ราเลย์จะใช้แรงน้อยกว่า...ครับ..![]()
ตอบตามฟิสิกส์ล้วน ๆ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ เพราะที่ความเร็วคงที่แรงต้านกับแรงถีบมันจะต้องเท่ากันพอดี ในเมื่อเราตั้งเงื่อนไขว่ารถทั้งสองมีแรงต้านเท่ากันแล้ว แรงถีบก็ต้องเท่ากันแน่ ๆ
แต่ถ้าตอบแค่นี้แล้วเดินหนี คงถูกโห่แน่ ๆ ใช่ ป่าว...
เอาอย่างนี้ครับ เรามาสมมุติสถานการณ์ของการรักษาความเร็วคงที่ให้เป็นแบบวิดิโอกระตุก ๆ กัน โดยสมมุติว่าเราขี่กระตุก ๆ แบบ หยุด(ฟรีขา)-ถีบ-หยุด-ถีบ-หยุด-ถีบ....... ไปเรื่อย ๆ โดยพยายามให้ความเร็วในภาพรวมคงที่(เท่าเดิม)
จังหวะแรก พอเราฟรีขาแป็บ ความเร็วตก ราเลย์ตกน้อยกว่า CAAD ตกเยอะกว่า(จากที่เราพิจารณามาแล้ว)
จังหวะสอง ออกแรงถีบ ราเลย์ เราต้องทำให้มวลที่หนักเร็วขึ้นน้อยกว่า ในขณะที่ CAAD เราต้องทำให้มวลที่เบาเร็วขึ้นมากกว่า ซึ่งทำให้ผลรวมของการออกแรงถีบ เท่ากันได้ สรุป ก็คือ ทั้งสองกรณีลำบากเท่ากันครับ
... ไม่รู้พอจะทำให้เสียงโห่ซาลงได้หรือเปล่านะ.....
- Rockman
- ขาประจำ
- โพสต์: 5233
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
- Tel: 0896026055
- team: ก้าง Die hard
- Bike: Trek madone 6.9
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
อันนี้ครูใหญ่มาเอง...lucifer เขียน:ปัญหาจริงๆของสมการที่ยกมาคุยกันนี้ก็คือ มันเป็นการตัดปัจจัยที่มีผลมากมายออกไปจากโจทย์
ถ้าเป็นรถยนต์หนัก 2 ตัน กับ หนัก 2.2 ตัน แบบนี้นน.ของคนขับอาจจะไม่ได้ส่งผลอะไรไปมากมายนัก แต่สำหรับนน.จักรยานเพียง 8 และ 10กก. อันนี้ต้องเอาน้ำหนักรวมๆของคนขี่เอามาคิดด้วยเสมอครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกันมากมาย
ถึงแม้ว่าคนกับจักรยานจะไม่ได้เป็นส่วนเดียวกัน ในบางขณะอาจจะเป็นน้ำหนักแยก เช่น เวลาควบคุมรถ การสะบัด การดึง การโหน รถเบาตอบสนองได้เร็วกว่าซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เอาเรื่อง moment of inertia ของตัวรถ ซึ่งมวลของรถจะเป็นตัวแปรหลัก
แต่ในบางครั้งก็จำเป็นต้องเอาน้ำหนักมารวมกัน โดยเฉพาะในสภาพของการเดินทางในเชิงเส้น ดังที่ได้ถูกสร้างเป็นสมการต่างๆให้หลายๆคนมึนๆงงๆกันไปถ้วนหน้า
ดังนั้นหากจะคิดในเชิงสมการการเคลื่อนที่ในเชิงเส้น ก็จะต้องเอาน้ำหนักของผู้ขี่เอามาผนวกรวมเป็นน้ำหนักรวมเสมอ เพราะมันจะมีเรื่องที่ีเกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย ได้แก่
1. Momentum
2. Dynamic energy
3. Air resistance
4. etc ตอนนี้ยังมึน นึกไม่ออก
เอาน้ำหนักตัวของผมเมื่อเช้าก็แล้วกัน คือ 60 กก.
CAAD หนัก 8 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 68 กก.
ราเล่ย์ หนัก 10 กก. + นน.ผม อีก 60 กลายเป็น 70 กก.
การจะทำให้มวลทั้งก้อนหนัก 68 กก. เร่งจากความเร็วเท่ากับ 0 ไปยังความเร็ว 36 กม/ชม. จะคิดด้วย 1/2 mv^2 อย่างเดียวได้หรือครับ เพราะ พลังงานจลน์ที่ 36 กม/ชม.นั้น เป็นพลังงานในขณะที่มวลทั้งก้อน ลอยตัวอยู่ด้วยความเร็วคงที่
แต่น่าจะเอา การเปลี่ยนแปลงmomentum ต่อหนึ่งหน่วยเวลามาคิด ซึ่งนั่น ก็คือ แรงที่มากระทำให้มวลทั้งก้อนเคลื่อนที่จากหยุดนิ่ง จนขึ้นไปถึง 36 กม/ชม. นั่นก็คือการสมมติให้ความเร่งมีค่าคงที่
มันก็คือ M(V2-V1)/(T2-T1)
ดังนั้นสัดส่วนของแรงที่จะกระทำให้ CAAD10 + ตัวผมทะยานขึ้นไปลอยตัวที่ 36 กม/ชม. กับ ที่กระทำให้ราเล่ย์ + ตัวผมทะยานขึ้นไปแตะที่ 36กม/ขม. ภายในเวลาเท่าๆกันนั้น ก็จะมีค่าเป็นอัตราส่วนเท่ากับ 68 : 70 ครับ
และถ้าสมมติว่ารถ 2 คัน มีหน้าตัดขวางเท่าๆกัน aerodynamicเมื่อผมขึ้นไปหมอบอยู่มีค่าเท่าๆกัน (สมมตินะ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) แรงต้านทานของอากาศจะเพิ่มตามความเร็วยกกำลัง2 โดยไม่มีมวลมาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง ดังนั้นแรงต้านอากาศในช่วงเร่งความเร็วจึงไม่จำเป็นต้องนำมาคิด เพราะสุดท้ายก็โดนหั่นออกไปเท่าๆกัน
แต่ในช่วงที่ปล่อยไหลจากความเร็ว 36กม/ชม. ลงไปเหลือ 0 กม/ชม.นี่แหละ ที่เป็นจุดclimax เพราะmomentum ที่แตกต่างกัน 68:70 แต่แรงต้านอากาศมันเท่ากัน ยังไงเสียมวลที่มีmomentumมากกว่า ก็ย่อมจะคงความเร็วเอาชนะแรงต้านอากาศได้นานกว่า แต่จะคิดแบบตรงไปตรงมาไม่ได้เสียทีเดียว เพราะเมื่อความเร็วในการไหลลดลง แรงต้านอากาศก็จะลดลงตาม (และต้องไม่ลืมว่าแรงต้านอากาศแปรตามความเร็วยกกำลังสอง) ดังนั้นหากจะคำนวณกันจริงๆ ต้องcalculus กระมัง ซึ่งผมคงจะไม่สามารถแล้ว เพราะไม่เหลือเรื่องนี้ในหัวเลย
แต่ถ้าจะคิดง่ายๆว่า หากจะทำให้มวล 68 กม. ลดความเร็วลงมาเหลือ 35กม/ชม ด้วยแรงเท่าๆกับที่ทำให้มวล 70กก ลดความเร็วลงมาเหลือ 35 กม/ชม
68 x ( 36-35 ) / T(caad) = 70 x ( 36-35 ) / T(raleigh)
ใกล้เคียงขึ้นมาหน่อย เวลาที่ T(raleigh) ใช้ ก็จะเป็น 70/68 ( =1.029 ) เท่า ของ T(caad)
ลองคิดทีละคันก็แล้วกันครับ คิดทีละช่วงเดลต้า v ทีละ 1 กมต่อชม. จนเหลือ 0 กม. / ขม.
สรุปแล้ว มันคงจะไม่ได้แตกต่างกันถึง 1.5 เท่าหรอกครับมันไม่ได้แตกต่างกันแบบนั้น
ถึงแม้ว่าแรงที่จะทำให้รถสองคันขึ้นไปที่ความเร็วเท่าๆกันในเวลาเดียวกัน จะแตกต่างกันแค่ 68/70 เท่า แต่นั่นเป็นอัตราส่วนครับ ลองเอาตัวเลขจริงๆใส่เข้าไปด้วย แล้วคิดเป็นwatts ออกมา ถึงแม้ว่ามันจะต่างกันไม่มาก ครับนั่นมันเชิงตัวเลข แต่จริงๆแล้วหากเทียบค่าจริงๆแบบเชิงกายภาพแล้ว มันจะส่งผลที่แตกต่างกันได้มากทีเดียว เช่น คนที่ ftp 200 watt ถ้าต้องออกแรงแตกต่างกัน 10 watt บ่อยๆ ค่า Training stress score ก็จะแตกต่างกัน ความล้าที่เกิดขึ้นก็จะแตกต่างกัน นี่คือเรื่องจริงๆที่ความแตกต่างของรถ 8 กก กับ รถ 10กก. ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนักสำหรับการปั่นในระยะทางสั้นๆเวลาน้อยๆ แต่จะเห็นผลได้เมื่อระยะทางนั้นยืดยาวออกไป โดยเฉพาะที่ต้องตีรันพันตูกันทีละ 200กว่ากม. กันสัก 5 ชม. ความแตกต่างเล็กๆตรงนี้ที่มันจะสะสมจนแสดงผลให้เห็นได้อย่างชัดเจน
พลังงานของกล้ามเนื้อที่มีจำกัด จึงไม่ควรเสียเปล่าไปกับน้ำหนักมวลรวมที่มากมายเกินเหตุ
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
- Rockman
- ขาประจำ
- โพสต์: 5233
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
- Tel: 0896026055
- team: ก้าง Die hard
- Bike: Trek madone 6.9
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ไม่โห่หรอกครับ...bambi เขียน:สงสัยคุณมนุษย์ก้อนหิน มีความรู้สึกว่าการที่มัน ใหลกว่า ตอนปล่อยฟรี มันก็ควรจะ สบายกว่า ตอนออกแรงปั่นทวนลม ใช่ปะ ??Rockman เขียน: จากข้อสรุปที่ผมเน้นสีแดง....จะสรุปได้ไหมว่าการที่รักษาความเร็วให้คงที่ในขณะที่มีแรงต้านลมเท่ากัน ราเลย์จะใช้แรงน้อยกว่า...ครับ..![]()
ตอบตามฟิสิกส์ล้วน ๆ ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ เพราะที่ความเร็วคงที่แรงต้านกับแรงถีบมันจะต้องเท่ากันพอดี ในเมื่อเราตั้งเงื่อนไขว่ารถทั้งสองมีแรงต้านเท่ากันแล้ว แรงถีบก็ต้องเท่ากันแน่ ๆ
แต่ถ้าตอบแค่นี้แล้วเดินหนี คงถูกโห่แน่ ๆ ใช่ ป่าว...![]()
เอาอย่างนี้ครับ เรามาสมมุติสถานการณ์ของการรักษาความเร็วคงที่ให้เป็นแบบวิดิโอกระตุก ๆ กัน โดยสมมุติว่าเราขี่กระตุก ๆ แบบ หยุด(ฟรีขา)-ถีบ-หยุด-ถีบ-หยุด-ถีบ....... ไปเรื่อย ๆ โดยพยายามให้ความเร็วในภาพรวมคงที่(เท่าเดิม)
จังหวะแรก พอเราฟรีขาแป็บ ความเร็วตก ราเลย์ตกน้อยกว่า CAAD ตกเยอะกว่า(จากที่เราพิจารณามาแล้ว)
จังหวะสอง ออกแรงถีบ ราเลย์ เราต้องทำให้มวลที่หนักเร็วขึ้นน้อยกว่า ในขณะที่ CAAD เราต้องทำให้มวลที่เบาเร็วขึ้นมากกว่า ซึ่งทำให้ผลรวมของการออกแรงถีบ เท่ากันได้ สรุป ก็คือ ทั้งสองกรณีลำบากเท่ากันครับ![]()
... ไม่รู้พอจะทำให้เสียงโห่ซาลงได้หรือเปล่านะ.....
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
-
zetathix
- สมาชิก
- โพสต์: 8
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ม.ค. 2013, 17:34
- Bike: T-T
- ตำแหน่ง: ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
อ่านแล้วได้ความรู้แบบลึกจริงๆครับ
ขออนุญาตแสดงความเห็นว่าน่าจะระบุตัวแปรอีกนิดนะครับ เช่น
1. ผู้ปั่นแข็งแรงระดับที่ปั่นรถหนักได้เร็วหรือไม่ คือหนักเบาก็อัดลงไปได้เต็มๆของขีดจำกัดของรถ
2. เส้นทางที่ใช้วัดผลกันว่าเป็นเส้นทางผสมมีขึ้นลงให้ไหลให้เติม หรือทางเรียบล้วนๆต้องจ้ำเติมตลอด มีโค้งหรือไม่ เพราะโค้งทำให้ลมปะทะในแนวทแยง ย่อมส่งผลมากกว่าปะทะตรงๆ
อาจทำให้ชี้วัดง่ายขึ้นนะครับ
แต่คิดว่ามันคงจะมีจุดที่มีประสิทธิภาพแค่ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่เหมาะที่สุดกับสถานการณ์หนึ่งๆ โดยในอีกสถานการณ์หนึ่งสมมติอาจล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ได้ครับ
แต่ก็เป็นแค่ความเห็นงูๆปลาๆนะครับ
ขออนุญาตแสดงความเห็นว่าน่าจะระบุตัวแปรอีกนิดนะครับ เช่น
1. ผู้ปั่นแข็งแรงระดับที่ปั่นรถหนักได้เร็วหรือไม่ คือหนักเบาก็อัดลงไปได้เต็มๆของขีดจำกัดของรถ
2. เส้นทางที่ใช้วัดผลกันว่าเป็นเส้นทางผสมมีขึ้นลงให้ไหลให้เติม หรือทางเรียบล้วนๆต้องจ้ำเติมตลอด มีโค้งหรือไม่ เพราะโค้งทำให้ลมปะทะในแนวทแยง ย่อมส่งผลมากกว่าปะทะตรงๆ
อาจทำให้ชี้วัดง่ายขึ้นนะครับ
แต่คิดว่ามันคงจะมีจุดที่มีประสิทธิภาพแค่ในช่วงใดช่วงหนึ่งที่เหมาะที่สุดกับสถานการณ์หนึ่งๆ โดยในอีกสถานการณ์หนึ่งสมมติอาจล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ได้ครับ
แต่ก็เป็นแค่ความเห็นงูๆปลาๆนะครับ
- StoneRoses
- ขาประจำ
- โพสต์: 3149
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 16:12
- Bike: Pinarello Dogma F8, Trek Speed Concept 9.9
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
1. แรงต้านอากาศ (Drag) แปรตามความเร็วยกกำลังสอง: Drag แปรผันกับ Speed^2
2. กำลัง (Power) ที่ใช้รักษาความเร็วคงที่ เท่ากับความเร็ว x Drag = Drag x Speed (ไม่เกี่ยวกับมวล)
3. จากหยุดนิ่งเร่งความเร็วไปจนถึงความเร็วคงค่าหนึ่งบนพื้นราบที่ไม่มีลมพัด (แปลว่าลมปะทะเกิดจากการเคลื่อนที่อย่างเดียว) ถ้าจะคิดงาน (works) ที่ต้องทำ มันจะต้องคิดจาก 3.1 งานที่ทำให้มวลเคลื่อนที่ (Kinetic Energy) + 3.2 งานที่ทำให้ส่วนต่างๆ หมุน (Rotational Energy หรือ Angular Kinetic Energy) + 3.3 งานที่ต้องใช้สู้กับแรงต้านอากาศ
ข้อ 3.1 และ 3.2 คิดได้ง่ายๆ ขึ้นอยู่กับมวล ความเร็ว และ Monoment of Inertia ของชิ้นส่วนหมุนต่างๆ ใช้สมการ 1/2mv^2 และ 1/2Iw^2 คิด ณ จุดความเร็วคงที่ สมมติมีรถหนักกะรถเบา Energy สองอย่างนี้ก็ต่างกันตามสัดส่วนน้ำหนักที่แตกต่างตามที่ อ.ลูยกไว้
ข้อ 3.3 จะยากหน่อย เพราะ Drag เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างไรถึงคำนวณได้ ที่สมเหตุสมผลที่สุดคือสมมติฐานว่า Power คงที่ (ตั้งสมมติฐานว่าความเร่ง a คงที่ไม่สมเหตุผล เพราะนั่นหมายถึง Power ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาความเร่งคงที่ ซึ่งผิดธรรมชาติ) 3.3 ต้องคิดจากการอินทีเกรตสมการ Work = Drag x Displacement (งาน = แรง x ระยะทาง) โดยเอาสมการ Drag มาใช้ ไม่ขอกล่าวในรายละเอียดแล้วกัน
ถ้าสมมติให้ P คงที่ รถที่หนักย่อมใช้เวลามากกว่าในการไปถึงความเร็วคงที่ที่ว่า เพราะ 3.1 และ 3.2 มันมากกว่า ซึ่งก็ส่งผลให้ 3.3 มากกว่าหน่อยด้วย เพราะใช้เวลานานกว่า
ช่วงรักษาความเร็วคงที่ รถทั้งสองคันคนขี่ใช้กำลังเท่ากันในการรักษาความเร็วตามสมการ 2
ช่วงปล่อยไหล (P=0) จนหยุด จะคล้ายๆ ข้อ 3 แต่จะกลับกันหน่อย คือ พลังงานจลน์และจลน์เชิงมุมที่สะสมในมวลเคลื่อนที่และมวลหมุน จะถูกใช้ไปสู้กับแรงต้านอากาศและแรงเสียดทานต่างๆ จนหมดไป รถหนักไหลไกลกว่า ความเร็วลดช้ากว่า ถ้าแอร์โร่เท่าๆ กัน การคำนวณก็ต้องใช้การอินทีเกรตสมการพลังงานเช่นกัน
โดยสรุป
รถหนัก และรถเบาที่มี drag เท่ากัน (แอโร่เท่าๆ กัน) รถหนักจะใช้เวลานานกว่าในการเร่งความเร็วขึ้นมา คนขี่ต้องทำงานมากกว่าเนื่องจากต้องสะสมพลังงานจลน์มากกว่า แถมยังใช้เวลาต้านอากาศในช่วงเร่งความเร็วนานกว่าอีกด้วย
ช่วงรักษาความเร็ว หนักหรือเบาไม่เกี่ยว
ช่วงปล่อยไหล หนักไหลไกล ไหลเร็วกว่าเบา
แถม
จาก 1 และ 2 จะได้ว่ากำลังแปรผันกับความเร็วยกกำลัง 3
พอเขาใจได้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมการขี่ความเร็วเพิ่มขึ้นแค่นิดเดียวมันถึงเหนื่อยกว่าเดิมมหาศาล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
โดยประมาณที่ผมขี่ การขี่คงความเร็ว 40km/h (11.11 m/s) ใช้กำลังประมาณ 230W ลองประมาณเป็น Drag ก็จะได้
230Watts = Drag x 11.11 m/s
Drag = 20.7N หรือ 2.11 กิโลกรัมฟอร์ซ
ถ้าจะขี่ให้ได้ 44km/h หรือเร็วขึ้น 10% หรือ 1.1 เท่า จะต้องใช้กำลังมากขึ้น 1.1^3 หรือ 1.331 เท่า (เพิ่มขึ้น 33.1%) หรือ 306Watts
2. กำลัง (Power) ที่ใช้รักษาความเร็วคงที่ เท่ากับความเร็ว x Drag = Drag x Speed (ไม่เกี่ยวกับมวล)
3. จากหยุดนิ่งเร่งความเร็วไปจนถึงความเร็วคงค่าหนึ่งบนพื้นราบที่ไม่มีลมพัด (แปลว่าลมปะทะเกิดจากการเคลื่อนที่อย่างเดียว) ถ้าจะคิดงาน (works) ที่ต้องทำ มันจะต้องคิดจาก 3.1 งานที่ทำให้มวลเคลื่อนที่ (Kinetic Energy) + 3.2 งานที่ทำให้ส่วนต่างๆ หมุน (Rotational Energy หรือ Angular Kinetic Energy) + 3.3 งานที่ต้องใช้สู้กับแรงต้านอากาศ
ข้อ 3.1 และ 3.2 คิดได้ง่ายๆ ขึ้นอยู่กับมวล ความเร็ว และ Monoment of Inertia ของชิ้นส่วนหมุนต่างๆ ใช้สมการ 1/2mv^2 และ 1/2Iw^2 คิด ณ จุดความเร็วคงที่ สมมติมีรถหนักกะรถเบา Energy สองอย่างนี้ก็ต่างกันตามสัดส่วนน้ำหนักที่แตกต่างตามที่ อ.ลูยกไว้
ข้อ 3.3 จะยากหน่อย เพราะ Drag เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างไรถึงคำนวณได้ ที่สมเหตุสมผลที่สุดคือสมมติฐานว่า Power คงที่ (ตั้งสมมติฐานว่าความเร่ง a คงที่ไม่สมเหตุผล เพราะนั่นหมายถึง Power ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาความเร่งคงที่ ซึ่งผิดธรรมชาติ) 3.3 ต้องคิดจากการอินทีเกรตสมการ Work = Drag x Displacement (งาน = แรง x ระยะทาง) โดยเอาสมการ Drag มาใช้ ไม่ขอกล่าวในรายละเอียดแล้วกัน
ถ้าสมมติให้ P คงที่ รถที่หนักย่อมใช้เวลามากกว่าในการไปถึงความเร็วคงที่ที่ว่า เพราะ 3.1 และ 3.2 มันมากกว่า ซึ่งก็ส่งผลให้ 3.3 มากกว่าหน่อยด้วย เพราะใช้เวลานานกว่า
ช่วงรักษาความเร็วคงที่ รถทั้งสองคันคนขี่ใช้กำลังเท่ากันในการรักษาความเร็วตามสมการ 2
ช่วงปล่อยไหล (P=0) จนหยุด จะคล้ายๆ ข้อ 3 แต่จะกลับกันหน่อย คือ พลังงานจลน์และจลน์เชิงมุมที่สะสมในมวลเคลื่อนที่และมวลหมุน จะถูกใช้ไปสู้กับแรงต้านอากาศและแรงเสียดทานต่างๆ จนหมดไป รถหนักไหลไกลกว่า ความเร็วลดช้ากว่า ถ้าแอร์โร่เท่าๆ กัน การคำนวณก็ต้องใช้การอินทีเกรตสมการพลังงานเช่นกัน
โดยสรุป
รถหนัก และรถเบาที่มี drag เท่ากัน (แอโร่เท่าๆ กัน) รถหนักจะใช้เวลานานกว่าในการเร่งความเร็วขึ้นมา คนขี่ต้องทำงานมากกว่าเนื่องจากต้องสะสมพลังงานจลน์มากกว่า แถมยังใช้เวลาต้านอากาศในช่วงเร่งความเร็วนานกว่าอีกด้วย
ช่วงรักษาความเร็ว หนักหรือเบาไม่เกี่ยว
ช่วงปล่อยไหล หนักไหลไกล ไหลเร็วกว่าเบา
แถม
จาก 1 และ 2 จะได้ว่ากำลังแปรผันกับความเร็วยกกำลัง 3
พอเขาใจได้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมการขี่ความเร็วเพิ่มขึ้นแค่นิดเดียวมันถึงเหนื่อยกว่าเดิมมหาศาล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
โดยประมาณที่ผมขี่ การขี่คงความเร็ว 40km/h (11.11 m/s) ใช้กำลังประมาณ 230W ลองประมาณเป็น Drag ก็จะได้
230Watts = Drag x 11.11 m/s
Drag = 20.7N หรือ 2.11 กิโลกรัมฟอร์ซ
ถ้าจะขี่ให้ได้ 44km/h หรือเร็วขึ้น 10% หรือ 1.1 เท่า จะต้องใช้กำลังมากขึ้น 1.1^3 หรือ 1.331 เท่า (เพิ่มขึ้น 33.1%) หรือ 306Watts
- Rockman
- ขาประจำ
- โพสต์: 5233
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
- Tel: 0896026055
- team: ก้าง Die hard
- Bike: Trek madone 6.9
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ขอบคุณครับ..ได้ข้อคิดและทบทวนความรู้กลับมาอีกด้วย...StoneRoses เขียน:1. แรงต้านอากาศ (Drag) แปรตามความเร็วยกกำลังสอง: Drag แปรผันกับ Speed^2
2. กำลัง (Power) ที่ใช้รักษาความเร็วคงที่ เท่ากับความเร็ว x Drag = Drag x Speed (ไม่เกี่ยวกับมวล)
3. จากหยุดนิ่งเร่งความเร็วไปจนถึงความเร็วคงค่าหนึ่งบนพื้นราบที่ไม่มีลมพัด (แปลว่าลมปะทะเกิดจากการเคลื่อนที่อย่างเดียว) ถ้าจะคิดงาน (works) ที่ต้องทำ มันจะต้องคิดจาก 3.1 งานที่ทำให้มวลเคลื่อนที่ (Kinetic Energy) + 3.2 งานที่ทำให้ส่วนต่างๆ หมุน (Rotational Energy หรือ Angular Kinetic Energy) + 3.3 งานที่ต้องใช้สู้กับแรงต้านอากาศ
ข้อ 3.1 และ 3.2 คิดได้ง่ายๆ ขึ้นอยู่กับมวล ความเร็ว และ Monoment of Inertia ของชิ้นส่วนหมุนต่างๆ ใช้สมการ 1/2mv^2 และ 1/2Iw^2 คิด ณ จุดความเร็วคงที่ สมมติมีรถหนักกะรถเบา Energy สองอย่างนี้ก็ต่างกันตามสัดส่วนน้ำหนักที่แตกต่างตามที่ อ.ลูยกไว้
ข้อ 3.3 จะยากหน่อย เพราะ Drag เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างไรถึงคำนวณได้ ที่สมเหตุสมผลที่สุดคือสมมติฐานว่า Power คงที่ (ตั้งสมมติฐานว่าความเร่ง a คงที่ไม่สมเหตุผล เพราะนั่นหมายถึง Power ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาความเร่งคงที่ ซึ่งผิดธรรมชาติ) 3.3 ต้องคิดจากการอินทีเกรตสมการ Work = Drag x Displacement (งาน = แรง x ระยะทาง) โดยเอาสมการ Drag มาใช้ ไม่ขอกล่าวในรายละเอียดแล้วกัน
ถ้าสมมติให้ P คงที่ รถที่หนักย่อมใช้เวลามากกว่าในการไปถึงความเร็วคงที่ที่ว่า เพราะ 3.1 และ 3.2 มันมากกว่า ซึ่งก็ส่งผลให้ 3.3 มากกว่าหน่อยด้วย เพราะใช้เวลานานกว่า
ช่วงรักษาความเร็วคงที่ รถทั้งสองคันคนขี่ใช้กำลังเท่ากันในการรักษาความเร็วตามสมการ 2
ช่วงปล่อยไหล (P=0) จนหยุด จะคล้ายๆ ข้อ 3 แต่จะกลับกันหน่อย คือ พลังงานจลน์และจลน์เชิงมุมที่สะสมในมวลเคลื่อนที่และมวลหมุน จะถูกใช้ไปสู้กับแรงต้านอากาศและแรงเสียดทานต่างๆ จนหมดไป รถหนักไหลไกลกว่า ความเร็วลดช้ากว่า ถ้าแอร์โร่เท่าๆ กัน การคำนวณก็ต้องใช้การอินทีเกรตสมการพลังงานเช่นกัน
โดยสรุป
รถหนัก และรถเบาที่มี drag เท่ากัน (แอโร่เท่าๆ กัน) รถหนักจะใช้เวลานานกว่าในการเร่งความเร็วขึ้นมา คนขี่ต้องทำงานมากกว่าเนื่องจากต้องสะสมพลังงานจลน์มากกว่า แถมยังใช้เวลาต้านอากาศในช่วงเร่งความเร็วนานกว่าอีกด้วย
ช่วงรักษาความเร็ว หนักหรือเบาไม่เกี่ยว
ช่วงปล่อยไหล หนักไหลไกล ไหลเร็วกว่าเบา
แถม
จาก 1 และ 2 จะได้ว่ากำลังแปรผันกับความเร็วยกกำลัง 3
พอเขาใจได้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมการขี่ความเร็วเพิ่มขึ้นแค่นิดเดียวมันถึงเหนื่อยกว่าเดิมมหาศาล
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
โดยประมาณที่ผมขี่ การขี่คงความเร็ว 40km/h (11.11 m/s) ใช้กำลังประมาณ 230W ลองประมาณเป็น Drag ก็จะได้
230Watts = Drag x 11.11 m/s
Drag = 20.7N หรือ 2.11 กิโลกรัมฟอร์ซ
ถ้าจะขี่ให้ได้ 44km/h หรือเร็วขึ้น 10% หรือ 1.1 เท่า จะต้องใช้กำลังมากขึ้น 1.1^3 หรือ 1.331 เท่า (เพิ่มขึ้น 33.1%) หรือ 306Watts
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
- DraftBeer
- ขาประจำ
- โพสต์: 4472
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2008, 17:08
- Tel: 0814461178
- team: รั้งท้ายทีมลื่นไหล
- Bike: Dale-Red, Venge-Red, Titanos-XX1, Tendem, CRF250X, MSX
- ตำแหน่ง: 15 ซ.ผาสุก2 ถ.กาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
จากด้านบน
ยังมีแรงเสียดทานระหว่างยางกับถนนที่เพิ่มขึ้น
แรงกดที่เพิ่มขึ้นในชุดดุมล้อ
อันเนื่องมาจากน้ำหนักมากกว่า
ทำให้รถหนักรักษาความเร็วได้แย่กว่า
.
.
.

ยังมีแรงเสียดทานระหว่างยางกับถนนที่เพิ่มขึ้น
แรงกดที่เพิ่มขึ้นในชุดดุมล้อ
อันเนื่องมาจากน้ำหนักมากกว่า
ทำให้รถหนักรักษาความเร็วได้แย่กว่า
.
.
.
>> ☞ ห า ด ใ ห ญ่ ลื่ น ไ ห ล ► ► ► ► ที ม เ ร า ไ ม่ ไ ด้ มี แ ค่ จั ก ร ย า น !
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
คุณStoneRoses วิศวกรมาตอบแล้ว แจ่มเลย ขอบคุณมากๆเลยครับ
กำลัง แปรผันตามความเร็วยกกำลัง 3
ตอนนี้ ผมปั่นเฉลี่ย 31.2 กม/ชม norm power = 130watt ระยะทาง 50 กม.
ถ้าอยากจะได้เฉลี่ย 35 กม/ชม ความเร็วเพิ้มขึ้นอีก 1.12 เท่า
จะต้องใช้กำลังเพิ่มขึ้น 1.12 ยกกำลัง 3 เท่า หรือ 1.4 เท่า
นั่นคือผมต้องมี norm power = 130 x 1.4 = 182 watts
โย่วววว ต้องขุนให้ได้ ftp อย่างน้อย 220 watts
จะไหวไหมเนี่ย
กำลัง แปรผันตามความเร็วยกกำลัง 3
ตอนนี้ ผมปั่นเฉลี่ย 31.2 กม/ชม norm power = 130watt ระยะทาง 50 กม.
ถ้าอยากจะได้เฉลี่ย 35 กม/ชม ความเร็วเพิ้มขึ้นอีก 1.12 เท่า
จะต้องใช้กำลังเพิ่มขึ้น 1.12 ยกกำลัง 3 เท่า หรือ 1.4 เท่า
นั่นคือผมต้องมี norm power = 130 x 1.4 = 182 watts
โย่วววว ต้องขุนให้ได้ ftp อย่างน้อย 220 watts
จะไหวไหมเนี่ย
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
ทะเล
- ขาประจำ
- โพสต์: 1341
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 มี.ค. 2010, 15:33
- Bike: ๋่Jamis
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
จขกท ตั้งคำถามอะไรก็ไม่รู้ กรูอ่านไม่รู้เรื่องเลย 
- ไฟล์แนบ
-
- กรูปวด head.png (20.69 KiB) เข้าดูแล้ว 149 ครั้ง
-
Democrazy
- ขาประจำ
- โพสต์: 1702
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2008, 12:29
- Tel: 0846605533
- team: Cycle Square Rama 3
- Bike: Bianchi Oltre XR2
- ติดต่อ:
Re: สงสัยครับ รถน้ำหนัก 10 โล รถน้ำหนัก 6.8 โล ถ้าปั่นคู่กันทวนลม ใครจะไปได้ดีกว่ากันครับ
ขอบคุณพี่ๆน้าๆทุกท่านที่ให้ความรู้ในเชิงลึกมากๆครับ แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่าสำหรับผมรถหนัก 10 โล ปั่นสู้ลมได้ดีกว่า รถหนัก 6.8 โล (Experience triumphs Knowledge)
สำหรับเรื่องวัตต์ที่ใช้ว่ารถหนักรถเบาใช้วัตต์เท่าๆกันในการรักษาความเร็วนั้นใช่แน่นอนครับ แต่มันมีอะไรมากกว่าวัตต์ที่ทำให้รถหนักฝ่าลมได้ดีกว่า
ถ้าให้อธิบายในเชิงวิชาการ ตามความคิดของผม การออกแรงปั่นจักรยานของเรา ไม่ใช่มอเตอร์ไฟฟ้าที่จะส่งแรงได้สม่ำเสมอเท่ากันตลอดวงรอบการปั่น (จะมีช่วง Dead Spot ในแต่ละรอบการปั่น) จังหวะที่เราต้องออกแรงมากที่สุดคือจังหวะที่เราเหยียบลูกบันไดลง และในช่วงวินาทีที่เราผ่อนกล้ามเนื้อหลังจากเหยียบ กระแสลมสวนที่พัดมาก็จะทำให้ความเร็วที่ Keep อยู่นั้นตกลง ซึ่งรถที่เบาความเร็วก็จะตกลงมากกว่ารถที่หนัก ทำให้จังหวะที่เหยียบในอีกครั้งนั้นรถเบาต้องออกแรงเหยียบหนักกว่าในการดึงความเร็วให้ขึ้นมาสู่จุดเดิม (ไม่มีใครปั่นได้เนียนกลม 100% แน่นอนครับ - จากที่เคยเทสโปรแกรม Spinscan ของ Computrainer มา นักปั่นที่ออกแรงปั่นได้เนียนจะทำคะแนนได้ประมาณ 70-80%)
หรืออีกกรณีหากมีการฟรีขาร่วม สมมุติว่าความเร็วที่ขี่อยู่ 40 km/hr ในสถานการณ์ลมสวนแรงๆ หากฟรีขา 2 วินาที รถเบา 6.8 โล ความเร็วอาจตกเหลือ 37 km/hr ส่วนรถหนัก 10 โล ความเร็วตกเหลือ 38.5 km/hr ทำให้รถเบาต้องออกแรงมากกว่ารถหนักในการดึงความเร็วกลับมาที่ 40/ km/hr
ไม่รู้อธิบายงูๆปลาๆแบบนี้จะเข้าใจกันไหมนะครับ
จริงๆมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวด้วยคือน้ำหนักตัวผู้ขี่ ซึ่งส่งผลมากกว่าน้ำหนักจักรยานเสียอีก(เพราะมีน้ำหนักมากกว่าจักรยานถึง 10 เท่า) ดังนั้นใครที่อ้วนอาจจะไม่รู้สึกว่ารถหนักฝ่าลมได้ดีกว่า เพราะน้ำหนักรถที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวแล้วไม่ได้ส่งผลให้รู้สึกได้
หลักการที่อาจนำมาเทียบเคียงได้คือ Flywheel ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Flywheels
"They provide continuous energy when the energy source is discontinuous" ซึ่งตรงกับการออกแรงปั่นของเราที่มีลักษณะไม่ต่อเนื่อง
สำหรับเรื่องวัตต์ที่ใช้ว่ารถหนักรถเบาใช้วัตต์เท่าๆกันในการรักษาความเร็วนั้นใช่แน่นอนครับ แต่มันมีอะไรมากกว่าวัตต์ที่ทำให้รถหนักฝ่าลมได้ดีกว่า
ถ้าให้อธิบายในเชิงวิชาการ ตามความคิดของผม การออกแรงปั่นจักรยานของเรา ไม่ใช่มอเตอร์ไฟฟ้าที่จะส่งแรงได้สม่ำเสมอเท่ากันตลอดวงรอบการปั่น (จะมีช่วง Dead Spot ในแต่ละรอบการปั่น) จังหวะที่เราต้องออกแรงมากที่สุดคือจังหวะที่เราเหยียบลูกบันไดลง และในช่วงวินาทีที่เราผ่อนกล้ามเนื้อหลังจากเหยียบ กระแสลมสวนที่พัดมาก็จะทำให้ความเร็วที่ Keep อยู่นั้นตกลง ซึ่งรถที่เบาความเร็วก็จะตกลงมากกว่ารถที่หนัก ทำให้จังหวะที่เหยียบในอีกครั้งนั้นรถเบาต้องออกแรงเหยียบหนักกว่าในการดึงความเร็วให้ขึ้นมาสู่จุดเดิม (ไม่มีใครปั่นได้เนียนกลม 100% แน่นอนครับ - จากที่เคยเทสโปรแกรม Spinscan ของ Computrainer มา นักปั่นที่ออกแรงปั่นได้เนียนจะทำคะแนนได้ประมาณ 70-80%)
หรืออีกกรณีหากมีการฟรีขาร่วม สมมุติว่าความเร็วที่ขี่อยู่ 40 km/hr ในสถานการณ์ลมสวนแรงๆ หากฟรีขา 2 วินาที รถเบา 6.8 โล ความเร็วอาจตกเหลือ 37 km/hr ส่วนรถหนัก 10 โล ความเร็วตกเหลือ 38.5 km/hr ทำให้รถเบาต้องออกแรงมากกว่ารถหนักในการดึงความเร็วกลับมาที่ 40/ km/hr
ไม่รู้อธิบายงูๆปลาๆแบบนี้จะเข้าใจกันไหมนะครับ
หลักการที่อาจนำมาเทียบเคียงได้คือ Flywheel ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Flywheels
"They provide continuous energy when the energy source is discontinuous" ซึ่งตรงกับการออกแรงปั่นของเราที่มีลักษณะไม่ต่อเนื่อง
แก้ไขล่าสุดโดย Democrazy เมื่อ 27 ม.ค. 2013, 23:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
"เทคนิคการปั่นเสือหมอบ"
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=129&t=6760
"Prowut Bike Fitting"
https://www.facebook.com/prowut.bikefitting
"Power tends to corrupt and Absolute Power corrupts absolutely". Lord Acton
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=129&t=6760
"Prowut Bike Fitting"
https://www.facebook.com/prowut.bikefitting
"Power tends to corrupt and Absolute Power corrupts absolutely". Lord Acton