ยาวมากเท่าๆกับทางรถยนต์
พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ....ทุกๆเส้นทางรถยนต์ จะมีเลนจักรยานตีคู่ไป
แต่จะเรียกว่าตีคู่ตลอดก็ไม่ถูกนัก เพราะบางทีก็มีไขว้
มีสวนเลนทางรถ
มีห้ามวิ่งขนาน-แต่โยงไปให้วิ่งเลนตรงข้าม
มีทางห้ามรถยนต์เข้า อนุญาตเฉพาะจักรยานเท่านั้น
บางทีรวบไปเป็นส่วนหนึ่งของทางในสวนสาธารณะ
ทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นทางจักรยานแน่...เพราะมีสัญลักษณ์ชัดเจน
แต่พูดจิงๆนะครับ.....แรกแรกแม่งงงมาก-ขี่ไม่ง่ายหรอก
เพราะกฎเกณท์มันเยอะ...อ้าวเส้นนี้ไปได้ เส้นนี้ไม่ให้ไป
ขี่ขี่ไปสัญลักษณ์หายไปไหนวะ? ต้องคอยชำเลืองหาว่ามันไปโผล่ทางไหน
ใช้เวลานานพอดู (สำหรับผม ก็เกือบจะกลับนั่นล่ะครับ) กว่าจะชิน
ที่กฎของทางจักรยานเยอะ-โยกนู่น-ไขว้นี่บ่อยๆ....ผมเข้าใจว่า เป็นเพราะว่า เมืองมันแน่นมาก
แค่ถนนปกติก้รองรับรถยนตเอี้ยดๆแล้ว (ปารีสนี่ตั้งเป็นเมืองในตำแหน่งเดิมนี้มานานมาก..เกินพันปีอีกนะครับ)
แต่รัฐก็ยังมีความตั้งใจดี-นึกถึงว่าต้องจัดหาเส้นทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมให้ จกย.ด้วย
มันก็เลยเป็นในรูปแบบนี้แหละคับ
แต่จะว่าไปแล้ว.... ทางจักรยานในปารีสนี่ มีอะไรที่คล้ายกับภาษาฝรั่งเศสเหมือนกันนะคับ
นั่นคือ กฎเกณท์เยอะ บางทีเยอะเกินไปชิบหาย และก้มีข้อยกเว้นจากกฎนั้นอยู่แยะด้วย
แต่รวมๆพอใช้แล้วมีประสิทธิภาพมาก (ภาษาฝรั่งเศสถือว่าเป็นภาษาที่ชัดเจนที่สุดในโลกภาษาหนึ่งนะครับ เพราะมันใช้เพศระบุความเกี่ยวเนื่องของกริยา-ส่วนขยายกับประธาน ทำให้ปิดโอกาสการตีความอันคลาดเคลื่อนทั้งหมด......ยกตัวอย่างให้เห็น เช่น
ถ้าใครพูดว่า...เขากินข้าวผัดกับเมีย.....ประโยคนี้ก็เป็นไปได้สองกรณี ทั้งที่ผู้พูดสังกัดเผ่ากินคนและจับเมียมาย่างกินแกล้มข้าวผัด และเขาแค่นั่งกินข้าวผัดโดยมีเมียนั่งเป็นเพื่อน
แต่ความเข้าใจผิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในภาษาฝรั่งเศส เพราะแต่ละประโยคจะระบุชัดว่า กริยานี่ของใคร-บทขยายนี่ของใคร-และกรรมนี้ของใคร
ด้วยความชัดเจนนี้เอง ที่ทำให้ในการติดต่อเชิงกฎหมายสากลที่ต้องการความชัวร์นั้น-นิยมเขียนในภาษานี้ครับ)
ส่วนผู้คนเอง..ก็ไม่ถึงกับให้เกียรติมากมายนักแบบ ญป.ที่ถือจักรยานเป็นเบอรหนึ่ง เห็นจะข้ามต้องจอด...
แต่เค้าก็ดูจะเข้าใจและอดทนได้นะครับ (คือเห็นขี่ผิดเลนก็ไม่ด่า-ฝ่าไฟแดงก็ไม่เป็นเรื่องราวอะไร-ขี่บนถนนแคบๆก็ไม่จี้ตูดไล่ แค่บีบแตรเตือนจิ๊ดเดียวเท่านั้น)
ผมว่าคนจีนกะคนฝรั้งเศสนี่เหมือนกันอย่าง
เวลาที่ผมทำเซ่อซ่าบนท้องถนนอย่างคนต่างถิ่น
ทั้งคู่จะสื่อสารกับผม(อาจเป้นการเตือน-หรือทักทาย-หรือสดุดี เป็นไปได้หมดแล้วแต่การตีความเชิงสัญลักษณ์) ด้วยนิ้วเหมือนกัน
ต่างกันที่
คนจีนหันหลังมือและชูด้วยนิ้วกลาง-กำปั้นกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูนโปด-ชูเฉียงออกจากตัวจนสุดแขน
แต่คนฝรั่งเศสกำมือหลวมๆ หันด้านฝ่ามืออกมา และใช้นิ้วชี้นิ้วเดียวโบกไปทางซ้ายทีขวาทีื ดุกดิกๆ
........