ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
- nuter
- ขาประจำ
- โพสต์: 164
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2008, 12:45
- team: one man show
- Bike: scott scale70 2009
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ขอออกตอนเช้าสักหน่อยได้ไหม ช่วงนี้อ้วน ขอลดน้ำหนักก่อน ถ้าลดได้จะออกเฉพาะตอนเย็น

SCOTT SCALE70 2009
-
popun
- สมาชิก
- โพสต์: 35
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2009, 02:15
- Tel: 0891075422
- Bike: trek 4300, japan folding bike
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
อยากออก...ตอนเช้าบ้างจัง แต่ดันนอนเอาซะขนาดนี้
เมื่อไรจะได้ทำ น้า.........

เมื่อไรจะได้ทำ น้า.........
-
Kornwicton
- ขาประจำ
- โพสต์: 327
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2009, 03:44
- Tel: 087-9565356
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพฯบุรีรัมย์
- Bike: Trek 1.9 Gary Fisher
- ตำแหน่ง: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพฯบุรีรัมย์
- ติดต่อ:
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
นอนดึก ตื่นเช้าไม่ค่อยไหว อยากปั่นตอนเช้าจังเลยย
- tkhacker
- ขาประจำ
- โพสต์: 157
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มิ.ย. 2009, 10:42
- team: กลิ่นลำดวน จ.ศรีสะเกษ
- Bike: wheeler raceline MTB
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
สำหรับผม กินแต่น้ำครับ...แต่ถ้าวันไหนจะออกทริปไกลๆหรือเข้าป่า
ก็หาขนมปังซักชิ้นสองชิ้น...ตบด้วยน้ำ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ
ก็หาขนมปังซักชิ้นสองชิ้น...ตบด้วยน้ำ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ
กำขี้ดีกว่าตด...แต่ถ้าขี้สดๆ...ขอกำตดดีกว่า
- tassanaija
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ค. 2009, 22:07
- Tel: 085-1869022
- Bike: LA BLACK LINE
- ตำแหน่ง: อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
วันอาทิตย์ตอนเช้าครับ วันจันทร์-เสาร์ ตอนดึกครับเพราะเลิกงานอย่างเร็วก็สามทุ่มแล้ว แต่ชอบวันอาทิตย์ครับ
-
NaiOngSa
- สมาชิก
- โพสต์: 65
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ค. 2009, 20:52
- Tel: 081-XXX-XXXX
- team: สอบ.
- Bike: -
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดีๆ
- eakapongs
- ขาประจำ
- โพสต์: 146
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2008, 06:03
- Bike: Salsa Ala Carte, Ritchey Logic Road
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ข้อความข้างล่างเป็นของป๋า Lucifer แห่ง Bike love.com
ว่าด้วยเรื่องการออกกำลังการเช้าหรือเย็น อันไหนดีกว่ากัน เขียนไว้เมื่อปี 49 ครับ
น่าสนใจที่ท่านไม่เห็นด้วยกับการสรุปว่า ออกกำลังกายตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า
http://www.bikeloves.com/board_qa/show_ ... p?qID=7446
***********************************************
บทความข้างต้นนี่ก็ออกจะด่วนสรุป ปุบปับไปหน่อย ทั้งนี้เพราะรายละเอียดปลีกย่อยมันยังมีอีกครับ
อาทิ เช่น ในช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะต่ำที่สุด เพราะเหตุผลคร่าวๆดังที่บทความนี้ว่าไว้ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นจะถูกควบคุมไว้ด้วยHormoneหลายๆตัว เช่น Hormoneจากต่อมหมวกไต , Hormoneจากตับอ่อน ซึ่งHormoneเหล่านี้จะมีระดับที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบวัน หรือทีเรียกว่า diurnal variation หรือเหมือนที่เขาอธิบายง่ายๆว่าในร่างกายเราจะมี Bioclock ทำหน้าที่คล้ายนาฬิกาปลุกว่าถึงเวลาที่จะต้องหลั่งHormoneตัวโน้นตัวนี้ ครับเวลาที่เรานอนหลับนั้น Hormoneที่ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดจะมีปริมาณที่น้อยกว่าในเวลาที่ เราตื่น
ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าหลังจากตื่นนอนใหม่ๆจะมีข้อเสียตรงที่
1. ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในปริมาณที่ต่ำ
2. กล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด ยังไม่ได้รับการยืด
3. ระดับอุณหภูมิในร่างกายยังต่ำอยู่
พูดง่ายๆว่าเหมือนกับเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ทำการwarm up มาเลย ประสิทธิภาพต่างๆของร่างกายจึงยังไม่ดีพอ หากจะออกกำลังกายในช่วงเช้าต้องทำเช่นไร
1. คุณต้องวอร์มอัพมากกว่าที่เคยทำในการออกกำลังกายตอนเย็น เพื่อให้อุณหภูมิของร่างกายไต่ระดับขึ้นมาถึงระดับที่เหมาะสม และต้องยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นให้ดีเสียก่อน เพื่อลดอาการบาดเจ็บ
2. คุณจะออกกำลังกายได้ในระดับที่ไม่สูงนัก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่ยังต่ำอยู่ จะทำให้คุณไม่สามารถออกกำลังกายที่ระดับความหนักมากๆได้ ที่เขาขู่ไว้หนะ ใช่เหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ หาก คุณเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ร่างกายจะใช้พลังงานจากภายในกล้ามเนื้อ มาเป็นพลังงานในช่วงแรกก่อน แล้วจึงเอาน้ำตาลในเลือดมาใช้เป็นพลังงาน และร่างกายจะเริ่มสลายไขมันมาใช้เป็นแหล่งต้นกำเนิดพลังงาน ยิ่งคนออกกำลัง กายเบาเท่าไหร่ จุดสมดุลที่ไขมันจะถูกใช้เป็นพลังงานได้พอเพียงก็จะมาถึง เร็วยิ่งขึ้น ( ลองอ่านดูในเรื่อง HRM บอกอะไรเราได้บ้าง ) แน่นอนครับ มันต้องใช้เวลา หากคุณออกกำลังในระดับAerobicเพียวๆ ไม่มีการกระหน่ำAnaerobic แบบหัวใจเต้นทะลุ 92% MHR หละก้อ ไขมันมันจะถูกเอามาใช้เป็นพลังงานได้ดี )
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ ตับจะสะสมGlycogen คิดเป็นพลังงานสำรองได้ประมาณ 2200 KCal ซึ่งหากคุณเริ่มออกกำลังกายเบาๆไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะส่งสัญญาณให้ไปกดATM เบิกน้ำตาลจากตับออกมาให้ใช้ได้เอง และถ้าคุณไม่ได้เล่นอะไรที่มันหนักหนา สาหัสอย่างที่ผมบอกไว้แล้วข้างต้น แน่นอนครับ ไขมันที่เหลือคิดเป็นพลังงานสะสมหลายหมื่นKCal ในร่างกายก็จะถูกนำมาใช้เช่นกัน เพียงแต่บางครั้งอาจจะต้องเบิกน้ำตาลมาใช้ล่วงหน้าก่อน ถ้าทุนรอนคุณไม่ดีเพราะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ กว่าสัญญาณATMจะส่งไปถึงตับ ได้ บางทีก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลังเหมือนกัน
ข้อเท็จจริงที่จะต้องแจ้งให้ทราบก็คือว่า ร่างกายเป็นระบบอัจฉริยะ ไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต หากคุณเริ่มต้นออกกำลังกายในทุกๆเช้าติดต่อกัน BioclockของคุณจะถูกResetใหม่ ระดับHormoneที่เกี่ยวข้อง เช่น Stress hormone ก็จะเลื่อนปรับเวลาทำการให้หลั่งออกมาเร็วขึ้น ไม่งั้นพวกนักมวยที่ตื่นมาวิ่งตอนเช้าคงจะตายกันหมดโลกแล้ว ที่ เขาไม่ตายเพราะว่าเขาฝึกแบบนั้นมาช้านานแล้ว ร่างกายเขาปรับตัวได้ ร่าง กายมีการใช้ไขมันเป็นพลังงาน และเบิกจ่ายน้ำตาลจากการสลายไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อได้เร็วทันท่วง ที ระดับของStress hormone ก็ปรับเปลี่ยนเวลาทำการ ทำให้มีระดับHormoneเหล่านี้เพียงพอสำหรับการใช้งานในยามเช้า อ้อ แล้วนักกีฬากลุ่มนี้เขารับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณที่สูง ร่วมกับการฝึกอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจึงมีไกลโคเจนสะสมทั้งที่ในตับ และในกล้ามเนื้อได้มากกว่าพวกเราที่ไม่ได้ฝึกแบบนั้น
ฉะนั้น ไม่มีใครตายจากการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีในยามเช้า
*****************************************
ต่อมาเรื่องมื้ออาหาร
เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะเพิ่มปริมาณเลือดสูบฉีดจากหัวใจขึ้นอีกประมาณ 10%(ถ้าผมจำไม่ผิด เพราะมันเป็นบทเรียนที่เคยสอนนศพ.มาเมื่อร่วมๆจะ 20 ปีแล้ว ) เพราะหลอดเลือดที่มาเลี้ยงระบบทางเดินอาหารจะมีการขยายตัว เพื่อเพิ่มเลือดมาเลี้ยงนั่นเอง
ทำไมต้องเพิ่มเลือดมาเลี้ยง? เพราะ
1. เมื่อมีอาหารหล่นลงมา ระบบทางเดินอาหารก็จะต้องทำงานมากขึ้น (* ปกติมันก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่มันก็จะมีการเคลื่อนไหว ไล่อาหารที่ถูกย่อยแล้ว ไปปลายทาง ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน อันนี้ถือเป็นการทำงานขั้นพื้นฐาน * ) การทำงานของระบบทางเดินอาหารไม่ใช่ระบบคอรัปชั่นนะ คือ ไม่ได้เอาอาหารที่หล่นลงมา มาใช้เสียเอง แต่ต้องอาศัยอาหารที่ส่งมาทางกระแสเลือดนั่นแหละ เหมือนคนทำ งานกินเงินเดือนเหมือนกัน 55555
2. อาหารที่หล่นลงมาในกระเพาะอาหารจะใช้เวลาในการบด บีบ และไล่ให้พ้นจากกระเพาะอาหารจนหมดไปภายในเวลา 1-6 ชม.( ขึ้นกับปริมาณ และชนิดของอาหาร และอิทธิพลของยาหรือสารบางอย่าง ) อาหารจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก เพื่อย่อยให้เป็นโมเลกุลย่อยๆ และถูกดูดซึม ตอนนี้แหละที่จะต้องอาศัยเลือดที่ผ่านมามากๆ คิดง่ายๆก็เหมือนชั่วโมงเร่งด่วนหนะ เช่นตอนเช้า BTSก็ต้องเพิ่มเที่ยวเดินรถใช่ป่าว เรื่องคล้ายๆกันแหละครับ เลือดที่ต้องมาเพิ่มนี้ก็ได้จากการที่หัวใจเพิ่ม การทำงาน และหลอดเลือดที่มาเลี้ยงทางเดินอาหารขยายตัว
นั่นคือ ปริมาณเลือดส่วนหนึ่งจะมากองกันอยู่แถวทางเดินอาหาร ( เลือดจะพาสารอาหารเหล่านี้ไปซักฟอก เรียบเรียง กลั่นกรอง แปลงสาส์น กันที่ตับอีกทีหนึ่ง บางส่วนผ่านตับมาเข้ากระแสเลือด แล้วก็เวียนผ่านกลับมาที่ตับอีกนั่นแหละ วนๆเวียนๆไปเรื่อยๆ อะไรต้องใช้ ก่อน เช่น น้ำตาลก็อาจจะเอาไปใช้เลย อะไรไม่ต้องรีบใช้ เช่น ไขมัน ก็เอาไปเก็บซุกๆซ่อนๆไว้ )
ถ้าภายใน 2 ชม. หลังอาหารแล้วเราไปเล่นกีฬา จะเกิดอะไรขึ้น?? มาดูข้อเท็จจริงกัน
ร่างกายให้ความสำคัญกับอวัยวะหลักๆ คือ สมอง และ หัวใจ ไว้ในอันดับต้นๆ รองลงมาก็จะเป็นตับ ไต และอวัยวะภายในช่องท้อง ตัวที่ร่างกายไม่สนใจเลยคือผิวหนัง ที่เกริ่นอย่างนี้เพราะตั้งใจจะบอกว่า ยัง ไงๆอวัยวะของระบบทางเดินอาหารก็ไม่มีความสามารถที่จะไปฉกชิงวิ่งราว แย่งเลือดจากสมองหรือหัวใจจนเกิดภาวะการขาดเลือดดังที่บทความนั้นอธิบายไว้ หรอกครับ แต่มันมีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น
ผมจะอธิบายสรีรวิทยาตรงนี้ให้ฟัง ยากหน่อยนะ แต่ควรจะรู้ เพื่อคลายปุจฉาในใจ
ระบบประสาทอัตโนมัติภายในร่างกายมันมีอยู่ 2 ฝัก2ฝ่าย ( เป็นสามัญของโลกนี้ที่ต้องมีฝ่ายตรงข้าม 55555 ) ระบบประสาทอัตโนมัติจะแบ่งออกเป็น
1. ระบบประสาท sympathetics ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้หัวใจทำงานเพิ่มขึ้น เพิ่มเลือดไปเลี้ยงกล้าม เนื้อมากขึ้น ลดเลือดที่จะไปเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร สั่งขมิบกล้ามเนื้อหูรูดของทุกๆทวาร รวมไปถึงระบบหูรูดของทางเดินอาหาร สั่งให้ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง จนถึงกับหยุดทำงาน ( ไม่งั้นได้วิ่งไป อึไหลกันไปหนะดิ จริงป่าว ปวดท้องอยากจะถ่ายอยู่ดีๆ จู่ๆก็มีเรื่องเร่งด่วนกระตุ้นให้เรา ต้องลุกขึ้นวิ่ง หายปวดถ่ายทันทีทันควัน จริงป่าว ) และยังทำให้หลอดเลือดในอวัยวะภายในต่างๆ ทั่วร่างกายมีการหดตัว ( ยกเว้น หัวใจ สมอง ) เพื่อเพิ่มระดับความดันเลือด
2. ระบบประสาท parasympathetics อันนี้แหละเขาเรียกว่าฝ่ายตรงข้าม เพราะมันจะยับยั้งหัวใจให้ทำงานลดลง เพิ่มเลือดเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร ทำให้ทางเดินอาหารทำงานเพิ่มขึ้น เปิดหูรูดของทวารต่างๆ ทำให้อาหารวิ่งผ่านจากกระเพาะไปยังลำไส้ หรือ จากลำไส้เล็ก ไปลำไส้ใหญ่ได้สะดวก
ทุกๆอวัยวะจะมีระบบประสาททั้ง2นี้มากำกับดูแล และอาจจะทำงานไม่พร้อมกัน เช่น บางอวัยวะระบบหนึ่งอาจจะโดดเด่นกว่าอีกระบบหนึ่งก็ได้
เอาหละ วกกลับมาที่ภายใน 2 ชม. แล้วคุณเกิดไปออกกำลังกายแบบระห่ำ อะไรจะเกิดขึ้น
เมื่อความระห่ำมาเยือน สมองมันก็จะเล่นด้วย ระบบ ประสาทsympatheticsก็จะทำงานโดดเด่นทั้งร่างกาย ก็ร่างกายต้องการให้กล้าม เนื้อทำงานอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน กล้ามเนื้อจึงจำเป็นที่จะต้องการเลือดมาเลี้ยงมากๆ อะไรไม่ค่อยสำคัญนัก ก็ตัดๆมันไป (เหมือนกับเวลาเราต้องส่งหนี้หนะนะ อะไรที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย เราก็จะหยุดจ่ายไว้ก่อน ) แน่นอนระบบทางเดินอาหารคือสิ่งที่มีความสำคัญน้อย(เมื่อเทียบกับอย่าง อื่น) เลือดที่เคยกองๆกันอยู่ที่รอบๆทางเดินอาหารก็จะถูกยักย้ายถ่ายเทไป ยังแหล่งที่ต้องการเงินทุนมากกว่า หัวใจกับสมองหนะไม่ต้องห่วงมันหรอก มัน เอาตัวรอดได้ เพราะร่างกายคำนึงถึงมันทั้ง2ไว้เป็นอันดับแรก
เกิดอะไรขึ้นเมื่อโดนยักย้ายถ่ายเทเลือดที่เคยกองๆรอบทางเดินอาหารไปที่ อื่น แน่นอนครับเลือดไม่ถูกส่งไปเลี้ยง ( เหมือนกับโดนลดเบี้ยหวัด เบี้ยเลี้ยง เพราะอิทธิพลของระบบsympathetics system ) ระบบทางเดินอาหารเองก็จะหยุดหรือพักงาน แหงดิ ไม่ให้เงินจะทำงานให้ทำไมฟระ
เห็นป่าว ที่ผมอธิบายมานี่ มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับที่บทความนั้นกล่าวไว้เลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่านั่นเป็นวิธีการอธิบายแบบง่ายๆให้คนเข้าใจง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้อะไรที่ถูกต้อง แต่ผมก็เชื่อเช่นนั้น เพราะผมไม่อยากจะคิดไปเองว่า คนเขียนบทความจะขาดความรู้ความเข้าใจเรืองสรีรวิทยาของระบบการย่อยอาหารและ เรื่องที่เกี่ยวข้อง แต่เขียนให้คนเข้าใจง่ายๆ ( บ้านเรานี่ก็แปลก แทนที่จะบอกเหตุผล กลับสอนให้เชื่อแบบหลงๆ เช่น บอกว่าอย่าปลูกบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่ มันจะเป็นกาลี แทนที่จะบอกว่าอย่าปลูกบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะเวลามีพายุ มันจะโค่นมาทับบ้าน 5555 )
แต่ ต้องอ่านต่อให้จบนะ ถ้าภายใน2ชั่วโมงที่อาหาร ส่วนใหญ่ยังกองเกะกะกันอยู่ในทางเดินอาหารนั้น แต่กลับไม่มีเลือดไปเลี้ยง ให้มากพอที่จะจัดการกับมันได้ดี มันจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอกครับ เพราะมันจะประท้วง
คุณเคยปวดท้องจนเป็นลมไหม???? กลไกมันเหมือนกันครับ เพราะหากว่าทางเดิน อาหารถูกดึงยืดหรือทำให้มันโป่งพองออก โดยที่ไม่มีการย่อยหรือการลำเลียงให้มันผ่านๆไปซะ มันก็จะเกิดอาการประท้วงด้วยการแน่น อึดอัด จุกเสียด และตัวแสบก็จะเริ่มก่อกวน
ตัวแสบที่ว่านี่ก็คือ ระบบประสาทparasympatheticsนั่น เอง เมื่อผนังลำไส้ถูกดึงยืดให้โป่งพอ ร่วมกับมีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างรุนแรงทำให้เกิดการแกว่งไปมา หรือเกิดการขยับเคลื่อนไหวนอันเกิดมาจากความระห่ำของการออกกำลังกาย จะส่ง ผลให้เกิดการกระตุ้นตัวรับรู้ที่ปลายประสาทparasympatheticsที่กระจายตัวกัน อยู่รอบๆผนังลำไส้เหล่านั้นนี่แหละ และระบบประสาทparasympathetics ชุดนี้ มันมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 หรือ Vagus Nerve ซึ่งตัวนี้เป็นผู้มากบารมีชนิดที่หัวใจยอมฟัง แต่ มันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับความเป็นจริงของร่างกายนัก เพราะเมื่อมันรับทราบสัญญาณจากตัวรับรู้ที่ปลายประสาท มันจะส่งสัญญาณประสาทขึ้นไปฟ้องสมอง จากนั้นก็เกิดคำสั่งจากสมองผ่านลงทางเส้นประสาทVagusเส้นเดิมนี่แหละ แต่ มันไม่ได้มาลำไส้ เพราะลำไส้ไม่พร้อมจะทำงาน แต่มันตรงรี่ไปที่หัวใจครับ แถมเป็นคำสั่งที่ ไม่ได้ไตร่ตรองด้วย เพราะมันเป็นreflex ( Vagovagal reflex )
ครับ มันจะลุแก่อำนาจ ด้วยการสั่งกดหัวใจให้ทำงานลดลง เพราะมันเป็นคำสั่งของระบบparasympathetics
มันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหัวใจทำงานลดลง ในขณะที่ร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างมหาศาล แล้วหลอดเลือดในกล้ามเนื้อเองก็ยังขยายตัวอยู่ เมื่อหัวใจถูกสั่งให้ทำงานลดลง เลือดที่กองๆกันอยู่ในกล้ามเนื้อก็กลับเข้าหัวใจไม่พอ (คล้ายๆกับปล่อยกู้แล้วตามเก็บต้นคืนไม่ได้ หรือเปล่าหว่า อิอิอิ) ก็เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง
ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจก็จะลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ ครั้นจะสั่งให้หลอดเลือดตามกล้ามเนื้อหดตัวเพื่อไล่เลือดกลับมาให้ เพียงพอ ก็ไม่ทันซะแล้ว
แป่วววววววว ความดันเลือดจึงลดลงเกินกว่าระดับ ที่สมองจะได้รับเลือดอย่างเพียงพอ สมองก็จะเฉื่อยลง และอาจจะทำให้หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน หมดสติ (อันนี้ต้องรุนแรงจริงๆ ) ส่วนคนที่หัวใจไม่ใคร่จะดีอยู่แล้ว เช่น หลอดเลือดมันตีบๆตันๆอยู่ พอเจอสภาวะความดันเลือดตก เลือดไปเลี้ยงกล้าม เนื้อหัวใจก็พลอยถูกกระทบไปด้วย คราวนี้ก็เป็นเรื่องของกรรมหละ ถึงคราวจะ เจอวิบากกรรมหรือไม่ ก็ว่ากันเองนะ
เห็นไหม ไม่เกี่ยวกับการที่เลือดไปกองสะสมกันในระบบทางเดินอาหาร แล้วไปแย่งเลือดจากหัวใจหรือสมองเลย มันเป็นเรื่องของการใช้อำนาจแบบไม่ ไตร่ตรองของระบบประสาทอัตโนมัตินั่นเอง
ความจริงแล้ว ระบบอัตโนมัติในร่างกายเอง ก็ยังมีวงจรreflexที่แปลกๆ คือ ให้โทษแก่ร่างกายอยู่หลายวงจรเหมือนกัน แปลกดีนะ เหมือนกับว่ามันเป็น bugอยู่ในโปรแกรมที่ผู้สร้างมนุษย์หลงลืมทิ้งเอาไว้ก็ได้
*******************
ว่าด้วยเรื่องการออกกำลังการเช้าหรือเย็น อันไหนดีกว่ากัน เขียนไว้เมื่อปี 49 ครับ
น่าสนใจที่ท่านไม่เห็นด้วยกับการสรุปว่า ออกกำลังกายตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า
http://www.bikeloves.com/board_qa/show_ ... p?qID=7446
***********************************************
บทความข้างต้นนี่ก็ออกจะด่วนสรุป ปุบปับไปหน่อย ทั้งนี้เพราะรายละเอียดปลีกย่อยมันยังมีอีกครับ
อาทิ เช่น ในช่วงเช้าหลังจากตื่นนอน ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะต่ำที่สุด เพราะเหตุผลคร่าวๆดังที่บทความนี้ว่าไว้ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นจะถูกควบคุมไว้ด้วยHormoneหลายๆตัว เช่น Hormoneจากต่อมหมวกไต , Hormoneจากตับอ่อน ซึ่งHormoneเหล่านี้จะมีระดับที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบวัน หรือทีเรียกว่า diurnal variation หรือเหมือนที่เขาอธิบายง่ายๆว่าในร่างกายเราจะมี Bioclock ทำหน้าที่คล้ายนาฬิกาปลุกว่าถึงเวลาที่จะต้องหลั่งHormoneตัวโน้นตัวนี้ ครับเวลาที่เรานอนหลับนั้น Hormoneที่ทำหน้าที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดจะมีปริมาณที่น้อยกว่าในเวลาที่ เราตื่น
ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าหลังจากตื่นนอนใหม่ๆจะมีข้อเสียตรงที่
1. ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในปริมาณที่ต่ำ
2. กล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด ยังไม่ได้รับการยืด
3. ระดับอุณหภูมิในร่างกายยังต่ำอยู่
พูดง่ายๆว่าเหมือนกับเครื่องยนต์ที่ไม่ได้ทำการwarm up มาเลย ประสิทธิภาพต่างๆของร่างกายจึงยังไม่ดีพอ หากจะออกกำลังกายในช่วงเช้าต้องทำเช่นไร
1. คุณต้องวอร์มอัพมากกว่าที่เคยทำในการออกกำลังกายตอนเย็น เพื่อให้อุณหภูมิของร่างกายไต่ระดับขึ้นมาถึงระดับที่เหมาะสม และต้องยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นให้ดีเสียก่อน เพื่อลดอาการบาดเจ็บ
2. คุณจะออกกำลังกายได้ในระดับที่ไม่สูงนัก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่ยังต่ำอยู่ จะทำให้คุณไม่สามารถออกกำลังกายที่ระดับความหนักมากๆได้ ที่เขาขู่ไว้หนะ ใช่เหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ หาก คุณเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ร่างกายจะใช้พลังงานจากภายในกล้ามเนื้อ มาเป็นพลังงานในช่วงแรกก่อน แล้วจึงเอาน้ำตาลในเลือดมาใช้เป็นพลังงาน และร่างกายจะเริ่มสลายไขมันมาใช้เป็นแหล่งต้นกำเนิดพลังงาน ยิ่งคนออกกำลัง กายเบาเท่าไหร่ จุดสมดุลที่ไขมันจะถูกใช้เป็นพลังงานได้พอเพียงก็จะมาถึง เร็วยิ่งขึ้น ( ลองอ่านดูในเรื่อง HRM บอกอะไรเราได้บ้าง ) แน่นอนครับ มันต้องใช้เวลา หากคุณออกกำลังในระดับAerobicเพียวๆ ไม่มีการกระหน่ำAnaerobic แบบหัวใจเต้นทะลุ 92% MHR หละก้อ ไขมันมันจะถูกเอามาใช้เป็นพลังงานได้ดี )
ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็คือ ตับจะสะสมGlycogen คิดเป็นพลังงานสำรองได้ประมาณ 2200 KCal ซึ่งหากคุณเริ่มออกกำลังกายเบาๆไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะส่งสัญญาณให้ไปกดATM เบิกน้ำตาลจากตับออกมาให้ใช้ได้เอง และถ้าคุณไม่ได้เล่นอะไรที่มันหนักหนา สาหัสอย่างที่ผมบอกไว้แล้วข้างต้น แน่นอนครับ ไขมันที่เหลือคิดเป็นพลังงานสะสมหลายหมื่นKCal ในร่างกายก็จะถูกนำมาใช้เช่นกัน เพียงแต่บางครั้งอาจจะต้องเบิกน้ำตาลมาใช้ล่วงหน้าก่อน ถ้าทุนรอนคุณไม่ดีเพราะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ กว่าสัญญาณATMจะส่งไปถึงตับ ได้ บางทีก็อาจจะชักหน้าไม่ถึงหลังเหมือนกัน
ข้อเท็จจริงที่จะต้องแจ้งให้ทราบก็คือว่า ร่างกายเป็นระบบอัจฉริยะ ไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิต หากคุณเริ่มต้นออกกำลังกายในทุกๆเช้าติดต่อกัน BioclockของคุณจะถูกResetใหม่ ระดับHormoneที่เกี่ยวข้อง เช่น Stress hormone ก็จะเลื่อนปรับเวลาทำการให้หลั่งออกมาเร็วขึ้น ไม่งั้นพวกนักมวยที่ตื่นมาวิ่งตอนเช้าคงจะตายกันหมดโลกแล้ว ที่ เขาไม่ตายเพราะว่าเขาฝึกแบบนั้นมาช้านานแล้ว ร่างกายเขาปรับตัวได้ ร่าง กายมีการใช้ไขมันเป็นพลังงาน และเบิกจ่ายน้ำตาลจากการสลายไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อได้เร็วทันท่วง ที ระดับของStress hormone ก็ปรับเปลี่ยนเวลาทำการ ทำให้มีระดับHormoneเหล่านี้เพียงพอสำหรับการใช้งานในยามเช้า อ้อ แล้วนักกีฬากลุ่มนี้เขารับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณที่สูง ร่วมกับการฝึกอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจึงมีไกลโคเจนสะสมทั้งที่ในตับ และในกล้ามเนื้อได้มากกว่าพวกเราที่ไม่ได้ฝึกแบบนั้น
ฉะนั้น ไม่มีใครตายจากการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีในยามเช้า
*****************************************
ต่อมาเรื่องมื้ออาหาร
เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะเพิ่มปริมาณเลือดสูบฉีดจากหัวใจขึ้นอีกประมาณ 10%(ถ้าผมจำไม่ผิด เพราะมันเป็นบทเรียนที่เคยสอนนศพ.มาเมื่อร่วมๆจะ 20 ปีแล้ว ) เพราะหลอดเลือดที่มาเลี้ยงระบบทางเดินอาหารจะมีการขยายตัว เพื่อเพิ่มเลือดมาเลี้ยงนั่นเอง
ทำไมต้องเพิ่มเลือดมาเลี้ยง? เพราะ
1. เมื่อมีอาหารหล่นลงมา ระบบทางเดินอาหารก็จะต้องทำงานมากขึ้น (* ปกติมันก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา เช่น ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่มันก็จะมีการเคลื่อนไหว ไล่อาหารที่ถูกย่อยแล้ว ไปปลายทาง ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน อันนี้ถือเป็นการทำงานขั้นพื้นฐาน * ) การทำงานของระบบทางเดินอาหารไม่ใช่ระบบคอรัปชั่นนะ คือ ไม่ได้เอาอาหารที่หล่นลงมา มาใช้เสียเอง แต่ต้องอาศัยอาหารที่ส่งมาทางกระแสเลือดนั่นแหละ เหมือนคนทำ งานกินเงินเดือนเหมือนกัน 55555
2. อาหารที่หล่นลงมาในกระเพาะอาหารจะใช้เวลาในการบด บีบ และไล่ให้พ้นจากกระเพาะอาหารจนหมดไปภายในเวลา 1-6 ชม.( ขึ้นกับปริมาณ และชนิดของอาหาร และอิทธิพลของยาหรือสารบางอย่าง ) อาหารจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก เพื่อย่อยให้เป็นโมเลกุลย่อยๆ และถูกดูดซึม ตอนนี้แหละที่จะต้องอาศัยเลือดที่ผ่านมามากๆ คิดง่ายๆก็เหมือนชั่วโมงเร่งด่วนหนะ เช่นตอนเช้า BTSก็ต้องเพิ่มเที่ยวเดินรถใช่ป่าว เรื่องคล้ายๆกันแหละครับ เลือดที่ต้องมาเพิ่มนี้ก็ได้จากการที่หัวใจเพิ่ม การทำงาน และหลอดเลือดที่มาเลี้ยงทางเดินอาหารขยายตัว
นั่นคือ ปริมาณเลือดส่วนหนึ่งจะมากองกันอยู่แถวทางเดินอาหาร ( เลือดจะพาสารอาหารเหล่านี้ไปซักฟอก เรียบเรียง กลั่นกรอง แปลงสาส์น กันที่ตับอีกทีหนึ่ง บางส่วนผ่านตับมาเข้ากระแสเลือด แล้วก็เวียนผ่านกลับมาที่ตับอีกนั่นแหละ วนๆเวียนๆไปเรื่อยๆ อะไรต้องใช้ ก่อน เช่น น้ำตาลก็อาจจะเอาไปใช้เลย อะไรไม่ต้องรีบใช้ เช่น ไขมัน ก็เอาไปเก็บซุกๆซ่อนๆไว้ )
ถ้าภายใน 2 ชม. หลังอาหารแล้วเราไปเล่นกีฬา จะเกิดอะไรขึ้น?? มาดูข้อเท็จจริงกัน
ร่างกายให้ความสำคัญกับอวัยวะหลักๆ คือ สมอง และ หัวใจ ไว้ในอันดับต้นๆ รองลงมาก็จะเป็นตับ ไต และอวัยวะภายในช่องท้อง ตัวที่ร่างกายไม่สนใจเลยคือผิวหนัง ที่เกริ่นอย่างนี้เพราะตั้งใจจะบอกว่า ยัง ไงๆอวัยวะของระบบทางเดินอาหารก็ไม่มีความสามารถที่จะไปฉกชิงวิ่งราว แย่งเลือดจากสมองหรือหัวใจจนเกิดภาวะการขาดเลือดดังที่บทความนั้นอธิบายไว้ หรอกครับ แต่มันมีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น
ผมจะอธิบายสรีรวิทยาตรงนี้ให้ฟัง ยากหน่อยนะ แต่ควรจะรู้ เพื่อคลายปุจฉาในใจ
ระบบประสาทอัตโนมัติภายในร่างกายมันมีอยู่ 2 ฝัก2ฝ่าย ( เป็นสามัญของโลกนี้ที่ต้องมีฝ่ายตรงข้าม 55555 ) ระบบประสาทอัตโนมัติจะแบ่งออกเป็น
1. ระบบประสาท sympathetics ทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้หัวใจทำงานเพิ่มขึ้น เพิ่มเลือดไปเลี้ยงกล้าม เนื้อมากขึ้น ลดเลือดที่จะไปเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร สั่งขมิบกล้ามเนื้อหูรูดของทุกๆทวาร รวมไปถึงระบบหูรูดของทางเดินอาหาร สั่งให้ระบบทางเดินอาหารทำงานน้อยลง จนถึงกับหยุดทำงาน ( ไม่งั้นได้วิ่งไป อึไหลกันไปหนะดิ จริงป่าว ปวดท้องอยากจะถ่ายอยู่ดีๆ จู่ๆก็มีเรื่องเร่งด่วนกระตุ้นให้เรา ต้องลุกขึ้นวิ่ง หายปวดถ่ายทันทีทันควัน จริงป่าว ) และยังทำให้หลอดเลือดในอวัยวะภายในต่างๆ ทั่วร่างกายมีการหดตัว ( ยกเว้น หัวใจ สมอง ) เพื่อเพิ่มระดับความดันเลือด
2. ระบบประสาท parasympathetics อันนี้แหละเขาเรียกว่าฝ่ายตรงข้าม เพราะมันจะยับยั้งหัวใจให้ทำงานลดลง เพิ่มเลือดเลี้ยงระบบทางเดินอาหาร ทำให้ทางเดินอาหารทำงานเพิ่มขึ้น เปิดหูรูดของทวารต่างๆ ทำให้อาหารวิ่งผ่านจากกระเพาะไปยังลำไส้ หรือ จากลำไส้เล็ก ไปลำไส้ใหญ่ได้สะดวก
ทุกๆอวัยวะจะมีระบบประสาททั้ง2นี้มากำกับดูแล และอาจจะทำงานไม่พร้อมกัน เช่น บางอวัยวะระบบหนึ่งอาจจะโดดเด่นกว่าอีกระบบหนึ่งก็ได้
เอาหละ วกกลับมาที่ภายใน 2 ชม. แล้วคุณเกิดไปออกกำลังกายแบบระห่ำ อะไรจะเกิดขึ้น
เมื่อความระห่ำมาเยือน สมองมันก็จะเล่นด้วย ระบบ ประสาทsympatheticsก็จะทำงานโดดเด่นทั้งร่างกาย ก็ร่างกายต้องการให้กล้าม เนื้อทำงานอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน กล้ามเนื้อจึงจำเป็นที่จะต้องการเลือดมาเลี้ยงมากๆ อะไรไม่ค่อยสำคัญนัก ก็ตัดๆมันไป (เหมือนกับเวลาเราต้องส่งหนี้หนะนะ อะไรที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย เราก็จะหยุดจ่ายไว้ก่อน ) แน่นอนระบบทางเดินอาหารคือสิ่งที่มีความสำคัญน้อย(เมื่อเทียบกับอย่าง อื่น) เลือดที่เคยกองๆกันอยู่ที่รอบๆทางเดินอาหารก็จะถูกยักย้ายถ่ายเทไป ยังแหล่งที่ต้องการเงินทุนมากกว่า หัวใจกับสมองหนะไม่ต้องห่วงมันหรอก มัน เอาตัวรอดได้ เพราะร่างกายคำนึงถึงมันทั้ง2ไว้เป็นอันดับแรก
เกิดอะไรขึ้นเมื่อโดนยักย้ายถ่ายเทเลือดที่เคยกองๆรอบทางเดินอาหารไปที่ อื่น แน่นอนครับเลือดไม่ถูกส่งไปเลี้ยง ( เหมือนกับโดนลดเบี้ยหวัด เบี้ยเลี้ยง เพราะอิทธิพลของระบบsympathetics system ) ระบบทางเดินอาหารเองก็จะหยุดหรือพักงาน แหงดิ ไม่ให้เงินจะทำงานให้ทำไมฟระ
เห็นป่าว ที่ผมอธิบายมานี่ มันเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับที่บทความนั้นกล่าวไว้เลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่านั่นเป็นวิธีการอธิบายแบบง่ายๆให้คนเข้าใจง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้อะไรที่ถูกต้อง แต่ผมก็เชื่อเช่นนั้น เพราะผมไม่อยากจะคิดไปเองว่า คนเขียนบทความจะขาดความรู้ความเข้าใจเรืองสรีรวิทยาของระบบการย่อยอาหารและ เรื่องที่เกี่ยวข้อง แต่เขียนให้คนเข้าใจง่ายๆ ( บ้านเรานี่ก็แปลก แทนที่จะบอกเหตุผล กลับสอนให้เชื่อแบบหลงๆ เช่น บอกว่าอย่าปลูกบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่ มันจะเป็นกาลี แทนที่จะบอกว่าอย่าปลูกบ้านใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะเวลามีพายุ มันจะโค่นมาทับบ้าน 5555 )
แต่ ต้องอ่านต่อให้จบนะ ถ้าภายใน2ชั่วโมงที่อาหาร ส่วนใหญ่ยังกองเกะกะกันอยู่ในทางเดินอาหารนั้น แต่กลับไม่มีเลือดไปเลี้ยง ให้มากพอที่จะจัดการกับมันได้ดี มันจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอกครับ เพราะมันจะประท้วง
คุณเคยปวดท้องจนเป็นลมไหม???? กลไกมันเหมือนกันครับ เพราะหากว่าทางเดิน อาหารถูกดึงยืดหรือทำให้มันโป่งพองออก โดยที่ไม่มีการย่อยหรือการลำเลียงให้มันผ่านๆไปซะ มันก็จะเกิดอาการประท้วงด้วยการแน่น อึดอัด จุกเสียด และตัวแสบก็จะเริ่มก่อกวน
ตัวแสบที่ว่านี่ก็คือ ระบบประสาทparasympatheticsนั่น เอง เมื่อผนังลำไส้ถูกดึงยืดให้โป่งพอ ร่วมกับมีการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างรุนแรงทำให้เกิดการแกว่งไปมา หรือเกิดการขยับเคลื่อนไหวนอันเกิดมาจากความระห่ำของการออกกำลังกาย จะส่ง ผลให้เกิดการกระตุ้นตัวรับรู้ที่ปลายประสาทparasympatheticsที่กระจายตัวกัน อยู่รอบๆผนังลำไส้เหล่านั้นนี่แหละ และระบบประสาทparasympathetics ชุดนี้ มันมาจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 หรือ Vagus Nerve ซึ่งตัวนี้เป็นผู้มากบารมีชนิดที่หัวใจยอมฟัง แต่ มันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมกับความเป็นจริงของร่างกายนัก เพราะเมื่อมันรับทราบสัญญาณจากตัวรับรู้ที่ปลายประสาท มันจะส่งสัญญาณประสาทขึ้นไปฟ้องสมอง จากนั้นก็เกิดคำสั่งจากสมองผ่านลงทางเส้นประสาทVagusเส้นเดิมนี่แหละ แต่ มันไม่ได้มาลำไส้ เพราะลำไส้ไม่พร้อมจะทำงาน แต่มันตรงรี่ไปที่หัวใจครับ แถมเป็นคำสั่งที่ ไม่ได้ไตร่ตรองด้วย เพราะมันเป็นreflex ( Vagovagal reflex )
ครับ มันจะลุแก่อำนาจ ด้วยการสั่งกดหัวใจให้ทำงานลดลง เพราะมันเป็นคำสั่งของระบบparasympathetics
มันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหัวใจทำงานลดลง ในขณะที่ร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออย่างมหาศาล แล้วหลอดเลือดในกล้ามเนื้อเองก็ยังขยายตัวอยู่ เมื่อหัวใจถูกสั่งให้ทำงานลดลง เลือดที่กองๆกันอยู่ในกล้ามเนื้อก็กลับเข้าหัวใจไม่พอ (คล้ายๆกับปล่อยกู้แล้วตามเก็บต้นคืนไม่ได้ หรือเปล่าหว่า อิอิอิ) ก็เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง
ปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจก็จะลดลงตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ ครั้นจะสั่งให้หลอดเลือดตามกล้ามเนื้อหดตัวเพื่อไล่เลือดกลับมาให้ เพียงพอ ก็ไม่ทันซะแล้ว
แป่วววววววว ความดันเลือดจึงลดลงเกินกว่าระดับ ที่สมองจะได้รับเลือดอย่างเพียงพอ สมองก็จะเฉื่อยลง และอาจจะทำให้หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน หมดสติ (อันนี้ต้องรุนแรงจริงๆ ) ส่วนคนที่หัวใจไม่ใคร่จะดีอยู่แล้ว เช่น หลอดเลือดมันตีบๆตันๆอยู่ พอเจอสภาวะความดันเลือดตก เลือดไปเลี้ยงกล้าม เนื้อหัวใจก็พลอยถูกกระทบไปด้วย คราวนี้ก็เป็นเรื่องของกรรมหละ ถึงคราวจะ เจอวิบากกรรมหรือไม่ ก็ว่ากันเองนะ
เห็นไหม ไม่เกี่ยวกับการที่เลือดไปกองสะสมกันในระบบทางเดินอาหาร แล้วไปแย่งเลือดจากหัวใจหรือสมองเลย มันเป็นเรื่องของการใช้อำนาจแบบไม่ ไตร่ตรองของระบบประสาทอัตโนมัตินั่นเอง
ความจริงแล้ว ระบบอัตโนมัติในร่างกายเอง ก็ยังมีวงจรreflexที่แปลกๆ คือ ให้โทษแก่ร่างกายอยู่หลายวงจรเหมือนกัน แปลกดีนะ เหมือนกับว่ามันเป็น bugอยู่ในโปรแกรมที่ผู้สร้างมนุษย์หลงลืมทิ้งเอาไว้ก็ได้
*******************
- TFR-oldschool
- ขาประจำ
- โพสต์: 1721
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2009, 21:26
- Tel: 0894857677
- team: สัมมากร MTB
- Bike: PRINCIPIA MSL // DAHON CLASSIC
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ตาแฉะ

PRINCIPIA MSL@10.57
สัมมากร MTB (สายเนียน >_<)
สัมมากร MTB (สายเนียน >_<)
- ikij
- ขาประจำ
- โพสต์: 436
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 19:36
- Tel: 0858086889
- Bike: Giant Anthem29er / Voodoo Bizango / bianchi imola
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
แป้วเลยครับ อ่านตอนแรกที่ว่า ออกกำลังตอนเช้าไม่ดี พอได้อ่านบทความถัดลงมาค่อยยังชั่วหน่อย ปกติแล้วสำหรับผม ผมมีเวลาได้ออกกำลังกายแค่ตอนเช้าเท่านั้น ส่วนใหญ่ก่อนที่จะออกไปขี่ออกกำลังกาย ก็จะกินอะไรบ้างนิดหน่อยเท่านั้นเพื่อไม่ให้ท้องมันหิว แล้วเท่าที่ออกกำลังตอนเช้ามาหลายปีที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะทำลายสุขภาพผมให้แย่ลงเลยครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าตกลงแล้ว การออกกำลังกายตอนเช้ามันจะมีผลเสียจริงหรือเปล่า บทความไหนถูกต้องกันแน่ครับ ผมจะเชื่อใครดีครับ แต่ในใจอยากจะเชื่อท่านeakapongs มากกว่าครับ 
โอนเงินได้ที่ สุรกิจ สถาพรประสาธน์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำเพ็ง2
ออมทรัพย์เลขที่ 405-289434-4
เปิดบริการ จันทร์ - เสาร์ เวลา 10.00น. - 18.00 น.
ยินดีรับบัตรเครดิต
ฝากติดตามข่าวสารจากหน้าเฟสบุ๊กแฟนเพจ กด Like เพื่อรับข่าวสารจากทางร้านครับ
https://www.facebook.com/pages/Bike-Aho ... 2993891556
ออมทรัพย์เลขที่ 405-289434-4
เปิดบริการ จันทร์ - เสาร์ เวลา 10.00น. - 18.00 น.
ยินดีรับบัตรเครดิต
ฝากติดตามข่าวสารจากหน้าเฟสบุ๊กแฟนเพจ กด Like เพื่อรับข่าวสารจากทางร้านครับ
https://www.facebook.com/pages/Bike-Aho ... 2993891556
- x ray
- ขาประจำ
- โพสต์: 3023
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2009, 12:52
- team: 401 cycling
- Bike: SL3 neon red
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ปกติปั่นตอนเย็นๆครับ แต่มีอยู่วันนึงนึกสนุกอยากปั่นตอนเช้าดูบ้าง ฟาดขนมปัง 2 แผ่นดื่มน้ำตาม
ผลปรากฎว่า จะเป็นลมให้ได้ครับ อาจเป็นเพราะเรานอนไม่เต็มอิ่มด้วย...เลยตัดสินใจว่าปั่นตอนเย็นอย่างเดียวดีกว่าครับ
ถ้าจะปั่นตอนเช้าผมว่าปั่นไปหาร้านโจ๊ก , หรือข้าวต้มเบาๆรองท้องก่อนแล้วค่อยปั่นต่อดีมั๊ยครับ
แบบว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ

ผลปรากฎว่า จะเป็นลมให้ได้ครับ อาจเป็นเพราะเรานอนไม่เต็มอิ่มด้วย...เลยตัดสินใจว่าปั่นตอนเย็นอย่างเดียวดีกว่าครับ
ถ้าจะปั่นตอนเช้าผมว่าปั่นไปหาร้านโจ๊ก , หรือข้าวต้มเบาๆรองท้องก่อนแล้วค่อยปั่นต่อดีมั๊ยครับ
แบบว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ
-
EDD TITAN
- ขาประจำ
- โพสต์: 978
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2008, 16:50
- Tel: 084 372 3515
- team: EDD TITAN
- Bike: TREK Marin5
- ตำแหน่ง: EDD TITAN อรรถกร คำใส 70/3 ถ.ขุนลุมประพาส ต.จองคำ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน 58000
- ติดต่อ:
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ ขอให้ทุกท่านได้ประโยชน์จากกระทู้นี้นะครับ 
- Wanted
- ขาประจำ
- โพสต์: 3278
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2009, 21:37
- Tel: 0617161515
- team: ChamSQ and The Gang www.facebook.com/chamsq
- Bike: เมฆสีทอง....@@@
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ได้ประโยชน์หลายๆๆๆ...............

- supee
- ขาประจำ
- โพสต์: 453
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มิ.ย. 2009, 14:19
- Tel: 0816287360
- team: ปั่นตามหลัง ขาแรง
- Bike: FAT BIKE XDS/TREK/JAVA/LAND ROVER
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ 
- เด่น Pakchong
- สมาชิก
- โพสต์: 24
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 22:34
- Tel: **********
- team: Pakchong
- Bike: PinarelloPrince
- wutmtb
- ขาประจำ
- โพสต์: 1228
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 09:03
- Tel: 0887885779
- team: สงขลา ปั่นกับเด็กสตรีและคนชรา
- Bike: Merida TFS 300 / scott scale40 / GIANT ATX
Re: ปั่นตอนเช้า 1 ชั่วโมงเพื่อลดน้ำหนัก ควรทานอะไรก่อนใหมครับ
ผมจะขี่จักรยาน ตอนเช้า ทุกวันครับ ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ได้ แต่ที่รู้ๆ ตอนเช้าแถวชายหาด จะมีโอโซ ขึ้นมาจากทะเล และผมก็จะไปรับโอโซ ทุกวันครับ 
กำลัง ไหนเลยจะเท่า กำลังใจ
กำลังใจ สำคัญที่ สุดๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่มีอะไรที่ ทำไม่ได้ นอกเสียจาก ไม่ได้ทำ
ชัยชนะไหนเลยจะเท่า ชนะใจตนเอง
กำลังใจ สำคัญที่ สุดๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่มีอะไรที่ ทำไม่ได้ นอกเสียจาก ไม่ได้ทำ
ชัยชนะไหนเลยจะเท่า ชนะใจตนเอง