"ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
- kobfujar
- ขาประจำ
- โพสต์: 3483
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2011, 11:41
- Bike: Bridgestone DiamondRock ชมพู-ดำ(เก่าๆ)
- ตำแหน่ง: ถ.ประชาชื่น ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี
"ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว
ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ : 11 พฤศจิกายน 2555
http://www.thaicyclingclub.org/content/ ... bject_map=
ผมได้รณรงค์เรื่องเดินและจักรยานมายี่สิบปีเศษแล้ว และได้เสนออะไรต่ออะไรไปหลายอย่าง มีทั้งเรื่องแผนที่เส้นทางจักรยาน การลบขอบทางเท้า การใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ฯลฯ และได้เสนอไปทั้งหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งต่อสังคมโดยรวม
ทำไปแบบเรียนรู้ไปเพราะไม่มีครูไม่มีที่ปรึกษา แต่พอได้เรียนรู้มากขึ้นโดยเฉพาะกับประเทศที่เขาเอาจริงเอาจังและประสบความสำเร็จกับเรื่องเดินและจักรยานอย่างที่ยุโรปและญี่ปุ่น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเสนอไปก่อนหน้านั้นบางเรื่องก็ผิดหรือไม่เหมาะสมกับสภาพของบ้านเรา สิ่งที่ผิดๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1. จักรยานต้องราคาถูกๆ: - ข้อนี้เป็นข้อแรกที่ผมอยากพูดถึง สมัยก่อนผมคิดว่าหากต้องการให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งรวมถึงชาวบ้านธรรมดาหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ต้องรณรงค์โดยใช้จักรยานราคาไม่แพง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด แต่เรื่องมีอยู่ว่า บางคนเลยไปใช้จักรยานที่ราคาถูกสุดๆ ราคา 700-800 บาท ซึ่งทำให้คุณภาพจักรยานไม่ดี เสียหรือพังง่าย ซึ่งเมื่อพังแล้วก็หาช่างซ่อมลำบาก จักรยานหลายคันจึงกลายเป็นซากหมกทิ้งอยู่หลังบ้าน และการรณรงค์จักรยานจึงพาลจะไม่สำเร็จเอาเพราะภาพลักษณ์มันไม่ดี
บทเรียนสำหรับข้อนี้ คือ อย่าซื้อจักรยานโดยมุ่งราคาถูกสุดอย่างเดียว มันจะไม่จีรัง จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นมือสองราคาประมาณ 2,500-3,500 บาท(อาจมีได้ถึง 3-5 เกียร์) น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ใช้งานได้นานและคุ้มกว่า
2. ทำแผนใหญ่ ทำทางจักรยานผ่าเมือง:- นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมทำผิดพลาดไป เพราะอ่านจากหนังสือ ศึกษาจากไปดูงานต่างประเทศ ก็เห็นทางจักรยานกว้างๆ ดีๆ วิ่งได้ทั่วเมืองแบบจากพระโขนงไปพระนคร บางกระเจ้าไปบางกะปิ ราชวงศ์ไปราชพฤกษ์ วิ่งจากชนบทหนึ่งไปอีกชนบทหนึ่ง ก็อยากได้อย่างเขาบ้าง โดยหารู้ไม่ว่า มันทำไม่ได้ อย่างน้อยในช่วงแรกๆก็ทำไม่ได้ (มิน่าล่ะถึงได้มีแรงต้านจากทุกองค์กร) จึงเสียแรงอยู่กับเรื่องนี้ไปเป็นสิบปี
บรรยายรูปแผนที่เส้นทางจักรยานผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ผมเคยเสนอให้กทม. ทำเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว (แต่สำเร็จไม่ได้)
บทเรียนรู้:- ทำง่ายๆ ทำในละแวกบ้าน ไม่ไกล ทำแล้วคนท้องถิ่นใช้ได้จริง อย่าไปทำทางจักรยานข้ามเมืองเพราะนั่นมีไว้สำหรับนักจักรยานเก่งๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคนกทม. 8-10 ล้านคน
3. ต้องใส่หมวกกันน็อก:- ตอนผมเริ่มรณรงค์เรื่องจักรยานใหม่ๆ ผมบอกว่าทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่จักรยาน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และที่คิดอย่างนี้เพราะผมเอาไปผูกโยงอยู่กับข้อ 2 คือขี่จักรยานไกลๆ แบบข้ามเมือง และขี่ฝ่าจราจรที่อันตรายบนถนนในเมือง แต่พอเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นแบบใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาในระยะใกล้ๆ ซึ่งอาจเพียงไปต่อรถเมล์ ต่อเรือ ต่อบีทีเอส ความคิดเรื่องหมวกกันน็อกของผมก็เปลี่ยนไป
บทเรียนรู้:- หมวกกันน็อกช่วยป้องกันอันตรายได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าใช้หมวกนี้แล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่อันตราย อันตรายไม่ได้เกิดขึ้นที่หัวอย่างเดียว เกิดที่ วใจ ท้อง หลัง ขา ฯลฯได้หมด ทางที่ดี(โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านใช้จักรยานในละแวกบ้าน) คือ ใช้อย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ หากต้องเสียเงินเป็นค่าหมวกกันน็อกอีกในราคาเป็นพันบาท การชักจูงคนธรรมดาให้หันมาใช้จักรยานก็จะยากขึ้นไปอีก ปัจจุบันแค่นี้ก็ยากพออยู่แล้ว
4. การแต่งกาย:- นี่ก็เหมือนกันที่ผมเอาไปผูกโยงกับเรื่องจักรยานข้ามเมือง และขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลๆ แบบกทม.ไปเที่ยวเชียงใหม่อะไรแบบนั้น ซึ่งคนที่สามารถทำได้ คือ นักจักรยานเท่านั้น หาใช่ชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดาไม่ ในสมัยก่อนบางครั้งผมจึงติดจะแต่งตัวค่อนข้างไปทาง'เว่อร์' คือ แต่งแบบเป็นนักจักรยานเต็มตัว ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วผมก็เป็นนักจักรยานตัวยงแบบตัวจริงเสียงจริง ขี่แข่งได้ถ้วยมาแล้วก็เคย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะแต่งตัวแบบนั้น
บทเรียนรู้:- ถ้าจะผลักดันให้เกิดชุมชนจักรยาน หรือหมู่บ้านจักรยาน เราต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้านและชุมชน การแต่งกายจึงต้องทำให้สอดคล้องกลมกลืน กับวิถีชีวิตของ เขา ลองคิดดูว่าหากชาวบ้านต้องแต่งตัวแบบนักจักรยาน เมื่อขี่จักรยานไปจอดและต่อรถเมล์ ใครเขาจะทำ แม้แต่นักจักรยานเองก็เถิดก็คงไม่มีใครทำ(แต่งตัวแบบนักจักรยานไปต่อรถเมล์)
5. ทำเรื่องท่องเที่ยวมากไป:- สมัยนั้นกระแสจักรยานในประเทศไทยยังไม่เกิด ผมมีความคิดว่า การจะสร้างกระแสได้ก็ต้องสร้างความสนใจให้เกิดขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวด้วยจักรยานก็สามารถสร้างความสนใจที่ว่านี้ได้อย่างมีสีสัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ผิดนิดเดียวตรงที่ว่า ผมลืมย้อนกลับมาดูวิธีคิดตั้งต้นของตัวเองที่ต้องการสร้างชุมชนจักรยานในชุมชน กระแสจึงเหวี่ยงไปในการท่องเที่ยวจนเลยเถิดไปบ้าง
บทเรียนรู้:- การท่องเที่ยวด้วยจักรยานเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ไม่ดี ยังต้องทำกันต่อไป แต่ต้องหันมาเน้นที่จักรยานในและสำหรับชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกระแสส่วนนี้ยังปลุกไม่ขึ้น
6. ทำเรื่องจักรยานมากกว่าเดิน:- เรื่องจักรยานนี้อย่างไรเสียก็ต้องเกี่ยวกับการเดิน เพราะมักต้องไปใช้ทางเท้าร่วมกับคนเดิน และทางเท้าที่เดินได้ดีก็ใช้จักรยานได้ดีตามไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เน้นทำทางเท้าที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่กระแสเรื่องเดินมันสร้างสีสันได้ยาก ผู้คนมักไม่สนใจ ผมเองก็เผลอไผลไปกับความมันและเสน่ห์ของจักรยาน จนทำกิจกรรมเรื่องเดินน้อยไปกว่าที่ควรได้ทำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางเท้าไทยยังไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้คนใช้จักรยานยังมีขีดจำกัดของการใช้งานของมันอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
บทเรียนรู้:- ใส่ความสนใจทั้งด้านการหาข้อมูล การจัดการความรู้ การจัดกิจกรรมด้านการเดินให้มากขึ้น ง่ายๆเพียงเท่านี้แต่รู้เลยว่าทำยาก
ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ : 11 พฤศจิกายน 2555
http://www.thaicyclingclub.org/content/ ... bject_map=
ผมได้รณรงค์เรื่องเดินและจักรยานมายี่สิบปีเศษแล้ว และได้เสนออะไรต่ออะไรไปหลายอย่าง มีทั้งเรื่องแผนที่เส้นทางจักรยาน การลบขอบทางเท้า การใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ฯลฯ และได้เสนอไปทั้งหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งต่อสังคมโดยรวม
ทำไปแบบเรียนรู้ไปเพราะไม่มีครูไม่มีที่ปรึกษา แต่พอได้เรียนรู้มากขึ้นโดยเฉพาะกับประเทศที่เขาเอาจริงเอาจังและประสบความสำเร็จกับเรื่องเดินและจักรยานอย่างที่ยุโรปและญี่ปุ่น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเสนอไปก่อนหน้านั้นบางเรื่องก็ผิดหรือไม่เหมาะสมกับสภาพของบ้านเรา สิ่งที่ผิดๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1. จักรยานต้องราคาถูกๆ: - ข้อนี้เป็นข้อแรกที่ผมอยากพูดถึง สมัยก่อนผมคิดว่าหากต้องการให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งรวมถึงชาวบ้านธรรมดาหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ต้องรณรงค์โดยใช้จักรยานราคาไม่แพง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด แต่เรื่องมีอยู่ว่า บางคนเลยไปใช้จักรยานที่ราคาถูกสุดๆ ราคา 700-800 บาท ซึ่งทำให้คุณภาพจักรยานไม่ดี เสียหรือพังง่าย ซึ่งเมื่อพังแล้วก็หาช่างซ่อมลำบาก จักรยานหลายคันจึงกลายเป็นซากหมกทิ้งอยู่หลังบ้าน และการรณรงค์จักรยานจึงพาลจะไม่สำเร็จเอาเพราะภาพลักษณ์มันไม่ดี
บทเรียนสำหรับข้อนี้ คือ อย่าซื้อจักรยานโดยมุ่งราคาถูกสุดอย่างเดียว มันจะไม่จีรัง จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นมือสองราคาประมาณ 2,500-3,500 บาท(อาจมีได้ถึง 3-5 เกียร์) น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ใช้งานได้นานและคุ้มกว่า
2. ทำแผนใหญ่ ทำทางจักรยานผ่าเมือง:- นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมทำผิดพลาดไป เพราะอ่านจากหนังสือ ศึกษาจากไปดูงานต่างประเทศ ก็เห็นทางจักรยานกว้างๆ ดีๆ วิ่งได้ทั่วเมืองแบบจากพระโขนงไปพระนคร บางกระเจ้าไปบางกะปิ ราชวงศ์ไปราชพฤกษ์ วิ่งจากชนบทหนึ่งไปอีกชนบทหนึ่ง ก็อยากได้อย่างเขาบ้าง โดยหารู้ไม่ว่า มันทำไม่ได้ อย่างน้อยในช่วงแรกๆก็ทำไม่ได้ (มิน่าล่ะถึงได้มีแรงต้านจากทุกองค์กร) จึงเสียแรงอยู่กับเรื่องนี้ไปเป็นสิบปี
บรรยายรูปแผนที่เส้นทางจักรยานผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ผมเคยเสนอให้กทม. ทำเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว (แต่สำเร็จไม่ได้)
บทเรียนรู้:- ทำง่ายๆ ทำในละแวกบ้าน ไม่ไกล ทำแล้วคนท้องถิ่นใช้ได้จริง อย่าไปทำทางจักรยานข้ามเมืองเพราะนั่นมีไว้สำหรับนักจักรยานเก่งๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคนกทม. 8-10 ล้านคน
3. ต้องใส่หมวกกันน็อก:- ตอนผมเริ่มรณรงค์เรื่องจักรยานใหม่ๆ ผมบอกว่าทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่จักรยาน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และที่คิดอย่างนี้เพราะผมเอาไปผูกโยงอยู่กับข้อ 2 คือขี่จักรยานไกลๆ แบบข้ามเมือง และขี่ฝ่าจราจรที่อันตรายบนถนนในเมือง แต่พอเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นแบบใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาในระยะใกล้ๆ ซึ่งอาจเพียงไปต่อรถเมล์ ต่อเรือ ต่อบีทีเอส ความคิดเรื่องหมวกกันน็อกของผมก็เปลี่ยนไป
บทเรียนรู้:- หมวกกันน็อกช่วยป้องกันอันตรายได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าใช้หมวกนี้แล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่อันตราย อันตรายไม่ได้เกิดขึ้นที่หัวอย่างเดียว เกิดที่ วใจ ท้อง หลัง ขา ฯลฯได้หมด ทางที่ดี(โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านใช้จักรยานในละแวกบ้าน) คือ ใช้อย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ หากต้องเสียเงินเป็นค่าหมวกกันน็อกอีกในราคาเป็นพันบาท การชักจูงคนธรรมดาให้หันมาใช้จักรยานก็จะยากขึ้นไปอีก ปัจจุบันแค่นี้ก็ยากพออยู่แล้ว
4. การแต่งกาย:- นี่ก็เหมือนกันที่ผมเอาไปผูกโยงกับเรื่องจักรยานข้ามเมือง และขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลๆ แบบกทม.ไปเที่ยวเชียงใหม่อะไรแบบนั้น ซึ่งคนที่สามารถทำได้ คือ นักจักรยานเท่านั้น หาใช่ชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดาไม่ ในสมัยก่อนบางครั้งผมจึงติดจะแต่งตัวค่อนข้างไปทาง'เว่อร์' คือ แต่งแบบเป็นนักจักรยานเต็มตัว ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วผมก็เป็นนักจักรยานตัวยงแบบตัวจริงเสียงจริง ขี่แข่งได้ถ้วยมาแล้วก็เคย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะแต่งตัวแบบนั้น
บทเรียนรู้:- ถ้าจะผลักดันให้เกิดชุมชนจักรยาน หรือหมู่บ้านจักรยาน เราต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้านและชุมชน การแต่งกายจึงต้องทำให้สอดคล้องกลมกลืน กับวิถีชีวิตของ เขา ลองคิดดูว่าหากชาวบ้านต้องแต่งตัวแบบนักจักรยาน เมื่อขี่จักรยานไปจอดและต่อรถเมล์ ใครเขาจะทำ แม้แต่นักจักรยานเองก็เถิดก็คงไม่มีใครทำ(แต่งตัวแบบนักจักรยานไปต่อรถเมล์)
5. ทำเรื่องท่องเที่ยวมากไป:- สมัยนั้นกระแสจักรยานในประเทศไทยยังไม่เกิด ผมมีความคิดว่า การจะสร้างกระแสได้ก็ต้องสร้างความสนใจให้เกิดขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวด้วยจักรยานก็สามารถสร้างความสนใจที่ว่านี้ได้อย่างมีสีสัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ผิดนิดเดียวตรงที่ว่า ผมลืมย้อนกลับมาดูวิธีคิดตั้งต้นของตัวเองที่ต้องการสร้างชุมชนจักรยานในชุมชน กระแสจึงเหวี่ยงไปในการท่องเที่ยวจนเลยเถิดไปบ้าง
บทเรียนรู้:- การท่องเที่ยวด้วยจักรยานเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ไม่ดี ยังต้องทำกันต่อไป แต่ต้องหันมาเน้นที่จักรยานในและสำหรับชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกระแสส่วนนี้ยังปลุกไม่ขึ้น
6. ทำเรื่องจักรยานมากกว่าเดิน:- เรื่องจักรยานนี้อย่างไรเสียก็ต้องเกี่ยวกับการเดิน เพราะมักต้องไปใช้ทางเท้าร่วมกับคนเดิน และทางเท้าที่เดินได้ดีก็ใช้จักรยานได้ดีตามไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เน้นทำทางเท้าที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่กระแสเรื่องเดินมันสร้างสีสันได้ยาก ผู้คนมักไม่สนใจ ผมเองก็เผลอไผลไปกับความมันและเสน่ห์ของจักรยาน จนทำกิจกรรมเรื่องเดินน้อยไปกว่าที่ควรได้ทำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางเท้าไทยยังไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้คนใช้จักรยานยังมีขีดจำกัดของการใช้งานของมันอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
บทเรียนรู้:- ใส่ความสนใจทั้งด้านการหาข้อมูล การจัดการความรู้ การจัดกิจกรรมด้านการเดินให้มากขึ้น ง่ายๆเพียงเท่านี้แต่รู้เลยว่าทำยาก
- จำรัส ละหานทราย
- ขาประจำ
- โพสต์: 1032
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2011, 10:47
- Tel: 087 261 7279
- team: -
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ขอบคุณมากครับที่นำข้อมูลมาแบ่งปัน ชอบใจเรื่องชุดปั่นครับ ไม่ต้องใช้ชุดปั่นจักรยาน เอาแบบบ้านๆใส่ชุดอะไรก็ปั่นได้ สนับสนุน กำลังทำอยูครับ
- woodyvuth
- ขาประจำ
- โพสต์: 1876
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มี.ค. 2012, 08:47
- Bike: Trek 1.1,LG,X-Bike Mini
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
+1000
"LOVE WILL KEEP US A RIDE ..."
-
green_t
- ขาประจำ
- โพสต์: 1000
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ต.ค. 2008, 22:29
- team: ยังไม่กล้าสมัคร
- Bike: ยังไม่มีเลย เก็บเงินอยู่ครับ
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
เรื่องแต่งตัวผมเคยดูสารคดีเกี๋ยวกับทางจักรยานในอเมริกาจำเมืองไม่ได้ ทำทางอย่างดี
แต่มีคนใช้น้อยส่วนใหญ่เป็นนักปั่นที่แต่งตัวเต็มยศ ทางการเลยจัดการจ้างนักจักรยานให้แต่งตัวธรรมดาๆ
แบบคนทำงานมาปั้น หลังจากนั้นได้ผลครับ คนเริ่มมาใช้มากขึ่น มันคงดูเหมือนคนธรรมดาๆไม่เหมือนนักกีฬามั้ง
แต่มีคนใช้น้อยส่วนใหญ่เป็นนักปั่นที่แต่งตัวเต็มยศ ทางการเลยจัดการจ้างนักจักรยานให้แต่งตัวธรรมดาๆ
แบบคนทำงานมาปั้น หลังจากนั้นได้ผลครับ คนเริ่มมาใช้มากขึ่น มันคงดูเหมือนคนธรรมดาๆไม่เหมือนนักกีฬามั้ง
-
Thanes
- ขาประจำ
- โพสต์: 1437
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ธ.ค. 2011, 18:47
- ติดต่อ:
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
เยี่ยมครับ แต่สิ่งที่ใหญ่สุด คือการปลูกจิตสำนึกของคนไทย เรื่องค่านิยม ที่ผ่านมาจังหวัดต่างๆ ที่เห็น พ่อ แม่ ปั่นจักรยาน แต่ลูกรบเร้า ให้พ่อ แม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ เพื่อขี่ไปโรงเรียน เพราะปั่นจักรยานไป อายเพื่อน ผมเคยเห็นบางโรงเรียน สนามฟุตบอล เป็นที่จอดมอเตอร์ไซค์ จำนวนมหาศาลของนักเรียน ที่มักจะอาศัยกันในระเเวกนั้นเอง มอเตอร์ไซค์เป็นร้อยๆ มีจักรยานจอดอยู่ไม่ถึง 10 คัน พ่อ แม่ บางบ้านชี้ให้ดูว่าเคยซื้อ จักรยาน ให้ปั่นลูกไปโรงเรียน (ระยะทาง ไม่ถึง 2 ก.ม.) แต่สุดท้ายไปทิ้งไว้ในเล้าไก่ ไก่ขี้ใส่เต็มไปหมด ทั้งที่สภาพรถยังใหม่อยู่เลย น่าอนาถใจมาก 
BIKE EVERYDAY
- biox
- ขาประจำ
- โพสต์: 142
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มี.ค. 2011, 22:52
- team: กอดสายลม
- Bike: TREK3900, Fuji Absolute S , Dahon P8
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
งานใดๆ ถ้าทำจากเล็กไปใหญ่ ปลอดภัย มั่นคง 
biox (ไบโอเอ็กซ์)
bi = 2 ox = ของคู่ (หลักสมดุล)
bio = ชีวภาพ x = ตัวแปร
เบาใจ สบายใจ อะไรอะไร "ก็ดี"
bi = 2 ox = ของคู่ (หลักสมดุล)
bio = ชีวภาพ x = ตัวแปร
เบาใจ สบายใจ อะไรอะไร "ก็ดี"
- IDragon
- ขาประจำ
- โพสต์: 1225
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 พ.ค. 2011, 14:24
- team: เสือหมอบจิตป่วน
- Bike: GIANT TCX
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
แก้ไขล่าสุดโดย IDragon เมื่อ 01 ม.ค. 2013, 10:34, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง
NTCXO (NonTouring CycloCross Only!)
-
ztandalone
- ขาประจำ
- โพสต์: 165
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 เม.ย. 2012, 10:22
- team: ปั่นเพื่อเปลี่ยน
- Bike: fixed gear
- ติดต่อ:
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
คนระดับศาสตราจารย์ออกมายอมรับผิดและขอโทษก็น่าชื่นชมครับ
จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งหรอก เรื่องพวกนี้
มันเป็นเรื่องค่านิยม ถึงศ. พูดให้ตาย แต่ผมไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ทำตามแต่อย่างใด
มันไม่แปลกที่คน ๆ นึงจะพูดในสิ่งที่ตนคิดและเชื่อ
แต่มันแปลกตรงที่คนฟังไม่ค่อยคิดตามสิ่งที่ตนได้ฟัง
และเลือกที่จะเชื่อเพราะเห็นว่าคนพูดเป็น ศ. มากกว่า

จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งหรอก เรื่องพวกนี้
มันเป็นเรื่องค่านิยม ถึงศ. พูดให้ตาย แต่ผมไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ทำตามแต่อย่างใด
มันไม่แปลกที่คน ๆ นึงจะพูดในสิ่งที่ตนคิดและเชื่อ
แต่มันแปลกตรงที่คนฟังไม่ค่อยคิดตามสิ่งที่ตนได้ฟัง
และเลือกที่จะเชื่อเพราะเห็นว่าคนพูดเป็น ศ. มากกว่า
Facebook "ปั่นเพื่อเปลี่ยน"
-
ztandalone
- ขาประจำ
- โพสต์: 165
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 เม.ย. 2012, 10:22
- team: ปั่นเพื่อเปลี่ยน
- Bike: fixed gear
- ติดต่อ:
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
อย่างเรื่องหมวกกันน็อกนี่เห็นกับตัวเองชัด
เพราะกลุ่มจักรยานใหญ่ ๆ ชอบ พูดเชิงบังคับให้คนใส่หมวก
แต่ผมไม่ใส่ เพราะผมถือว่า คนที่ปั่นจักรยานแนวชีวิตประจำวันเค้าก็ไม่ได้ใส่กัน
อย่างเช่นพี่แม่ค้า พี่รปภ. แม่บ้าน พนักงานขายตามห้าง คนพวกนี้ไม่ใส่หมวก
เค้ายังปั่นกันได้ ผมก็ปั่นได้ และปั่นได้แบบไม่ใส่หมวกมา สองปีแล้ว ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ
เพราะผมถือหลักว่า "ไม่เร็ว" พวกที่ใส่หมวก เห็น เร็ว กัน ตับแล่บ แถมฝ่าไฟแดง พวกนั้นหมวกสิบใบก็ไม่พอ

เพราะกลุ่มจักรยานใหญ่ ๆ ชอบ พูดเชิงบังคับให้คนใส่หมวก
แต่ผมไม่ใส่ เพราะผมถือว่า คนที่ปั่นจักรยานแนวชีวิตประจำวันเค้าก็ไม่ได้ใส่กัน
อย่างเช่นพี่แม่ค้า พี่รปภ. แม่บ้าน พนักงานขายตามห้าง คนพวกนี้ไม่ใส่หมวก
เค้ายังปั่นกันได้ ผมก็ปั่นได้ และปั่นได้แบบไม่ใส่หมวกมา สองปีแล้ว ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ
เพราะผมถือหลักว่า "ไม่เร็ว" พวกที่ใส่หมวก เห็น เร็ว กัน ตับแล่บ แถมฝ่าไฟแดง พวกนั้นหมวกสิบใบก็ไม่พอ
Facebook "ปั่นเพื่อเปลี่ยน"
- The_Postman
- สมาชิก
- โพสต์: 20
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2011, 19:03
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สรุป ที่ผ่านมาต่อยแบบมวยวัดนั่นเอง เห็นช้างขี้ก็ชี้ตามชามช้าง ไม่ศึกษาวิถีแบบบ้านเราซ๊ะก่อน
เกาไม่ถูกที่คัน
เกาไม่ถูกที่คัน
- pookhem
- ขาประจำ
- โพสต์: 1188
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2009, 13:46
- Tel: no
- team: ครอบครัวพ่อห่าน มีคันเล็กๆ ตามหลายคัน
- Bike: จักรยานล้อเล็กๆ
- ตำแหน่ง: ถ. ราชดำเนิน เขตพระนคร กทม 10200
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ดูตัวอย่าง กทม. ปรับปรุงทางเดินเท้า ที่ไม่เป็นมิตรต่อคนใช้งาน ทำเสร็จพอฝนตก แผ่นปูยุบ น้ำดีดใส่คนใช้
อยากให้คนดูแลงานปรับปรุง หูหนวกตาบอดจริงๆ เหมือนตอนรับมอบงานเสร็จแล้ว จะได้รู้ว่าสร้างความลำบากยิ่งกว่าเดิมให้ผู้อื่น
ของเดิมถึงจะชำรุดแต่เดินทางง่ายกว่า
อยากให้คนดูแลงานปรับปรุง หูหนวกตาบอดจริงๆ เหมือนตอนรับมอบงานเสร็จแล้ว จะได้รู้ว่าสร้างความลำบากยิ่งกว่าเดิมให้ผู้อื่น
ของเดิมถึงจะชำรุดแต่เดินทางง่ายกว่า
- ไฟล์แนบ
-
- HPIM1161.jpg (43.13 KiB) เข้าดูแล้ว 2368 ครั้ง
-
- HPIM1163.jpg (36.42 KiB) เข้าดูแล้ว 2368 ครั้ง
-
- HPIM1164.jpg (39.51 KiB) เข้าดูแล้ว 2368 ครั้ง
-
วิวัฒน์
- สมาชิก
- โพสต์: 62
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ย. 2011, 17:09
- team: อิสระ
- Bike: TREK4300/Tiger Hybrid
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ผมก็เคยคิดแบบคุณ แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ทำใหผมเปลี่ยนใจมาใส่หมวกกันน็อคztandalone เขียน:อย่างเรื่องหมวกกันน็อกนี่เห็นกับตัวเองชัด
เพราะกลุ่มจักรยานใหญ่ ๆ ชอบ พูดเชิงบังคับให้คนใส่หมวก
แต่ผมไม่ใส่ เพราะผมถือว่า คนที่ปั่นจักรยานแนวชีวิตประจำวันเค้าก็ไม่ได้ใส่กัน
อย่างเช่นพี่แม่ค้า พี่รปภ. แม่บ้าน พนักงานขายตามห้าง คนพวกนี้ไม่ใส่หมวก
เค้ายังปั่นกันได้ ผมก็ปั่นได้ และปั่นได้แบบไม่ใส่หมวกมา สองปีแล้ว ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ
เพราะผมถือหลักว่า "ไม่เร็ว" พวกที่ใส่หมวก เห็น เร็ว กัน ตับแล่บ แถมฝ่าไฟแดง พวกนั้นหมวกสิบใบก็ไม่พอ
เรื่องนี้เกิดที่สวนลุมฯ เมื่อไม่นานมานี้เอง โดยปกติคนที่ไปปั่นจักรยานในสวนลุมฯก็ไม่ได้ใช้ความเร็วมากนัก และ ก็ดูปลอดภัยกว่าขี่บนท้องถนนที่มีรถวิ่ง ถ้าไปปั่นโดยไม่ใส่หมวกกันน็อคก็ไม่น่าเป็นอะไร
แต่มีน้องผูหญิงคนหนึ่งวันนั้นขี่เร็วแค่ไหน ไม่แน่ใจต้องเบรคกระทันหันเพราะเธอหักหลบชายสูงวัยที่เดินอยู่แล้วคงเปลี่ยนทิศทางเดิน ทำให้รถจักรยานหักหลบแต่ไมพ้น ทำให้ชนชายสว.และตัวเธอล้มกระแทกพื้นอย่างจัง ผล...คิ้วแตก เลือดไหลอาบ แขนข้างหนึ่งไม่สามารถยกขึ้นได้ ต้องเรียกรถพยาบาลมารับตัว
หลังจากนั้นไม่นานผมเลยหาหมวกกันน็อคมาใส่ แม้ขี่ในที่ค่อนข้างปลอดภัยอย่างในสวนลุมฯ
เรื่องอุบัติเหตุมันอาจเกิดได้โดยไม่คาดคิด แม้เราจะระวังเพียงใดกตาม...อย่าประมาทเป็นดีที่สุด...ป้องกันได้ ป้องกันเถิดครับ
- The_Postman
- สมาชิก
- โพสต์: 20
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2011, 19:03
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์



หากไม่ชอบแบบลูกหนำเลี๊ยบที่นักแข่งใช้กัน หาหมวกที่ดูเก๋ๆใส่ก็ได้
-
nuitsm
- ขาประจำ
- โพสต์: 1083
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.พ. 2011, 00:11
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
เห็นด้วยกับแนวคิดครับ
ผมเสนอข้อหนึ่งได้ไหมครับ รณรงค์และขอความร่วมมือร้านจักรยาน ทำเอกสารขึ้นมาหนึ่งชุด เอาไว้แจกให้กับผู้ที่ซื้อจักรยานและผู้ที่สนใจ
รวมสิ่งต่างๆที่ควรรู้ สิ่งที่ควรปฏิบัติในการขี่ สัญญานมือ อุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็น เป็นเล่มเล็กๆติดเอาไว้ที่รถเวลาลูกค้ามาซื้อ เริ่มจากจักรยานของใหม่ก่อนก็ได้ เคยทำกิจกรรมมาหลายวงการ สังเกตุได้ว่า สิ่งที่คนได้เห็นหรืออ่านผ่านตาประจำๆ มันจะเกิดมโนคติโดยไม่รู้ตัวและจะปฏิบัติเพราะได้อ่านบ่อยๆ บางทีเขาไม่ชอบฟังสิ่งที่คนพูด แต่ถ้าว่างๆ เขาอาจจะมานั่งอ่านด้วยตัวเขาเอง
http://thaimtb.com/forum/posting.php?mo ... 3&t=588775#
บางที เราอาจจะไปมองที่ตัวจักรยานมากเกินไป เพื่อเพิ่มปริมาณคนปั่น แต่บางครั้ง อาจจะลืมไปว่า
เรามาปั่น เพราะอะไร ..... เราเอาจักรยานมาเป็นโจทย์ แต่บางครั้ง การดำเนินชีวิต มันก็อาจจะเป็นโจทย์แทนได้ โดยมีจักรยาน
เป็นอีกหนึ่งปัจจัย..... อย่างข้อ 5 นี่ผมเห็นด้วยเลยนะครับ หลายคนเห็นคนอื่นปั่นออกทริปกันเป็นกลุ่มก็อยากไปกะเขาบ้าง
ก็เลยไปซื้อจักรยานมา ปั่นได้สองสามทริป เลิก ก็แปลกใจเหมือนกันว่า บ้านเรา ชมรมจักรยานมีเป็นพัน ทริปจักรยานเดือนหนึ่งมีมากจน
จำไม่ได้ ปริมาณจักรยานก็มากกว่าทุกประเทศในแถบนี้ทั้งหมด คนขี่ก็เยอะกว่า
แต่ทำไม เราไม่มีมาตรฐานของวิถีจักรยานของสังคมไทย ให้เป็น icon จนเมืองนอกต้องหันมาดูและศึกษา เหมือนอย่างหลายๆเมือง
ที่เอามาลงในเว็บอยู่บ่อยๆ
ผมเสนอข้อหนึ่งได้ไหมครับ รณรงค์และขอความร่วมมือร้านจักรยาน ทำเอกสารขึ้นมาหนึ่งชุด เอาไว้แจกให้กับผู้ที่ซื้อจักรยานและผู้ที่สนใจ
รวมสิ่งต่างๆที่ควรรู้ สิ่งที่ควรปฏิบัติในการขี่ สัญญานมือ อุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็น เป็นเล่มเล็กๆติดเอาไว้ที่รถเวลาลูกค้ามาซื้อ เริ่มจากจักรยานของใหม่ก่อนก็ได้ เคยทำกิจกรรมมาหลายวงการ สังเกตุได้ว่า สิ่งที่คนได้เห็นหรืออ่านผ่านตาประจำๆ มันจะเกิดมโนคติโดยไม่รู้ตัวและจะปฏิบัติเพราะได้อ่านบ่อยๆ บางทีเขาไม่ชอบฟังสิ่งที่คนพูด แต่ถ้าว่างๆ เขาอาจจะมานั่งอ่านด้วยตัวเขาเอง
http://thaimtb.com/forum/posting.php?mo ... 3&t=588775#
บางที เราอาจจะไปมองที่ตัวจักรยานมากเกินไป เพื่อเพิ่มปริมาณคนปั่น แต่บางครั้ง อาจจะลืมไปว่า
เรามาปั่น เพราะอะไร ..... เราเอาจักรยานมาเป็นโจทย์ แต่บางครั้ง การดำเนินชีวิต มันก็อาจจะเป็นโจทย์แทนได้ โดยมีจักรยาน
เป็นอีกหนึ่งปัจจัย..... อย่างข้อ 5 นี่ผมเห็นด้วยเลยนะครับ หลายคนเห็นคนอื่นปั่นออกทริปกันเป็นกลุ่มก็อยากไปกะเขาบ้าง
ก็เลยไปซื้อจักรยานมา ปั่นได้สองสามทริป เลิก ก็แปลกใจเหมือนกันว่า บ้านเรา ชมรมจักรยานมีเป็นพัน ทริปจักรยานเดือนหนึ่งมีมากจน
จำไม่ได้ ปริมาณจักรยานก็มากกว่าทุกประเทศในแถบนี้ทั้งหมด คนขี่ก็เยอะกว่า
แต่ทำไม เราไม่มีมาตรฐานของวิถีจักรยานของสังคมไทย ให้เป็น icon จนเมืองนอกต้องหันมาดูและศึกษา เหมือนอย่างหลายๆเมือง
ที่เอามาลงในเว็บอยู่บ่อยๆ
-
green_t
- ขาประจำ
- โพสต์: 1000
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ต.ค. 2008, 22:29
- team: ยังไม่กล้าสมัคร
- Bike: ยังไม่มีเลย เก็บเงินอยู่ครับ
Re: "ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ผมสงสัยทำไมหมวกดูเก๋ๆ ทำไม่แพงซะ
บวกกำไรเยอะหรือว่าเข้ามาแพงแล้วครับ
บวกกำไรเยอะหรือว่าเข้ามาแพงแล้วครับ