ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

เชิญชวนเพื่อนๆมาออกทริปแบบกันเอง ไม่มีทีมงานจัดการปั่นอย่างเป็นระบบมากนัก ดูแลกันเองพอสมควรในหมู่เพื่อนฝูง

ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย

grit
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1000
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2012, 10:12
Tel: 0845152648
team: เทศบาลเมืองปากน้ำ
Bike: Universal
ติดต่อ:

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย grit »

กระทู้ของ rainbow http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=720
บางแก้วไบค์ หน้า900 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... tart=13485
ปากน้ำ inter team หน้า555 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... start=8310
กระทู้ ครอบครัว+จักรยาน http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 7&t=721098

______________________________________________________________________________________
Video จากรายการ ท่องโลกกว้าง
เรื่อง จักรยานแท้กซี่

http://www.dailymotion.com/video/xwv85l ... mbediframe
______________________________________________________________________________________
รวมพลคนขาอ่อน-pom za เขียน:" I know that I know nothing "

เจออาหารสมองในกองหนังสือ...อ่านบทความเก่าๆ ที่เคยนำไปเป็นหัวข้อในการสนทนา

รูปภาพ

“โสเครติส”
เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ สร้างองค์ความรู้
จาก "คำถาม" กลยุทธ์ของ "โสเครติส" ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน
และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
"โสเครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้น แสวงหา “ความรู้.
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้" เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้ "
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำ
แล้วจึงเริ่มให้เขาเท "น้ำ" ใหม่ใส่แก้วด้วยมือ ของเขาเอง
"น้ำ" ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ"
ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
"คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"

"โสเครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ
"คนฉลาด" ในมุมมองของ "โสเครติส" นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่
"คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้

ส่วน "คนโง่" นั้น คือ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้


พออ่านถึงบรรทัดนี้ ทำไมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย…….. :D
boykrub เขียน:********* มีเพียงฉันที่ไม่ได้กินฟรี *********

เรื่อง มีเพียงฉันที่ไม่ได้กินฟรี
ผู้แต่ง ภรรยาคุณเลี่ยว
(ผู้แต่งใช้อักษรจีนเพียง ๘๐๐ ตัว สามารถบรรยายถึงสภาพสังคมจีนยุคใหม่ได้อย่างสุดยอดจริงจริง)

วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ พวกเพื่อนๆสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม
ได้นัดชุมนุมพบปะสังสรรค์กัน
ที่ภัตราคาร เทียนอัน นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา
พวกเพื่อนเก่าได้นัดพบปะกันสม่ำเสมอ มีแต่ฉันเท่านั้น
ที่ขาดการติดต่อกับพวกเพื่อน ฉันทำงานวาดภาพผลิตภัณฑ์ในโรงงานแห่งหนึ่ง
ฉันและสามีต่างก็ช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว
ด้วยรายได้ที่ไม่มากนัก ความจริงฉันตั้งใจจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยง
แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธเพื่อนๆได้ ก็เลยต้องรับปาก

สามีของฉันยุ่งอยู่กับการทบทวนบทเรียนให้ลูกชาย
ซึ่งลูกชายของเรากำลังเตรียมตัวเข้าเรียนชั้นมัธยม
เพื่ออยากให้ลูกชายได้เรียนในโรงเรียนมัธยมที่ดีมีชื่อเสียง
พักนี้สามีต้องวิ่งเต้นเข้าหาผู้บริหารโรงเรียน
ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบผลว่าสำเร็จหรือไม่
ก่อนออกจากบ้านฉันเหลือบมองดูลูกชายแล้วจึงเดินออกไป

ภัตตาคาร เทียนอัน เป็นภัตราคารหรูชั้นหนึ่ง
เมื่อฉันเดินเข้าไปห้องที่จองไว้ พวกเพื่อนๆ มากันครบแล้ว
ทักทายฉันเกรียวกราวยังไม่ทันได้นั่งต่างก็แย่งกันยื่นนามบัตรให้ฉัน
พลิกดูนามบัตรแต่ละคนต่างก็มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นผู้จัดการ ผู้บริหาร ต่างๆ
แม้กระทั่งอาฮุยซึ่งเรียนไม่เอาใหนที่สุด
สอบได้ที่โหล่ ก็ยังได้เป็นตำรวจ เป็นผู้กำกับสถานีตำรวจ

มองดูอาหารที่พนักงานเอามาเสริฟ
ฉันหูตาลายไปหมด นั่งนึกสงสารตัวเองที่ผ่านๆมาไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารพวกนี้เลย
คำนวนในใจค่าอาหารโต๊ะนี้มีมูลค่าเท่ากับรายได้ของฉันถึง ๓ เดือนทีเดียว

อาฮุยตำรวจทำตัวเหมือนเจ้าภาพ
งานเลี้ยงนี้ ชักชวนเพื่อนๆให้กินกันไม่หยุด และรินเหล้าแจกทุกคน
คีบอาหารให้คนโน้นคนนี้ ปากก็พูดไม่หยุดว่า "กิน พวกเรากิน มื้อนี้ผมจัดการเอง ไม่ต้องห่วง"
พรรคพวกทุกคนไม่มีไครขัดศรัทธา
ทั้งกินทั้งดื่มสนทนากันอย่างสนุกสนาน

เมื่อสมควรแก่เวลา หลังจากที่กินกันอย่าง อิ่มหนำสำราญแล้ว
ก็เป็นเวลาที่ต้องแยกย้ายกลับกัน
ฉันสังเกตุดูไม่มีไครแสดงความใจกว้างที่จะเป็นผู้เคลียร์จ่ายค่าอาหาร
ในที่สุดอาฮุยควักโทรศัพท์ออกมา
กดหมายเลขแล้วพูดว่า " เสี่ยวหลี่ คืนนี้ออกไปจับกุมกวาดล้างได้อะไรไหม
.. ..เออ ดี ดี
ส่งมาพบผมที่ภัตราคาร เทียนอัน สักคน ให้มาช่วยจ่ายค่าอาหารหน่อย"

พูดจบเขาก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าด้วยความภาคภูมิใจ
พวกเพื่อนก็เฮด้วยความสนุกสนาน
ต่อมาไม่ถึง ๑๕ นาที ก็มีชายวัยกลางคนผลักประตูเข้ามา
พอเห็นยอดเงินในใบเสร็จก็หน้านิ่วคิ้วขมวด
ดูเหมือนว่าเงินสดเขามีไม่พอจ่าย

เขาควักโทรศัพท์ออกมาพร้อมทั้งกดโทรพูดว่า
"คุณเลี่ยวหรือครับ ผมครูใหญ่หม่านะครับ
เรื่องลูกชายของคุณที่ฝากมาเข้าโรงเรียนมัธยมของผมนั้น
เป็นอันว่าผมตกลงรับไว้แล้วนะครับ แต่พอดีวันนี้ผมเชิญเพื่อนๆมาเลี้ยงอาหาร
อยากขอให้คุณมาช่วยจ่ายค่าอาหารได้ใหมครับ
ผมอยู่ที่ภัตราคารเทียนอัน ห้อง ๒๐๓ ...."

หลังจากนั้นประมาณ ๒๐ นาที มีคนมาเคาะประตู
พอประตูเปิดออกมา ทันทีที่เห็นสามีที่ใส่แว่น
สายตาหนาเตอะของฉัน คือผู้เดินเข้ามา
ฉันเป็นลมล้มฟุบลงทันที

(เรื่องสั้นนี้ได้รับรางวัลวรรณกรรมดีเด่นมากมาย ประจำปี ๒๐๐๖)
จัดเทียบเท่ากับ นักเขียนปฏิวัตร หลู่ซิ่น ทีเดียว

เคดิต by Internet
ไฟล์แนบ
P1000255.jpg
P1000255.jpg (91.98 KiB) เข้าดูแล้ว 475 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย grit เมื่อ 04 ต.ค. 2013, 10:43, แก้ไขแล้ว 18 ครั้ง
grit
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1000
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2012, 10:12
Tel: 0845152648
team: เทศบาลเมืองปากน้ำ
Bike: Universal
ติดต่อ:

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย grit »

:D
*ศิลปะแห่งการท่องเที่ยว(โดยไม่ต้องเที่ยว) * เรื่องโดย *คุณฐิติขวัญ เหลี่ยมศิริวัฒนา ***

เคยไหมที่หลังจากได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆแล้ว คุณกลับรู้สึกแย่กว่าก่อนออกเดินทาง

หลายครั้งความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้นอาจจะมาจากประสบการณ์อันไม่พึงประสงค์ที่คุณได้รับจากการเดิน
ทาง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินดีเลย์ เที่ยวบินถูกยกเลิก กระเป๋าเดินทางหาย ถูกล้วงกระเป๋า
โรงแรมไม่หรูหราอย่างที่คาดหวังไว้ สภาพอากาศขมุกขมัว สถานที่ท่องเที่ยวปิด เพราะเกิดการ
ไตรค์ขึ้น ฯลฯ

แต่อีกหลายครั้งคุณก็ยังรู้สึกแย่ แม้ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีตามแผนที่วางไว้ และเมื่อการเดินทางสิ้น
สุดลง นอกจากคุณจะไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแล้ว คุณกลับพบว่า การท่องเที่ยวได้ดูดพลังไปจากจิตวิญญาณของ
คุณอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

“ ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น ”

“ นี่การท่องเที่ยวที่หมายถึงวันลาพักร้อนอันทรงคุณค่า และเงินทองที่เราเฝ้าเก็บเล็กผสมน้อยมา
ตลอดทั้งปี ไม่ใช่ทางออกสำหรับชีวิตจริงๆหรือ ”

“ ถ้าการไปเที่ยวก็ช่วยให้ชีวิตอันแสนเหน็ดเหนื่อยและน่าเบื่อหน่ายของเราดีขึ้นไม่ได้ แล้วจะพึ่ง
อะไรกันต่อไปดี ”

จะพาคุณไปพบกับคำตอบของคำถามเหล่านั้น ณ บัดนี้

*ไม่ต้องไปไหนไกลก็สุขได้ ***

ดร.เคิร์ก ไบรอน โจนส์ ( Kirk Byron Jones ) ผู้เขียนหนังสือ Holy Play:The Joyful
Adventure of Unleashing Your Divine Purpose กล่าวว่า *“ **แม้การเปลี่ยน
บรรยากาศจะช่วยให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นได้ก็จริง แต่การเปลี่ยนบรรยากาศก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
เพราะการพักผ่อนที่ช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้แก่ชีวิตอย่างแท้จริงนั้น เกี่ยวข้องกับการ
เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเรา มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งภายนอกที่อยู่รอบตัวเรา” ***

ซาวีเยร์ เดอ เมสเตรอ ( Xavier de Maistre ) กวีชาวฝรั่งเศลผู้โด่งดังในช่วงคริสต์
ศตวรรษที่ 18 จากการตีพิมพ์บันทึกการเดินทางที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ภายใต้ชื่อว่า บันทึกการ
เดินทางไปรอบๆ ห้องนอนของฉัน ( Voyage autour de machambre ) คือบุคคลแรกที่ได้พิสูจน์
ให้โลกเห็นอย่างเป็นทางการว่า ความรู้สึกเป็นสุขจากการท่องเที่ยว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่หากแต่อยู่
ที่สภาพจิตใจในขณะนั้น หากเราสามารถเปิดใจให้กว้างและสร้างสภาวะแห่งการท่องเที่ยวขึ้นในจิต
ใจได้แล้วละก็ เราจะสามารถมีความสุขได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล

เขากล่าวว่า “ คนเรามักจะมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลเป็นเรื่องน่าเบื่อกันจนเป็นนิสัย เราจึง
เลิกใส่ใจสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัว และพลาดโอกาสที่จะเห็นความสวยงามเหล่านั้นไปอย่างน่า
เสียดาย ”

เมื่อได้อ่านบันทึกของเขา หลายคนอาจจะมองชายผู้นี้ว่าเป็นมนุษย์แปลกประหลาดหรือถึงขั้นเสียสติ
แต่ลึกๆ แล้วคงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า การที่เดอ เมสเตรอ สามารถมองสิ่งที่ตนเองคุ้นชินให้กลาย
เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่น่าตื่นเต้นและสวยงามได้ทุกครั้งนั้น ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก

*8 วิธีสร้างสภาวะแห่งการท่องเที่ยวขึ้นในจิตใจ เพื่อให้คุณรู้สึกสุขสนุก และมีชีวิตชีวาได้โดยไม่ต้อง
ไปไหน ***

พฤติกรรมผิดๆอย่างหนึ่งที่มนุษย์เราทำอยู่โดยไม่รู้ตัวก็คือ เรามักจะปล่อยชีวิตประจำวันซึ่งกินเวลาถึง
ร้อยละ 90 ของชีวิตไปกับการหลับหูหลับตาใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ โดยมองข้ามความงดงามของสรรพ
สิ่งที่อยู่รอบกายไป แต่กลับไปคาดหวังว่าหากเราได้เดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล ได้ชื่นชมและ
สัมผัสสิ่งแปลกใหม่ แม้เพียงชั่วเวลาไม่ถึงร้อยละ 10 ของชีวิตแล้ว ชีวิตของเราจะมีชีวามากขึ้น
โดยหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วพลังชีวิตที่เราเฝ้าฝันนั้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปไขว่คว้าหาจากที่
ไหน แต่พบได้ง่ายๆ ที่นี่และตรงนี้ ขอเพียงแค่เรา เปิดใจ มองชีวิตในมุมใหม่และใส่ใจ ให้มากขึ้น

*ต่อไปนี้คือ 8 ขั้นตอนมหัศจรรย์ที่จะทำให้คุณรู้สึกดีเหมือนได้บินไปพักผ่อนที่รีสอร์ทหรูบนเกาะส่วนตัว
โดยไม่ต้องขยับตัวไปไหน ***

1. *รู้จักปิดสวิตซ์บ้าง * อย่าใช้ชีวิตในโหมดมนุษย์ออฟฟิศที่พกงานติดตัวไปด้วยทุกที่ทุกเวลา
โดยไม่ยอมตอกบัตร สลัดเรื่องงานออกจากหัวบ้าง เพราะการพักผ่อนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
หากคุณไม่ลดการทำกิจกรรมที่ดูดพลังจากตัวคุณ โดยเฉพาะการครุ่นคิดเรื่องเครียดๆเช่นเรื่องงาน

2. *ละเลียดแทนที่จะเร่งรีบ * โยนออร์แกนไนเซอร์ทิ้งไป หันหน้าปัดนาฬิกาไปทางอื่น
คว่ำปฏิทินลง เลิกกังวลถึงสิ่งที่คุณเพิ่งทำเสร็จไป เลิกหมกมุ่น คว่ำปฏิทินลง เลิกกังวลถึงสิ่งที่คุณเพิ่ง
ทำให้หมด แล้วหันมาใส่ใจกับปัจจุบันขณะให้มากขึ้น ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ เรามักจะไม่
ค่อยพอใจกับปัจจุบันขณะของตนเอง ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่ทุกข์กายก็ทุกข์ใจ
เช่น หากเราถูกบังคับให้ยืนนานๆ เราย่อมอยากนั่ง แต่เมื่อได้นั่งสักพัก เราก็เริ่มกระสับกระส่าย
อยากจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เด็กๆ มักไม่พอใจกับความเป็นเด็กของตนเอง เร่งวันเร่งคืนอยากโตเป็น
ผู้ใหญ่ แต่เมื่อเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่สมใจ มีใครบ้างที่ไม่เคยบ่นว่า “ อยากกลับไปเป็นเด็กเหลือเกิน
” ชาร์ล โบเดอแลร์ ( Charles Baudelaire ) กวีชาวฝรั่งเศสยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าว
ไว้ว่า “ ชีวิตก็คือโรงพยาบาล ที่คนไข้แต่ละคนหมกมุ่นอยู่กับการย้ายเตียงนอน คนนี้อยากจะนอนป่วย
อยู่หน้าเครื่องทำความร้อน ในขณะที่คนนั้นคิดว่าตนเองจะต้องรู้สึกดีขึ้นแน่ๆ หากได้นอนข้างหน้าต่าง
” ความทุกข์อีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ เรามักจะรู้สึกเบื่อกับอยู่เสมอๆ มากน้อยต่างกันไปในแต่ละ
บุคคล แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนแล้ว ย่อมไม่มีใครที่ไม่เคยประสบพบเจอกับ “ ความเบื่อหน่าย ”
ครั้งต่อไปที่ต้องเผชิญหน้ากับความเบื่อหน่าย แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการ “ ฆ่า ” เวลา โดยรีบเร่ง
ทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ทุกอย่างจบลงและผ่านไปอย่างรวดเร็วที่สุด เพียงเพื่อให้ขึ้นชื่อว่าได้ทำสิ่งนั้นๆ
แล้ว *ลองหันมา **“ **ฆ่า **” **ความเบื่อหน่ายด้วยการใส่ใจกับปัจจุบันขณะ *และหาวิธีที่จะ
ตักตวงจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้ให้ได้มากที่สุด ดังที่จอห์น รัสกิน ( John Ruskin )
ศิลปินอังกฤษผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่งในยุควิกตอเรียกล่าวไว้ว่า “ โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่
ได้เห็น ขอเพียงเราเดินช้าลงหน่อย...ความสุขของมนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ที่การก้าวไปข้างหน้า หากแต่
เป็นการดำรงอยู่ในแต่ละขณะอย่างเต็มตื่นมากกว่า ”

3. *ปรนเปรอตัวเอง * ถามตัวเองว่า ลึกๆแล้วคุณอยากทำอะไร ต้องการอะไร และ
อยากเห็นชีวิตของตัวเองเป็นอย่างไร แล้วลงมือทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้ แต่หากคุณรู้สึก
เหนื่อยมาก จนไม่อยากทำอะไรเลย ก็จงตามใจตัวเองด้วยการอยู่เฉยๆ แล้วดื่มด่ำกับความสุขจาก
การไม่ต้องทำอะไรเลยให้เต็มที่ ก่อนจะออกเดินทางเที่ยวไป ลองถามตัวเองว่า เพราะเหตุใดคุณ
จึงต้องการที่จะออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ คุณรู้สึก “ ขาด ” อะไรและตั้งใจจะไป “ ค้นหา ”
อะไรจากสถานที่เหล่านั้น แล้วพยายามหาหนทางเติมเต็มสิ่งที่คุณขาดเสียตั้งแต่วันนี้ เช่น แทนที่จะ
ออกเดินทางรอนแรม เพื่อมองหาสถานที่ในฝันของคุณ ก็ทำบ้านของคุณให้กลายเป็นสถานที่ในฝันนั้น
เสียเลย หลายๆครั้งความพึงพอใจในชีวิตก็มักจะมาจากสิ่งละอันพันละน้อย อย่างผ้าปูเตียงสีขาวแบบ
เดียวกับที่ใช้ในโรงแรม หรือโซฟาหนังตัวใหญ่ที่ทำให้คุณอยากทิ้งตัวลงไปทุกคนเพื่ออ่านหนังสือดีๆสัก
เล่มก่อนนอน แวนโก๊ะ กล่าวว่า “ บ้านของผมด้านนอกทาสีเหลืองเฉดเดียวกับเนยสด ตัดกับบาน
เกล็ดสีเขียวสว่าง อยู่ท่ามกลางแสงแดดในจัตุรัสที่มีสวนสีเขียวๆกับไม้พุ่มที่ให้ดอกสีม่วง ขาวและชมพู
ส่วนด้านในของบ้านเป็นสีขาวสนิท พื้นปูด้วยอิฐสีแดง และคลุมด้วยท้องฟ้าสีฟ้าจัดด้านบน เมื่ออยู่ในที่
แบบนี้ ผมสามารถหายใจทำสมาธิและวาดภาพได้ ” อย่ามองข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่จะนำ
ความสุขมาสู่ชีวิตประจำวันของคุณ เพราะแม้คุณจะไม่ใช่ศิลปินเอกของโลกเช่นแวนโก๊ะ แต่ทุกคนก็
ควรค่าที่จะได้อยู่ท่ามกลางสิ่งที่ตนรักมิใช่หรือ

4. *สวมวิญญาณศิลปิน * เสพศิลป์เพื่อสร้างสุข เติมสิ่งดีๆ ให้ชีวิตด้วยการเสพศิลปะ หนึ่ง
ในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะสามารถมอบให้แก่ตัวเอง ศิลปะทำให้จิตใจของมนุษย์ละเอียดอ่อนขึ้น จน
กระทั่งสามารถหันกลับมา “ ใส่ใจ ” ในรายละเอียดที่เราไม่เคยใส่ใจมาก่อน และเข้าถึงความ
สวยงามของสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง ศิลปะทำให้ความงดงามของสรรพสิ่งปรากฏขึ้นและประทับใจใน
ความทรงจำของเราอย่างหนักแน่นกว่าปกติ วัตถุธรรมดากลายเป็นสิ่งสูงค่าขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์
ป่าเขาที่รกร้างกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังได้ เพียงเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมีโอกาสได้ไปอวด
โฉมอยู่บนผืนผ้าใบของศิลปินของโลก ตัวโน๊ตไม่กี่ตัวกลายเป็นบทเพลงอันงดงามสลับซับซ้อนที่ได้รับ
การบรรเลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะตัวโน้ตเหล่านั้นได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่โดยนับประพันธ์ผู้
เปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพ จอห์น รัสกิน กล่าวว่า “ ศิลปะทำให้มนุษย์รู้จัก “ สังเกต ” แทนที่จะ “
มองเพียงผ่านๆ ” เราจะเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใดสิ่งหนึ่งจึงงดงาม และเพราะเหตุใดเราจึง
หลงรักสิ่งนั้น ก็ต่อเมื่อเรารู้จักมองสิ่งนั้นด้วยสายตาอันละเอียดอ่อน เช่นเดียวกับสายตาของศิลปิน
ดังที่แวนโก๊ะกล่าวว่า “ กลางคืนเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันยิ่งกว่าตอนกลางวัน ถ้าเราใส่ใจอย่างแท้จริง
เราจะเห็นว่าดาวบางดวงเป็นสีเหลืองมะนาวบางดวงเป็นสีชมพูสุกสว่าง บางดวงเป็นสีเขียว
บางดวงเป็นสีฟ้าเรืองรองเหมือนดอกฟอร์เกตมีนอต ดังนั้นจึงไม่ต้องอธิบายว่าทำไมการแต้มจุดสีขาว
เล็กๆลงไปบนพื้นสีฟ้าจึงไม่เพียงพอ ” จงสวมวิญญาณศิลปินมองหาความงดงามในสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบ
ตัว แล้วดึงเอาความสวยงามเหล่านั้นมาเติมเต็มชีวิตในแต่ละวันของคุณ

5. *เปิดบันทึกชีวิตหน้าใหม่ *ลองเริ่มทำอะไรใหม่ๆ อะไรก็ได้ที่คุณไม่เคยทำมาก่อน ไม่ว่า
จะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการลองชิมอาหารเมนูใหม่ หรือเรื่องใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตที่เหลือของคุณ
เช่น การตกลงใจสมัครเรียนปริญญาตรีอีกฉบับในสาขาวิชาที่คุณแอบหลงรัก แต่ไม่กล้าบอกใคร
เพราะการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ มักสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชีวิตได้เสมอ

6. *ปลุกใจให้ตื่นจากความซ้ำซากจำเจ *แซมวล เทย์เลอร์ คอเลริดจ์ ( Samuel
Taylor Coleridge ) กวีอังกฤษกล่าวไว้ว่า “ แทนที่เราจะปลุกจิตใจให้ตื่นขึ้นจากความซ้ำซาก
จำเจ แล้วพุ่งความสนใจไปที่ความงดงามและความแปลกใหม่ของสิ่งที่อยู่รอบกาย อันเป็นสมบัติที่ไม่มี
วันหมดไปของมนุษย์ เรากลับถูกความคุ้นเคยและความหมกมุ่นกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องของตนเองครอบ
งำ จนกระทั่งเรามีตาที่มองไม่เห็น มีหูที่ไม่ได้ยินเสียง และมีจิตใจที่ไม่เคยรู้สึกรู้สาหรือเข้าอกเข้า
ใจสิ่งต่างๆรอบกายเลย ” ด้วยเหตุนี้ศิลปะอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตก็คือ ความสามารถในการมอง
เห็นความงดงามและแปลกใหม่ในสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ ด้วยการทำตามคำแนะนำง่ายๆ ของมาดอนน่า (
Madonna ) ที่ว่า “Like a virgin, touched for the very first time” คือ ไม่ว่าคุณ
จะทำอะไร จงทำราวกับว่ามันคือครั้งแรกสำหรับคุณ แม้ว่าคุณจะเคยทำสิ่งนั้นมาแล้วบ่อยแค่ไหนก็ตาม
*คุณสมบัติที่จำเป็นที่สุด สำหรับการสร้างสภาวะแห่งการเดินทางขึ้นในจิตใจก็คือ ความสามารถใน
การเปิดใจให้พร้อมมองสิ่งเดิมๆ ในแง่มุมใหม่ๆ อย่างปราศจากอคติ โดยไม่ตัดสินหรือตีตราในใจไว้
ก่อนว่า อะไรคือสิ่งแปลกใหม่ที่น่าสนใจ และอะไรคือความธรรมดาที่น่าเบื่อหน่าย *แต่ค่อยๆสัมผัส
โลกอย่างตื่นตาตื่นใจ และศึกษาทุกซอกทุกมุมของสิ่งต่างๆ ด้วยความใส่อกใส่ใจ ราวกับว่านี้เป็นครั้ง
แรกในชีวิตที่คุณได้เห็นมัน แล้วคุณจะพบว่า ในสิ่งที่ธรรมดานั้นมีความวิเศษที่คาดไม่ถึง รอให้คุณค้นพบ
อยู่เสมอ

7. *กลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไม * ด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัว
เหมือนเด็กๆ แล้วใส่ใจกับการหาคำตอบให้แก่คำถามเหล่านั้น เพราะสิ่งที่จะเป็นแรงขับชั้นดีซึ่งช่วย
สร้างแรงบันดาลใจและช่วยให้บุคคลธรรมดากลายเป็นคนที่รุ่มรวยขึ้นในเชิงประสบการณ์ชีวิตก็คือ
ความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งเปรียบเหมือนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คอยหล่อเลี้ยงจิตใจของเหล่านักปราชญ์ นักคิดนัก
ประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกทั้งหลายได้เสมอมา ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด

8. *กลับเป็นเด็กอีกครั้ง * ถามตัวเองว่า นานเท่าไรแล้วที่คุณไม่ได้ปล่อยใจให้กลับไปคิด
อย่างเด็กๆอีกครั้ง *นานเท่าไรแล้วที่คุณลืมก้มลงมองน้ำหรือแหงนมองฟ้า แล้วตั้งคำถามตลกๆ กับตัว
เองหรือคนใกล้ชิด *เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ สิ่งที่คุณรับผิด
ชอบ ความคาดหวังของผู้อื่น และปัญหาที่นอนเนื่องอยู่ในหัว ถ้าคำตอบของคุณคือ “ นานมากแล้ว ”
ขอแนะนำให้คุณลองทิ้งตัวตน เลิกสนใจสายตาคนรอบข้าง แล้วทำตัวให้เหมือนเด็กๆ ดูบ้าง เช่น
หยุดยืนพิจารณารายละเอียดของสิ่งที่เราเดินผ่านทุกวันอย่างสนอกสนใจ แม้ว่าจะถูกเพื่อนร่วมทางที่
เดินผ่านไปมามองอย่างประหลาดใจ นั่งลงสเก็ตซ์ภาพต้นไม้หน้าออฟฟิศอย่างตั้งอกตั้งใจ เพียง
เพราะว่าเราเห็นว่ามันช่างงดงามเหลือเกิน ค่อยๆ ละเลียดเดินชม และทำความรู้จักสินค้าทุกชิ้นใน
ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน อย่างตื่นตาตื่นใจ และชี้ชวนคนรักให้แหงนหน้าขึ้นมองก้อนเมฆที่เคลื่อน
ไหวอย่างช้าๆ แล้วก้มลงมองท่วงท่าของเต่าทองที่ค่อยๆ คลี่ปีกแข็งของมันออกด้วยความพิศวง ไม่
ต่างจากที่คุณเคยทำสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม แล้วคุณจะพบว่า ความสุขนั้นเกิดขึ้นได้ที่นี่และตรงนี้ ด้วย
วิธีที่ง่ายกว่าที่คุณคิด ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง ลองถามตัวเองดูสิว่า กี่ครั้งแล้วที่คุณเฝ้า
เร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันพักร้อน เพียงแค่จะรุดหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือให้ได้ชื่อว่า “
เคยไป ” “ เคยทำ ” “ เคยกิน ” “ เคยลอง ” แล้วได้กลับมาเพียงแต่รูปถ่ายที่จะไม่มีวันย้อน
ไปดูซ้ำอีก หรือของที่ระลึกไร้ค่าที่จะกลายเป็นขยะในเวลาเพียงไม่กี่ปีต่อมา จะดีกว่าไหม หากการ
ออกเดินทางครั้งต่อไปของคุณจะเป็นการเดินทางเข้าสู่ภายใน เพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ และ
สร้างความสุขให้เกิดขึ้นที่ใจของคุณเองอย่างแท้จริง

-----------------------------------------------------------

เวลา..ศัตรูที่แฝงเร้น เรื่องโดย รองศาสตราจารย์ นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ

มีสุภาษิตฝรั่งว่า “ Time and tide wait for no man ” ผมรู้จักคำพูดประโยคนี้เมื่อฟังเพลงโฆษณาของนาฬิกายี่ห้อหนึ่งสมัยที่เป็นเด็กว่า “สายน้ำไม่คอยท่า วันเวลาไม่คอยใคร” แต่ก็มีคนแปลได้ไพเราะมากขึ้นอีกว่า “กาลเวลาและวารี มีแต่หนีหายไป”

ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วเกิดภาพในใจ ความคิดเห็น และความรู้สึกกับข้อความนี้อย่างไรบ้างครับ

คำสอนนี้ตั้งใจจะให้คนเราไม่ประมาท ไม่นิ่งนอนใจ ควรเร่งเรียนรู้ศึกษา เร่งทำงาน สร้างผลงาน โดยไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป เหมือนกับสำนวนที่ว่า “อย่าผัดวันประกันพรุ่ง” ใช่ไหมครับ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็มีอีกหลายท่านที่ยึดคำสอนนี้อย่างเคร่งครัด จริงจังจนเกินไปกลายเป็นนิสัยรีบเร่ง ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเร่งรีบ

มนุษย์สมัยโบราณคงสังเกตเห็นโลกนี้ประเดี๋ยวก็มืด ประเดี๋ยวก็สว่าง พระอาทิตย์ลอยข้ามศีรษะไปตกอีกฟากหนึ่งครั้งแล้วครั้งเล่า จึงได้คิดประดิษฐ์เครื่องบอกเวลา โดยแบ่งช่วงขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้าออกเป็นช่วงเท่าๆ กัน และใช้เงาของแสงอาทิตย์ซึ่งตกลงในจานหมุนเป็นตัวชี้วัด เรียกว่านาฬิกาแดด ใช้บอกเวลา ต่อมาจึงมีนาฬิกาแบบตุ้มแกว่งไปมา จนถึงนาฬิกาควอร์ตซ์ในปัจจุบัน เราสร้างเวลาไว้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต เพื่อให้กิจกรรมทั้งหลายที่เราต้องทำร่วมกันนั้นเกิดความสอดคล้อง กลมกลืน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เวลานั่นเองที่เป็นศัตรูของจิตใจ สร้างความกดดัน ความเร่งรีบ เพื่อให้ทันเวลา เกิดเป็นความเครียด และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพความเจ็บป่วยอื่นๆ อีกมากมาย

ลักษณะบุคลิกภาพแบบหนึ่งซึ่งแพทย์โรคหัวใจสองท่านคือ ดร.เมเยอร์ ฟรีดแมน ( Meyer Friedman ) และดร.เรย์ เอซ. โรเซนแมน ( Ray H. Rosenman ) เรียกว่า บุคลิกภาพชนิดเอ ( Type A personality ) คือผู้ซึ่งจริงจังในเรื่องเวลา ด้วยการเร่งรีบไปกับทุกเรื่อง ไม่อดทนรอคอย ทำอะไรก็ต้องแข่งกับเวลา และชอบแข่งกับคนอื่น มีความทะเยอทะยานสูง จะต้องเอาให้ได้ในสิ่งที่ตนเองหวังไว้ หากไม่ได้ก็จะรู้สึกโกรธ หัวเสียง่าย ซึ่งมีข้อมูลการวิจัยว่า ผู้มีบุคลิกภาพแบบนี้ จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า

ถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่าน คงร้องอ๋อว่า ใช่เลย คนใกล้ชิดหลายคนรอบๆ ตัวหรือตัวท่านเองก็อาจมีบุคลิกภาพแบบนี้

ศาสตราจารย์ชาวต่างประเทศท่านหนึ่งที่ผมรู้จักบอกว่า ท่านเป็นคนบุคลิกภาพชนิดเอตัวจริง อาจจะเรียกว่าบุคลิกภาพชนิดเอตัวพ่อก็ได้ ท่านสังเกตว่า เวลาเดินไปธุระกับเพื่อนๆ เพื่อนของท่านมักจะเดินตามไม่ทัน ท่านจะก้าวเร่งเร็วอย่างนี้ กลายเป็นนิสัยและแทบไม่รู้ตัวเลย รวมไปถึงการรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ และยังทานไปด้วยอ่านตำราไปด้วย แม้ในขณะที่กำลังเดินไปเข้าประชุมตอนบ่ายสองนั้น ใจก็คิดไปล่วงหน้าแล้วว่ายังมีนัดหมายอีกช่วงตอนบ่ายสี่ หลังจากนั้นจะต้องรีบเขียนบทความที่ค้างไว้ให้เสร็จ และเร่งตอบอีเมลเพื่อนจากต่างสถาบันที่ขอให้ช่วยตรวจทานตำราให้ ซึ่งท่านเองก็ต้องรีบยื่นข้อเสนอขอทุนวิจัยระดับประเทศให้ทัน ก่อนกำหนดเส้นตายวันศุกร์นี้

นิสัยเร่งรีบเช่นนี้ ไม่ใช่มีเฉพาะกับคนทำงานที่มีความรับผิดชอบมากเท่านั้นนะครับ หลายคนที่แม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม ความเป็นบุคลิกภาพชนิดเอก็ยังออกอาการอยู่ ทำให้เกิดความกดดันในชีวิตของคนนั้นโดยไม่รู้ตัว อย่างเช่น คุณป้าท่านหนึ่งซึ่งเกษียณมาหลายปีแต่ยังมีปัญหาเครียด นอนไม่หลับ แม้ว่าท่านจะบอกว่า ท่านไม่มีเรื่องเครียดอะไรแล้วก็ตาม เมื่อได้พูดคุยถึงชีวิตประจำวัน ทำให้ทราบว่าในแต่ละวันนั้น ท่านต้องรีบตื่นแต่เช้าตีสี่เพื่อไปตลาดสด เพราะจะได้ไปซื้อผัก ปลา ผลไม้ที่สดใหม่ และผู้คนไม่พลุกพล่าน

หลังจากนั้นก็จะรีบกลับมาทำอาหารและรีบทานอาหารเช้าให้เสร็จ จะได้ไปรดน้ำต้นไม้ ดูแลสวน แล้วกลับมานอนพักผ่อนสักงีบ ซึ่งจะต้องตื่นก่อนสิบเอ็ดโมง เพื่อดูรายการข่าวช่วงเที่ยงวันของทีวีช่องประจำหลังจากทานอาหารกลางวัน แล้วก็จะต้องรีบทำธุระ เก็บกวาดบ้านให้สะอาดที่สุด ชนิดที่จะต้องไม่มีฝุ่นใดๆจับๆไม่ว่าจะเป็นที่ราวบันได เก้าอี้ ชุดรับแขก ที่จะต้องสะอาดและจัดวางให้เป็นระเบียบ

ต่อมาก็จะต้องเตรียมอาหารเย็นและต้องทานให้เสร็จก่อนหกโมงเย็น เพื่อที่ว่าจะได้ดูละครหลังข่าว และต้องรีบเข้านอนตอนสองทุ่ม เพื่อที่จะได้รีบตื่นตอนตีสี่ในเช้าวันถัดไป

นอกจากนี้เรายังเห็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถบนท้องถนนของเมืองใหญ่ การรีบไปจองซื้อตั๋วหนังในโรงภาพยนตร์ การวิ่งกรูกันผ่านประตูรถไฟฟ้าบีทีเอส การรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ในร้านที่มีการจับเวลา คือห้ามทานนานเกินเวลาที่กำหนด ดูเหมือนว่าเวลาช่างมีอิทธิพลเหนือชีวิตของคนทุกวันนี้ เวลาและความเร่งรีบถือได้ว่าเป็นสิ่งที่แฝงเร้นทำลายชีวิตเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยนะครับ

เรามาหยุดพักความเร่งรีบกันสักวันในหนึ่งสัปดาห์ดีไหมครับ เพื่อทำให้จังหวะชีวิตช้าลง เราจะได้สัมผัสและเฝ้าดูประสบการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างแท้จริง คือได้ทานอาหารจริงๆ ได้เดินจริงๆ ได้นั่งพักสบายจริงๆ ด้วยการทำให้วันนั้นเป็นวันแห่งสติ คือมีสติอยู่กับตัวเอง

อาจจะเริ่มด้วยการตื่นนอนตอนเช้า โดยไม่ต้องใส่นาฬิกา ไม่ต้องพะวงกับเวลา เดินเล่นออกกำลังกายเบาๆในละแวกบ้าน ทำอาหารและทานอย่างไม่เร่งรีบกับสมาชิกในครอบครัว หลังมื้ออาหารก็ล้างจานอย่างมีสติ ทำความสะอาด เก็บกวาดบ้านให้แลดูสะอาดตา

หากมีธุระ เดินทางออกจากบ้านก็ไปอย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรถแซงขึ้นหน้าใคร ยืนเข้าคิวซื้อของด้วยใจสงบ แม้คิวจะยาวสักหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะทุกขณะที่ท่านดำรงชีวิตอย่างมีสตินั้น เป็นชั่วขณะของชีวิตที่แท้เป็นความงาม ความเบิกบาน ความสุข ความพึงพอใจที่สมบูรณ์อยู่ในตัวแล้วนั่นเอง

ท่านจะพบว่าวันนั้นทั้งวัน จะเป็นวันที่ชีวิตได้พบกับความสุขสงบที่ประณีตยิ่งกว่าความสำเร็จอื่นๆ ที่ต้องวิ่งไปไขว่คว้าหามา และเวลาก็จะไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือต่อชีวิตท่านเมื่อได้ดำรงความมีสติไว้ จนสามารถบอกตนเองได้ว่า

“กาลเวลาและวารีแม้จะหนีหายไปก็ช่าง เพราะตอนนี้ฉันได้ชีวิตทั้งชีวิตกลับคืนมาแล้ว”



-------------------------------------------------------------

Slow Life City วิถีชีวิตใหม่ของชาวญี่ปุ่น
เป็นที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่อยู่พลเมืองญี่ปุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นประชากรของประเทศที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบและบ้างานถึงขั้นเป็นโรค workaholic ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางออกให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตที่เรียบง่ายในแบบ slow life
รัฐบาลจึงตอบรับด้วยการประกาศให้เมืองเล็กๆ บางเมืองนำวิถีชีวิตแบบแช่มช้ามาเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญ
เมืองคะเกะกะวะ จังหวัดซิซุโอะกะ คือเมืองหนึ่งที่ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเป็น slow life city และได้ออกบัญญัติการใช้ชีวิตแบบ slow life สำหรับประชาชนไว้ 8 ประการ ได้แก่
1. slow pace สร้างจังหวะให้ชีวิตช้าลง ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชน หันมาเดิน แทนการใช้รถยนต์ ซึ่งนอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการจราจรด้วย
2. slow wear รณรงค์ให้ประชาชน สวมใส่ผ้าพื้นเมือง ที่ทำจากวัสดุในท้องถิ่น จะได้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งและยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุนชน อีกทั้งยังเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของประเทศเอาไว้ด้วย
3. slow food รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่ ปรุงด้วยวัตถุดิบตามฤดูกาล และปฏิเสธอาหารจานด่วนที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ
4. slow house อยู่บ้านแบบญี่ปุ่นโบราณที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
5. slow industry รณรงค์ให้ประชาชนดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติการทำฟาร์มหรืออุตสาหกรรม จะต้องไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของเมือง
6. slow education ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ทางศิลปะวิถีแห่งชีวิต วัฒนธรรมญี่ปุ่น และเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมมากกว่าความเป็นเลิศทางการศึกษา
7. slow aging มุ่งไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยวิถีธรรมชาติ
8. slow life ดำเนินชีวิตอย่างแช่มช้าตามวิธีที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้นของสังคมโดยรวม

คัดลอกจาก : http://www.kanlayanatam.com

-------------------------------------------------------------

วิธีการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด โดย Dr. Jacob Vadakkanchery N.D.

ขอบคุณ
Forward Email นะค่ะ ที่ให้ได้รับแบ่งปันความรู้ดีๆ

บรรยายที่เสถียรธรรมสถาน
โดยคุณหมอ Jacob (Dr. Jacob Vadakkanchery N.D.)
ซึ่งเป็นหมอประเทศอินเดีย ที่รักษาโรคต่างๆ โดยวิธีธรรมชาติบำบัด

ประวัติ Dr. Jacob Vadakkanchery N.D.
Dr. Jacob เป็นคุณหมอในประเทศอินเดีย
เป็นเจ้าของโรงพยาบาลธรรมชาติบำบัด อยู่ 3 แห่ง
ซึ่งคุณหมอ จะเน้นการรักษาให้กับคนยากจน ประมาณ 80% คุณหมอเป็นนักต่อต้าน, นักอนุรักษ์นิยม, นักพูด (อันดับหนึ่งในรัฐคาน (ถ้าจำชื่อรัฐไม่ผิดนะ)) ฯลฯ
คุณหมอใช้วิธีรักษาแบบธรรมชาติบำบัดกับตัวเองมา ประมาณ 30 ปี ปัจจุบันคุณหมอแข็งแรงมาก ผู้แนะนำบอกว่า “คุณหมอสามารถว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไป-กลับ ภายใน 15 นาทีได้”

คุณหมอเล่าให้ฟังว่า คนเราส่วนใหญ่ มักนิยมกินยาพิษในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ 1. ยารักษาโรค (ยาพาราเซตามอล, ยาทิปฟี้ ฯลฯ)
2. อาหารเสริม
3. อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น McDonald. KFC, Pizza ฯลฯ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักและเป็นบ่อเกิดโรคต่างๆ

คุณหมอบอกว่าร่างการเราเป็นสิ่งที่วิเศษมาก
มันสามารถเปลี่ยนแปลงอาหารที่เรากินเข้าไปให้กลายเป็นสารอาหารต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
และมีวิธีการกำจัดของเสียในร่างกาย ออกเป็น 5 ทางคือ
1. ทางลมหายใจ
2. ทางเหงื่อ
3. ทางปัสสาวะ
4. ทางอุจจาระ
และ 5. ทางประจำเดือน

และร่างกายเรายังมีความวิเศษอีกอย่างคือ หากเรามีของเสียมาก
ร่างกายจะกำจัดโดยแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เช่น
การเป็นหวัด คือ ร่างกายเราจะมีน้ำมูกมาชะล้างเชื้อโรคบริเวณเยื่อบุจมูก
แต่คนเราส่วนใหญ่เมื่อมีการอาการเหล่านี้ ก็มักจะกินยา เพื่อรักษาอาการโรคเหล่านี้
ซึ่งความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ร่างกายเราไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ ทำให้โรคต่างๆ ยังคงอยู่ในร่างกายเราต่อไป

คุณหมอบอกว่าคนเราส่วนใหญ่ เวลาที่เราปวดหัว เราก็จะกินยาพารา 1 เม็ด แล้วกินน้ำตาม
แต่วิธีการของคุณหมอจะแตกต่างจากคนทั่วไป คือคุณหมอจะใช้ยาพารา 2 เม็ด มาบดให้ละเอียดแล้วคลุกกับข้าว แล้วไปตั้งที่ห้องครัว 2-3 วัน เมื่อกลับมาดูอีกครั้ง คุณหมอจะพบหนูตายประมาณ 10-15 ตัว นี่แสดงว่า ยาพาราเซตามอลเป็นยาฆ่าหนูชนิดหนึ่ง และเมื่อเราเป็นไข้ เรากินยาพาราเซตามอล แสดงว่าเราได้กินยาพิษเข้าไปในร่างกายด้วย

ยาพิษอีกตัวหนึ่งที่คุณหมอกำชับหนักหนากับพวกเราที่นั่งฟังอยู่ก็คือ น้ำตาลทรายขาว ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

คุณหมอถามพวกเราว่า เคยรู้หรือเปล่าว่าน้ำตาลทรายขาว มาจากไหน ?
ทุกคนก็ตอบว่ามาจาก “อ้อย” ซึ่งคุณหมอบอกว่า “ใช่”
แต่ก่อนที่มันจะเป็นน้ำตาลทรายขาว ผู้ผลิตได้นำอ้อยที่มีประโยชน์ ไปใช้ในขบวนการผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์เรียบร้อยแล้ว นำน้ำตาลส่วนที่เหลือซึ่งมีสีดำและไม่มีประโยชน์ ไปผ่านมาฟอกสี จนกลายเป็นน้ำตาลทรายขาวที่เรากินอยู่ทุกวัน
น้ำตาลทรายขาวนี้จะเข้าไปทำร้ายร่างกายเรา ตั้งแต่ลำคอ ผ่านไปกระเพาะ ลำไส้ ดังนั้นคุณหมอจึงอยากให้พวกเราทุกคนเลิกกินน้ำตาลทรายขาว และหันมากินน้ำตาลทรายแดง ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า

คุณหมอ ถามพวกเราอีกว่า เราเคยใช้ยาสีฟัน หรือเปล่า พวกเราก็บอกว่า “เคย”
คุณหมอบอกว่ายาสีฟัน ก็เป็นสารซักฟอก เช่นเดียวกับสบู่ที่เราใช้อาบน้ำนั้นแหละ
เพราะเมื่อเราแปรงฟัน จะมีเศษของยาสีฟันตกลงไปอยู่ในท้องของเรา
อาจทำให้เรามีปัญหาอาจเป็นโรคกระเพาะได้ คุณหมอบอกว่าคุณหมอใช้ใบมะม่วงหรือผงสมุนไพร ในการแปรงฟัน
คุณหมอก็ใช้แปรงสีฟันธรรมชาติที่พระเจ้าประทานให้มาแล้ว (นั่นก็คือนิ้วชี้ของคุณหมองัย)
คุณหมอแปรงฟันด้วยวิธีนี้มานาน 28 ปี แล้ว ฟันของคุณหมอยังขาวและแข็งแรงอยู่เลยนะ
มีผู้ฟังถามคุณหมอว่า “เราควรจะบริโภคนมวัวหรือปล่าว”
คุณหมอบอกว่า “แล้วเราเป็นลูกวัวหรือปล่าวล่ะ ที่ต้องกินนมแม่ (แม่วัว)
ถ้าไม่ใช่ เราก็ไม่ควรกิน มีนมอยู่อย่างเดียวที่เรากินได้ คือนมของแม่เราเอง
ซึ่งเป็นนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเราจริงๆ นอกนั้นนมอื่นๆ นั้น
"ไม่มีประโยชน์สำหรับร่างกายเราเลย”
คนฟังก็ถามต่อว่า “แล้วเราจะกินนมอะไรได้บ้าง หรือปล่าว กินนมแพะ ได้ไหมค่ะ”
คุณหมอบอกว่า “แล้วเราเป็นลูกแพะหรือปล่าวล่ะ ถึงจะไปกินนมแพะนะ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ควรกิน
แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างนมวัวและนมแพะ นมแพะจะมีคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรามากกว่านมวัวนะ”

การรักษาแบบธรรมชาติบำบัดของคุณหมอ สามารถรักษาโรคได้หลายๆ โรค เช่น
โรคผิวหนัง,ภูมิแพ้ต่างๆ, โรคมะเร็งบางชนิด, โรคไมเกรน ฯลฯ
มีบางโรคที่รักษาให้หายขาด และมีบางโรคที่ช่วยให้ทุเลาลงได้มาก
หากใครสนใจติดต่อ เสถียรธรรมสถาน พี่สมบูรณ์ 08-4115-1114 ได้นะค่ะ เค้าจะมีการจัดอบรมการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดในเดือนนี้และเดือนหน้าตามจังหวัดต่างๆ หรือขอคำปรึกษาได้นะค่ะ

วิธีการรักษาแบบธรรมชาติบำบัด

สิ่งที่ควรรู้ก่อน
1.การตากแดด ควรเป็นแสงแดดช่วงเวลาก่อน 9 โมงเช้าและหลัง 4 โมงเย็น
2.น้ำมะพร้าว คือ น้ำมะพร้าวสดแต่ไม่ต้องทานเนื้อ (ไม่ใช่มะพร้าวเผา) และต้องเป็นมะพร้าวที่ยังมีเปลือกสีเขียว เนื่องจากยังไม่ผ่านมาใช้สารฟอกเปลือกให้เป็นสีขาว
3.กินผลไม้สด (ไม่ควรแช่ตู้เย็น) คือ การกินผลไม้ 2 ชนิด โดยให้มีรสชาติเดียวกัน เช่น รสชาติหวานเหมือนกันทั้ง 2 อย่าง หรือเปรี้ยวทั้ง 2 อย่าง
4.น้ำหยวกกล้วย คือการนำหยวกกล้วยที่ผ่านการมีผลมาแล้ว นำมาสับและปั่นแล้วคั่นน้ำออกมา
5.การออกกำลังกายที่ดี คือ การเดิน, การว่ายน้ำ และการเล่นโยคะ
ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ก่อน 8 โมงเช้า และ 5 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม และควรออกทุกวัน

การดำรงชีวิตประจำวัน
1.ตื่นนอนก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือตื่นนอนก่อน 6 โมงเช้า
2.ดื่มน้ำมะพร้าวหรือน้ำผึ้ง
3.ไปนั่งถ่าย และแปรงฟันด้วยมือกับใบมะม่วงหรือผงสมุนไพร นวดเหงือกและฟัน ประมาณ 10 นาที
4.ชโลมน้ำมันงาหรือผงถั่วเขียว (แทนสบู่) ที่ศีรษะ, หน้าและร่างกาย หลังจากนั้น ให้นวดศีรษะ, นวดหน้า (เป็นการนวดเป็นนวดขึ้น เพื่อทำให้หน้าตาเต่งตึง), นวดร่างกาย เช่น นวดท้อง และนวดหัวใจ พร้อมทั้งพูดกคุยกับอวัยวะของตัวเอง ประมาณ 15-20 นาที แล้วนวดฝ่าเท้าประมาณ 15-20 นาที รอให้น้ำมันซึมเข้าผิวประมาณ 15-20 นาทีแล้วค่อยล้างออก
5.กินอาหารเช้าประมาณ 8 โมง ควรเป็นผักหรือผลไม้
6.เวลาเที่ยง 12.00 น. ให้ทานอาหารมื้อหลัก
7.เวลา 6 โมงเย็น ให้หยุดกิจกรรมให้น้อยลง
8.อาหารเย็นควรเป็นผักและผลไม้ หรือน้ำผลไม้หรือน้ำมะพร้าว
9.ให้นอนประมาณ 4 ทุ่ม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่จะทำให้เราหลับง่ายที่สุด หากเลยเวลานี้ ร่างกายเราจะดึงพลังงาน แล้วทำให้เรานอนหลับยากขึ้น

การรับประทานอาหารที่ดี คือ
ให้ทานผลไม้ 2 มื้อ คือมื้อเช้าและมื้อเย็น
ทานอาหารหลัก 1 มื้อ คือ มื้อเที่ยง

วิธีการรักษาโรคแบบต่างๆ โดยวิธีธรรมชาติบำบัด

โรคปวดท้องประจำเดือน
วิธีรักษา
วันแรกให้กินน้ำมะพร้าวและผลไม้ กินไปประมาณ 3-4 วัน ประมาณ 3 เดือน จะหายปวดท้องและดีต่อการคลอด

โรคปวดหัว
วิธีรักษา
ให้เอาน้ำเปล่าราดหัว ประมาณ 5 นาที

โรคสิว
วิธีรักษา
ไม่ให้กินขนมปังเบเกอรี่, กินของทอด, กินพวกน้ำมัน, กินอาหารเผ็ด, กินแป้งขัดสี, กินน้ำตาลทรายขาว ควรกินแต่ผัก, ผลไม้ และน้ำมะพร้าว

โรคปวดเมื่อย
วิธีรักษา
ให้เอาผ้าเปียกมาคลุมบริเวณที่ปวดเมื่อย ประมาณ 1 ชม. (ไม่ให้เกินนี้)

ผู้มีสุขภาพเรื้อรัง
วิธีรักษา
1. ให้กินน้ำหยวกกล้วยตอน 6.00 โมงเช้าประมาณ 1 เดือน หรือให้กินหยวกกล้วยสดก็ได้
2. ให้ตากแดดวันละ 1 ชม. ทั้ง เช้า 0.30 ชม.และเย็น 0.30 ชม.

โรคผิวหนัง
วิธีรักษา
ใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยผ้าฝ้ายและไปตากแดด วันละ 2 ชม. เช้าและเย็น

โรคหัวใจ
วิธีรักษา
ให้กินเจ และกินผลไม้ตอนเย็น ประมาณ 3 เดือน และไปตากแดดเช้า 1 ชม. และเย็น 1 ชม. กินน้ำเปล่า, น้ำมะพร้าว, น้ำผึ้ง หรือน้ำผลไม้ต่างๆ

โรคไมเกรน
วิธีรักษา
ใช้น้ำราดศีรษะวันละ 5 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที และกินผลไม้ทั้งวัน 3 มื้อประมาณ 1-2 วัน

คนสายตาสั้นหรือยาว
วิธีรักษา
ให้บริหารสายตาด้วยการกรอกลูกตา
1.จากบนลงล่าง
2.จากขวาไปซ้าย
3.บนขวาไปเฉียงล่างซ้าย
4.บนซ้ายไปเฉียงล่างขวา
5.บน ซ้าย ล่าง ขวา
6.บน ขวา ล่าง ซ้าย
แล้วใช้น้ำมะพร้าวหยดตา รวมทั้งให้มองพระอาทิตย์ตอน 7 โมง และตอน 6 โมงเย็น และไม่ให้กินอาหารเย็น และให้กินผลไม้, ผัก และน้ำมะพร้าว ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการจะดีขึ้น

โรคเหน็บชา
วิธีรักษา
ไปนั่งตากแดด เช้าเย็น และกินเจ

โรคเบาหวาน
วิธีรักษา
กินผักสด 1-2 เดือน และหลังจากนั้น หากอยากกินน้ำผลไม้ก็ได้

ความดันโลหิตสูง
วิธีรักษา
เอาน้ำราดศีรษะ 5 ครั้งและกินผลไม้

โรคสะเก็ดเงิน
วิธีรักษา
กินผลไม้ 2-3 เดือนและตากแดด

โรคคลอเรสเตอรอส
วิธีรักษา
กินผักและผลไม้

โรคกระเพาะ
วิธีรักษา
กินผักและผลไม้

โรคหวัด
วิธีรักษา
กินแต่ผลไม้

ท้องเสีย
วิธีรักษา
กินน้ำผลไม้และน้ำมะพร้าว และพักผ่อนเยอะๆ

โรคนอนไม่หลับ
วิธีรักษา
ก่อนนอนให้ราดหัว ประมาณ 10 นาที

การเตรียมตัวตั้งครรภ์และการคลอดให้ราบรื่น
1.ให้กินผลไม้ 2 มื้อและอาหารเจ 1 มื้อ
2.การตากแดด (เช้า-เย็น)
3.รักษาจิตใจ ให้มีความสุข จะช่วยให้เด็กแข็งแรง และไม่ปวดท้องตอนคลอด

(คุณหมอให้คนไข้ของคุณหมอในประเทศอินเดียทำอย่างนี้นะค่ะ)

การล้างสารพิษในผักและผลไม้
ใช้น้ำผสมเกลือเล็กน้อย แช่ผักและผลไม้ทิ้งไว้ ประมาณ 1 ชม.

-----------------------------------------------------------
แก้ไขล่าสุดโดย grit เมื่อ 26 ธ.ค. 2012, 20:10, แก้ไขแล้ว 10 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
subboonchai 18
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 427
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ส.ค. 2010, 21:18
Tel: 0898226917
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: Louis Garneau
ตำแหน่ง: 100/982 ม.10 ถ. ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย subboonchai 18 »

คุณTANKZING ครับ ช่วยปริ๊นหมายกำหนดการกับแผนที่ให้หน่อยครับ แต่ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปจะทำตารางสำหรับลงชื่อให้อีกสักใบก็ดี ผมจะนำไปถ่ายเอกสารแล้วเอาไปฝากตามร้านซ่อมจักรยานไว้ให้ผู้ที่ไม่มีอินเตอร์เนตลงทะเบียน และเป็นการกระจายข่าวให้ทั่วถึง
ต้นทุนคือจุดหมาย ผลกำไรอยู่สองข้างทาง
keereeboon
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3068
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 16:39
Tel: 028198364
team: สุขสวัสดิ์ไบค์
Bike: จักรยานจีนแดง

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย keereeboon »

เปิดตัวแล้วครับ....
We love bike I like Samuthprakan
จะจัดในวันที่16 ก.ย. 2555 ณ ลานข้างองค์พระสมุทรเจดีย์
งานนี้สนับสนุนกิจกรรม โดย สมาคมกีฬา จ. สมุทรปราการ
รายละเอียดงานโปรดติดตามได้จากกระทู้ คุณ สมุทรปราการ หัวข้อ...sticky
ซึ่งจะมีประกาศข้อความภายในวันสองวันนี้....
Boat and Bike Tours... จะพาท่านทัวร์อย่างสนุก!!!!
https://www.facebook.com/Suwan Meesukon
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 7&t=617852
รูปประจำตัวสมาชิก
TANKZING
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2739
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 22:52
Tel: 081-8521582
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: #1 TANK #2 MERIDA

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย TANKZING »

keereeboon เขียน:เปิดตัวแล้วครับ....
We love bike I like Samuthprakan
จะจัดในวันที่16 ก.ย. 2555 ณ ลานข้างองค์พระสมุทรเจดีย์
งานนี้สนับสนุนกิจกรรม โดย สมาคมกีฬา จ. สมุทรปราการ
รายละเอียดงานโปรดติดตามได้จากกระทู้ คุณ สมุทรปราการ หัวข้อ...sticky
ซึ่งจะมีประกาศข้อความภายในวันสองวันนี้....
รับทราบครับ ถือเป็นการรวมพลังก่อนวัน CAR FREE DAY 2012 ไปด้วยเลยทีเดียวครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Somkid@Noble Bike
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1839
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 21:16
Tel: 023980143
team: Noble Bike
Bike: Mosso

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย Somkid@Noble Bike »

รูปภาพ
ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมของพวกเรา Noble Bike ได้ที่ www.NobleBike.com : คลิ๊กที่นี่
Noble Bike a Ride of Family
รูปประจำตัวสมาชิก
TANKZING
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2739
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 22:52
Tel: 081-8521582
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: #1 TANK #2 MERIDA

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย TANKZING »

Somkid@Noble Bike เขียน:รูปภาพ
ดูแล้วเข้าใจง่ายดีครับคุณสมคิด
รูปประจำตัวสมาชิก
NOKNICE
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 10236
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2012, 11:33
team: ไร้สังกัด,ปั่นตามใจตรู
Bike: MERIDA MATT 40D(ของแฟน),Trek8500 , Storck G2

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย NOKNICE »

รบับทราบตามนั้นครับพี่กริช :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
รูปประจำตัวสมาชิก
Somkid@Noble Bike
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1839
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 21:16
Tel: 023980143
team: Noble Bike
Bike: Mosso

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย Somkid@Noble Bike »

รูปภาพ

as of 2 September 2012
ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมของพวกเรา Noble Bike ได้ที่ www.NobleBike.com : คลิ๊กที่นี่
Noble Bike a Ride of Family
รูปประจำตัวสมาชิก
TANKZING
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2739
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 22:52
Tel: 081-8521582
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: #1 TANK #2 MERIDA

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย TANKZING »

เสื้อชมรมล่าสุดเป็นแบบนี้ครับ น่าจะได้ก่อนวัน CAR FREE DAY ซัก 1 วันครับ

รูปภาพ
รูปประจำตัวสมาชิก
subboonchai 18
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 427
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ส.ค. 2010, 21:18
Tel: 0898226917
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: Louis Garneau
ตำแหน่ง: 100/982 ม.10 ถ. ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย subboonchai 18 »

งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ก็ไม่เว้น ขยันขันแข็งจริงๆทีมงานเทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ระวังยอดสมาชิกจะทะลุ 200 คน เดี๋ยวจะเหนื่อยมาก เป็นห่วงน่ะ :roll: :roll: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:
ต้นทุนคือจุดหมาย ผลกำไรอยู่สองข้างทาง
รูปประจำตัวสมาชิก
TANKZING
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2739
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ม.ค. 2009, 22:52
Tel: 081-8521582
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: #1 TANK #2 MERIDA

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย TANKZING »

สวัสดีตอนเช้าครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
reckless.ssr
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 626
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ส.ค. 2011, 08:49
Tel: 0833065793
team: ลุ่มเจ้าพระยา สมุทรปารการ

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย reckless.ssr »

TANKZING เขียน:เสื้อชมรมล่าสุดเป็นแบบนี้ครับ น่าจะได้ก่อนวัน CAR FREE DAY ซัก 1 วันครับ

รูปภาพ
สีมันน่ากินมากกว่าเอามาใส่ม๊าก.........มาก..
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=382572 <สรุปทริป ป้อมยุทธนาวี ชิมกุ้งเหยีดวัดสาขลา
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=385501 < Car Free Day ๒๕๕๔
รูปประจำตัวสมาชิก
subboonchai 18
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 427
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ส.ค. 2010, 21:18
Tel: 0898226917
team: เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ
Bike: Louis Garneau
ตำแหน่ง: 100/982 ม.10 ถ. ศรีนครินทร์ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย subboonchai 18 »

ฝนตกไม่ได้เข้าวรจักร.....เซ็ง :cry: :cry: :cry:
ต้นทุนคือจุดหมาย ผลกำไรอยู่สองข้างทาง
keereeboon
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3068
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ย. 2009, 16:39
Tel: 028198364
team: สุขสวัสดิ์ไบค์
Bike: จักรยานจีนแดง

Re: ชมรมจักรยาน เทศบาลเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ

โพสต์ โดย keereeboon »

subboonchai 18 เขียน:งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ก็ไม่เว้น ขยันขันแข็งจริงๆทีมงานเทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ระวังยอดสมาชิกจะทะลุ 200 คน เดี๋ยวจะเหนื่อยมาก เป็นห่วงน่ะ :roll: :roll: :lol: :lol: :lol: :lol: :lol:
ขอแสดงความยินดีกับชมรมจักรยานเทศบาลเมืองปากน้ำที่มียอดสมาชิกเพิ่มสูงๆๆๆและขอให้มีความเข้มแข็งในทีมงานด้วยครับ...
รูปภาพ
Boat and Bike Tours... จะพาท่านทัวร์อย่างสนุก!!!!
https://www.facebook.com/Suwan Meesukon
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 7&t=617852
ตอบกลับ

กลับไปยัง “จัดทริปย่อย”