มีทริปดีๆสำรวจเส้นทางมานำเสนอค่ะ...
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555
ลุงก้อง ขอเชิญชวนทุกท่าน ผู้มีใจรักการผจญภัย ฝ่าฝันไปในทางไม่ธรรมดา มาตามล่าสำรวจเส้นทางนี้กับพวกเรามั๊ยค่ะ เส้นทางที่จะไปคือ ขึ้นไปทางสะเมิง แต่จะไปขึ้นทางแยกหางดง แล้วจะเลี้ยวเข้าไปทาง บ้านโป่งแยงใน ซึ่งไม่ทราบว่าข้ามเขาไปประมาณ 1 ลูก หรือปล่าวเอ่ย...
เส้นทางนี้ ลุงก้อง ก็ยังไม่เคยไปค่ะ เพียงแต่ได้ข่าวว่า ข้างบนนั้น มีแปลงดอกไม้สวยๆ...แหะ แหะ รุ่งริ่ง ก็พยายามหาจาก google แล้วก็ไม่มี มีแต่โรงเรียน ศูนย์อนามัย และข้าวซอยเจ้าอร่อย (ซึ่งไม่ทราบว่าอยู่ตรงพิกัดไหนค่ะ) ทริปนี้ เหมือนกับเป็นทริปผจญภัยไปในตัว เพราะไม่มีใครรู้ข้อมูล มีแต่พวกเราที่ปั่นผ่านรอบสะเมิงกัน แต่ก็ไม่เคยเข้าไป...อืมมม..บางที การเดินทางท่องเที่ยว ถ้ารู้จักหมดไปซ่ะทุกอย่าง มันก็ไม่สนุกเท่าไรใช่ไหมค่ะ....
เท่าที่ ลุงก้องเคยไปมาคือไปเข้าทางโครงการหลวงทุ่งเรา แล้วก็ไปโผล่โครงการหลวงทุ่งเริง แล้วจะเจอแยกนี้ ไม่ทราบว่าจะทางเดียวกันหรือไม่ ต้องรอ ลุงก้อง มาเฉลยค่ะ
ถ้าท่านใดสนใจทริปแบบนี้ เชิญมาร่วมกับพวกเราได้นะค่ะ แต่...สภาพรถต้องพร้อมสำหรับทางลุยๆนะค่ะ พวกเราจะนัดเจอกันที่หน้า กาดแม่เหียะ ตั้งแต่เวลา 6.30-7.30 น.
ที่สำคัญ เสบียง และน้ำ ต้องเตรียมให้พร้อม เพราะหนทางข้างหน้า...เราไม่ทราบค่ะ..
ขอก๊อปเนื้อหา ตำนานโป่งแยง จากลุงก้อง มาฝากให้อ่านกันนะค่ะ..
น้องเหมียวลุงมีตำนานโป่งแยงมาให้อ่าน
ภารกิจ
สนับสนุน สร้างเสริม ส่งเสริม การท่องเที่ยว ตำบลโป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
รายละเอียด
ความเป็นมาแต่โบราณกาล คำว่า “โป่งแยง” มาจากไหน ในหลักฐานประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกไว้ ได้ทราบจากคนเฒ่าคนแก่เล่าสืบกันมาว่า ตำบลโป่งแยง เป็นตำบลเก่าแก่ตำบลหนึ่ง ของอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะได้เห็นได้จากซากอิฐวัดร้างหลายแห่งในตำบลนี้ คือ วัดร้างกลางทุ่งหนองแดง หมู่ที่ 1 บ้านโป่งแยงใน ดงชาวแม้วทางเข้าเอราวัณรีสอร์ท หมู่ที่ 2 บ้านโป่งแยงนอก ปัจจุบันเป็นศาลเจ้า มีซากอิฐวัดร้างวัดใหม่ศรีม่วงคำด...้านล่างและอุโบสถเก่าแก่บ้านหลวงกับซากอิฐบริเวณบ้านดงฝั่งตะวันตกของบวกเขียด หมู่ที่ 3 บ้านม่วงคำ ซากอิฐวัดร้างถ้วยประทีป ซากถ้วยโถโอชาม โบราณวัตถุแตกหักบริเวณสวนเมี่ยงชา หมู่ที่ 8 บ้านปางลุง ซากอิฐโบราณวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตำบลโป่งแยงเก่าแก่มานานนับ 400 ปีขึ้นไป ซึ่งจะตั้งหมู่บ้านโป่งแยงนี้หลังการตั้งเมืองเชียงใหม่ อายุราว 600 กว่าปี ตำบลโป่งแยงแต่เดิมมีเพียงสองถึงสามหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านเรียกว่า พ่อหมื่น ต่อมาได้ตั้งเป็นตำบลแม่ฮะ อำเภอหางดง มีกำนันคนแรกเรียกว่า พ่อขุนเท้า และได้ย้ายมาขึ้นกับตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จนกระทั่งได้เป็นตำบลโป่งแยงขึ้นกับอำเภอแม่ริมจนถึงปัจจุบัน คำว่า หมื่น ท้าว ขุน พระยา ถ้าจะเทียบกับปัจจุบัน หมื่น คือ ผู้ใหญ่บ้าน ท้าว คือ กำนัน ขุน คือ นายอำเภอ พระยา คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทางภาคเหนือเรียกผู้ใหญ่บ้านว่า พ่อหลวง เรียกกำนันว่า พ่อแคว่น คือผู้ปกครองแคว้นแดนดินแห่งหนึ่ง
คำว่า “โป่งแยง” ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในอดีตกาลเมืองเชียงใหม่ถูกข้าศึกศัตรูยกทัพมารุกราน รบราฆ่าฟันแย่งชิงเอาบ้านเมืองเพื่อต้องการเอาเป็นเมืองขึ้น เพราะเชียงใหม่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารมาแต่โบราณกาล เมื่อเกิดสงครามรบราฆ่าฟันกันบ่อย ขุนนางเจ้าสร้อยดอกพร้าวจึงได้อพยพครอบครัวจากเชียงใหม่มาตั้งบ้านเรือนหนึ่งหลัง อยู่ด้วยกัน 7 หม้อข้าวหรือ 7 ครอบครัวปลูกบ้านหลังเดียวขนาดใหญ่ เรียกว่า “บ้านหลวง” ซึ่งอยู่ในเขตหมู่ที่ 3 ตำบลโป่งแยง
ชาวบ้านเรียกติดปากกันว่า บ้านหลวง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตำบลโป่งแยง ขุนนางเจ้าสร้อยดอกพร้าว เป็นผู้มีวรรณโฉมสวยงามผิวขาวเนียนหาผู้ใดเทียบไม่ได้ ท่านได้ปักฐานอยู่บริเวณบ้านหลวง ท้าวพระยาผู้ครองเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองน้อยใหญ่ ในประเทศลานนาสมัยนั้นทราบกิตติศัพท์ขุนนางเจ้าสร้อยดอกพร้าวผู้เลอโฉมยิ่งนัก ต่างหลั่งไหลพากันมาผ่อมาแยง (มาดู) โดยที่ขุนนางเจ้าสร้อยดอกพร้าว ท่านเบื่อศึกสงคราม อยากมาอยู่ที่สงบสันติ หลบภัยสงครามการเมือง ไม่อยากจะพบท้าวขุนพระยาเมืองเล็กเมืองใหญ่ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้ามาผ่อมาแยง จึงได้ชื่อตำบลโป่งแยง สมัยนั้น เป็นตำบล “ปลอมแยง” ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบล “ป่องแยง” และปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบล “โป่งแยง” ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่น่ามาผ่อ มาดูหรือมาแยง คำว่า “แยง” แปลว่า ดู ซึ่งเหมาะสมกับชื่อในปัจจุบันซึ่งใคร ๆ ก็อยากมาดูมาแยงความงามของสตรีและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
อีกประการหนึ่งในสมัยโบราณการต่อสู้รบทัพจับศึกของเมืองเชียงใหม่ ได้เคลื่อนย้ายพลทหารจำนวน 1,400 คน เข้ามาในตำบลโปงแยงที่ห้วยปันสี่ ตรงข้ามสวนพฤษศาสตร์ภาคเหนือ กรมป่าไม้ ในปัจจุบันเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างตำบลโป่งแยงกับตำบลแม่แรม และเจ้าเมืองเชียงใหม่ยังเคลื่อนย้ายทหารเข้ามาในเขตตำบลโป่งแยง ตั้งค่ายพักแรมที่บ้านโป่งแยงนอก จำนวนหนึ่งแสนคน เรียกว่า ม่อนม่อนพระยาแสน ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าตำบลโป่งแยงเป็นเมืองหนึ่งของเชียงใหม่ที่น่าเที่ยวซึ่งไม่ห่างไกลจากเมืองเชียงใหม่เท่าใดนัก







