ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย
กฏการใช้บอร์ด
กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ
กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
ผมถือศีลอดครับ
แก้ไขล่าสุดโดย sabadee เมื่อ 19 ก.ค. 2012, 15:54, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- มูฮัมหมัด
- ขาประจำ
- โพสต์: 720
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2011, 14:21
- Tel: 084-7736155
- team: ฅนเสรีไท
- Bike: เสือภูเขา Coyote Ultimate II,ทัวริ่ง Bridgestone Wild West Trial XX,เสือหมอบวินเทจสับถัง Centurion ZX,เสือภูเขา Giant XTC 2012,เสือภูเขา Giant ATR
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
เสือร้าย (อยากจะเป็นขาแรง มันต้องฝึกซ้อม)
http://www.facebook.com/muhammadsuarai
ไอดีไลน์ muhammad2523
นายสมชาติ เสือร้าย(มูฮัมหมัด)
บ้านเลขที่ 58 (หลังที่ 3 ด้านใน)
ซอยรามคำแหง 118 แยก 37
ชัยพฤกษ์ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง
กรุงเทพฯ 10240
โทร. 08-47736155,02-3722206
http://www.facebook.com/muhammadsuarai
ไอดีไลน์ muhammad2523
นายสมชาติ เสือร้าย(มูฮัมหมัด)
บ้านเลขที่ 58 (หลังที่ 3 ด้านใน)
ซอยรามคำแหง 118 แยก 37
ชัยพฤกษ์ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง
กรุงเทพฯ 10240
โทร. 08-47736155,02-3722206
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
เทคนิคในการแข่งขันจักรยานทางไกล

การแข่งขันจักรยานประเภททางไกลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันมากๆ จะได้เปรียบและมีโอกาสในการชนะสูงกว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังก้าวขึ้นมาแข่งขันจักรยานทางไกล เพราะมันมีเทคนิคอะไรต่อมิอะไรเยอะพอสมควร โดยในการแข่งขันนั้นผู้ทำการแข่งขันต้องใช้ไหวพริบ ประกอบกับพละกำลังของนักปั่นจักรยานเอง และประสบการณ์ในการแข่งขัน โดยประสบการณ์ในการแข่งขันจริงจะช่วยได้มาก จะเห็นได้ว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ส่วนใหญ่ที่พึ่งเริ่มการแข่งขันได้ไม่นานจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใหล่ พอนานๆไปประการณ์ในการแข่งขันเพิ่มขึ้นพวกเขาเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันเพิ่มขึ้น จะมากหรือน้อยนั้นตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและ พละกำลังของแต่ละคน โดยในวันนี้ผมจะมานำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยในการแข่งขันจักรยานประเภททางไกล บางท่านอาจจะรู้แล้วก็ขออภัยด้วยครับ เผื่อสำหรับท่านที่อาจจะยังไม่ทราบเพื่อเป็นแนวทางในการแข่งขันของ นักปั่นจักรยานมือใหม่ก็แล้วกันครับ
1.ก่อนทำการแข่งเราต้องรู้ว่าเส้นทางในการแข่งขันนั้นจัดขึ้นที่ใหน และมีภูมิประเทศเป็นอย่างไร เป็นถนนแบบทางเรียบ หรือ ว่ามีเนินเขาหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้นำมาวิเคราะห์ ว่าเราควรจะขี่แบบใหน ควรปรับแต่งอุปกรณ์อะไรหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นถ้าสถานที่แข่งขันจักรยานมีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันเป็นส่วนใหญ่เราควร ปรับปรุงอุปกรณ์ทางด้านระบบเกียร์โดยใช้อัตราทดที่สูงๆ หน่อย
2.ทำการวิเคราะห์คู่แข่งของเราว่าเขามีจุดแข่งจุดอ่อนตรงใหน ลักษณะ และ สไตร์การขี่เป็นอย่างไร, เขาฝึกซ้อมมาดีหรือไม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าเราควรขี่แบบไหน หรือควรคอยจับตาหรือระวังใครเป็นพิเศษ และถ้าหากเรารู้ว่าคู่แข่งของเราเป็นอย่างไรแล้วโอกาสในการชนะการแข่งขันจักรยานของเราก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย
3.ในระหว่างทำการแข่งขันเราควรใช้กำลังงานของเราอย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามเก็บแรงไว้เผื่อมีการสปริ้นกันก่อนเข้าเส้นชัย วีธีที่ดีที่สุดในการเซฟพลังงานของเรา คือการ ปั่นตามหลังนักปั่นจักรยานคนอื่นๆ (ในภาษาจักรยานเขาเรียกว่า "จี้" ครับ) โดยวิธีนี้สามารถเซฟพลังงานของเราได้ถึง 40% เลยนะครับ
4.ในระหว่างการแข่งขันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เบรคให้มากที่สุด เพราะถ้าหากเราทำการเบรคแล้วความเร็วของรถก็จะลดลง แล้วเราก็ต้องเสียแรงไปกับการเพิ่มความเร็วให้กลับมาคงที่เหมือนตอนก่อนที่เราจะทำการเบรค สรุปคือควรใช้เบรคในเวลาที่เราเห็นว่าฉุกเฉิน จริงๆครับ อีกอย่างหนึ่งครับเวลาเราทำการเข้าโค้งเราควรเข้าโค้งให้นิ่มนวลและราบลื่น เพราะการเข้าโค้งที่ดีสามารถลดเวลาในการแข่งขันจักรยานลงได้เยอะครับ ยิ่งถ้าสภาพสนามที่มีโค้งเยอะๆ การเข้าโค้งที่ดี, ราบลื่นและรวดเร็ว จะทำให้เวลาในการแข่งขันของเราดีขึ้นเยอะมากครับ
5.ในระหว่างการแข่งขันควรใช้เกียร์ให้เหมาะสม คือ พยามยามใช้เกียร์ที่เราขี่แล้วสบายที่สุด ไม่ใช้เกียร์ที่หนักเกินไปเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดการล้าเร็วขึ้น และควรปรับเปลี่ยนเกียร์จักรยานขึ้นหรือลงตามสภาพสนามที่กำลังทำการแข่งขันด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าใช้เกียร์อยู่อันเดียวตลอดการแข่งขัน คือ หากเป็นทางขึ้นเขาเราควรปรับเกียร์รถจักรยานของเราให้มีอัตราทดที่สูงขึ้น เพื่อที่จะขึ้นเขาได้สบายขึ้น และมันจะทำให้กล้ามเนื่อขาของเราไม่เกิดการล้าเร็วจนเกินไปครับ
ผมหวังว่าเทคนิคในการปั่นจักรยานเล็กๆน้อยๆนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนนักปั่นจักรยานบ้างนะครับหากใครต้องการเพิ่มเติมหรือแนะนำสามารถ Comment ได้ข้างล่างบทความนี้เลยครับตามสบายครับขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของผมครับ
ขอบคุณบทความจาก: http://www.thbike.blogspot.com ขอบคุณมากครับ

การแข่งขันจักรยานประเภททางไกลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันมากๆ จะได้เปรียบและมีโอกาสในการชนะสูงกว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังก้าวขึ้นมาแข่งขันจักรยานทางไกล เพราะมันมีเทคนิคอะไรต่อมิอะไรเยอะพอสมควร โดยในการแข่งขันนั้นผู้ทำการแข่งขันต้องใช้ไหวพริบ ประกอบกับพละกำลังของนักปั่นจักรยานเอง และประสบการณ์ในการแข่งขัน โดยประสบการณ์ในการแข่งขันจริงจะช่วยได้มาก จะเห็นได้ว่านักปั่นจักรยานมือใหม่ส่วนใหญ่ที่พึ่งเริ่มการแข่งขันได้ไม่นานจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใหล่ พอนานๆไปประการณ์ในการแข่งขันเพิ่มขึ้นพวกเขาเหล่านั้นก็จะค่อยๆ ประสบความสำเร็จจากการแข่งขันเพิ่มขึ้น จะมากหรือน้อยนั้นตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและ พละกำลังของแต่ละคน โดยในวันนี้ผมจะมานำเสนอเทคนิคเล็กๆน้อยในการแข่งขันจักรยานประเภททางไกล บางท่านอาจจะรู้แล้วก็ขออภัยด้วยครับ เผื่อสำหรับท่านที่อาจจะยังไม่ทราบเพื่อเป็นแนวทางในการแข่งขันของ นักปั่นจักรยานมือใหม่ก็แล้วกันครับ
1.ก่อนทำการแข่งเราต้องรู้ว่าเส้นทางในการแข่งขันนั้นจัดขึ้นที่ใหน และมีภูมิประเทศเป็นอย่างไร เป็นถนนแบบทางเรียบ หรือ ว่ามีเนินเขาหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้นำมาวิเคราะห์ ว่าเราควรจะขี่แบบใหน ควรปรับแต่งอุปกรณ์อะไรหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นถ้าสถานที่แข่งขันจักรยานมีลักษณะเป็นภูเขาสูงชันเป็นส่วนใหญ่เราควร ปรับปรุงอุปกรณ์ทางด้านระบบเกียร์โดยใช้อัตราทดที่สูงๆ หน่อย
2.ทำการวิเคราะห์คู่แข่งของเราว่าเขามีจุดแข่งจุดอ่อนตรงใหน ลักษณะ และ สไตร์การขี่เป็นอย่างไร, เขาฝึกซ้อมมาดีหรือไม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าเราควรขี่แบบไหน หรือควรคอยจับตาหรือระวังใครเป็นพิเศษ และถ้าหากเรารู้ว่าคู่แข่งของเราเป็นอย่างไรแล้วโอกาสในการชนะการแข่งขันจักรยานของเราก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย
3.ในระหว่างทำการแข่งขันเราควรใช้กำลังงานของเราอย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามเก็บแรงไว้เผื่อมีการสปริ้นกันก่อนเข้าเส้นชัย วีธีที่ดีที่สุดในการเซฟพลังงานของเรา คือการ ปั่นตามหลังนักปั่นจักรยานคนอื่นๆ (ในภาษาจักรยานเขาเรียกว่า "จี้" ครับ) โดยวิธีนี้สามารถเซฟพลังงานของเราได้ถึง 40% เลยนะครับ
4.ในระหว่างการแข่งขันพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เบรคให้มากที่สุด เพราะถ้าหากเราทำการเบรคแล้วความเร็วของรถก็จะลดลง แล้วเราก็ต้องเสียแรงไปกับการเพิ่มความเร็วให้กลับมาคงที่เหมือนตอนก่อนที่เราจะทำการเบรค สรุปคือควรใช้เบรคในเวลาที่เราเห็นว่าฉุกเฉิน จริงๆครับ อีกอย่างหนึ่งครับเวลาเราทำการเข้าโค้งเราควรเข้าโค้งให้นิ่มนวลและราบลื่น เพราะการเข้าโค้งที่ดีสามารถลดเวลาในการแข่งขันจักรยานลงได้เยอะครับ ยิ่งถ้าสภาพสนามที่มีโค้งเยอะๆ การเข้าโค้งที่ดี, ราบลื่นและรวดเร็ว จะทำให้เวลาในการแข่งขันของเราดีขึ้นเยอะมากครับ
5.ในระหว่างการแข่งขันควรใช้เกียร์ให้เหมาะสม คือ พยามยามใช้เกียร์ที่เราขี่แล้วสบายที่สุด ไม่ใช้เกียร์ที่หนักเกินไปเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อของเราเกิดการล้าเร็วขึ้น และควรปรับเปลี่ยนเกียร์จักรยานขึ้นหรือลงตามสภาพสนามที่กำลังทำการแข่งขันด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าใช้เกียร์อยู่อันเดียวตลอดการแข่งขัน คือ หากเป็นทางขึ้นเขาเราควรปรับเกียร์รถจักรยานของเราให้มีอัตราทดที่สูงขึ้น เพื่อที่จะขึ้นเขาได้สบายขึ้น และมันจะทำให้กล้ามเนื่อขาของเราไม่เกิดการล้าเร็วจนเกินไปครับ
ผมหวังว่าเทคนิคในการปั่นจักรยานเล็กๆน้อยๆนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนนักปั่นจักรยานบ้างนะครับหากใครต้องการเพิ่มเติมหรือแนะนำสามารถ Comment ได้ข้างล่างบทความนี้เลยครับตามสบายครับขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของผมครับ
ขอบคุณบทความจาก: http://www.thbike.blogspot.com ขอบคุณมากครับ
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sookchat
- ขาประจำ
- โพสต์: 12814
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2009, 14:53
- Tel: 089-9831559
- team: ฅนชานเมือง
- Bike: Merinda MATT5 / L.K.L.M. Touring
- ติดต่อ:
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
สวัสดียามเช้าที่ฝนพรมลงมาพอเปียก มาขณะนี้มีแดดออกมาบ้าง แต่ฝนก็ยังลงเม็ดบางๆ
https://www.facebook.com/sookchat
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=39747
บังมัด ฅนชานเมือง(มีนบุรี) 130,000 ก.ม.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=39747
บังมัด ฅนชานเมือง(มีนบุรี) 130,000 ก.ม.
- sookchat
- ขาประจำ
- โพสต์: 12814
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2009, 14:53
- Tel: 089-9831559
- team: ฅนชานเมือง
- Bike: Merinda MATT5 / L.K.L.M. Touring
- ติดต่อ:
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
รบกวนขออนุญาติใช้พื้นที่ประชาสัมพันธ์
ฟรีตลอดงานครับ
โครงการ ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย (ภาค ๒)
ระหว่างวันอังคารที่ ๓๑ กรกฎาคม – ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ (มาบเอื้อง-สัตหีบ)
อังคาร ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕
เดินทางจาก ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง สู่ฐานทัพเรือสัตหีบ
๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. ลงทะเบียนเข้าพัก หน้าอาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
๑๘.๐๐-๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น
๑๙.๐๐-๒๐.๓๐ น. ล้อมกองไฟ พูดคุยเรื่อง อ่าวไทย
๒๐.๓๐-๒๑.๓๐ น. สันทนาการ และพักค้างที่ สอ.รฝ.
พุธ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕
๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
๐๗.๐๐ น. ลงทะเบียน
๐๗.๓๐ น. กิจกรรมรณรงค์ “หาทองจากกองขยะ” โดยศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง
กิจกรรมขบวนจักรยานรีไซเคิล แจกเอกสาร “หาทองจากกองขยะ”
๐๘.๐๐-๐๘.๓๐ น. รณรงค์เก็บขยะ ชายหาดหน้าอาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
๐๘.๔๕ น. จัดขบวน ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย
๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. พิธีเปิด อาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
ร่วมกิจกรรม ปล่อยเต่าทะเลและพันธ์สัตว์ทะเล จำนวน ๘๐,๐๐๐ ตัว กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สอ.รฝ.กองทัพเรือ
(๐๙.๔๕ น.) จัดขบวน ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย
ทีมดารา TV3 และนักข่าว ปล่อยกล่ำ ซั้ง โยนระเบิดจุลินทรีย์ สร้างบ้านให้เต่าทะเล
๑๐.๐๐-๑๐.๑๕ น. ตัวแทนจากกองทัพเรือ กล่าวต้อนรับ
อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ
ตัวแทนจาก ทีมจักรยาน กล่าวแนะนำเส้นทางวันนี้
๑๐.๑๕-๑๒.๓๐ น. ปั่นจักรยาน เส้นทาง สอ.รฝ.-ตลาดสัตหีบ
จุดประชาสัมพันธ์ ๑. วัดช่องแสมสาร หรือหมู่บ้านแสมสาร
๒. สนามกีฬาราชนาวีสัตหีบ
๓. วัดหลวงพ่ออี๋
๑๒.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน (ริมชล สอ.รฝ.)
๑๓.๓๐-๑๖.๐๐ น. กิจกรรมฟื้นฟูทะเลไทย คืนบ้านให้เต่าทะเล
(ออกเรือ ไปวางกล่ำ ซั้ง จำนวน ๑๕๐ ชุด และโยนระเบิดจุลินทรีย์ จำนวน ๑,๕๐๐ ชุด)
กิจกรรม “คืนชีวิตให้แผ่นดินและท้องทะเลไทย”
ทำกล่ำ ทำซั้ง ระเบิดจุลินทรีย์ เตรียมไว้ฟื้นฟูทะเลไทย
๑๖.๐๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
คุณธานินทร์ ทีมสิงห์สลาตัน โทร. 083-555-3570 เขาโพสชวนมาชวนในกระทู้ชวนปั่น ท่านใดสนใจเชิญได้เลยนะครับ
ฟรีตลอดงานครับ
โครงการ ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย (ภาค ๒)
ระหว่างวันอังคารที่ ๓๑ กรกฎาคม – ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ (มาบเอื้อง-สัตหีบ)
อังคาร ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕
เดินทางจาก ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง สู่ฐานทัพเรือสัตหีบ
๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. ลงทะเบียนเข้าพัก หน้าอาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
๑๘.๐๐-๑๙.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็น
๑๙.๐๐-๒๐.๓๐ น. ล้อมกองไฟ พูดคุยเรื่อง อ่าวไทย
๒๐.๓๐-๒๑.๓๐ น. สันทนาการ และพักค้างที่ สอ.รฝ.
พุธ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕
๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้า
๐๗.๐๐ น. ลงทะเบียน
๐๗.๓๐ น. กิจกรรมรณรงค์ “หาทองจากกองขยะ” โดยศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง
กิจกรรมขบวนจักรยานรีไซเคิล แจกเอกสาร “หาทองจากกองขยะ”
๐๘.๐๐-๐๘.๓๐ น. รณรงค์เก็บขยะ ชายหาดหน้าอาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
๐๘.๔๕ น. จัดขบวน ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย
๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ น. พิธีเปิด อาคารอนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล
ร่วมกิจกรรม ปล่อยเต่าทะเลและพันธ์สัตว์ทะเล จำนวน ๘๐,๐๐๐ ตัว กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สอ.รฝ.กองทัพเรือ
(๐๙.๔๕ น.) จัดขบวน ปั่นจักรยานกู้วิกฤต คืนชีวิตให้ท้องทะเลไทย
ทีมดารา TV3 และนักข่าว ปล่อยกล่ำ ซั้ง โยนระเบิดจุลินทรีย์ สร้างบ้านให้เต่าทะเล
๑๐.๐๐-๑๐.๑๕ น. ตัวแทนจากกองทัพเรือ กล่าวต้อนรับ
อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ
ตัวแทนจาก ทีมจักรยาน กล่าวแนะนำเส้นทางวันนี้
๑๐.๑๕-๑๒.๓๐ น. ปั่นจักรยาน เส้นทาง สอ.รฝ.-ตลาดสัตหีบ
จุดประชาสัมพันธ์ ๑. วัดช่องแสมสาร หรือหมู่บ้านแสมสาร
๒. สนามกีฬาราชนาวีสัตหีบ
๓. วัดหลวงพ่ออี๋
๑๒.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน (ริมชล สอ.รฝ.)
๑๓.๓๐-๑๖.๐๐ น. กิจกรรมฟื้นฟูทะเลไทย คืนบ้านให้เต่าทะเล
(ออกเรือ ไปวางกล่ำ ซั้ง จำนวน ๑๕๐ ชุด และโยนระเบิดจุลินทรีย์ จำนวน ๑,๕๐๐ ชุด)
กิจกรรม “คืนชีวิตให้แผ่นดินและท้องทะเลไทย”
ทำกล่ำ ทำซั้ง ระเบิดจุลินทรีย์ เตรียมไว้ฟื้นฟูทะเลไทย
๑๖.๐๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย หรือเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ
คุณธานินทร์ ทีมสิงห์สลาตัน โทร. 083-555-3570 เขาโพสชวนมาชวนในกระทู้ชวนปั่น ท่านใดสนใจเชิญได้เลยนะครับ
https://www.facebook.com/sookchat
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=39747
บังมัด ฅนชานเมือง(มีนบุรี) 130,000 ก.ม.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=70&t=39747
บังมัด ฅนชานเมือง(มีนบุรี) 130,000 ก.ม.
- มูฮัมหมัด
- ขาประจำ
- โพสต์: 720
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2011, 14:21
- Tel: 084-7736155
- team: ฅนเสรีไท
- Bike: เสือภูเขา Coyote Ultimate II,ทัวริ่ง Bridgestone Wild West Trial XX,เสือหมอบวินเทจสับถัง Centurion ZX,เสือภูเขา Giant XTC 2012,เสือภูเขา Giant ATR
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
วันนี้มีคำคม 30 ข้อ อ่านแล้วคิดตาม นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรับรองชีวิตของทุกคนต้องดีขึ้นแน่นอน...
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ
เสือร้าย (อยากจะเป็นขาแรง มันต้องฝึกซ้อม)
http://www.facebook.com/muhammadsuarai
ไอดีไลน์ muhammad2523
นายสมชาติ เสือร้าย(มูฮัมหมัด)
บ้านเลขที่ 58 (หลังที่ 3 ด้านใน)
ซอยรามคำแหง 118 แยก 37
ชัยพฤกษ์ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง
กรุงเทพฯ 10240
โทร. 08-47736155,02-3722206
http://www.facebook.com/muhammadsuarai
ไอดีไลน์ muhammad2523
นายสมชาติ เสือร้าย(มูฮัมหมัด)
บ้านเลขที่ 58 (หลังที่ 3 ด้านใน)
ซอยรามคำแหง 118 แยก 37
ชัยพฤกษ์ 9 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง
กรุงเทพฯ 10240
โทร. 08-47736155,02-3722206
- ฅนเสรีไท
- ขาประจำ
- โพสต์: 2387
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 พ.ค. 2010, 13:51
- Tel: 029199391
- team: ฅนเสรีไท
- Bike: Specialized Sirrus
- ติดต่อ:
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
คำคมดีๆต้องช่วยต่อมูฮัมหมัด เขียน:วันนี้มีคำคม 30 ข้อ อ่านแล้วคิดตาม นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรับรองชีวิตของทุกคนต้องดีขึ้นแน่นอน...
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
[quote="มูฮัมหมัด"]วันนี้มีคำคม 30 ข้อ อ่านแล้วคิดตาม นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรับรองชีวิตของทุกคนต้องดีขึ้นแน่นอน...
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ[/quote]
ช่วยขยายอีกหน่อยได้เห็นกันชั........ด
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ[/quote]
ช่วยขยายอีกหน่อยได้เห็นกันชั........ด
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
-
Mr.Green99
- ขาประจำ
- โพสต์: 609
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2011, 16:42
- Tel: 092-698-9233
- Bike: Araya Muddy Fox 9sp ,Surly Long Hual Trucker 9sp,Bridgestone WN 2000 NEO-COT, Tokyo Bike Mini
- ติดต่อ:
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
ต้องใหญ่ๆครับจะได้มองเห็นแบบไม่ต้องใส่แว่น[/size]ฅนเสรีไท เขียน:คำคมดีๆต้องช่วยต่อมูฮัมหมัด เขียน:วันนี้มีคำคม 30 ข้อ อ่านแล้วคิดตาม นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันรับรองชีวิตของทุกคนต้องดีขึ้นแน่นอน...
1. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสมัพนธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก
2. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง 9 ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน
3. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป
4. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว
5. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง
6. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก
7. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ
8. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ
9. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน
10. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส
11. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น
12. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต
13. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ
14. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
15. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน
16. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด
17. ในตัวเรามีทั้ง 3 ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว
18. แม้ประตูคกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
19. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า
20. นิ้วทั้ง 5 ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน
21. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม
22. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต
23. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน
24. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต
25. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
26. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน
27. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ
28. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม
29. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ
30. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ
facebook : ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพชุมชนบวบขม
เข้ามาร่วมสนุกกันได้ครับEndomondo Cycling Thailand
https://www.facebook.com/groups/193683270773728/
อยากทำอะไร อย่ารอ อย่าคิดว่าทำไม่ได้
ทำเลยครับ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
การฝึกสปริ๊นท์ (Sprint) ตอนที่1

การฝึกสปริ๊นท์ (Sprint)
สปริ๊นท์ (หัวใจของการแข่งขัน) เป็นการฝึกขี่จักรยานในระดับความเข้มสูงสุด โดยการใช้ความพยายามเร่งความเร็ว (Accelerate) ในการปั่นจักรยานอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 10-25 วินาที และเป็นช่วงเวลาที่หัวใจเต้นสูงสุด (MHR) เทคนิคของนักปั่นชั้นยอดจะฝึกซ้อมสปริ๊นท์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันพัก เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นตัวอย่างพอเพียงก่อนที่เราจะบังคับให้มันทำงานอย่างเต็มที่ 100 % ต่อไปการสปริ๊นท์เป็นสิ่งที่เราควรจะทำสองครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ตลอดปี เพราะถ้าเราหยุดฝึกซ้อมสปริ๊นท์เมื่อใดกล้ามเนื้อขาว (Fast-twitch,typ1) ก็จะลืมการทำงานที่รอบขาในการปั่นรอบขาสูง ๆ เมื่อนั้นคล้าย ๆ กับเล่นเวท ถ้าเราหยุดยกเวทกล้ามเนื้อก็จะลดความแข็งแรงลงไป
วิธีการฝึกซ้อมจักรยานโดยการ “สปริ๊นท์” ทำได้โดยสมมุติว่าเส้นชัยอยู่ข้างหน้า อาจจะเป็นหลักกิโลเมตร หรือป้ายจราจร แล้วสปริ๊นท์เข้าหาเส้นชัยที่สมมุติอันนั้น (ระยะทาง 80-250 เมตร) โดยเริ่มต้นด้วยการขี่ด้วยรอบขา 100 รอบต่อนาที (ปรับเกียร์) ไปเรื่อย ๆ ราว ๆ 10 นาที อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 65 % ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เพื่อกระตุ้นเตือนร่างกายให้เข้าสู่การอบอุ่นร่างกาย โดยการสปริ๊นท์ขึ้นเนินเตี้ย ๆ ที่มีระยะทางประมาณ 50-100 เมตร สามครั้งให้ใช้เกียรค่อนข้างหนัก ซึ่งจุดประสงค์ก็คือเพื่อสร้างกำลังในการออกตัว พยายามทำการสปริ๊นท์ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ 6-7 วินาที เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ร่างกายและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
หลังจากนั้นก็ลงมือฝึกการสปริ๊นท์โดยการสปริ๊นท์ในระยะทาง 150-250 เมตร 4-7 ครั้ง สามครั้งแรกออกตัวด้วยความเร็วต่ำ ๆ คล้าย ๆ กับการฝึกซ้อมในลู่ ที่เหลือก็ทำการปริ้นท์ด้วยเกียร์ที่เรารู้สึกว่าค่อนข้างสูง (หนัก) ในตอนเริ่มแต่ก็สามารถปั่นด้วยรอบขาสูงเต็มที่เมื่อเข้าเส้นชัยที่สมมุตินั้นได้ การสปริ้นท์แต่ละครั้งใช้เวลาประมาร 10-15 วินาที เสร็จแล้วก็เปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยการปั่นซอยขาเบา ๆ ให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงไปถึง 65% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด โดยการขี่ไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะสปริ้นท์ครั้งต่อไป การฝึกสปริ๊นท์ครั้งแรก ๆ อาจใช้เวลาฟื้นตัวแค่ 5 นาที แต่พอสปริ้นท์มาก ๆ ขึ้นเวลาที่ร่างกายต้องใช้ในการฟื้นตัวก็จะมากตามขึ้นไปด้วยเป็นลำดับ
การพัฒนาการฝึกสปริ๊นท์จะทำได้ดีถ้าฝึกซ้อมกับคนอื่น เพราะสัญชาติญาณของการแข่งขันทำให้เราสปริ๊นท์ได้เร็วขึ้น ข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้จากการสปริ๊นท์ก็คือเทคนิคการปั่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสปริ๊นท์จะสอนให้เรารู้จักใช้ความเร็วที่รอบขาสูงสุด อย่าลืมว่าเทคนิคของการปั่นที่ดีนั้น เป็นผลบวกของความเร็วกับกำลังของขาเราจะต้องรู้จักใช้กำลังขอขาตอนที่ปั่นด้วยรอบขา 85 รอบต่อนาทีให้ได้ดีพอ ๆ กับการใช้ความเร็วในการปั่นตอบขา 120 รอบต่อนาที หรือมากกว่าและนี่คือเหตุผลที่ว่าผู้เขียนไม่แนะนำให้ฝึกขี่รถที่ใช้เกียร์รถลู่ (Fixed gear) เพราะมันไม่เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้ทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กัน
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์

การฝึกสปริ๊นท์ (Sprint)
สปริ๊นท์ (หัวใจของการแข่งขัน) เป็นการฝึกขี่จักรยานในระดับความเข้มสูงสุด โดยการใช้ความพยายามเร่งความเร็ว (Accelerate) ในการปั่นจักรยานอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 10-25 วินาที และเป็นช่วงเวลาที่หัวใจเต้นสูงสุด (MHR) เทคนิคของนักปั่นชั้นยอดจะฝึกซ้อมสปริ๊นท์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันพัก เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นตัวอย่างพอเพียงก่อนที่เราจะบังคับให้มันทำงานอย่างเต็มที่ 100 % ต่อไปการสปริ๊นท์เป็นสิ่งที่เราควรจะทำสองครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ตลอดปี เพราะถ้าเราหยุดฝึกซ้อมสปริ๊นท์เมื่อใดกล้ามเนื้อขาว (Fast-twitch,typ1) ก็จะลืมการทำงานที่รอบขาในการปั่นรอบขาสูง ๆ เมื่อนั้นคล้าย ๆ กับเล่นเวท ถ้าเราหยุดยกเวทกล้ามเนื้อก็จะลดความแข็งแรงลงไป
วิธีการฝึกซ้อมจักรยานโดยการ “สปริ๊นท์” ทำได้โดยสมมุติว่าเส้นชัยอยู่ข้างหน้า อาจจะเป็นหลักกิโลเมตร หรือป้ายจราจร แล้วสปริ๊นท์เข้าหาเส้นชัยที่สมมุติอันนั้น (ระยะทาง 80-250 เมตร) โดยเริ่มต้นด้วยการขี่ด้วยรอบขา 100 รอบต่อนาที (ปรับเกียร์) ไปเรื่อย ๆ ราว ๆ 10 นาที อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 65 % ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เพื่อกระตุ้นเตือนร่างกายให้เข้าสู่การอบอุ่นร่างกาย โดยการสปริ๊นท์ขึ้นเนินเตี้ย ๆ ที่มีระยะทางประมาณ 50-100 เมตร สามครั้งให้ใช้เกียรค่อนข้างหนัก ซึ่งจุดประสงค์ก็คือเพื่อสร้างกำลังในการออกตัว พยายามทำการสปริ๊นท์ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ 6-7 วินาที เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ร่างกายและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
หลังจากนั้นก็ลงมือฝึกการสปริ๊นท์โดยการสปริ๊นท์ในระยะทาง 150-250 เมตร 4-7 ครั้ง สามครั้งแรกออกตัวด้วยความเร็วต่ำ ๆ คล้าย ๆ กับการฝึกซ้อมในลู่ ที่เหลือก็ทำการปริ้นท์ด้วยเกียร์ที่เรารู้สึกว่าค่อนข้างสูง (หนัก) ในตอนเริ่มแต่ก็สามารถปั่นด้วยรอบขาสูงเต็มที่เมื่อเข้าเส้นชัยที่สมมุตินั้นได้ การสปริ้นท์แต่ละครั้งใช้เวลาประมาร 10-15 วินาที เสร็จแล้วก็เปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยการปั่นซอยขาเบา ๆ ให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงไปถึง 65% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด โดยการขี่ไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะสปริ้นท์ครั้งต่อไป การฝึกสปริ๊นท์ครั้งแรก ๆ อาจใช้เวลาฟื้นตัวแค่ 5 นาที แต่พอสปริ้นท์มาก ๆ ขึ้นเวลาที่ร่างกายต้องใช้ในการฟื้นตัวก็จะมากตามขึ้นไปด้วยเป็นลำดับการพัฒนาการฝึกสปริ๊นท์จะทำได้ดีถ้าฝึกซ้อมกับคนอื่น เพราะสัญชาติญาณของการแข่งขันทำให้เราสปริ๊นท์ได้เร็วขึ้น ข้อสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่เราจะต้องเรียนรู้จากการสปริ๊นท์ก็คือเทคนิคการปั่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสปริ๊นท์จะสอนให้เรารู้จักใช้ความเร็วที่รอบขาสูงสุด อย่าลืมว่าเทคนิคของการปั่นที่ดีนั้น เป็นผลบวกของความเร็วกับกำลังของขาเราจะต้องรู้จักใช้กำลังขอขาตอนที่ปั่นด้วยรอบขา 85 รอบต่อนาทีให้ได้ดีพอ ๆ กับการใช้ความเร็วในการปั่นตอบขา 120 รอบต่อนาที หรือมากกว่าและนี่คือเหตุผลที่ว่าผู้เขียนไม่แนะนำให้ฝึกขี่รถที่ใช้เกียร์รถลู่ (Fixed gear) เพราะมันไม่เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้ทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กัน
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
การฝึกสปริ๊นท์ ตอนที่ 2 “ระยะเวลาที่เหมาะสมในการฝึกสปริ๊นท์”
การฝึกสปริ๊นท์แต่ละครั้งควรใช้เวลาประมาณ 10-15 วินาที เป็นอย่างมาก หลังการสปริ๊นท์ทุก ๆ ครั้ง จะต้องเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยจะสังเกตได้จากอัตราการเต้นของหัวใจลดลงกลับเข้าสู่ในระดับ 65% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (หรือ 120 ครั้ง/นาที) โดยการขี่จักรยานด้วยเกียร์เบา ๆ ผ่อนกล้ามเนื้อขาไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าหายเหนื่อยก่อนที่จะเริ่มสปริ๊นท์ในครั้งต่อไป
การฝึกสปริ๊นท์ในครั้งแรก ๆ อาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัวของร่างกายเพียง 5 นาที แต่เมื่อทำการฝึกสปริ๊นท์จำนวนครั้งเพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาที่ร่างกายต้องการใช้ในการฟื้นตัวจะมากขึ้นตามไปด้วย เพราะกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักจากการฝึกเริ่มมีของเสียที่เรียกว่า “กรดแล็กติก” ค้างคาอยู่ภายในกล้ามเนื้อ จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนและเวลามากขึ้นเพื่อขจัดของเสียเหล่านี้ออกไปจากกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาสดชื่นและสามารถทำงานได้อย่างเติมประสิทธิภาพอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้เวลาฟื้นสภาพมากขึ้น
การฝึกสปริ๊นท์ให้ได้ดีจะต้องทำอย่างไร ?
การฝึกสปริ๊นท์กับเพื่อนนักปั่นคนอื่น ๆ จะทำได้ดีเพราะสัญชาติญาณของการแข่งขันจะเกิดขึ้น ในขณะสปริ๊นท์จะทำให้เราสปริ๊นท์ได้เร็วขึ้น ข้อสำคัญเราต้องพยายามเรียนรู้จากการฝึกเหล่านี้ เกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการปั่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าการสปริ๊นท์สอนให้เรารู้จักการใช้ความเร็วสูงสุด อย่าลืมว่าเทคนิคของการปั่นที่ดีนั้น เป็นผลบวกของความเร็ว + กำลังขา ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีแทคติกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เราจะต้องรู้จักการใช้กล้ามเนื้อขา แขน และลำตัวผสมผสานกันให้เกิดเป็นพลังขับเคลื่อน (Explosive Power) รถจักรยานให้สามารถขี่วิ่งได้เร็วที่สุด ตอนที่ปั่นด้วยรอบขา 85 รอบต่อนาทีให้ได้ดีพอ ๆ กับการใช้ความเร็วในการปั่นด้วยรอบขาที่ 140 รอบต่อนาที
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์
การฝึกสปริ๊นท์แต่ละครั้งควรใช้เวลาประมาณ 10-15 วินาที เป็นอย่างมาก หลังการสปริ๊นท์ทุก ๆ ครั้ง จะต้องเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยจะสังเกตได้จากอัตราการเต้นของหัวใจลดลงกลับเข้าสู่ในระดับ 65% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (หรือ 120 ครั้ง/นาที) โดยการขี่จักรยานด้วยเกียร์เบา ๆ ผ่อนกล้ามเนื้อขาไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าหายเหนื่อยก่อนที่จะเริ่มสปริ๊นท์ในครั้งต่อไป การฝึกสปริ๊นท์ในครั้งแรก ๆ อาจจะใช้เวลาในการฟื้นตัวของร่างกายเพียง 5 นาที แต่เมื่อทำการฝึกสปริ๊นท์จำนวนครั้งเพิ่มมากขึ้น ระยะเวลาที่ร่างกายต้องการใช้ในการฟื้นตัวจะมากขึ้นตามไปด้วย เพราะกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักจากการฝึกเริ่มมีของเสียที่เรียกว่า “กรดแล็กติก” ค้างคาอยู่ภายในกล้ามเนื้อ จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนและเวลามากขึ้นเพื่อขจัดของเสียเหล่านี้ออกไปจากกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาสดชื่นและสามารถทำงานได้อย่างเติมประสิทธิภาพอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ต้องใช้เวลาฟื้นสภาพมากขึ้น
การฝึกสปริ๊นท์ให้ได้ดีจะต้องทำอย่างไร ?
การฝึกสปริ๊นท์กับเพื่อนนักปั่นคนอื่น ๆ จะทำได้ดีเพราะสัญชาติญาณของการแข่งขันจะเกิดขึ้น ในขณะสปริ๊นท์จะทำให้เราสปริ๊นท์ได้เร็วขึ้น ข้อสำคัญเราต้องพยายามเรียนรู้จากการฝึกเหล่านี้ เกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการปั่นอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าการสปริ๊นท์สอนให้เรารู้จักการใช้ความเร็วสูงสุด อย่าลืมว่าเทคนิคของการปั่นที่ดีนั้น เป็นผลบวกของความเร็ว + กำลังขา ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องมีแทคติกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เราจะต้องรู้จักการใช้กล้ามเนื้อขา แขน และลำตัวผสมผสานกันให้เกิดเป็นพลังขับเคลื่อน (Explosive Power) รถจักรยานให้สามารถขี่วิ่งได้เร็วที่สุด ตอนที่ปั่นด้วยรอบขา 85 รอบต่อนาทีให้ได้ดีพอ ๆ กับการใช้ความเร็วในการปั่นด้วยรอบขาที่ 140 รอบต่อนาที
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
การฝึกสปริ๊นท์ ตอนที่ 3 “ผลดีของการฝึกสปริ๊นท์”

1. การฝึกสปริ๊นท์ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อให้สามารถทำงานหนักในการปั่นจักรยานที่รอบขาสูงกว่าปกติ จนเกิดความเคยชินทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นจักรยานดีขึ้น ในการพัฒนาความเร็วซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันจักรยาน ตามปกติกล้ามเนื้อมนุษย์จะมีเส้นใยอยู่ในร่างกาย 2 ชนิดคือ เส้นใยกล้ามเนื้อแดง ถ้านักปั่นจักรยานท่านใดมีปริมาณเส้นใยดังกล่าวในร่างกายมาก จะมีความอดทนมากแต่ปั่นได้ไม่เร็วมากนัก เหมาะสำหรับการเป็นนักจักรยานประเภทถนน หรือเสือภูเขาประเภท “ครอสคันทรี่” ส่วนเส้นใยกล้ามเนื้อขาว ถ้านักปั่นท่านใดมีปริมาณเส้นใยดังกล่าวมากในร่างกาย จะมีความเร็วในการปั่นสูงแต่ปั่นได้ไม่ค่อยทน เหมาะกับการเป็นนักจักรยานประเภทลู่และดาวฮิลล์
2. การฝึกช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต ให้สามารถนำสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารไปกับกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อได้มากขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนเส้นเลือดฝอยให้มีมากขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงได้ทั่วร่างกาย โดยที่การเต้นของหัวใจช้าลง (แสดงว่าหัวใจแข็งแรงขึ้น)
3. การพัฒนาระบบหายใจ ให้สามารถทำงานสอดคล้องไปกับการปั่นจักรยานที่รวดเร็ว หรือการออกแรงในการปั่นที่ต้องใช้อากาศและไม่ใช้อากาศ จะถูกพัฒนาให้สามารถบรรจุออกซิเจนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความจุปอดสามรถบรรจุอากาศได้มากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการนำไปใช้ประโยชน์จึงได้มากขึ้นตามมา
4. พัฒนาความเร็วในการตัดสินใจ เช่น การรับรู้และการตอบสนองหรือการตัดสินใจระหว่างเกมส์การแข่งขัน ได้รวดเร็วในช่วงเวลาอันคับขัน ทันต่อเหตุการณ์การแข่งขันนั้น ๆ การตอบสนองต่อการสปริ๊นท์ของคู่แข่ง
5. พัฒนาทักษะด้านเทคนิคและกลไกการใช้จักรยาน เช่น การเลือกใช้เกียร์สปริ๊นท์ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทางและพื้นที่แข่งขัน มีจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำ ทำได้ทั้งเกียร์หนักและเกียร์เบา
6. พัฒนาการประสานงานระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ช่วงที่ต้องยกสปริ๊นท์สุดกำลังเพื่อแซงคู่แข่งในช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย
7. พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่จำเป็นต่อการสปริ๊นท์ ซึ่งนักกีฬาจักรยานต้องทำการฝึกซ้ำ ๆ ให้เกิดความชำนาญและถูกต้อง เพื่อให้ร่างการเกิดการเรียนรู้และจดจำทักษะการเคลื่อนไหว ขณะสปริ๊นท์แบบนั้นไว เพื่อนไปสู่การพัฒนาเทคนิความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. พัฒนาระบบการใช้พลังงานของร่างกายโดยเฉพาะพลังงาน ATP-PC ซึ่งเป็นระบบพลังงานที่ใช้ได้เลยเกี่ยวกับการออกแรงฝึกความเร็วแบบไม่ใช้อากาศ ในระยะเวลาสั้น ๆ 6-10 วินาที และเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางอย่างมาก ซึ่งทั้งสองระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฝึกสปริ๊นท์ เพื่อการพัฒนาความเร็วในการปั่นจักรยานแข่งขัน
ที่มา: นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์

1. การฝึกสปริ๊นท์ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อให้สามารถทำงานหนักในการปั่นจักรยานที่รอบขาสูงกว่าปกติ จนเกิดความเคยชินทำให้ประสิทธิภาพในการปั่นจักรยานดีขึ้น ในการพัฒนาความเร็วซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันจักรยาน ตามปกติกล้ามเนื้อมนุษย์จะมีเส้นใยอยู่ในร่างกาย 2 ชนิดคือ เส้นใยกล้ามเนื้อแดง ถ้านักปั่นจักรยานท่านใดมีปริมาณเส้นใยดังกล่าวในร่างกายมาก จะมีความอดทนมากแต่ปั่นได้ไม่เร็วมากนัก เหมาะสำหรับการเป็นนักจักรยานประเภทถนน หรือเสือภูเขาประเภท “ครอสคันทรี่” ส่วนเส้นใยกล้ามเนื้อขาว ถ้านักปั่นท่านใดมีปริมาณเส้นใยดังกล่าวมากในร่างกาย จะมีความเร็วในการปั่นสูงแต่ปั่นได้ไม่ค่อยทน เหมาะกับการเป็นนักจักรยานประเภทลู่และดาวฮิลล์
2. การฝึกช่วยพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต ให้สามารถนำสารอาหารที่ได้จากการรับประทานอาหารไปกับกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อได้มากขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนเส้นเลือดฝอยให้มีมากขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงได้ทั่วร่างกาย โดยที่การเต้นของหัวใจช้าลง (แสดงว่าหัวใจแข็งแรงขึ้น)
3. การพัฒนาระบบหายใจ ให้สามารถทำงานสอดคล้องไปกับการปั่นจักรยานที่รวดเร็ว หรือการออกแรงในการปั่นที่ต้องใช้อากาศและไม่ใช้อากาศ จะถูกพัฒนาให้สามารถบรรจุออกซิเจนได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความจุปอดสามรถบรรจุอากาศได้มากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการนำไปใช้ประโยชน์จึงได้มากขึ้นตามมา
4. พัฒนาความเร็วในการตัดสินใจ เช่น การรับรู้และการตอบสนองหรือการตัดสินใจระหว่างเกมส์การแข่งขัน ได้รวดเร็วในช่วงเวลาอันคับขัน ทันต่อเหตุการณ์การแข่งขันนั้น ๆ การตอบสนองต่อการสปริ๊นท์ของคู่แข่ง
5. พัฒนาทักษะด้านเทคนิคและกลไกการใช้จักรยาน เช่น การเลือกใช้เกียร์สปริ๊นท์ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเส้นทางและพื้นที่แข่งขัน มีจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำ ทำได้ทั้งเกียร์หนักและเกียร์เบา
6. พัฒนาการประสานงานระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ช่วงที่ต้องยกสปริ๊นท์สุดกำลังเพื่อแซงคู่แข่งในช่วงสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย
7. พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่จำเป็นต่อการสปริ๊นท์ ซึ่งนักกีฬาจักรยานต้องทำการฝึกซ้ำ ๆ ให้เกิดความชำนาญและถูกต้อง เพื่อให้ร่างการเกิดการเรียนรู้และจดจำทักษะการเคลื่อนไหว ขณะสปริ๊นท์แบบนั้นไว เพื่อนไปสู่การพัฒนาเทคนิความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. พัฒนาระบบการใช้พลังงานของร่างกายโดยเฉพาะพลังงาน ATP-PC ซึ่งเป็นระบบพลังงานที่ใช้ได้เลยเกี่ยวกับการออกแรงฝึกความเร็วแบบไม่ใช้อากาศ ในระยะเวลาสั้น ๆ 6-10 วินาที และเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางอย่างมาก ซึ่งทั้งสองระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฝึกสปริ๊นท์ เพื่อการพัฒนาความเร็วในการปั่นจักรยานแข่งขัน
ที่มา: นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
การฝึกสปริ๊นท์ ตอนที่ 4 “รูปแบบการฝึกสปริ๊นท์”

1. ยืนปั่นและนั่งปั่น 3x10 ปั่นลูกบันได 10 ถึง 12 ครั้ง (ขาแต่ละข้าง) เวลาพักใช้เท่ากันกับเวลาที่นั่ง ในการฝึกเราควรแบ่งเป็นเซทหรือเป็นชุด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมการฝึกที่เป็นระบบโดยใช้เกียร์หนักดังนี้
การฝึกเซทที่ 1 ประกอบด้วย
- ยืนปั่นลูกบันได 10 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 10 ครั้ง x 3 เที่ยว
- ยืนปั่นลูกบันได 12 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 12 ครั้ง x 3 เที่ยว
- ยืนปั่นลูกบันได 10 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 10 ครั้ง x 3 เที่ยว
หมายเหตุ: จำนวนเซทให้กำหนดเอาเองว่าจะทำการฝึกกี่เซท แต่ไม่ควรเกิน 5 เซท ให้ฝึกสปริ๊นท์ช้า ๆ สามครั้ง เป็นการอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมในการสปริ๊นท์ โดยใช้การยืนเร่งปั่นความเร็วให้เร็วที่สุด (54x17 หรือ 44x15)
2. การยืนขย่มลูกบันได (กระชาก) ใช้ระยะทางสปริ๊นท์ 80-100 เมตร สำหรับการยกก้นขึ้นจากอานแล้วเพื่อเพิ่มอัตราเร่งความเร็ว ฝึก 3 ถึง 5 ครั้ง
3. สปริ๊นท์ระยะทาง 200-400เมตร เป็นการสปริ๊นท์ยาวที่ต้องมีการยกก้นขึ้นจากอานเพื่อขย่มลูกบันได (กระชาก) เมื่อนั่งลงให้เปลี่ยนเกียร์ให้หนักขึ้นและเร่งความเร็วอีกครั้ง
หมายเหตุ : ในการฝึกสปริ้นท์แต่ละครั้งจะต้องให้ร่างกายได้มีโอกาสฟื้นตัวอย่างเต็มที่ คือหายเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าขาสบาย ๆ แล้วกลับไปฝึกสปริ๊นท์อีก 5 ถึง 10 ครั้ง ในช่วงก่อนการแข่งขัน หลังการฝึกปั่นลงเขาตามลม จะทำให้มีรอบขาที่จัดจ้านมากยิ่งขึ้น ต่อมาให้สปริ๊นท์ด้วยเกียร์หนักบนทางราบและขึ้นเขาสำหรับการขี่กับกลุ่มสี่ถึงแปดคน เริ่มกระชากสปริ๊นท์และขี่หนีเพื่อพัฒนาความเร็วสร้างกำลังและเพื่อชนะการแข่งขัน
โดยสรุป : การฝึกปสริ๊นท์ คือหัวใจของการแข่งขันที่นักปั่นขาแรงต้องพัฒนากำลัง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความเร็วบวกกับความแข็งแรง สุดทางด้านหนึ่งของกำลังคือ ความเร็ว และสุดทางอีกด้านหนึ่งคือความแข็งแรง นักจักรยานต้องพัฒนาความเร็ว ความแข็งแรง และกำลัง เพื่อฝึกพลังแรงระเบิดของกล้ามเนื้อขาในการเร่งความเร็วปั่นลูกบันไดจักรยานให้เร็วที่สุด เพื่อบังคับให้รถจักรยานพุ่งเข้าเส้นชัยให้เร็วที่สุด การฝึกสปริ๊นท์สามารถทำได้ทั้งการฝึกส่วนบุคคลและฝึกเป็นกลุ่ม ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พี่น้องชาวเสือจะต้องมีและทำการฝึกสปริ๊นท์ที่หลากหลายรูปแบบของระดับความหนัก เป็นการฝึกความเร็วในการขี่จักรยานที่ช่วยพัฒนาด้านความเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปั่นให้ดีขึ้น โดยเฉพาะชาวเสือที่อยากขึ้นไปยืนอยู่บน “ตำแหน่งที่ 1 “ จะต้องใช้ความพยายามในการฝึกให้มากกว่าผู้อื่นครับ
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์

1. ยืนปั่นและนั่งปั่น 3x10 ปั่นลูกบันได 10 ถึง 12 ครั้ง (ขาแต่ละข้าง) เวลาพักใช้เท่ากันกับเวลาที่นั่ง ในการฝึกเราควรแบ่งเป็นเซทหรือเป็นชุด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมการฝึกที่เป็นระบบโดยใช้เกียร์หนักดังนี้
การฝึกเซทที่ 1 ประกอบด้วย
- ยืนปั่นลูกบันได 10 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 10 ครั้ง x 3 เที่ยว
- ยืนปั่นลูกบันได 12 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 12 ครั้ง x 3 เที่ยว
- ยืนปั่นลูกบันได 10 ครั้ง ต่อด้วยนั่งปั่นลูกบันไดอีก 10 ครั้ง x 3 เที่ยว
หมายเหตุ: จำนวนเซทให้กำหนดเอาเองว่าจะทำการฝึกกี่เซท แต่ไม่ควรเกิน 5 เซท ให้ฝึกสปริ๊นท์ช้า ๆ สามครั้ง เป็นการอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมในการสปริ๊นท์ โดยใช้การยืนเร่งปั่นความเร็วให้เร็วที่สุด (54x17 หรือ 44x15)
2. การยืนขย่มลูกบันได (กระชาก) ใช้ระยะทางสปริ๊นท์ 80-100 เมตร สำหรับการยกก้นขึ้นจากอานแล้วเพื่อเพิ่มอัตราเร่งความเร็ว ฝึก 3 ถึง 5 ครั้ง
3. สปริ๊นท์ระยะทาง 200-400เมตร เป็นการสปริ๊นท์ยาวที่ต้องมีการยกก้นขึ้นจากอานเพื่อขย่มลูกบันได (กระชาก) เมื่อนั่งลงให้เปลี่ยนเกียร์ให้หนักขึ้นและเร่งความเร็วอีกครั้ง
หมายเหตุ : ในการฝึกสปริ้นท์แต่ละครั้งจะต้องให้ร่างกายได้มีโอกาสฟื้นตัวอย่างเต็มที่ คือหายเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าขาสบาย ๆ แล้วกลับไปฝึกสปริ๊นท์อีก 5 ถึง 10 ครั้ง ในช่วงก่อนการแข่งขัน หลังการฝึกปั่นลงเขาตามลม จะทำให้มีรอบขาที่จัดจ้านมากยิ่งขึ้น ต่อมาให้สปริ๊นท์ด้วยเกียร์หนักบนทางราบและขึ้นเขาสำหรับการขี่กับกลุ่มสี่ถึงแปดคน เริ่มกระชากสปริ๊นท์และขี่หนีเพื่อพัฒนาความเร็วสร้างกำลังและเพื่อชนะการแข่งขัน
โดยสรุป : การฝึกปสริ๊นท์ คือหัวใจของการแข่งขันที่นักปั่นขาแรงต้องพัฒนากำลัง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความเร็วบวกกับความแข็งแรง สุดทางด้านหนึ่งของกำลังคือ ความเร็ว และสุดทางอีกด้านหนึ่งคือความแข็งแรง นักจักรยานต้องพัฒนาความเร็ว ความแข็งแรง และกำลัง เพื่อฝึกพลังแรงระเบิดของกล้ามเนื้อขาในการเร่งความเร็วปั่นลูกบันไดจักรยานให้เร็วที่สุด เพื่อบังคับให้รถจักรยานพุ่งเข้าเส้นชัยให้เร็วที่สุด การฝึกสปริ๊นท์สามารถทำได้ทั้งการฝึกส่วนบุคคลและฝึกเป็นกลุ่ม ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พี่น้องชาวเสือจะต้องมีและทำการฝึกสปริ๊นท์ที่หลากหลายรูปแบบของระดับความหนัก เป็นการฝึกความเร็วในการขี่จักรยานที่ช่วยพัฒนาด้านความเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปั่นให้ดีขึ้น โดยเฉพาะชาวเสือที่อยากขึ้นไปยืนอยู่บน “ตำแหน่งที่ 1 “ จะต้องใช้ความพยายามในการฝึกให้มากกว่าผู้อื่นครับ
ที่มา : นิตยสาร RACE BICYCLE บทความโดย อาจารย์ ปราจิน รุ่งโรจน์
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
- sabadee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1179
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
- Tel: 089-109-9536
- team: ฅนเสรีไทย
- Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............
Re: ชมรมจักรยานคนเสรีไท Serithai Bike Club
sabadee เขียน:
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท
ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท