ผมเองเห็นด้วยกับคุณอุเทนครับ สังคมบ้านเราแต่ก่อนใช้แต่จักรยานแล้วเป็นจักรยานแบบไม่มีเกียร์เป็นทรงไอ้โต้ง กับทรงแม่บ้านไม่เช่นนั้นก็เดินเอาครับ ผมอยู่ท้องนาเดินมาซื้อน้ำปลา น้ำตาลให้แม่ไปทำกับข้าวเมื่อตอนเด็กๆใช้เวลาไปกลับชั่วโมงกว่า เพราะห่างไกลหมู่บ้านมาก ร้านค้าชำประจำหมู่บ้านมีคนมาซื้อเยอะแยะ ดูอบอุ่นคนขายที่ไม่ใช่พ่อค้า ทุกคนอาจงง คำว่าคนขายที่ไม่ใช่พ่อค้า คนขายของชำสมัยก่อนไม่ใช่พ่อค้าครับ เพราะเขาขายแบบเป็นกันเองเหมือนเราเป็นลูกหลานถ้อยทีถ้อยอาศัย แบบพออยู่พอกินไม่ได้คิดร่ำรวยเพราะคนขายเขาก็คิดว่าสงสารคนซื้อ เพราะคนซื้อก็เห็นหน้ากันทุกวันเหมือนลูกหลาน พี่ป้า น้า อา สังคมสงบ มาปัจจุบัน คนไม่ขี่จักรยานแถมยังไม่ชอบเดินอีก ไปไกลใช้รถยนต์ ใกล้ๆใช้รถเครื่อง คนซื้อไม่ค่อยจะชอบวิธีการขายแบบ คนขาย หันหน้าไปหา พ่อค้า เข้าเซเว่น เข้าห้างซื้อของที่ละหลายอย่างในครั้งเดียว เกิดการบริโภคเกินตัว บางอย่างซื้อมาก็ไม่ได้ใช้แล้วก้ต้องทิ้ง เกิดวัฒนธรรมแปลกๆคือซื้อมาก่อนแต่ไม่รู้จะใช้เมื่อไหร่ ฟุ่มเฟือยกับของที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้ ผมเองบิ๊กซี ห่างจากร้านเดิมประมาณ500เมตร สองปีน่าจะเข้าไปสักครั้งเดียว ทุกวันนี้สำหรับผมใช้บริการร้านชำข้างบ้านอยู่สองร้าน เพื่ออยากให้เขาและสังคมหมู่บ้านอยู่ได้ ที่ยังไปก็ห้างแมคโคร ไปซื้อ ปลาซาบะญี่ปุ่นโลละ39บาทกับปลาสำลีญี่ปุ่นโลละ75บาท กินมันสองอย่างนี่แหละ หมู แพงไม่ต้องไปกินมันเดี๋ยวมันก็ถูกที่สำคัญมันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายถึงมีก็น้อยกว่าโทษของมันครับ ทุกวันนี้อาหารสำเร็จแพงมาก ก๋วยเตี๋ยว30บาทแล้วครับ ข้าวมันไก่30บาทข้าวหมูแดง หมูนี่นะหั่นได้บางมากขนาดว่าเปิดพัดลมแล้วหมูหายหมดจานละ30-35บาท ที่จริงมันไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอกครับ เพียงแต่ว่าคนขายนั้นเขามีภาระเยอะ ผ่อนบ้าน ผ่อน รถ น้ำมันรถ ค่าเทอมลูกแพงมาก ค่าส่งลูกไปเรียนแล้วลูกในปัจจุบันนี้ส่วนมากก็ติดวัตถุนิยมมีทั้ง ไอแพทไอพอทอะไรก็ไม่รู้ นี่ยังไม่รวมค่าโทรศัพท์ของลูก ค่าเที่ยวของลูก ค่าเสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลีของลูกอีก แล้วของมันจะไม่แพงได้อย่างไร ผมนะง่ายมากคือไม่กินเลยถ้าราคานี้ถึงว่าจะจำเป็นต้องกินผมก็ไม่กิน ต่อให้ขี่จักรยานหิวจนตาลายผมก็ไม่กิน มันเป็นไปได้อย่างไรครับไก่โลละ65บาทนี่คือเนื้อไก่นะครับ มาเป็นข้าวมันไก่จานละ30บาทบางที่35บาท ข้าวมันไก่2จานแทบจะซื้อไก่ได้1กิโลแล้วของแบบนี้ทุกอย่างผมไม่ซื้อกินเลยเพราะเท่ากับไปอุดหนุนให้เกิด กิเลสแก่คนขายให้มากขึ้น แต่คุณเชื่อไหมที่หน้าบ้านผมมีโจ๊กหมูที่ใส่หมูมากราคา10บาทในปริมาณเท่ากับราคาที่ทั่วไปขาย25บาททั้งที่ทุกอย่างที่ร้านขายโจ๊กราคา25บาทซื้อวัตถุดิบที่เดียวกันกับราคา10บาท ก๋วยเตี๋ยว15บาท ถ้า20บาทนั้นคุณภาพเท่ากับทั่วไป30บาท เป็นร้านที่จะเห็นในภาพที่กองถ่ายไปพักเที่ยงครับ จักรยานครับจะเปลี่ยนทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ถ้าไม่เริ่มต้นที่จักรยานเราจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลยpsychoten เขียน:ยินดีสำหรับผู้ใช้จักรยานทุกๆท่านครับรวมทั้งตัวผมเองด้วย อยากให้กระแสมาแรงๆครับ คนขี่จักรยานทั่วบ้านทั่วเมือง จะได้ปลูกต้นไม้ริมทางเยอะๆ มีทางจักรยานมากๆ ห้างสรรพสินค้าน้อยลง(คนขี่จักรยานไม่นิยมเข้าห้างสรรพสินค้าครับ ลองสังเกตุดู) มีร้านข้างทางเพิ่มขึ้น ร้านใกล้ๆบ้านมากขึ้น เดี๋ยวนี้หาร้านหนังสือยาก ต้องเป็นซีเอ็ด ซึ่งอยู่ในห้างเท่านั้น และร้านขายของชำก็ลดลง แต่ก่อนอยากได้ชิกโฉ่ว(ซอสเปรี้ยว)ก็ไปซื้อร้านอาแปะแถวบ้าน ทุกวันนี้ต้องไปโลตัส บิ๊กซีครับ เซเวนก็ไม่มีขายเพราะขายได้น้อย เปลืองชั้นวางของเค้า เค้าก็ไม่ขายครับ ส่วนอาแปะจะเป็นประเภทใครมาถามอะไรก็สั่งมาไว้เผื่อเค้าจะเอา ก็จะมีของที่ละแวกใกล้บ้านต้องการทั้งหมดครับ แต่ทุกวันนี้อาแปะเจ๊งหมดแล้ว... จักรยานจะคืนชีวิตชุมชนครับ ซอสหนึ่งขวด แฟบ1กล่อง นสพ. ข้าวกล่อง โอเลี้ยง จิปาถะ ขี่จักรยานไปซื้อหน้าปากซอยได้ครับ สตาร์ทรถทีห้าสิบบาท สตาร์ทมอร์เตอร์ไซด้ทัสิบบาท ขี่จักรยานไปใกล้ๆไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ของที่ต้องการ คนก็ดบื่อไปห้างเองครับ
อันนี้ผมร่วมฝันด้วยคนครับ
ป.ล. ผมกำลังว่าจะขอจองคิวอีกซักคัน แต่ยังเกรงใจอยู่เพราะคันที่ได้มาขี่ยังไม่ถึงพันกิโล พอข่าวนี้ออก สงสัยผมได้รอสองปีแน่ๆเลย
ที่ผมบอกว่าหลังจากผมทำเรื่อง จักรยานเดินทาง ได้สำเร็จผมจะหยุดเรื่องงานสร้างสรรการขี่การใช้จักรยานใว้เท่านี้ ท่านอาจสงสัยว่าแล้วผมจะหยุดจริงๆหรือ หยุดแน่นอนครับ แต่ผมจะไปทำเรื่อง จักรยานกับวิถีชีวิตคนไทย หรือ จักรยานที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทย ชื่อเรื่องนี้อาจมีเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงชื่อนิดหน่อยครับ แต่แนวทางสร้างแรงบันดาลใจก็สร้างเพื่อชุมชนจริงๆ รวมทั้งร้านชำ โชห่วย ร้านโอเลี้ยง กล้วยแขก ขนมถังแตก กล้วยปิ้ง ขนมครก เลี้ยง ลูก เลี้ยงหลาน ให้เป็นแบบวิถีไทยจริงๆ และอีกหลายๆ เรื่อง อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่า ที่ผ่านมาต้องใช้เงินมาทำต่อปีมากพอสมควรแล้วเงินมาจากไหน เพราะแค่ทริปแรกนั้นกว่าจะเป็นทริปจนสำเร็จใช้เงินไปมากที่เดียวเพราะใช้เวลาเตรียมและฝึกหลายเดือน เงินในสมัยนั้นเอามาจากร้านขายเครื่องเสียงที่ทำมานานหลายสิบปีกับกิจการขายรถยนต์มือสองแล้วก็ร้านจักรยาน ปัจจุบันทำร้านจักรยานอย่างเดียวกิเลสตัวก็เล็กลง บ้านก็ไม่ได้ผ่อนเหมือนแต่ก่อนแล้ว เหลือแค่กินอยู่กับงานเรื่องรณรงค์นี่แหละ แล้วในปัจจุบันใช้เงินน้อยมากครับเพราะเราทำเป็นทีมทุกคนช่วยเหลือกันหมดครับ แล้วงานที่จะทำต่อไปข้างหน้าซึ่งต้องใช้เงิน ถ้าถามว่าถ้ามีหน่วยงานใดมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายเอาไหม ผมบอกใว้ตรงนี้เลยว่า ไม่เอาโดยเด็ดขาดเพราะผมตั้งใจทำงานทั้งหมดให้สำเร็จด้วยเงินของผมเอง เพราะเรื่อง จักรยานเดินทาง กว่าจะสำเร็จก็น่าจะเป็นปี2558หรือ2559 แล้วก้มาต่อด้วยเรื่อง ร้านชำ โชห่วย ร้านโอเลี้ยง กล้วยแขก ขนมถังแตก กล้วยปิ้ง ขนมครก จิตสำนึกเลี้ยง ลูก เลี้ยงหลาน ให้เป็นแบบวิถีไทยจริงๆ และอีกหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเจ้า เรื่อง สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกๆคนกลับมาอุดหนุน ร้านชำ โชห่วย ถ้าถึงเวลานั้นผมไม่ถูกนายทุน เอาไปเก็บเสียก่อน ผมคิดว่าจะทำให้สองสิ่งนี้ให้กลับมาก่อนไม่มากก็น้อยครับเพราะมันทำยากจริงๆเพราะธรรมชาติของคนนั้นติดกับ สบาย สะดวก จนอาจเป็นนิสัยว่าเป็นเรื่องธรรมดาครับ









































