เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
สวัสดีค่ะทุกท่าน ต้องกราบขออภัยที่หายไปนาน น๊าน นาน พอดีไม่ได้ปั่นมาสองเดือน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปปั่นวัดใจที่บ้านโป่ง สนุกดีค่ะ แต่ก่อนออกปั่นต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายอยู่สองวัน นอนหัวค่ำ ฟิตร่างกายก่อนออกปั่นกลางแดด ในที่สุดก็รอดพ้นมาได้ มีภาพสวย ๆ บางส่วนมาให้ชมค่ะ
- ไฟล์แนบ
-
- ไทยเอ็ม.jpg (126.09 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- ไทยเอ็ม1.jpg (145.67 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- ไทยเอ็ม3.jpg (133.46 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- 562186_345351098860732_100001575330307_947197_138906880_n.jpg (95.18 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- ไทยเอ็ม4.jpg (121.65 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- ไทยเอ็ม6.jpg (138.21 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
-
- ไทยเอ็ม5.jpg (141.59 KiB) เข้าดูแล้ว 583 ครั้ง
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ค่ำ ๆ จะกลับมาพร้อมกับข้อมูลสุขภาพดี ๆ เพื่อทุกท่านกันต่อนะคะ
ขออวยพรให้ผู้ที่ปั่นไปกระบี่ทุกท่านปฏิบัติงานบุญให้ลุล่วงผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะ ทราบข่าวว่าขณะนี้ทีมปั่นจาก กรุงเทพฯ - กระบี่ มีราว ๆ 102 ท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านค่ะ
ขออวยพรให้ผู้ที่ปั่นไปกระบี่ทุกท่านปฏิบัติงานบุญให้ลุล่วงผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะ ทราบข่าวว่าขณะนี้ทีมปั่นจาก กรุงเทพฯ - กระบี่ มีราว ๆ 102 ท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่านค่ะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
สวัสดีค่ะ มาตามนัดค่ะ ค่ำ ๆ (แต่นี่ก็ดึกมากแล้วนะคะเนี่ย แฮ่ ๆ
)
วันนี้จะเป็นเรื่องพื้น ๆ ของคุณผู้หญิงค่ะ บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะปวดประจำเดือน แต่หลาย ๆ ท่านก็ประมาทเพราะยังไม่รู้ความเสี่ยงของการปวดประจำเดือน....ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ
ปวดท้องประจำเดือน เสี่ยงเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
สูตินรีแพทย์ในสิงค์โปรกระตุ้นให้อายุรแพทย์ทั่วไปตรวจหาภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในผู้หญิงสาวที่มีอาการปวดประจำเดือน หลังมีการศึกษาพบว่า อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงเป็นอาการหลักของผู้หญิง 8 ใน 10 ราย ซึ่งต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาเยื่อบุมดลุกเจริญผิดที่ ในโรงพยาบาล National University Hospital (NUH)
การศึกษาครั้งนี้ทำกับผู้หญิง 45 คน ที่มีอายุระหว่าง 14-25 ปี ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดในช่วงปี พ.ศ. 2543-2549 เพื่อทำการสืบหาอาการ และความรุนแรงของภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
"ข้อมูลที่พบจากการศึกษาครั้งนี้ คือ อาการปวดประจำเดือนสามารถใช้ในการคัดกรองเบื้องต้นที่จะช่วยให้ค้นพบภาวะนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ " นายแพทย์ฟง ยก ไฟ หัวหน้าและที่ปรึกษาอาวุโสแผนกสูติ และนรีเวชของ NUH กล่าว
ที่สำคัญก็คือ การได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้รังไข่ และบริเวณใกล้ ๆ ได้รับความเสียหาย และลดภาวะอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบกับการเจริญพันธุ์
ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่เคยถูกเชื่อว่าเป็นโรคในผู้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาสัก 2-3 ปีในการพัฒนา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วสามารถพบในผู้หญิงอายุน้อยได้ด้วย ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องนี้จะทำให้แพทย์ปรับวิธีการดูแลผู้ป่วยเด็กดีขี้น
การศึกษาครั้งแรกในเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ครั้งนี้เปิดเผยว่า ผู้หญิง 8 ใน 10 คนอดทนต่ออาการปวดประจำเดือนเป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนที่จะหาทางรักษา ขณะที่ 1 ใน 10 ทนเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบายถึง 2-4 ปี โดยร้อยละ 80 ของคนไข้ที่ไปพบแพทย์ช้าถูกวินิจฉัยว่า เป็นเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในระยะที่ 3 และ 4
ทราบเ่ช่นนี้แล้วถ้าใครมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำก้อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์กันเลยดีกว่านะคะ .....
วันนี้จะเป็นเรื่องพื้น ๆ ของคุณผู้หญิงค่ะ บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะปวดประจำเดือน แต่หลาย ๆ ท่านก็ประมาทเพราะยังไม่รู้ความเสี่ยงของการปวดประจำเดือน....ลองอ่านบทความนี้ดูนะคะ
ปวดท้องประจำเดือน เสี่ยงเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
สูตินรีแพทย์ในสิงค์โปรกระตุ้นให้อายุรแพทย์ทั่วไปตรวจหาภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในผู้หญิงสาวที่มีอาการปวดประจำเดือน หลังมีการศึกษาพบว่า อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงเป็นอาการหลักของผู้หญิง 8 ใน 10 ราย ซึ่งต้องทำการผ่าตัดเพื่อรักษาเยื่อบุมดลุกเจริญผิดที่ ในโรงพยาบาล National University Hospital (NUH)
การศึกษาครั้งนี้ทำกับผู้หญิง 45 คน ที่มีอายุระหว่าง 14-25 ปี ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดในช่วงปี พ.ศ. 2543-2549 เพื่อทำการสืบหาอาการ และความรุนแรงของภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
"ข้อมูลที่พบจากการศึกษาครั้งนี้ คือ อาการปวดประจำเดือนสามารถใช้ในการคัดกรองเบื้องต้นที่จะช่วยให้ค้นพบภาวะนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ " นายแพทย์ฟง ยก ไฟ หัวหน้าและที่ปรึกษาอาวุโสแผนกสูติ และนรีเวชของ NUH กล่าว
ที่สำคัญก็คือ การได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้รังไข่ และบริเวณใกล้ ๆ ได้รับความเสียหาย และลดภาวะอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบกับการเจริญพันธุ์
ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่เคยถูกเชื่อว่าเป็นโรคในผู้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาสัก 2-3 ปีในการพัฒนา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วสามารถพบในผู้หญิงอายุน้อยได้ด้วย ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องนี้จะทำให้แพทย์ปรับวิธีการดูแลผู้ป่วยเด็กดีขี้น
การศึกษาครั้งแรกในเด็กผู้หญิงและวัยรุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ครั้งนี้เปิดเผยว่า ผู้หญิง 8 ใน 10 คนอดทนต่ออาการปวดประจำเดือนเป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนที่จะหาทางรักษา ขณะที่ 1 ใน 10 ทนเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบายถึง 2-4 ปี โดยร้อยละ 80 ของคนไข้ที่ไปพบแพทย์ช้าถูกวินิจฉัยว่า เป็นเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ในระยะที่ 3 และ 4
ทราบเ่ช่นนี้แล้วถ้าใครมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำก้อาจจะต้องรีบไปพบแพทย์กันเลยดีกว่านะคะ .....
- เชษฐ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 9339
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 13:26
- team: (โดดเดี่ยว)
- Bike: mosso
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้นะครับ.......จะเก็บไว้อ่าน
ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
เมื่อเขามา ฉันจะไป............
I AM WALK ALONE
เมื่อเขามา ฉันจะไป............
I AM WALK ALONE
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
เชษฐ์ เขียน:ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้นะครับ.......จะเก็บไว้อ่าน
ด้วยความยินดีเลยค่ะคุณเชษฐ์ ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะที่ติดตาม
วันนี้ค่ำ ๆ จะนำเกร็ดความรู้ใหม่มาแนะนำให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ได้รู้กันอีกเช่นเคยค่ะ ติดตามติชมด้วยนะคะ
- เชษฐ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 9339
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 13:26
- team: (โดดเดี่ยว)
- Bike: mosso
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
รับทราบครับผม......paravatee เขียน:เชษฐ์ เขียน:ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้นะครับ.......จะเก็บไว้อ่าน
ด้วยความยินดีเลยค่ะคุณเชษฐ์ ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะที่ติดตาม
วันนี้ค่ำ ๆ จะนำเกร็ดความรู้ใหม่มาแนะนำให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ได้รู้กันอีกเช่นเคยค่ะ ติดตามติชมด้วยนะคะ![]()
![]()
ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
เมื่อเขามา ฉันจะไป............
I AM WALK ALONE
เมื่อเขามา ฉันจะไป............
I AM WALK ALONE
- เสือเฮฮา
- ขาประจำ
- โพสต์: 13736
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2010, 15:53
- Tel: 0865378730
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพบางแก้ว เฮฮา
- Bike: THE HUMBER/Bianchi JAB xc-p/SURLY...Long Haul Trucker
- ตำแหน่ง: 616ม.1ต.ท่ามะเดื่อ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
[quote="paravatee"]สวัสดีค่ะ มาตามนัดค่ะ ค่ำ ๆ (แต่นี่ก็ดึกมากแล้วนะคะเนี่ย แฮ่ ๆ
)
เยี่ยมมากๆ..ตรงหัวข้อกระทู้เลยครับ เกร็ดสุขภาพสั้นๆง่ายๆ
..จบในหน้าเดียว..น่าอ่านมากๆสีสดใส ได้ความรู้มากมาย
..จบในหน้าเดียว..น่าอ่านมากๆสีสดใส ได้ความรู้มากมาย
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ขอบคุณค่ะคุณตา .....จะพยายาม และขยันให้มากกว่านี้่ค่ะ ...เสือเฮฮา เขียน:paravatee เขียน:สวัสดีค่ะ มาตามนัดค่ะ ค่ำ ๆ (แต่นี่ก็ดึกมากแล้วนะคะเนี่ย แฮ่ ๆ![]()
)
![]()
เยี่ยมมากๆ..ตรงหัวข้อกระทู้เลยครับ เกร็ดสุขภาพสั้นๆง่ายๆ
..จบในหน้าเดียว..น่าอ่านมากๆสีสดใส ได้ความรู้มากมาย![]()
![]()
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ยามค่ำคืนเป็นเวลาที่เงียบสงัด และมีสมาธิมากที่สุดในการทำงาน ....สวัสดียามค่ำคืนทุกท่านค่ะ
วันนี้ยังต้องเป็นเรื่องของคุณผู้หญิงอยู่อีกเช่นเดิมนะคะ คุณผู้ชายอย่าเพิ่งเบื่อนะคะ เพราะเรื่องนี้คุณผู้ชายนักปั่นก็ควรจะต้องรู้ด้วยเช่นกันจร้าาาาาา เผื่อว่าจะได้บอกนักปั่นสาวข้าง ๆ ตัวไงคะ...แฮ่ ๆ
ฝ้า.....เกิดจากอะไร
ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่มีผลเสียต่อจิตใจ ผู้เป็นฝ้าส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงซึ่งมักเป็นในวัยกลางคน ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้าคือฮอร์โมนเพศหญิง และแสงแดด รวมถึงยังพบฝ้าจากการเป็นโรคต่อมไทยรอยด์ จากกการมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอาง การขาดอาหาร และยาบางตัว เช่น ยากันชัก ฝ้าน่าจะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคฝ้าถึงร้อยละ 30 จะพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นฝ้าเช่นกัน และยังพบว่าฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดฝ้าได้เท่า ๆ กัน แม้รอยผื่นดำที่ใบหน้าส่วนใหญ่จะเป็นโรคฝ้าแต่ยังมีโรคผิวหนังหลายชนิดที่คล้ายฝ้าได้ เช่น รอยดำจากการแพ้แสงแดด ปานบางชนิด โรคของต่อมหมวกไต โรคติดเชื้อไวรัสบางตัว ในช่วงที่อาการทุเลา อาจมีผื่นดำคล้ายฝ้าได้
ฝ้าเป็นโรคที่รักษาให้จางได้ แต่มักไม่หายขาด ข้อควรระวังในการทายาฝ้าคือต้องระวังไม่ให้สัมผัสนัยน์ตา ห้ามใช้ยาฝ้าทาเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด ถ้าใช้ยาทานาน 2 เดือนแล้วฝ้าไม่จางลง ให้งดทายา ถ้าทายาฝ้าแล้วฝ้าเข้มขึ้นเป็นสีดำน้ำเงิน ก็ให้หยุดทายาเช่นกัน ยาที่ห้ามนำมาใช้รักษาฝ้าคือ โมโนเบนซิลอีเทอร์ของไฮโดรควิโนน (monovenzyl ether of hydroquinone) เพราะทำให้เกิดรอยด่างขาวถาวรทั้งในตำแหน่งที่ทา และตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไป และสารปรอท เพราะทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดง และ้้เกิดพิษสะสมทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ ส่วนการรักษาฝ้าในสตรีมีครรภ์มักแนะนำให้รอจนคลอดแล้วจึงรักษา เนื่องจากฝ้าในสตรีมีครรภ์ดื้อต่อการรักษาเพราะมีปัจจัยจากฮอร์โมน นอกจากนั้นส่วนใหญ่หลังคลอดฝ้าจะจางลงเอง และยารักษาฝ้าหลายตัวยังไม่ปลอดภัย หรือยังไม่ระบุความปลอดภัย หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ฝ้า...รักษาอย่างไร
ที่นิยมกันคือการใช้ยาทาฝ้า ตัวหลักที่ใชืคือ
ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้การผลิตเม็ดสีน้อยลง มีอยู่ทั้งในรูปครีมและรูปสารละลายในแอลกอฮอล์ในประทเทศไทยขณะนี้ถือว่าโฮโดรควิโนนทุกระดับความเข้มข้นจัดเป็นยาสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
เทรทิโนอิน (tretinoin) เป็นกรดวิตามินเอที่ได้ผลพอสมควร แต่ได้ผลน้อยกว่า ไฮโดรควิโนน และมีการผสมสูตรยาฝ้าที่มีส่วนผสมของทั้งกรดวิตามิน สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน พบว่าได้ผลเร็วขึ้น
กรดอาซิเลอิก (azelaic acid) อยู่ในรูปของครีมความเข้มข้นร้อยละ 20 ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับไฮโดรควิโนน 4 เปอร์เซนต์ แต่อาจทำให้ผิวระคายเคือง
สเตียรอยด์ อย่างเดียว ทำให้ฝ้าจางได้ แต่ใช้นาน ๆ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผิวบาง เส้นเลือดฝอยขยายเป็นสิว และขนใบหน้าดกขึ้น
ยารักษาฝ้าสูตรใหม่ ๆ เช่น กรดโคจิก (kojic acid) วิตามินซี สารสกัดชะเอมเทศ ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้า เช่น การใช้ความเย็นจัดลอกหน้า การลอกหน้าด้วยสารเคมี เลเซอร์ และแสงIPL เช่น มีงานวิจัยว่า ถ้ายาทาฝ้าสูตรผสมไว้ก่อนล่วงหน้านาน 8 สัปดาห์แล้วจึงใช้เลเซอร์ตามจะได้ผลการรักษาฝ้าที่ดี อย่างไรก็ตามทั้งการใช้ยา และการใช้เทคนิคเสริม ทำให้ฝ้าจางได้จริง แต่เมื่อโดนแดดจัด ก็จะมีฝ้าเกิดขึ้นใหม่ได้ จึงต้องใช้ยากันแดดร่วมด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ต้องโดนแดดนะคะ
รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย เวลาออกแดดก็ควรจะป้องกันด้วยครีมกันแดดด้วยนะคะ ที่ต้องบอกคุณผู้ชายด้วยก็เพราะผิวของแต่ละคนมีความขาว บาง ไม่เท่ากันค่ะ และควรทากันแดดทุก ๆ 2 ชั่วโมงนะคะถ้าต้องออกแดดนาน ๆ
วันนี้ยังต้องเป็นเรื่องของคุณผู้หญิงอยู่อีกเช่นเดิมนะคะ คุณผู้ชายอย่าเพิ่งเบื่อนะคะ เพราะเรื่องนี้คุณผู้ชายนักปั่นก็ควรจะต้องรู้ด้วยเช่นกันจร้าาาาาา เผื่อว่าจะได้บอกนักปั่นสาวข้าง ๆ ตัวไงคะ...แฮ่ ๆ
ฝ้า.....เกิดจากอะไร
ฝ้าเป็นโรคผิวหนังที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกายแต่มีผลเสียต่อจิตใจ ผู้เป็นฝ้าส่วนใหญ่คือ ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงซึ่งมักเป็นในวัยกลางคน ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้าคือฮอร์โมนเพศหญิง และแสงแดด รวมถึงยังพบฝ้าจากการเป็นโรคต่อมไทยรอยด์ จากกการมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอาง การขาดอาหาร และยาบางตัว เช่น ยากันชัก ฝ้าน่าจะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคฝ้าถึงร้อยละ 30 จะพบว่ามีคนในครอบครัวเป็นฝ้าเช่นกัน และยังพบว่าฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันมีโอกาสเกิดฝ้าได้เท่า ๆ กัน แม้รอยผื่นดำที่ใบหน้าส่วนใหญ่จะเป็นโรคฝ้าแต่ยังมีโรคผิวหนังหลายชนิดที่คล้ายฝ้าได้ เช่น รอยดำจากการแพ้แสงแดด ปานบางชนิด โรคของต่อมหมวกไต โรคติดเชื้อไวรัสบางตัว ในช่วงที่อาการทุเลา อาจมีผื่นดำคล้ายฝ้าได้
ฝ้าเป็นโรคที่รักษาให้จางได้ แต่มักไม่หายขาด ข้อควรระวังในการทายาฝ้าคือต้องระวังไม่ให้สัมผัสนัยน์ตา ห้ามใช้ยาฝ้าทาเพื่อป้องกันผิวไหม้แดด ถ้าใช้ยาทานาน 2 เดือนแล้วฝ้าไม่จางลง ให้งดทายา ถ้าทายาฝ้าแล้วฝ้าเข้มขึ้นเป็นสีดำน้ำเงิน ก็ให้หยุดทายาเช่นกัน ยาที่ห้ามนำมาใช้รักษาฝ้าคือ โมโนเบนซิลอีเทอร์ของไฮโดรควิโนน (monovenzyl ether of hydroquinone) เพราะทำให้เกิดรอยด่างขาวถาวรทั้งในตำแหน่งที่ทา และตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไป และสารปรอท เพราะทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นแดง และ้้เกิดพิษสะสมทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ ส่วนการรักษาฝ้าในสตรีมีครรภ์มักแนะนำให้รอจนคลอดแล้วจึงรักษา เนื่องจากฝ้าในสตรีมีครรภ์ดื้อต่อการรักษาเพราะมีปัจจัยจากฮอร์โมน นอกจากนั้นส่วนใหญ่หลังคลอดฝ้าจะจางลงเอง และยารักษาฝ้าหลายตัวยังไม่ปลอดภัย หรือยังไม่ระบุความปลอดภัย หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ฝ้า...รักษาอย่างไร
ที่นิยมกันคือการใช้ยาทาฝ้า ตัวหลักที่ใชืคือ
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้า เช่น การใช้ความเย็นจัดลอกหน้า การลอกหน้าด้วยสารเคมี เลเซอร์ และแสงIPL เช่น มีงานวิจัยว่า ถ้ายาทาฝ้าสูตรผสมไว้ก่อนล่วงหน้านาน 8 สัปดาห์แล้วจึงใช้เลเซอร์ตามจะได้ผลการรักษาฝ้าที่ดี อย่างไรก็ตามทั้งการใช้ยา และการใช้เทคนิคเสริม ทำให้ฝ้าจางได้จริง แต่เมื่อโดนแดดจัด ก็จะมีฝ้าเกิดขึ้นใหม่ได้ จึงต้องใช้ยากันแดดร่วมด้วยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ต้องโดนแดดนะคะ
รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย เวลาออกแดดก็ควรจะป้องกันด้วยครีมกันแดดด้วยนะคะ ที่ต้องบอกคุณผู้ชายด้วยก็เพราะผิวของแต่ละคนมีความขาว บาง ไม่เท่ากันค่ะ และควรทากันแดดทุก ๆ 2 ชั่วโมงนะคะถ้าต้องออกแดดนาน ๆ
- ไฟล์แนบ
-
- ฝ้า1.jpg (50.72 KiB) เข้าดูแล้ว 528 ครั้ง
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ค่ำ ๆ คืนนี้มีเรื่องใหม่ ๆ มาแนะนำนะคะ

- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
คืนนี้มาซื้อถั่วต้ม ชงโอเลี้ยงนั่งรอหน้าจอดีกว่า อิอิparavatee เขียน:ค่ำ ๆ คืนนี้มีเรื่องใหม่ ๆ มาแนะนำนะคะ![]()
![]()
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ไปปั่นที่พัทยามาค่ะนำรูปมื้อเช้าเมื่อวานมาฝากจร้าาาาา เด่วรูปเสือสาว ThaiNcc ปั่นขึ้นเขาจะตามมาค่ะ

- ไฟล์แนบ
-
- พัทยา.jpg (102.73 KiB) เข้าดูแล้ว 487 ครั้ง
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ที่่นัดไว้เมื่อคืน ปรากฏว่า Net หลุด เลย Copy มาส่งต่อตอนเช้าที่ทำงานค่ะ .......ขออภัยที่ให้รอเก้อทุกท่านค่ะ...
ize=150]สวัสดียามค่ำคืนอันแสนเย็นสบายค่ะ (กรุงเทพฯมีฝนเย็น ๆ ที่อื่นเป็นอย่างไรกันบ้างคะ)[/size]
เรียนทุกท่านค่ะ จริง ๆ แล้ววันนี้จะนำบทความเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมมาฝากคุณผู้หญิงค่ะ แต่บังเอิญว่าไปอ่านเจอ
"วิธีดูแล แผลกดทับ" ซึ่งอ่านดูแล้วมันน่าสนใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ ก็เลยขออนุญาตลัดคิวหน่อยนะคะ อีกสองวันจะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมาฝากค่ะ
แผลกดทับ (Pressure Sore, Ulcer, Bed Sore) คือแผลที่เกิดจากการที่ร่างกายทับตัวเอง ด้วยการนอนหรือนั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป จนทำให้เกิดแผล พบบ่อยในบริเวณที่มีปม หรือปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ ปุ่มกระดูกข้างสะโพก ศอก หรือที่ตาตุ่ม ฯลฯ
จะเริ่มจากการมีรอยแดงในบริเวณที่มีการกดทับนานเกินไป เนื่องจากการขาดเลือดจากนั้นหนังที่เกิดการกดทับจะเริ่มตาย เกิดการพองเป็นถุงน้ำ และหากนอนหรือนั่งทับนาน ๆ จะทำให้เกิดการตายของชั้นไขมัน เนื่อเยื่อ กล้ามเนื้อ ตามลำดับ
ปัจจัยเสริมที่ทำให้แผลกดทับแย่ลง
ความชื้น ต้นเหตุที่พบบ่อย ๆ ก็คือ ปัสสาวะ เนื่องจากผู้ป่วยมักจะมีปัญหาการขับถ่ายจึงต้องใช้ผ้าอ้อม ซึ่งหากปล่อยให้ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะ ก็จะทำให้ระคายเคือง และเกิดผิวหนังถลอกบริเวณนั้นได้ง่ายขึ้น
ความร้อน ก็มีส่วนเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทั้งจากร่างกายของผู้ป่วยเอง หรือความร้อนในผ้าอ้อมจะทำให้เซลล์ต้องทำงานมากขึ้น 13 เปอร์เซนต์ ต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้เซลล์ขาดอาหาร และตายง่ายขึ้น
ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ปัจจัยอื่น ๆ ที่จะทำให้แผลกดทับแย่ลงและรักษายากขึ้นก็อย่างเช่น การเป็นโรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมอง อัมพาต พัมพฤกษ์ สมองเสื่อม โรคไขสันหลัง ชาครึ่งตัวทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้โดยเฉพาะท่อนล่าง
น้ำหนักตัวและกระดูกตรงบริเวณนั้นจึงกดเนื้อเยื่อจนขาดเลือดทำให้เซลล์ตาย เกิดเป็นแผลขึ้นมา
ผลเสียของการเกิดแผล การมีแผลกดทับ นอกจากจะไม่สุขสบายแล้วยังทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลา ความอดทน และค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลรักษา เพราะแผลพวกนี้จะหายยากมาก จึงต้องดูแลอย่างดี ด้วยการไปทำแผลทุกวัน โดยบางครั้งต้องดูแลเป็นปีจึงหาย เนื่องจากว่าบริเวณด้านใน เนื้อจะตายหรือเป็นแผลมากกว่าด้านนอกที่มองเห็นมาก ๆ เช่น ด้านนอกแผลอาจเท่าเหรียญ 10 บาท แต่ภายในอาจจะมีเนื้อเน่าตายประมาณฝ่ามือเลยทีเดียว
การรักษา แผลกดทับที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ทำให้เกิดแผลกดทับซ้ำขึ้นอีก ด้วยการให้ผุ้ป่วยพลิกตัว หรือพลิกตัวให้หากผู้ป่วยขยับตัวเองไม่ได้ เพื่อให้เลือดเกิดการไหลเวียนดีขึ้น โดยต้องพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน หยุดไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์เสริมที่พอช่วยได้บ้าง คือ ที่นอนลม ซึ่งที่นอนจะปล่อยลมเข้าออกสลับกันทำให้ดูเหมือนเกิดการพลิกตัว
ในส่วนของการรักษาแผลคือ การตัดเนื้อตายทิ้ง และทำแผลอย่างต่อเนื้อง ให้ยาฆ่าเชื้อ ในช่วงที่มีการติดเชื้อควบคุมโภชนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเพียงพอ เพราะการขาดอาหารทำให้แผลหายช้า รวมถึงป้องกันไม่ให้อุจจาระ ปัสสาวะ เลอะแผล
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่คือ การใช้ Epidermal Growht Factor ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นให้เซลล์มีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวน รวมทั้งเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ปกติ ซึ่งปัจจุบันมีการนำ Human Epidermal Growth Factor มาตัดแต่ง DNA และทำออกมาในรูปแบบของเจลทาแผลโดยใช้ทาไปที่แผลโดยตรง ซึ่งช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น แต่แผลจะต้องไม่มีการติดเชื้อหรือมีการใส่ยาฆ่าเชื้อเข้าไป iวมทั้งต้องไม่มีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน และต้องเก็บเจลทาแผลไว้ในที่เย็นตลอดเวลา
เท่านี้ก็สามารถรับมือแผลกดทับได้สบาย ๆ แล้วค่ะ

ize=150]สวัสดียามค่ำคืนอันแสนเย็นสบายค่ะ (กรุงเทพฯมีฝนเย็น ๆ ที่อื่นเป็นอย่างไรกันบ้างคะ)[/size]
เรียนทุกท่านค่ะ จริง ๆ แล้ววันนี้จะนำบทความเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมมาฝากคุณผู้หญิงค่ะ แต่บังเอิญว่าไปอ่านเจอ
"วิธีดูแล แผลกดทับ" ซึ่งอ่านดูแล้วมันน่าสนใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ ก็เลยขออนุญาตลัดคิวหน่อยนะคะ อีกสองวันจะนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมาฝากค่ะ
แผลกดทับ (Pressure Sore, Ulcer, Bed Sore) คือแผลที่เกิดจากการที่ร่างกายทับตัวเอง ด้วยการนอนหรือนั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป จนทำให้เกิดแผล พบบ่อยในบริเวณที่มีปม หรือปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ ปุ่มกระดูกข้างสะโพก ศอก หรือที่ตาตุ่ม ฯลฯ
จะเริ่มจากการมีรอยแดงในบริเวณที่มีการกดทับนานเกินไป เนื่องจากการขาดเลือดจากนั้นหนังที่เกิดการกดทับจะเริ่มตาย เกิดการพองเป็นถุงน้ำ และหากนอนหรือนั่งทับนาน ๆ จะทำให้เกิดการตายของชั้นไขมัน เนื่อเยื่อ กล้ามเนื้อ ตามลำดับ
ปัจจัยเสริมที่ทำให้แผลกดทับแย่ลง
ความชื้น ต้นเหตุที่พบบ่อย ๆ ก็คือ ปัสสาวะ เนื่องจากผู้ป่วยมักจะมีปัญหาการขับถ่ายจึงต้องใช้ผ้าอ้อม ซึ่งหากปล่อยให้ผ้าอ้อมเปียกปัสสาวะ ก็จะทำให้ระคายเคือง และเกิดผิวหนังถลอกบริเวณนั้นได้ง่ายขึ้น
ความร้อน ก็มีส่วนเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทั้งจากร่างกายของผู้ป่วยเอง หรือความร้อนในผ้าอ้อมจะทำให้เซลล์ต้องทำงานมากขึ้น 13 เปอร์เซนต์ ต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส เป็นเหตุให้เซลล์ขาดอาหาร และตายง่ายขึ้น
ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ปัจจัยอื่น ๆ ที่จะทำให้แผลกดทับแย่ลงและรักษายากขึ้นก็อย่างเช่น การเป็นโรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมอง อัมพาต พัมพฤกษ์ สมองเสื่อม โรคไขสันหลัง ชาครึ่งตัวทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้โดยเฉพาะท่อนล่าง
น้ำหนักตัวและกระดูกตรงบริเวณนั้นจึงกดเนื้อเยื่อจนขาดเลือดทำให้เซลล์ตาย เกิดเป็นแผลขึ้นมา
ผลเสียของการเกิดแผล การมีแผลกดทับ นอกจากจะไม่สุขสบายแล้วยังทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลา ความอดทน และค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลรักษา เพราะแผลพวกนี้จะหายยากมาก จึงต้องดูแลอย่างดี ด้วยการไปทำแผลทุกวัน โดยบางครั้งต้องดูแลเป็นปีจึงหาย เนื่องจากว่าบริเวณด้านใน เนื้อจะตายหรือเป็นแผลมากกว่าด้านนอกที่มองเห็นมาก ๆ เช่น ด้านนอกแผลอาจเท่าเหรียญ 10 บาท แต่ภายในอาจจะมีเนื้อเน่าตายประมาณฝ่ามือเลยทีเดียว
การรักษา แผลกดทับที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ทำให้เกิดแผลกดทับซ้ำขึ้นอีก ด้วยการให้ผุ้ป่วยพลิกตัว หรือพลิกตัวให้หากผู้ป่วยขยับตัวเองไม่ได้ เพื่อให้เลือดเกิดการไหลเวียนดีขึ้น โดยต้องพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืน หยุดไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์เสริมที่พอช่วยได้บ้าง คือ ที่นอนลม ซึ่งที่นอนจะปล่อยลมเข้าออกสลับกันทำให้ดูเหมือนเกิดการพลิกตัว
ในส่วนของการรักษาแผลคือ การตัดเนื้อตายทิ้ง และทำแผลอย่างต่อเนื้อง ให้ยาฆ่าเชื้อ ในช่วงที่มีการติดเชื้อควบคุมโภชนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเพียงพอ เพราะการขาดอาหารทำให้แผลหายช้า รวมถึงป้องกันไม่ให้อุจจาระ ปัสสาวะ เลอะแผล
นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่คือ การใช้ Epidermal Growht Factor ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นให้เซลล์มีการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวน รวมทั้งเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ปกติ ซึ่งปัจจุบันมีการนำ Human Epidermal Growth Factor มาตัดแต่ง DNA และทำออกมาในรูปแบบของเจลทาแผลโดยใช้ทาไปที่แผลโดยตรง ซึ่งช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น แต่แผลจะต้องไม่มีการติดเชื้อหรือมีการใส่ยาฆ่าเชื้อเข้าไป iวมทั้งต้องไม่มีปัญหาหลอดเลือดอุดตัน และต้องเก็บเจลทาแผลไว้ในที่เย็นตลอดเวลา
เท่านี้ก็สามารถรับมือแผลกดทับได้สบาย ๆ แล้วค่ะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
สรุปทริปเสือน้อง ออกปั่นพัทยามาแล้วนะคะ ...........ตามลิงค์นี้ไปดูได้เลยค่ะ..
http://www.cool70.com/index.php?option= ... 2&Itemid=2
- ไฟล์แนบ
-
- เสือเลขาฯ Thaincc ออกปั่นที่พัทยาแบบสบาย ๆ วันหยุดคร๊าาา.JPG (96.13 KiB) เข้าดูแล้ว 477 ครั้ง
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ ๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาพบกันตอนค่ำ ๆ อีกแล้วนะคะ วันนี้มาตามสัญญาเลยค่ะ วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมเบื้องต้นสำหรับคุณผู้หญิงค่ะ พี่ๆ ผู้ชายอ่านได้นะคะ จะได้กระซิบบอกคนข้าง ๆ ให้ลองตรวจเบื้องต้นดูไงคะ “มะเร็งเต้านม พบเร็ว รอดสูง” เป็นเกร็ดเล็ก ๆ และวิธีตรวจด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ค่ะ
ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นมากอันดับ 1 ทางการแพทย์จึงพยายามคิดค้นว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถค้นพบเนื้อร้ายนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็งที่มีขนาดใหญ่แล้ว หากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้วมีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 พบว่ามีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่เป็นมากที่เป็นมะเร็งเต้านมโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน และไม่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว
มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่พบในผู้หญิงที่มาีอายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน เพราะผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่งมักมีโอกาสร้อยละ 1-2 ต่อปี ในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งจึงมีคำแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมตรวจเอกซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรม (mammogram) ปีละครั้ง เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง
และผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวแบบสายตรง คือ ถ้าแม่ พี่สาว น้องสาว และลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีญาติสายตรงเป็นกันหลายคน หรือเป็นตอนอายุน้อย ๆ ผู้หญิงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม ได้แก่ BRCA1 หรือ BRCA2 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็ง รังไข่เพิ่มขึ้น จากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงแนะนำให้ผู้หญิงที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมกันหลายคน หรือเป็นในขณะที่มีอายุน้อย ๆ ไปตรวจเลือดเพื่อหายีนผิดปกติเหล่านี้ ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวเป็นมะเร็งรังไข่ก็มีความเสี่ียงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดเช่นกัน
หากมีโอกาสสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนเป็นระยะเวลานานๆ ได้แก่ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ (เป็นตั้งแต่อายุ 11 ปี หรือ 12 ปี) หรือประจำเดือนหมดช้ากว่าปกติ (หลังอายุ 55 ปี) ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์บุตรคนแรกหลังอายุ 35 ปี หรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน เพราะการตั้งครรภ์ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม ขณะที่การให้นมบุตรช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
ใช้ฮอร์โมนรักษาอาการของวัยหมดประจำเดือน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่อ้วนในวัยหมดประจำเดือนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกันนะคะ การไม่ออกกำลังกาย ดื่มเหล้า เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นในผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนควรควมคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ
มาดูวิธีการตรวจมะเร็งเต้านมเบื้องต้นแบบง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กันนะคะ
การตรวจคัดกรองด้วยการเอกซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรม ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในผู้หญิงทั่วไป
การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล โดย USPSTF แนะนำการตรวจเต้านมคู่ไปกับการทำแมมโมแกรม ในขณะที่ ACS แนะนำการตรวจเต้านมทุก 3 ปี ช่วงอายุ 20-40 ปี หลังจากนั้นตรวจปีละครั้ง
การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ถึงแม้ข้อมูลในปัจจุบันจะพบว่า การตรวจเต้านมด้วยตัวเองไม่ลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม แต่ก็มีความสำคัญที่ผู้หญิงควรจะมีความคุ้นเคยกับเต้านมของตัวเอง เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเต้านม และปรึกษาแพทย์ต่อไป เพราะการตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็งเต้านมเสมอไป
ผู้หญิงทุกคนควรเริ่มต้นตรวจเต้านมด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 20 ปี และทำเดือนละครั้งโดยทั่วไปมักทำ 7-10 วันหลังจากวันแรกของการมีประจำเดือนในแต่ละเดือน ในกรณีผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจเลือกวันใดวันหนึ่งแล้วตรวจเต้านมในวันเดียงกันของทุกเดือน เช่นวันแรกของเดือนหรือวันที่ 15 ของเดือนเป็นต้น และควรปรึกษาแพทย์เมื่อตรวจพบความผิดปกติต่อไปนี้ .....มีก้อนที่เต้านม มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูปร่างของเต้านม มีรอยบุ๋มของผิวหนังที่เต้านม มีผื่นแดงที่ผิวหนังบริเวณเต้านม มีน้ำหลั่งหรือเลือดไหลออกทางหัวนม มีอาการปวดเต้านมไม่หาย
การปฏิบัติตัวดังกล่าวจะช่วยให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านมหรืออาจตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสหายขาดได้มากขึ้นหากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเจอมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามเฉพาะที่ หรือแพร่กระจายการรักษาในปัจจุบันก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะใดก็ตามควรมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
ปัจจุบันมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นมากอันดับ 1 ทางการแพทย์จึงพยายามคิดค้นว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถค้นพบเนื้อร้ายนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็งที่มีขนาดใหญ่แล้ว หากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่เกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้วมีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 พบว่ามีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่เป็นมากที่เป็นมะเร็งเต้านมโดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน และไม่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว
มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่พบในผู้หญิงที่มาีอายุมากกว่า 50 ปี และมีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน เพราะผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่งมักมีโอกาสร้อยละ 1-2 ต่อปี ในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่งจึงมีคำแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมตรวจเอกซเรย์เต้านมหรือแมมโมแกรม (mammogram) ปีละครั้ง เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง
และผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวแบบสายตรง คือ ถ้าแม่ พี่สาว น้องสาว และลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านมมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถ้ามีญาติสายตรงเป็นกันหลายคน หรือเป็นตอนอายุน้อย ๆ ผู้หญิงที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม ได้แก่ BRCA1 หรือ BRCA2 มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็ง รังไข่เพิ่มขึ้น จากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงแนะนำให้ผู้หญิงที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมกันหลายคน หรือเป็นในขณะที่มีอายุน้อย ๆ ไปตรวจเลือดเพื่อหายีนผิดปกติเหล่านี้ ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวเป็นมะเร็งรังไข่ก็มีความเสี่ียงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดเช่นกัน
หากมีโอกาสสัมผัสฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนเป็นระยะเวลานานๆ ได้แก่ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเร็วกว่าปกติ (เป็นตั้งแต่อายุ 11 ปี หรือ 12 ปี) หรือประจำเดือนหมดช้ากว่าปกติ (หลังอายุ 55 ปี) ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์บุตรคนแรกหลังอายุ 35 ปี หรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน เพราะการตั้งครรภ์ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม ขณะที่การให้นมบุตรช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
ใช้ฮอร์โมนรักษาอาการของวัยหมดประจำเดือน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่อ้วนในวัยหมดประจำเดือนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกันนะคะ การไม่ออกกำลังกาย ดื่มเหล้า เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นในผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนควรควมคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ
มาดูวิธีการตรวจมะเร็งเต้านมเบื้องต้นแบบง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กันนะคะ
ผู้หญิงทุกคนควรเริ่มต้นตรวจเต้านมด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 20 ปี และทำเดือนละครั้งโดยทั่วไปมักทำ 7-10 วันหลังจากวันแรกของการมีประจำเดือนในแต่ละเดือน ในกรณีผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจเลือกวันใดวันหนึ่งแล้วตรวจเต้านมในวันเดียงกันของทุกเดือน เช่นวันแรกของเดือนหรือวันที่ 15 ของเดือนเป็นต้น และควรปรึกษาแพทย์เมื่อตรวจพบความผิดปกติต่อไปนี้ .....มีก้อนที่เต้านม มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดและรูปร่างของเต้านม มีรอยบุ๋มของผิวหนังที่เต้านม มีผื่นแดงที่ผิวหนังบริเวณเต้านม มีน้ำหลั่งหรือเลือดไหลออกทางหัวนม มีอาการปวดเต้านมไม่หาย
การปฏิบัติตัวดังกล่าวจะช่วยให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านมหรืออาจตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะทำให้มีโอกาสหายขาดได้มากขึ้นหากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเจอมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามเฉพาะที่ หรือแพร่กระจายการรักษาในปัจจุบันก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมระยะใดก็ตามควรมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
- ไฟล์แนบ
-
- สุขภาพแข็งแรงทุกท่านค่ะ.gif (24.05 KiB) เข้าดูแล้ว 458 ครั้ง