พี่ซา : พี่อ้าย....ผมไทเดียวกันเด้พี่ พ่อเกิดอยู่ต.บุ่ง เมืองอำนาจ....ผมมาใหญ่อยู่ยโสซั่นแหล่ว
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
gt2008 : ขอบคุณสำหรับการติดตาม.....จัดไปครับ
พี่ซา : พี่อ้าย....ผมไทเดียวกันเด้พี่ พ่อเกิดอยู่ต.บุ่ง เมืองอำนาจ....ผมมาใหญ่อยู่ยโสซั่นแหล่ว
พี่ซา : พี่อ้าย....ผมไทเดียวกันเด้พี่ พ่อเกิดอยู่ต.บุ่ง เมืองอำนาจ....ผมมาใหญ่อยู่ยโสซั่นแหล่ว
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เอ้า...มาสลับกับเรื่องจักรยานกันบ้าง
ใครที่เคยนึกถึงเมืองจีนแล้วเห็นภาพคลื่นจักรยานไหลมาเป็นสายยาวดุจงูเลื้อย
ขอให้ลืมมันไป....
ภาพเหล่านั้นไม่มีอีกแล้ว......
คนจีนยุคหูจิ่นเทา มีเพียงมอไซค์ไฟฟ้าและรถเก๋งเท่านั้นที่เป็นพาหนะบนท้องถนน
(คนขี่จักรยานนั้นมีแน่...แต่ผมบอกได้เลยว่าน้อยมาก น้อยกว่าญี่ปุ่นหลายเท่า และคนที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะล้วนอยู่ในแคตตากอรี่เหล่านี้-เด็ก-คนจน-คนใช้แรงงาน-แม่บ้าน )
ที่ญี่ปุ่น,ผมเคยเขียนไว้ว่า จักรยานคือราชาแห่งพาหนะ เพราะดูแล้วสภาพแวดล้อมเอื้อให้พลเมืองใช้จักรยานแล้วสะดวกที่สุด
แต่เมืองจีนไม่ใช่.....
...........
.........
...........
คุณอาจเดาว่า ผมจะบอกว่า จักรยานจัดอยู่ในสถานะต่ำสุด ณ.ประเทศนี้...
.............
...........
ก็ไม่ใช่อีก.....
....แล้วมันเป็นยังไง?
คนเดินถนน-จักรยาน-มอไซค์-รถเมล์-รถเก๋ง ไมว่าแพงว่าถูก
อยู่ในสถานะเดียวกัน.....มีสิทธฺมีเสียง มีศักดิ์เท่าเทียมกัน ตามอุดมคติรัฐคอมมิวนิสต์ที่ดี
....เพราะแม่มมั่วเหมือนกันหมด อุตลุด อลวน ชุลมุน ทุกวลีที่ใช้อธิบายความวุ่นวายบนท้องถนน...จงนึกถึงวลีเหล่านั้น หากจะเปรียบเปรยกับการจราจรในประเทศจีนไม่ว่าเมืองไหน
ผมจะแบ่งพื้นที่ถนนออกเป็นสามพื้นที่ เพื่อให้จินตนาการกันง่ายขึ้น
คือ มีพื้นที่ให้รถยนต์-มอไซค์และรถเมล์วิ่ง เลนในกันไว้ด้วยรั้วเตี้ยๆให้สำหรับจักรยาน และฟุตบาธยกระดับสูงจากถนนแบ่งให้คนเดิน
แต่เอาแบบนี้ดีกว่า...ผมว่าเคสนี้ฮาร์ดคอร์ที่สุด
เย็นวันหนึ่ง หลังจากเดินกลับมาจากร้านสะดวกซื้อบนบาทวิถี ผมได้ยินเสียงบีบแตรถี่ๆดังขึ้นมา
ผมไม่นึกสนใจอะไร เพราะท้องถนนของเมือนจีน คือสนามประลองเสียงแตรรถยนต์
แต่คราวนี้ เสียงมันดังใกล้เข้าเรื่อยๆ ถี่กระชั้น และดูเหมือนเพิ่มจำนวนแหล่งกำเนิดเสียง
ผมหันมอง เพราะคิดว่าอาจเกิดอุบัติเหตุอะไร
แต่ปล่าว....นาทีนั้น ความจริงดูราวกับความฝัน
ผมเห็นรถติดยาวเป็นสายอยู่เบื้องหลังผม และตัวผมเท่านั้นที่เป็นสิ่งกีดขวางเส้นทาง
ผมตกตะลึงพรึงเพริด และคิดตำหนิตัวเองที่ลงมาเดินบนถนนรถวิ่ง ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
โดยไม่ทันคิด ผมรีบโดดหลบลงไปด้านข้างเพื่อให้การจราจรเป็นปกติ
เก๋าเจ้ง!!!
เสียงตะโกนจากมอไซค์ที่หักหลบผมแบบฉิวเฉียด!
ตกลงผมยืนอยู่ตรงจุดไหนของแผนผังการจราจรแห่งมังกรประเทศ?
พอได้สติ...ผมหันกลับไปมองตำแหน่งเดิมก่อนที่จะกระโดดลงมา
มองเห็นรถวิ่งเป็นสายบนบาทวิถี
และผู้คนลงมาเดินบนถนนแทน
และลงมาเดินเต็มถนน จนรถติดวิ่งไม่ได้ไปหนึ่งเลน
และเสียงแตรดังราวเป็นเทศกาลประกวดแตร
และเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง.......
ใครที่เคยนึกถึงเมืองจีนแล้วเห็นภาพคลื่นจักรยานไหลมาเป็นสายยาวดุจงูเลื้อย
ขอให้ลืมมันไป....
ภาพเหล่านั้นไม่มีอีกแล้ว......
คนจีนยุคหูจิ่นเทา มีเพียงมอไซค์ไฟฟ้าและรถเก๋งเท่านั้นที่เป็นพาหนะบนท้องถนน
(คนขี่จักรยานนั้นมีแน่...แต่ผมบอกได้เลยว่าน้อยมาก น้อยกว่าญี่ปุ่นหลายเท่า และคนที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะล้วนอยู่ในแคตตากอรี่เหล่านี้-เด็ก-คนจน-คนใช้แรงงาน-แม่บ้าน )
ที่ญี่ปุ่น,ผมเคยเขียนไว้ว่า จักรยานคือราชาแห่งพาหนะ เพราะดูแล้วสภาพแวดล้อมเอื้อให้พลเมืองใช้จักรยานแล้วสะดวกที่สุด
แต่เมืองจีนไม่ใช่.....
...........
.........
...........
คุณอาจเดาว่า ผมจะบอกว่า จักรยานจัดอยู่ในสถานะต่ำสุด ณ.ประเทศนี้...
.............
...........
ก็ไม่ใช่อีก.....
....แล้วมันเป็นยังไง?
คนเดินถนน-จักรยาน-มอไซค์-รถเมล์-รถเก๋ง ไมว่าแพงว่าถูก
อยู่ในสถานะเดียวกัน.....มีสิทธฺมีเสียง มีศักดิ์เท่าเทียมกัน ตามอุดมคติรัฐคอมมิวนิสต์ที่ดี
....เพราะแม่มมั่วเหมือนกันหมด อุตลุด อลวน ชุลมุน ทุกวลีที่ใช้อธิบายความวุ่นวายบนท้องถนน...จงนึกถึงวลีเหล่านั้น หากจะเปรียบเปรยกับการจราจรในประเทศจีนไม่ว่าเมืองไหน
ผมจะแบ่งพื้นที่ถนนออกเป็นสามพื้นที่ เพื่อให้จินตนาการกันง่ายขึ้น
คือ มีพื้นที่ให้รถยนต์-มอไซค์และรถเมล์วิ่ง เลนในกันไว้ด้วยรั้วเตี้ยๆให้สำหรับจักรยาน และฟุตบาธยกระดับสูงจากถนนแบ่งให้คนเดิน
แต่เอาแบบนี้ดีกว่า...ผมว่าเคสนี้ฮาร์ดคอร์ที่สุด
เย็นวันหนึ่ง หลังจากเดินกลับมาจากร้านสะดวกซื้อบนบาทวิถี ผมได้ยินเสียงบีบแตรถี่ๆดังขึ้นมา
ผมไม่นึกสนใจอะไร เพราะท้องถนนของเมือนจีน คือสนามประลองเสียงแตรรถยนต์
แต่คราวนี้ เสียงมันดังใกล้เข้าเรื่อยๆ ถี่กระชั้น และดูเหมือนเพิ่มจำนวนแหล่งกำเนิดเสียง
ผมหันมอง เพราะคิดว่าอาจเกิดอุบัติเหตุอะไร
แต่ปล่าว....นาทีนั้น ความจริงดูราวกับความฝัน
ผมเห็นรถติดยาวเป็นสายอยู่เบื้องหลังผม และตัวผมเท่านั้นที่เป็นสิ่งกีดขวางเส้นทาง
ผมตกตะลึงพรึงเพริด และคิดตำหนิตัวเองที่ลงมาเดินบนถนนรถวิ่ง ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
โดยไม่ทันคิด ผมรีบโดดหลบลงไปด้านข้างเพื่อให้การจราจรเป็นปกติ
เก๋าเจ้ง!!!
เสียงตะโกนจากมอไซค์ที่หักหลบผมแบบฉิวเฉียด!
ตกลงผมยืนอยู่ตรงจุดไหนของแผนผังการจราจรแห่งมังกรประเทศ?
พอได้สติ...ผมหันกลับไปมองตำแหน่งเดิมก่อนที่จะกระโดดลงมา
มองเห็นรถวิ่งเป็นสายบนบาทวิถี
และผู้คนลงมาเดินบนถนนแทน
และลงมาเดินเต็มถนน จนรถติดวิ่งไม่ได้ไปหนึ่งเลน
และเสียงแตรดังราวเป็นเทศกาลประกวดแตร
และเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง.......
- ไฟล์แนบ
-
- ธรรมดามันจะแบ่งแบบนี้ คือเลนรถ เลนจักรยาน และบาทวิถีคนเดิน
แต่ตอนไม่ธรรมดา มันจะเป็นสายธารแห่งการจราจร คือคุณจะกำหนดตัวเองว่าควรใช้ช่องทางไหน ให้ดูบริบทเป็นสำคัญ - Photo0263.jpg (72.63 KiB) เข้าดูแล้ว 452 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
-ผมไม่เคยเห็นไฟแดงที่มีอำนาจ ทำให้รถหยุดได้ทันที...โน่นล่ะ กลางๆไฟแดงจึงได้เริ่มหยุดกัน
-เท่าที่เห็น มอไซค์และจักรยาน มีสิทธิในการขี่ในทุกเงื่อนไข-เหนือทุกกฎเกณทจราจร ย้อนศร-ฝ่าไฟแดง-วิ่งบนฟุตบาธ
-คนเดินถนนเองก็ใช่ย่อย เดินๆอยู่ ก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าเฉยเลย กลางเลนรถวิ่ง
-ตำรวจไม่เคยจับใคร และคงไม่คิดจะจับใครบนถนนด้วย
-พาหนะที่สุภาพที่สุดบนท้องถนน คือรถราง เพราะจอดตรงป้าย และไม่มีแตร (ฮา)
.......ส่วนสำหรับชาวสไตรด้า........
-สไตรด้าสามารถโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินได้ แต่ต้องห่อให้มิดชิด และต้องยกเข้าเครื่องสแกน
-รถไฟฟ้าแน่นๆก็เข้าได้ เพราะคนจีนเองก็ขนสมบัติประดามีขนาดใหญ่กว่าสไตรด้าเข้าได้
-แต่สไตรด้าเนื้อๆหรือจักรยานพับ-ไม่พับ แต่เห็นเป็นจักรยานแบบเนื้อๆ ไม่ว่าเล็กแค่ไหน ก็เข้าไม่ได้
-สไตรด้าขึ้นรถเมล์ได้ (สบาย)
-สไตรด้านั่งเรือได้ (สบายโคด)
-คนจีนรักสไตรด้า และมีคนถามผมทุกวัน (พี่ยิ่งสนใจผมยิ่งกัวหาย..บอกตรงๆพี่
)
สรุปว่า...เมืองจีนไม่ใช่สวรรค์ของจักรยาน(รถราวิ่งมั่ว)
ไม่ใช่สวรรค์ของรถยนต์(รถติด)
ไม่ใช่สวรรค์ของการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า(คนแน่น)
แต่เป็นสวรรค์ของสไตรด้า(ไปได้ทุกที่-ที่มีทาง)....
-เท่าที่เห็น มอไซค์และจักรยาน มีสิทธิในการขี่ในทุกเงื่อนไข-เหนือทุกกฎเกณทจราจร ย้อนศร-ฝ่าไฟแดง-วิ่งบนฟุตบาธ
-คนเดินถนนเองก็ใช่ย่อย เดินๆอยู่ ก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าเฉยเลย กลางเลนรถวิ่ง
-ตำรวจไม่เคยจับใคร และคงไม่คิดจะจับใครบนถนนด้วย
-พาหนะที่สุภาพที่สุดบนท้องถนน คือรถราง เพราะจอดตรงป้าย และไม่มีแตร (ฮา)
.......ส่วนสำหรับชาวสไตรด้า........
-สไตรด้าสามารถโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินได้ แต่ต้องห่อให้มิดชิด และต้องยกเข้าเครื่องสแกน
-รถไฟฟ้าแน่นๆก็เข้าได้ เพราะคนจีนเองก็ขนสมบัติประดามีขนาดใหญ่กว่าสไตรด้าเข้าได้
-แต่สไตรด้าเนื้อๆหรือจักรยานพับ-ไม่พับ แต่เห็นเป็นจักรยานแบบเนื้อๆ ไม่ว่าเล็กแค่ไหน ก็เข้าไม่ได้
-สไตรด้าขึ้นรถเมล์ได้ (สบาย)
-สไตรด้านั่งเรือได้ (สบายโคด)
-คนจีนรักสไตรด้า และมีคนถามผมทุกวัน (พี่ยิ่งสนใจผมยิ่งกัวหาย..บอกตรงๆพี่
สรุปว่า...เมืองจีนไม่ใช่สวรรค์ของจักรยาน(รถราวิ่งมั่ว)
ไม่ใช่สวรรค์ของรถยนต์(รถติด)
ไม่ใช่สวรรค์ของการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า(คนแน่น)
แต่เป็นสวรรค์ของสไตรด้า(ไปได้ทุกที่-ที่มีทาง)....
- ไฟล์แนบ
-
- ก่อนจะขึ้นซับเวย์ ต้องห่อแบบนี้นะครับ
- Photo0239.jpg (71.07 KiB) เข้าดูแล้ว 451 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- letitbe1503
- ขาประจำ
- โพสต์: 1538
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ธ.ค. 2010, 11:12
- Tel: 0817901583
- team: เหนื่อยก็หยุดพักขา ฟ้าดินมาคอยนวดบีบ ไม่เห็นต้องรีบ ต้องร้อนแรง ไปแข่งขันกับใคร
- Bike: STRiDA Mini ล้อ 14,STRiDA LT ล้อ 16,Bianchi Volpe,BS RoadMan
- ตำแหน่ง: ห่างจาก BTS พญาไท 100 เมตร
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
อ่านเพลินเลยครับ
นึกว่าคนจีนรู้จัก STRiDA เยอะแล้วซะอีก
ของเลียนแบบในเวบ taobao มีเพียบเลย
นึกว่าคนจีนรู้จัก STRiDA เยอะแล้วซะอีก
ของเลียนแบบในเวบ taobao มีเพียบเลย
- feeling
- ขาประจำ
- โพสต์: 115
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ค. 2011, 21:15
- Sam Gamgee
- ขาประจำ
- โพสต์: 2249
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 20:40
- team: TBA
- Bike: Infinito(50) w/ Edge 500, Force G/S Compact, 3T's C/P, D/A C50 Whl & Trance X3(S), XT DC, Thomson's C/P, Fox Float RL, X-Max SLR Whl & Standard Mu P8 & Strida Mini w/ 16" Whl
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ผมขอต่อประเด็นเรื่องพลเมืองชาวจีน
ในขณะที่ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอารยธรรมจีนนั้นทั้งเก่าแก่และมีความเชื่อมต่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ในขณะที่ เกือบจะเป็นเอกฉันท์-หากวัดกันด้วยgdp.-ว่าจีนกำลังจะก้าวขึ้นแท่นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แทนอเมริกา
ในขณะที่ ในทุกศาสตร์สาขาอาชีพชั้นนำและสำคัญของโลก ล้วนมีชาวจีนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง บ่งบอกถึงระดับภูมิปัญญาของประเทศ
กราฟอนาคตของจีน พุ่งทะยานขึ้นสูงชัน นับตั้งแต่สมาทานศก.แบบทุนนิยม ผสมกับนโยบายทางสังคมแบบคอมมิวนิสต์สายประนีประนอม
นักคิดสายฟิวเจอรริสต์ ล้วนฟันธงเป็นเสียงเดียวว่า จีนจะขึ้น..ขึ้นและขึ้น ไม่มีลง.........
แต่ผมหาญกล้า-และโดยปราศจากดีกรี-ค้านอย่างไม่กลัวหน้าแตก
ผมคิดว่า จีนอยู่ในขาลง....
และจะลงก็เพราะพลเมืองจีนนั่นเอง......
เปล่า-อย่าเข้าใจผิดว่าผมตัดสินคนจีน-เมืองจีน-ประเทศจีน ด้วยเรื่องขี้ไม่ราด/ถ่มน้ำลายไม่เป็นที่/ไม่มีคิว/พูดเสียงดังล้งเล้งๆ
เหล่านั้นมันแค่ ผลลัพธ์...
แต่ประเด็นหลักที่ทำให้ผมกล้าคาดการณ์แบบนี้ เพราะผมคิดว่า...
คนจีน generation นี้ .....ไม่มีศาสนา........
ผมถามคำถามนี้-wordingนี้เลย-กับคนจีน อายุเฉลี่ย 25-35 ปี จำนวนหกคน ว่า..คุณนับถือศาสนาอะไร?
สามคนตอบชัดๆ...ว่า ไม่มีศาสนา
สองคนไม่ได้ตอบชัดๆเรื่องศาสนา แต่บอกว่า นับถือกวนอิม
อีกหนึ่งคน ตอบว่าถือพุทธ.....
แน่ล่ะ..ความคิดของคนจีนจำนวนหกคน ไม่สามารถเป็นตัวแทนคนจีนทั้งสังคมได้...
และคำว่า ไม่มีศาสนา เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถใช้ชีวัดระดับจิตใจคนได้
........ผมเห็นด้วย..คำตอบเหล่านี้เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่สะท้อนวิธีคิดอะไรบางอย่าง
แต่-ในขณะเดียวกัน-มันก็เปิดเผยให้เราเห็นปรากฎการณ์บางอย่าง ที่สอดรับกับปรากฎการณ์อื่น และมีแนวโน้มไปสู่ทิศทางแห่งการกลืนกินตนเองราวกับฮูปสเนค หรืองูในตำนานปรัมปรา
ขออภัย-หากอ่านแล้วไม่ถูกใจ-นี่เป็นความเห็นส่วนตัวที่เปิดต่อการถกเถียงนะครับ......
ในขณะที่ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอารยธรรมจีนนั้นทั้งเก่าแก่และมีความเชื่อมต่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน
ในขณะที่ เกือบจะเป็นเอกฉันท์-หากวัดกันด้วยgdp.-ว่าจีนกำลังจะก้าวขึ้นแท่นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แทนอเมริกา
ในขณะที่ ในทุกศาสตร์สาขาอาชีพชั้นนำและสำคัญของโลก ล้วนมีชาวจีนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง บ่งบอกถึงระดับภูมิปัญญาของประเทศ
กราฟอนาคตของจีน พุ่งทะยานขึ้นสูงชัน นับตั้งแต่สมาทานศก.แบบทุนนิยม ผสมกับนโยบายทางสังคมแบบคอมมิวนิสต์สายประนีประนอม
นักคิดสายฟิวเจอรริสต์ ล้วนฟันธงเป็นเสียงเดียวว่า จีนจะขึ้น..ขึ้นและขึ้น ไม่มีลง.........
แต่ผมหาญกล้า-และโดยปราศจากดีกรี-ค้านอย่างไม่กลัวหน้าแตก
ผมคิดว่า จีนอยู่ในขาลง....
และจะลงก็เพราะพลเมืองจีนนั่นเอง......
เปล่า-อย่าเข้าใจผิดว่าผมตัดสินคนจีน-เมืองจีน-ประเทศจีน ด้วยเรื่องขี้ไม่ราด/ถ่มน้ำลายไม่เป็นที่/ไม่มีคิว/พูดเสียงดังล้งเล้งๆ
เหล่านั้นมันแค่ ผลลัพธ์...
แต่ประเด็นหลักที่ทำให้ผมกล้าคาดการณ์แบบนี้ เพราะผมคิดว่า...
คนจีน generation นี้ .....ไม่มีศาสนา........
ผมถามคำถามนี้-wordingนี้เลย-กับคนจีน อายุเฉลี่ย 25-35 ปี จำนวนหกคน ว่า..คุณนับถือศาสนาอะไร?
สามคนตอบชัดๆ...ว่า ไม่มีศาสนา
สองคนไม่ได้ตอบชัดๆเรื่องศาสนา แต่บอกว่า นับถือกวนอิม
อีกหนึ่งคน ตอบว่าถือพุทธ.....
แน่ล่ะ..ความคิดของคนจีนจำนวนหกคน ไม่สามารถเป็นตัวแทนคนจีนทั้งสังคมได้...
และคำว่า ไม่มีศาสนา เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถใช้ชีวัดระดับจิตใจคนได้
........ผมเห็นด้วย..คำตอบเหล่านี้เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่สะท้อนวิธีคิดอะไรบางอย่าง
แต่-ในขณะเดียวกัน-มันก็เปิดเผยให้เราเห็นปรากฎการณ์บางอย่าง ที่สอดรับกับปรากฎการณ์อื่น และมีแนวโน้มไปสู่ทิศทางแห่งการกลืนกินตนเองราวกับฮูปสเนค หรืองูในตำนานปรัมปรา
ขออภัย-หากอ่านแล้วไม่ถูกใจ-นี่เป็นความเห็นส่วนตัวที่เปิดต่อการถกเถียงนะครับ......
- ไฟล์แนบ
-
- หน้าประตูหนึ่งของกำแพงแห่งพระราชวังกู้กง
กลุ่มอาคารที่มีขนาดมโหฬารที่สุด ที่ยังคงสภาพเดมนับตั้งแต่ราชวงศ์หมิง - Photo0149.jpg (92.13 KiB) เข้าดูแล้ว 422 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ใช่ว่าผมหมกมุ่นเรื่องศาสนา เฝ้าฝันถึงสังคมยูโธเปียที่ผู้คนล้วนอยู่ในศีล กินในธรรม
ตรงกันข้าม...ผมชื่นชมทะไลลามะ ที่ออกมาประกาศว่า ปัจเจกบุคคลในยุคนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องถือศาสนา หากแต่ต้องรักเพื่อนมนุษย์
ต่างจากพระนักคิดของสังคมไทย ที่ยังติดอยู่กับกรอบเรื่องศาสนา และประกาศว่า เมื่อไร้ศาสนา สังคมก็ไร้สุข
พูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว หากศาสนา สามารถตีความได้เพียงแค่เป็นสังกัดทางจิตใจ ที่มาพร้อมกรอบปฎิบัติอันนิ่งแข็งตายตัว-ไม่เปิดโอกาสให้เห็นเป็นอื่นและ/หรือเห็นหลักคำสอนอันเป็นทางเลือกอื่นๆแล้ว...
ผมก็พร้อมจะไร้ศาสนา......
แต่แท้จริงแล้ว คำว่า ศาสนา..เป็นรูปธรรม ของศีลธรรม-หลักธรรม-จริยธรรมหรือกรอบอะไรบางอย่าง ที่คอยกำกับให้มนุษย์อยู่ร่วมกับสรรพสิ่งอื่นๆได้อย่างสงบสุข
ซึ่งความหมายของสิ่งที่ผมบอกว่า คนจีนไม่มีศาสนา ก็คือ ผมคิดว่า คนจีนนับตั้งแต่ยุคปฎิวัติเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา ขาดความคิดเชิงนามธรรมเหล่านี้
ถ้าจะให้เข้าใจถึงสาเหตุ ต้องย้อนกลับไปที่โลกทัศน์สมัยโบราณของคนจีน
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ว่าคนจีนสมัยก่อน มีปรัชญาขงจื้อ เป็นหลักธรรมกำกับสังคม(อันมีแก่นที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับรัฐ)
แต่หากจะพูดให้ครอบคลุม คนจีนยังมีเต๋า ซึ่งเป็นปรัชญาอันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
และพุทธ(มหายาน) ที่คอยให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ระดับปัจเจกของมนุษย์ ( อยากได้อะไร ขอกวนอิม/ทุกข์ใจก็ทำบุญ/ไม่กินเนื้อแลกกับความรุ่งเรืองร่ำรวย)
หรือหากจะนับอย่างเคร่งครัดจริงๆ ก็คงต้องรวมเอาการถือผีบรรพบุรุษเข้าไปด้วย เพราะเป็นหลักปฎิบัติพื้นฐานของมนุษย์ในหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม --คือครอบครัว
แนวคิด(หรืออาจเรียกได้ว่าศาสนา) ทั้งสามสี่อย่างนั่นเอง ที่คอยกำกับดูแล-ควบคุม-ให้คำอธิบาย-ปลอบประโลม ทั้งผู้คนและสังคมจีนโบราณมาโดยตลอด
และผมควรกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่หลักส่วนใหญ่นั้น (สามในสี่) ไม่ได้มีสถานะเป็นศาสนา....สภาพของความศักดิ์สิทธฺ์ แตะต้องไม่ได้จึงไม่ชัดเจน อีกทั้งยังยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย ( ลองคิดดูว่า ถ้าคนพุทธจะถือคริสต์พร้อมกันได้ไหม? หรือถ้านับถือทั้งศาสนาเต๋า-ศาสนาพุทธ-ศาสนาขงจื้อ-ศาสนาผี จะเป็นยังไง?)
พูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็คือ คนจีนมีคำอธิบายหลายชุด ไว้คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร? สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอะไร ซับซ้อนหรือร้ายแรงแค่ไหน? ย่อมสามารถหาคำตอบได้จากหลักคิดเหล่านั้น..ไม่หลักใดก็หลักหนึ่ง โดยไม่ขัดแย้งกัน
เพราะงั้น...สามารถพูดได้ว่า จีนโบราณเป็นอารยธรรมที่รุ่มรวยคำอธิบายและเปิดกว้างหลากหลายต่อทุกชุดความเชื่อ ( กุบไลข่านบอกกับมาโคโปโลให้ส่งมิชชั่นนารีมาเผยแพร่คริสต์ที่ปักกิ่งด้วยซ้ำ)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งแน่ๆ ที่ทำให้ชาวจีนอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ในหลายสมัย(เว้นแต่ช่วงสงครมกบฎหรือการผลัดแผ่นดิน) และมีเวลาเพียงพอในเรื่องศิลปะวิทยาการ
แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด...อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงมาเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ในปี 1949 ของประธานเหมา
แง่มุมของคอมมิวนิสต์ ...ศาสนาคือยาฝิ่น ที่คอยมอมเมาผู้คน ไม่ให้ตะหนักรู้ในความเหลื่อมล้ำกันของมนุษย์
ดังนั้น รัฐบาลประธานเหมา จึงมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรต่อศาสนา และนโยบายต่างๆก็ถูกประกาศออกมาตอบสนอง
จะยกตัวอย่างชะตากรรมของศาสนาพุทธ เป็นเคสสตัดดี้....
หลังได้ชัยชนะจากพรรคก๊กมินตั๋งได้ไม่กี่ปี รัฐบาลได้ออกกฎหมาย เพิกถอนสิทธิวัดในการยึดครองที่ดิน ซึ่งเป็นการบีบให้พระสงฆ์ต้องลาสิกขาบทโดยทางอ้อม พระภิกษุที่ยังไม่ลาสิกขาก็ต้องไปประกอบอาชีพเอง เช่น ทำไร่ ทำนา ทั้งที่ยังครองเพศเป็นภิกษุอยู่
และในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ปี69 ได้มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมากคือ รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ ห้ามประกอบศาสนกิจต่างๆ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นความผิดกฎหมาย พระถูกบังคับให้ลาสิกขา พระคัมภีร์ต่างๆ ถูกเผา พระพุทธรูปและวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก จากเหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธศาสนา เกือบสูญสิ้นไปจากประเทศจีน
เมื่อประธานเหมาตาย....ทุกอย่างจึงเริ่มผ่อนคลายความตึงเครียด
แต่ล่ะ บาดแผลที่เกิดขึ้น ไม่อาจสมานได้โดยง่าย...........
..........ในชั่วข้ามคืน.................
..........
ตรงกันข้าม...ผมชื่นชมทะไลลามะ ที่ออกมาประกาศว่า ปัจเจกบุคคลในยุคนี้นั้น ไม่จำเป็นต้องถือศาสนา หากแต่ต้องรักเพื่อนมนุษย์
ต่างจากพระนักคิดของสังคมไทย ที่ยังติดอยู่กับกรอบเรื่องศาสนา และประกาศว่า เมื่อไร้ศาสนา สังคมก็ไร้สุข
พูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว หากศาสนา สามารถตีความได้เพียงแค่เป็นสังกัดทางจิตใจ ที่มาพร้อมกรอบปฎิบัติอันนิ่งแข็งตายตัว-ไม่เปิดโอกาสให้เห็นเป็นอื่นและ/หรือเห็นหลักคำสอนอันเป็นทางเลือกอื่นๆแล้ว...
ผมก็พร้อมจะไร้ศาสนา......
แต่แท้จริงแล้ว คำว่า ศาสนา..เป็นรูปธรรม ของศีลธรรม-หลักธรรม-จริยธรรมหรือกรอบอะไรบางอย่าง ที่คอยกำกับให้มนุษย์อยู่ร่วมกับสรรพสิ่งอื่นๆได้อย่างสงบสุข
ซึ่งความหมายของสิ่งที่ผมบอกว่า คนจีนไม่มีศาสนา ก็คือ ผมคิดว่า คนจีนนับตั้งแต่ยุคปฎิวัติเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา ขาดความคิดเชิงนามธรรมเหล่านี้
ถ้าจะให้เข้าใจถึงสาเหตุ ต้องย้อนกลับไปที่โลกทัศน์สมัยโบราณของคนจีน
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ว่าคนจีนสมัยก่อน มีปรัชญาขงจื้อ เป็นหลักธรรมกำกับสังคม(อันมีแก่นที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับรัฐ)
แต่หากจะพูดให้ครอบคลุม คนจีนยังมีเต๋า ซึ่งเป็นปรัชญาอันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
และพุทธ(มหายาน) ที่คอยให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ระดับปัจเจกของมนุษย์ ( อยากได้อะไร ขอกวนอิม/ทุกข์ใจก็ทำบุญ/ไม่กินเนื้อแลกกับความรุ่งเรืองร่ำรวย)
หรือหากจะนับอย่างเคร่งครัดจริงๆ ก็คงต้องรวมเอาการถือผีบรรพบุรุษเข้าไปด้วย เพราะเป็นหลักปฎิบัติพื้นฐานของมนุษย์ในหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม --คือครอบครัว
แนวคิด(หรืออาจเรียกได้ว่าศาสนา) ทั้งสามสี่อย่างนั่นเอง ที่คอยกำกับดูแล-ควบคุม-ให้คำอธิบาย-ปลอบประโลม ทั้งผู้คนและสังคมจีนโบราณมาโดยตลอด
และผมควรกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่หลักส่วนใหญ่นั้น (สามในสี่) ไม่ได้มีสถานะเป็นศาสนา....สภาพของความศักดิ์สิทธฺ์ แตะต้องไม่ได้จึงไม่ชัดเจน อีกทั้งยังยืดหยุ่นและสามารถปรับใช้ได้หลากหลาย ( ลองคิดดูว่า ถ้าคนพุทธจะถือคริสต์พร้อมกันได้ไหม? หรือถ้านับถือทั้งศาสนาเต๋า-ศาสนาพุทธ-ศาสนาขงจื้อ-ศาสนาผี จะเป็นยังไง?)
พูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็คือ คนจีนมีคำอธิบายหลายชุด ไว้คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต
ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร? สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอะไร ซับซ้อนหรือร้ายแรงแค่ไหน? ย่อมสามารถหาคำตอบได้จากหลักคิดเหล่านั้น..ไม่หลักใดก็หลักหนึ่ง โดยไม่ขัดแย้งกัน
เพราะงั้น...สามารถพูดได้ว่า จีนโบราณเป็นอารยธรรมที่รุ่มรวยคำอธิบายและเปิดกว้างหลากหลายต่อทุกชุดความเชื่อ ( กุบไลข่านบอกกับมาโคโปโลให้ส่งมิชชั่นนารีมาเผยแพร่คริสต์ที่ปักกิ่งด้วยซ้ำ)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งแน่ๆ ที่ทำให้ชาวจีนอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ในหลายสมัย(เว้นแต่ช่วงสงครมกบฎหรือการผลัดแผ่นดิน) และมีเวลาเพียงพอในเรื่องศิลปะวิทยาการ
แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด...อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงมาเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ในปี 1949 ของประธานเหมา
แง่มุมของคอมมิวนิสต์ ...ศาสนาคือยาฝิ่น ที่คอยมอมเมาผู้คน ไม่ให้ตะหนักรู้ในความเหลื่อมล้ำกันของมนุษย์
ดังนั้น รัฐบาลประธานเหมา จึงมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรต่อศาสนา และนโยบายต่างๆก็ถูกประกาศออกมาตอบสนอง
จะยกตัวอย่างชะตากรรมของศาสนาพุทธ เป็นเคสสตัดดี้....
หลังได้ชัยชนะจากพรรคก๊กมินตั๋งได้ไม่กี่ปี รัฐบาลได้ออกกฎหมาย เพิกถอนสิทธิวัดในการยึดครองที่ดิน ซึ่งเป็นการบีบให้พระสงฆ์ต้องลาสิกขาบทโดยทางอ้อม พระภิกษุที่ยังไม่ลาสิกขาก็ต้องไปประกอบอาชีพเอง เช่น ทำไร่ ทำนา ทั้งที่ยังครองเพศเป็นภิกษุอยู่
และในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ปี69 ได้มีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมากคือ รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ ห้ามประกอบศาสนกิจต่างๆ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นความผิดกฎหมาย พระถูกบังคับให้ลาสิกขา พระคัมภีร์ต่างๆ ถูกเผา พระพุทธรูปและวัดถูกทำลายไปเป็นอันมาก จากเหตุการณ์นี้ทำให้พระพุทธศาสนา เกือบสูญสิ้นไปจากประเทศจีน
เมื่อประธานเหมาตาย....ทุกอย่างจึงเริ่มผ่อนคลายความตึงเครียด
แต่ล่ะ บาดแผลที่เกิดขึ้น ไม่อาจสมานได้โดยง่าย...........
..........ในชั่วข้ามคืน.................
..........
- ไฟล์แนบ
-
- หอกลอง คือองค์ประกอบสำคัญของผังเมืองแบบจีนโบราณ ซึ่งมักจะตั้งอยู่ด้านหน้ากำแพงวัง....และเมื่อยุคสมัยผ่านไป ก็กลับมารับใช้ผังเมืองแบบสมัยใหม่ โดยการเปลี่ยนฟังชั่น เป็นจุดหมายตาของเมืองอันโดดเด่นและจดจำได้ง่าย
- Photo0104.jpg (63.84 KiB) เข้าดูแล้ว 421 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- TP
- สมาชิก
- โพสต์: 64
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ม.ค. 2012, 18:29
- team: None
- Bike: Strida Version 5.0
- ตำแหน่ง: ลาดพร้าว ซอย 3 จตุจักร กรุงเทพฯ
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ชอบบทความนี้มากๆเลยครับ อยากอ่านต่อมากๆ ผมอ่านให้แฟนฟังด้วย แฟนบอกว่าใช่เลย มันคือสิ่งที่เค้าเพิ่งไปเจอมาเมื่อเดือน กพ. ที่ผ่านมา 
-
Kbo[y]
- ขาประจำ
- โพสต์: 114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ส.ค. 2008, 13:55
- Bike: Dahon Mu P8 ,Strida 5.0
- ตำแหน่ง: สนามบินน้ำ, นนทบุรี
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เหมือนไปเที่ยว แล้วได้มุมมองแปลกๆ ที่ปกติผมจะไม่ได้มองในมุมแบบนี้ ขอบคณที่มาแชร์กันนะครับ
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ขอบคุณเพื่อนสองล้อทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ
ทีแรกผมก็ไม่รู้ว่าที่เขียนนี่ พวกเราจะชอบกันไหม? เพราะมันก็หนักๆ เครียดๆ ผิดวิสัยบอร์ดสรุปทริป
ก็เลยตั้งเป้าว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน เรียบเรียงไว้กันลืม เพราะความคิดมันแตกประเด็นมากมาย
หากไม่บันทึกไว้ซักที่ ก็อาจหายได้...เสียดาย อุตสาห์นั่งคิดนอนคิดตั้งนาน
แต่พอมีหลายคนบอกชอบอ่าน ก็ดีใจครับ
...จัดไปครับ.....
ทีแรกผมก็ไม่รู้ว่าที่เขียนนี่ พวกเราจะชอบกันไหม? เพราะมันก็หนักๆ เครียดๆ ผิดวิสัยบอร์ดสรุปทริป
ก็เลยตั้งเป้าว่า เขียนให้ตัวเองอ่าน เรียบเรียงไว้กันลืม เพราะความคิดมันแตกประเด็นมากมาย
หากไม่บันทึกไว้ซักที่ ก็อาจหายได้...เสียดาย อุตสาห์นั่งคิดนอนคิดตั้งนาน
แต่พอมีหลายคนบอกชอบอ่าน ก็ดีใจครับ
...จัดไปครับ.....
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
แก่นของแนวความคิดแบบคอมมิวนิสต์ คือปรัชญา วัตถุนิยม และมีวิธีมองโลกแบบวิภาษวิธี
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ คอมมิวนิสต์ เชื่อว่าโลกถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายนอก(คือวัตถุ)
และสังคมมีวิวัฒนาการด้วยวิถีการผลิต
สังคมจะดีขึ้น ก็ด้วยการพัฒนาวิธีการหากินให้ดีขึ้น และให้เหมาะกับคนทั้งสังคมที่สุด
นั่นก็คือคอมมูน---การผลิตแบบที่ทรัพยากรเป็นของส่วนรวม และสังคมถูกมองเป็นเนื้อเดียวกัน
ผู้คนละทิ้งความเป็นปัจเจก มุ่งหวังถึงยุคพระศรีอารย์ร่วมกัน ยุคที่พลเมืองมีความเสมอภาค เท่าเทียม ปราศจากชนชั้นศักดินา
แนวคิดเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์-ในทางทฤษฎี-จะผลิตโลกทัศน์ และชุดความเชื่อแบบหนึ่งขึ้นมา
ซึ่งมีความกลมกลืน สอดคล้อง ต่อระบบอย่างปราศจากรอยต่อ
เป็นโลกทัศน์ที่ปฎิเสธต่อระบบความเชื่อดั้งเดิมในยุคโบราณ อย่างradical
ไม่เชื่อในกำเนิดที่แตกต่างของมนุษย์-มุ่งทำลายความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างการปกครอง-เชิดชูมนุษย์ทุกผู้นามอย่างเท่าเทียม
พร้อมกันนี้ ก็ส่งเสริมให้มนุษย์มีความเป็นตัวตนให้น้อย-มีสำนึกร่วมของสังคม/ชุมชนให้มาก
และที่สำคัญที่สุด คือมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเอง-กับสังคม อย่างแน่นแฟ้นและแยกขาดจากกันมิได้
.........................
และโลกทัศน์แบบนี้แหละ ที่ควรจะต้องขึ้นในรัฐจีน นับตั้งแต่หลังปฎิวัติยุค 50
.......................................................
....แต่ทว่ามันไม่ได้เกิด...........
และนี่คือสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด....
....ของประธานเหมา....ของพรรค...และของสังคมจีน.....
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ คอมมิวนิสต์ เชื่อว่าโลกถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายนอก(คือวัตถุ)
และสังคมมีวิวัฒนาการด้วยวิถีการผลิต
สังคมจะดีขึ้น ก็ด้วยการพัฒนาวิธีการหากินให้ดีขึ้น และให้เหมาะกับคนทั้งสังคมที่สุด
นั่นก็คือคอมมูน---การผลิตแบบที่ทรัพยากรเป็นของส่วนรวม และสังคมถูกมองเป็นเนื้อเดียวกัน
ผู้คนละทิ้งความเป็นปัจเจก มุ่งหวังถึงยุคพระศรีอารย์ร่วมกัน ยุคที่พลเมืองมีความเสมอภาค เท่าเทียม ปราศจากชนชั้นศักดินา
แนวคิดเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์-ในทางทฤษฎี-จะผลิตโลกทัศน์ และชุดความเชื่อแบบหนึ่งขึ้นมา
ซึ่งมีความกลมกลืน สอดคล้อง ต่อระบบอย่างปราศจากรอยต่อ
เป็นโลกทัศน์ที่ปฎิเสธต่อระบบความเชื่อดั้งเดิมในยุคโบราณ อย่างradical
ไม่เชื่อในกำเนิดที่แตกต่างของมนุษย์-มุ่งทำลายความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างการปกครอง-เชิดชูมนุษย์ทุกผู้นามอย่างเท่าเทียม
พร้อมกันนี้ ก็ส่งเสริมให้มนุษย์มีความเป็นตัวตนให้น้อย-มีสำนึกร่วมของสังคม/ชุมชนให้มาก
และที่สำคัญที่สุด คือมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเอง-กับสังคม อย่างแน่นแฟ้นและแยกขาดจากกันมิได้
.........................
และโลกทัศน์แบบนี้แหละ ที่ควรจะต้องขึ้นในรัฐจีน นับตั้งแต่หลังปฎิวัติยุค 50
.......................................................
....แต่ทว่ามันไม่ได้เกิด...........
และนี่คือสิ่งที่ผิดพลาดที่สุด....
....ของประธานเหมา....ของพรรค...และของสังคมจีน.....
- ไฟล์แนบ
-
- เจดีย์ห่านป่าเล็ก..ณ.เมืองซีอาน
ประจักษ์พยานวัตถุถึงความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในสมัยราชวงศ์ถัง เมื่อ 1,300 ปีที่แล้ว - Photo0069.jpg (114.63 KiB) เข้าดูแล้ว 401 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
นักคิดสายมนุษยวิทยา แนวโครงสร้างนิยม มองประเพณี-วัฒนธรรม และศาสนาในสังคมเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการจัดระบบ-ระเบียบสมาชิกในกลุ่ม
ซึ่งมีหน้าที่คอยตอบสนองต่อปรากฎการณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ควบคุมให้เกิดความสงบสุขและกลมกลืนขึ้น
วิชานี้ผมชอบมาก เพราะเมื่อไหร่ที่เราสวมแว่นตาของนักคิดสายนี้มองโลก...เราจะมองทะลุทะลวงไปสู่แก่นแกนของมายาคติในสังคม
ยกตัวอย่างเช่น
-เราจะเห็นว่า ทำไมสังคมไทยจึงเคลมว่า ตนเป็นชนชาติที่ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และสยามเมืองยิ้ม ( สังคมไทยโบราณเป็นชุมชนกสิกรรม ที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาก หากช่วงใดมีวิกฤติดินฟ้าอากาศ ทางรอดทางเดียวคือการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ และแน่นอน ต้องมีท่าทีที่พึ่งพาอาศัยกัน และสงวนรักษาท่าทีประนีประนอม เพื่อนำพากลุ่มทั้งหมดให้พ้นผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้...จะมีซักกี่คนที่ยังไร้เดียงสา คิดว่าเกิดในขอบเขตประเทศไทยปุ๊บ ก็จะกลายเป็นคนใจดีและนักยิ้มปั๊บ?)
-เราจะเข้าใจว่า ทำไมสงกรานต์สมัยนี้ คนจึงเมาปลิ้นและเอาถนนเป็นที่กินเหล้า ( ดูคนที่ฉลองลืมตายส่วนมากสิ เขาเป็นใคร? โดยส่วนมากแล้วเขาเป็นกลุ่มคนอันขาดโอกาสในสังคม-คนชายขอบ-แรงงาน กลุ่มคนที่ชีวิตจริงต้องคอยรับคำสั่งและไม่อาจมีปากมีเสียงตอบโต้ เมื่อมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่สามารถปลดปล่อยความรันทดท้อต่อสภาพชีวิตปกติได้ ..แน่นอน...มันย่อมระเบิดออกมา เพื่อผ่อนคลายความเครียดภายใน เป็นกลไกเพื่อรักษาสมดุลของระบบ )
-เราจะรู้ว่า ทำไมธรรมกาย จึงโด่งดัง ( ธรรมกายผนวกเอาคำอธิบายเชิงทุนนิยมอันเกี่ยวข้องกับทุน-กำไร ซึ่งเป็นรูปธรรม มาจับกับ บาป-บุญ ซึ่งโคตรนามธรรม....เมื่อสิ่งที่เคยเบลอๆแบบบาป-บุญ-นิพพาน สามารถเห็นชัด เข้าใจได้ถึงเพียงนั้น....มีหรือกลุ่มชนชั้นกลางที่นิยมผลิตภัณท์สำเร็จรูปจะไม่ชอบ)
หากเข้าใจในแง่นี้ อาจพูดได้ว่าไม่ว่าจะพุทธ-คริสต-อิสลาม-เต๋า-โซโรแอสเตอร-ซิกซ์-หรือแม้แต่คอมมิวนิสต์ ความเชื่อเหล่านี้ ในแง่มุมหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างกัน
หากแต่อยู่ในประเภทเดียวกัน คือ เครื่องมือจัดความสัมพันธ์ทางสังคม
ไม่มีอะไรแตกต่างกัน.......
ไม่มีความเชื่อใดดีเลิศ ประเสริฐกว่าความเชื่อใด
เมื่อเหล่านักวิชาการจะดีเบตกันในหัวข้อนี้....เค้าจะไม่เถียงเรื่องความดี (อันเป็นนามธรรมที่วัดไม่ได้)
แต่เค้าจะถกกันเรื่อง "ความเหมาะสม" ของความเชื่อกับบริบทสังคมนั้นๆ...
และสุดท้าย จะนำไปสู่คำถามเชิงปฎิบัติว่า
1.ชุดความเชื่อ-ความคิดนั้น....ได้เป็นกลายสภาพเป็นโลกทัศน์ของคนในสังคมหนือไม่? และ
2. มันนำพาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมหรือไม่?
สำหรับรัฐคอมมิวนิสต์จีน.....ทั้งสองข้อ ตอบได้เลยว่า " ไม่ "
ซึ่งมีหน้าที่คอยตอบสนองต่อปรากฎการณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดที่เกิดขึ้นในสังคม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ควบคุมให้เกิดความสงบสุขและกลมกลืนขึ้น
วิชานี้ผมชอบมาก เพราะเมื่อไหร่ที่เราสวมแว่นตาของนักคิดสายนี้มองโลก...เราจะมองทะลุทะลวงไปสู่แก่นแกนของมายาคติในสังคม
ยกตัวอย่างเช่น
-เราจะเห็นว่า ทำไมสังคมไทยจึงเคลมว่า ตนเป็นชนชาติที่ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และสยามเมืองยิ้ม ( สังคมไทยโบราณเป็นชุมชนกสิกรรม ที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาก หากช่วงใดมีวิกฤติดินฟ้าอากาศ ทางรอดทางเดียวคือการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ และแน่นอน ต้องมีท่าทีที่พึ่งพาอาศัยกัน และสงวนรักษาท่าทีประนีประนอม เพื่อนำพากลุ่มทั้งหมดให้พ้นผ่านช่วงเวลายากลำบากนั้นไปได้...จะมีซักกี่คนที่ยังไร้เดียงสา คิดว่าเกิดในขอบเขตประเทศไทยปุ๊บ ก็จะกลายเป็นคนใจดีและนักยิ้มปั๊บ?)
-เราจะเข้าใจว่า ทำไมสงกรานต์สมัยนี้ คนจึงเมาปลิ้นและเอาถนนเป็นที่กินเหล้า ( ดูคนที่ฉลองลืมตายส่วนมากสิ เขาเป็นใคร? โดยส่วนมากแล้วเขาเป็นกลุ่มคนอันขาดโอกาสในสังคม-คนชายขอบ-แรงงาน กลุ่มคนที่ชีวิตจริงต้องคอยรับคำสั่งและไม่อาจมีปากมีเสียงตอบโต้ เมื่อมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่สามารถปลดปล่อยความรันทดท้อต่อสภาพชีวิตปกติได้ ..แน่นอน...มันย่อมระเบิดออกมา เพื่อผ่อนคลายความเครียดภายใน เป็นกลไกเพื่อรักษาสมดุลของระบบ )
-เราจะรู้ว่า ทำไมธรรมกาย จึงโด่งดัง ( ธรรมกายผนวกเอาคำอธิบายเชิงทุนนิยมอันเกี่ยวข้องกับทุน-กำไร ซึ่งเป็นรูปธรรม มาจับกับ บาป-บุญ ซึ่งโคตรนามธรรม....เมื่อสิ่งที่เคยเบลอๆแบบบาป-บุญ-นิพพาน สามารถเห็นชัด เข้าใจได้ถึงเพียงนั้น....มีหรือกลุ่มชนชั้นกลางที่นิยมผลิตภัณท์สำเร็จรูปจะไม่ชอบ)
หากเข้าใจในแง่นี้ อาจพูดได้ว่าไม่ว่าจะพุทธ-คริสต-อิสลาม-เต๋า-โซโรแอสเตอร-ซิกซ์-หรือแม้แต่คอมมิวนิสต์ ความเชื่อเหล่านี้ ในแง่มุมหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างกัน
หากแต่อยู่ในประเภทเดียวกัน คือ เครื่องมือจัดความสัมพันธ์ทางสังคม
ไม่มีอะไรแตกต่างกัน.......
ไม่มีความเชื่อใดดีเลิศ ประเสริฐกว่าความเชื่อใด
เมื่อเหล่านักวิชาการจะดีเบตกันในหัวข้อนี้....เค้าจะไม่เถียงเรื่องความดี (อันเป็นนามธรรมที่วัดไม่ได้)
แต่เค้าจะถกกันเรื่อง "ความเหมาะสม" ของความเชื่อกับบริบทสังคมนั้นๆ...
และสุดท้าย จะนำไปสู่คำถามเชิงปฎิบัติว่า
1.ชุดความเชื่อ-ความคิดนั้น....ได้เป็นกลายสภาพเป็นโลกทัศน์ของคนในสังคมหนือไม่? และ
2. มันนำพาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมหรือไม่?
สำหรับรัฐคอมมิวนิสต์จีน.....ทั้งสองข้อ ตอบได้เลยว่า " ไม่ "
- ไฟล์แนบ
-
- ในประเทศจีน..จริงๆไม่ว่าประเทศไหนๆ...ผมนิยมพักที่พักประเภท โฮสเทล
คือกึ่งโรงแรมกึงหอพัก...เพราะเรามักจะได้ที่พักในทำเลสุดยอดและบรรยากาศโคดดี ในราคาชิลๆ
แต่แน่ล่ะ..ต้องแลกกับการนอนร่วมกันระหว่างผู้คนแปลกหน้า......สงสารเพื่อนร่มห้องผมจัง(ผมนอนกรนดังสัส!) - Photo0058.jpg (80.62 KiB) เข้าดูแล้ว 400 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
พรรคคอมมิวนิสต์ เรียกได้ว่า ได้ชัยชนะแบบเด็ดขาดจากกลุ่มก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเช็ค
พรรคมีฐานเสียงสนับสนุนอยู่ทั่วประเทศ เป็นจำนวนคนหลายสิบหลายร้อยล้าน
พรรคปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร-มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ....
...พรรคยิ่งใหญ่มากมายถึงเพียงนี้ แต่ทำไมไม่สามารถสร้างโลกทัศน์แบบคอมมิวนิสต์แก่ประชาชนชาวจีนได้สำเร็จ..?
ผมคิดว่า คำตอบสั้นๆ(ที่ต้องขยายยาวยาวภายหลัง) ก็คือ คนจีนไม่สามารถจินตนาการถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสังคม-รัฐ-ชาติจีนได้
เมื่อมองไม่เห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างตนเองและเพื้อนร่วมชาติได้ ความหมายของคอมมูนก็หมดพลัง
และเมื่อไหร่ก้ตามทีที่คนมองไม่เห็นสังคมเป็นองค์รวมอันเดียวกัน--รัฐก็เหลือแค่ปืนในการบังคับคน (แทนที่จะใช้โลกทัศน์บังคับคน)...ซึ่งมันไม่ work...เเละไม่เคยwork
( ผมควรกล่าวเพิ่มเติมว่า...ผมคิดว่า คนจีนมีสำนึกความเป็นชาติจีนอยู่เต็มเปี่ยม และมีความภาคภูมิใจกับความเป็นจีน(ฮั่น)อย่างสูง....แต่เหล่านั้นเป็นคนละความหมายกับการมองสังคมอย่างเป็นองค์รวม แบบที่รัฐคอมมิวนิสต์อยากให้มองนะครับ)
ผมขอเดาว่า....ปัจจัยเกี่ยวข้อง ที่ทำให้คนจีนไม่เห็นสังคมจีน ก็คือ ขนาดของประเทศที่กว้างใหญ่-จำนวนประชากรมหาศาล-ชาติพันธ์พลเมืองที่แตกต่าง-ประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศ-การขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ
ผมจะลองสาธยายเป็นให้ปัจจัยต่างๆนั้นเชื่อมโยงกัน และเห็นภาพ....เท่าที่ปัญญาจะอำนวย
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ขนาดของประเทศจีนนั้นกว้างใหญ่มาก...เอาแค่มณทลเดียว ก็ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเข้าไปแล้ว
ระดับเมืองนั้นก็ใหญ่มาก...เมืองแต่ละเมือง (โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจ) มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เมืองซีอานที่ถือว่าขนาดค่อนข้างเล็กนั้น...มีสายรถเมล์เป็นร้อยสาย
ขนาดเมืองที่ใหญ่โต ไปกันไม่ได้กับความหมายของชุมชน (คอมมูน)
หัวใจของชุมชน คือพื้นที่ที่ผู้คนในกลุ่มรู้จักกัน-มีความสัมพันธ์ต่อกัน และยึดถือบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน (ความเชื่อ-ปัจจัยการผลิต-พื้นที่)
แน่ล่ะ...ถ้ายึดเอาตามนิยามเหล่านี้...ไม่สามารถมีประเทศคอมมิวนิสต์ใดแน่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านเกษตรกรรมตามชนบท
แต่เพราะรัฐรู้ความจริงในข้อนี้...แต่ต้องพยามหากระบวนการเพื่อสร้างจินตนาการร่วม-ยึดโยงความรู้สึกร่วมของความเป็นชาติผ่านสิ่งต่างๆ เช่น บทเรียน-นโยบาย-อนุสาวรีย์-วาทกรรมปลุกใจประเภทต่างๆ
....ในกรณของรัฐคอมมิวนิสต์อื่นๆ(เช่น ลาวหรือคิวบา) บางทีอาจสำเร็จ....แต่กับจีน..มันยากขึ้นไปอีก เมื่อพบกับปัจจัยเสริมคือ ความแตกต่างของพลเมือง....
พรรคมีฐานเสียงสนับสนุนอยู่ทั่วประเทศ เป็นจำนวนคนหลายสิบหลายร้อยล้าน
พรรคปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร-มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ....
...พรรคยิ่งใหญ่มากมายถึงเพียงนี้ แต่ทำไมไม่สามารถสร้างโลกทัศน์แบบคอมมิวนิสต์แก่ประชาชนชาวจีนได้สำเร็จ..?
ผมคิดว่า คำตอบสั้นๆ(ที่ต้องขยายยาวยาวภายหลัง) ก็คือ คนจีนไม่สามารถจินตนาการถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสังคม-รัฐ-ชาติจีนได้
เมื่อมองไม่เห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างตนเองและเพื้อนร่วมชาติได้ ความหมายของคอมมูนก็หมดพลัง
และเมื่อไหร่ก้ตามทีที่คนมองไม่เห็นสังคมเป็นองค์รวมอันเดียวกัน--รัฐก็เหลือแค่ปืนในการบังคับคน (แทนที่จะใช้โลกทัศน์บังคับคน)...ซึ่งมันไม่ work...เเละไม่เคยwork
( ผมควรกล่าวเพิ่มเติมว่า...ผมคิดว่า คนจีนมีสำนึกความเป็นชาติจีนอยู่เต็มเปี่ยม และมีความภาคภูมิใจกับความเป็นจีน(ฮั่น)อย่างสูง....แต่เหล่านั้นเป็นคนละความหมายกับการมองสังคมอย่างเป็นองค์รวม แบบที่รัฐคอมมิวนิสต์อยากให้มองนะครับ)
ผมขอเดาว่า....ปัจจัยเกี่ยวข้อง ที่ทำให้คนจีนไม่เห็นสังคมจีน ก็คือ ขนาดของประเทศที่กว้างใหญ่-จำนวนประชากรมหาศาล-ชาติพันธ์พลเมืองที่แตกต่าง-ประวัติศาสตร์การเมืองในประเทศ-การขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ
ผมจะลองสาธยายเป็นให้ปัจจัยต่างๆนั้นเชื่อมโยงกัน และเห็นภาพ....เท่าที่ปัญญาจะอำนวย
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ขนาดของประเทศจีนนั้นกว้างใหญ่มาก...เอาแค่มณทลเดียว ก็ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศเข้าไปแล้ว
ระดับเมืองนั้นก็ใหญ่มาก...เมืองแต่ละเมือง (โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจ) มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เมืองซีอานที่ถือว่าขนาดค่อนข้างเล็กนั้น...มีสายรถเมล์เป็นร้อยสาย
ขนาดเมืองที่ใหญ่โต ไปกันไม่ได้กับความหมายของชุมชน (คอมมูน)
หัวใจของชุมชน คือพื้นที่ที่ผู้คนในกลุ่มรู้จักกัน-มีความสัมพันธ์ต่อกัน และยึดถือบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน (ความเชื่อ-ปัจจัยการผลิต-พื้นที่)
แน่ล่ะ...ถ้ายึดเอาตามนิยามเหล่านี้...ไม่สามารถมีประเทศคอมมิวนิสต์ใดแน่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านเกษตรกรรมตามชนบท
แต่เพราะรัฐรู้ความจริงในข้อนี้...แต่ต้องพยามหากระบวนการเพื่อสร้างจินตนาการร่วม-ยึดโยงความรู้สึกร่วมของความเป็นชาติผ่านสิ่งต่างๆ เช่น บทเรียน-นโยบาย-อนุสาวรีย์-วาทกรรมปลุกใจประเภทต่างๆ
....ในกรณของรัฐคอมมิวนิสต์อื่นๆ(เช่น ลาวหรือคิวบา) บางทีอาจสำเร็จ....แต่กับจีน..มันยากขึ้นไปอีก เมื่อพบกับปัจจัยเสริมคือ ความแตกต่างของพลเมือง....
- ไฟล์แนบ
-
- โรงเรียนเก่าของโจวเอินไหล....สมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งของพรรค
รูปนี้ถ่ายที่เมืองเทียนจิน - Photo0266.jpg (68.68 KiB) เข้าดูแล้ว 390 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ผมไม่รู้หรอกว่าเค้าดูกันยังไง? แต่คนจีนฮั่นนั้น นั่งยืนนอนยันว่าเค้าหน้าตาไม่เหมือนแมนจู
แม้จะดูคล้ายๆจีนแคะ-ฮักก้า แต่ก็ไม่ทั้งหมดซะทีเดียว
ถึงจะหน้าตาไม่ดีเท่าจีนไต้หวัน แต่มั่นใจว่าดูดีกว่าพวกไหหลำ
ความหล่อนั้นสูสีๆกับพวกจีนแต้จิ๋ว
และแน่นอน...ดูดีกว่าไอ้พวกจีนกวางตุ้งที่ทั้งขี้เหร่และมูมมาม
...แต่โปรดอย่าเอาพวกไป่เย่ว์หกเล็บมาเทียบกัน...นั่นมันคนเถื่อน
เราคนฮั่น.....จีนแท้นะจ๊ะ......
นี่คือบทสนทนาสมมติ..แต่สิ่งที่ใกล้เคียงความจริงคือ ในประเทศจีนนั้น...เต็มไปด้วยชาติพันธ์ที่แตกต่างหลากหลาย
นี่แค่แซมเปิ้ล....ผมคงต้องเปลี่ยนกระทู้สรุปทริปจักรยาน เป็น กระทู้สรุปชาติพันธุ์วรรณาของประชากรจีน
เพราะมันเยอะจริงๆ
อุยกูร์-หนานซี-จ้วง-ฮาน-มองโกล-ไต-ธิเบต-........และอื่นๆอีกมากมายนับร้อยชาติพันธ์ุ
บางพวกก็คนจีนนั่นแหละ-แต่ต่างที่มา (พวกนี้มาจากเหนือ-พวกนี่ใต้)
บางพวก ก็ไม่จีนเลยซักนิด (อุยกูร์นี่มุสลิม-ฮานนนี่พวกเตริก-อุซเบนะ-ส่วนธิเบตนี่ ไปทางเนปาลมากกว่า-ไตก็ไทโบราณเชียงรุ่ง )
หลายเผ่ามีภาษาพูด-เขียนของตัวเองเป็นเอกเทศ (ภาษาชาวหนานซีนี่เป็นเฮียโรกราฟฟิคเหมือนของอียิปต์เลยครับ...น่าทึ่งมาก)
หลายชาติมีวัฒนธรรมความเชื่อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างนี้...ถ้าเป็นรัฐเล็ก แบบสิงคโปร์หรือมาเลเซีย....อาจมีเทคนิคในการผสมกลมกลืนทางชาติพันธ์ได้
แต่รัฐใหญ่โอฬารแบบจีน....ผมว่า ยิ่งกลืนก็ยิ่งเละ (ดูความพยามที่ทำกับธิเบตสิครับ...หรือไม่ก็ดูพวกอุยกูร์นี่มีปัญหากับจีนมากแค่ไหน)
และที่กลืนสำเร็จ แม่งโคตรของโคตรเละ ( เมืองเชียงรุ้ง-สิบสองปันนานี่...ผมพูดไม่เกรงใจเลยครับ...บ้านเมืองโคตรไร้รสนิยม เต็มไปด้วยทัศนอุจาดสไตล์จีนฮั่นนักค้าขาย...โคตรเสียดายความเป็นเมืองโบราณที่มีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทอยู่อาศัยมากเลยครับ)
เราอาจดูเหมือนว่า จีนมันก็จีนนั่นแหละ....คิดว่ามันมีความกลมกลืนอยู่ในความเป็นจีน
แต่ผมคิดว่า ตรงกันข้ามเลยครับ
พวกฮั่นนี่ อวดดีในความเป็นฮั่น(หรือจีนแท้) มากครับ
แม้แต่แต้จิ๋วหรือกวางตุ้ง ที่โคตรจีนเหมือนกัน ก็ไม่นับเป็นพวกกันเลยทีเดียว
ไม่พูดถึงอื่นๆ...จ้วง/หนานซี/ไต/แมนจู/มองโกล
นั่นมันต่างชาติมาอาศัยแผ่นดินจีน......
รอยร้าวที่ไม่อาจประสาน ในประเด็นของชาติพันธ์นี่แหละ...ที่ทำให้คนจีนฮั่น..ไม่อาจนับจีนอื่นเป็นจีนด้วยกันได้
จินตนาการเกี่ยวกับคอมมูนอันสงบสุข...จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าคุณยังไม่เห็นเพื่อนบ้านคุณเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกับคุณ
ผมยังนึกสงสัย...
(กรณีแบบนี้ ลองคิดถึงมุมมองที่ชนชั้นกลางในกทม.มองคนอิสาน/คนใต้เปรียบเทียบดูนะครับ....มันจะมีขีดคั่นอะไรบางอย่างที่ไม่อาจนับคนพวกนี้เข้ามาเป็นพวกเดียวกันแบบเนียนๆได้....แม้จะประกาศปาวๆว่า โอ้ย+คนไทยเหมือนกัน รักกัน รักกัน แต่ถามจิงเหอะ....เหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา มันยังพิสูจน์ไม่พออีกหรือถึงความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของคนในสังคม)
แม้จะดูคล้ายๆจีนแคะ-ฮักก้า แต่ก็ไม่ทั้งหมดซะทีเดียว
ถึงจะหน้าตาไม่ดีเท่าจีนไต้หวัน แต่มั่นใจว่าดูดีกว่าพวกไหหลำ
ความหล่อนั้นสูสีๆกับพวกจีนแต้จิ๋ว
และแน่นอน...ดูดีกว่าไอ้พวกจีนกวางตุ้งที่ทั้งขี้เหร่และมูมมาม
...แต่โปรดอย่าเอาพวกไป่เย่ว์หกเล็บมาเทียบกัน...นั่นมันคนเถื่อน
เราคนฮั่น.....จีนแท้นะจ๊ะ......
นี่คือบทสนทนาสมมติ..แต่สิ่งที่ใกล้เคียงความจริงคือ ในประเทศจีนนั้น...เต็มไปด้วยชาติพันธ์ที่แตกต่างหลากหลาย
นี่แค่แซมเปิ้ล....ผมคงต้องเปลี่ยนกระทู้สรุปทริปจักรยาน เป็น กระทู้สรุปชาติพันธุ์วรรณาของประชากรจีน
เพราะมันเยอะจริงๆ
อุยกูร์-หนานซี-จ้วง-ฮาน-มองโกล-ไต-ธิเบต-........และอื่นๆอีกมากมายนับร้อยชาติพันธ์ุ
บางพวกก็คนจีนนั่นแหละ-แต่ต่างที่มา (พวกนี้มาจากเหนือ-พวกนี่ใต้)
บางพวก ก็ไม่จีนเลยซักนิด (อุยกูร์นี่มุสลิม-ฮานนนี่พวกเตริก-อุซเบนะ-ส่วนธิเบตนี่ ไปทางเนปาลมากกว่า-ไตก็ไทโบราณเชียงรุ่ง )
หลายเผ่ามีภาษาพูด-เขียนของตัวเองเป็นเอกเทศ (ภาษาชาวหนานซีนี่เป็นเฮียโรกราฟฟิคเหมือนของอียิปต์เลยครับ...น่าทึ่งมาก)
หลายชาติมีวัฒนธรรมความเชื่อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างนี้...ถ้าเป็นรัฐเล็ก แบบสิงคโปร์หรือมาเลเซีย....อาจมีเทคนิคในการผสมกลมกลืนทางชาติพันธ์ได้
แต่รัฐใหญ่โอฬารแบบจีน....ผมว่า ยิ่งกลืนก็ยิ่งเละ (ดูความพยามที่ทำกับธิเบตสิครับ...หรือไม่ก็ดูพวกอุยกูร์นี่มีปัญหากับจีนมากแค่ไหน)
และที่กลืนสำเร็จ แม่งโคตรของโคตรเละ ( เมืองเชียงรุ้ง-สิบสองปันนานี่...ผมพูดไม่เกรงใจเลยครับ...บ้านเมืองโคตรไร้รสนิยม เต็มไปด้วยทัศนอุจาดสไตล์จีนฮั่นนักค้าขาย...โคตรเสียดายความเป็นเมืองโบราณที่มีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทอยู่อาศัยมากเลยครับ)
เราอาจดูเหมือนว่า จีนมันก็จีนนั่นแหละ....คิดว่ามันมีความกลมกลืนอยู่ในความเป็นจีน
แต่ผมคิดว่า ตรงกันข้ามเลยครับ
พวกฮั่นนี่ อวดดีในความเป็นฮั่น(หรือจีนแท้) มากครับ
แม้แต่แต้จิ๋วหรือกวางตุ้ง ที่โคตรจีนเหมือนกัน ก็ไม่นับเป็นพวกกันเลยทีเดียว
ไม่พูดถึงอื่นๆ...จ้วง/หนานซี/ไต/แมนจู/มองโกล
นั่นมันต่างชาติมาอาศัยแผ่นดินจีน......
รอยร้าวที่ไม่อาจประสาน ในประเด็นของชาติพันธ์นี่แหละ...ที่ทำให้คนจีนฮั่น..ไม่อาจนับจีนอื่นเป็นจีนด้วยกันได้
จินตนาการเกี่ยวกับคอมมูนอันสงบสุข...จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าคุณยังไม่เห็นเพื่อนบ้านคุณเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันกับคุณ
ผมยังนึกสงสัย...
(กรณีแบบนี้ ลองคิดถึงมุมมองที่ชนชั้นกลางในกทม.มองคนอิสาน/คนใต้เปรียบเทียบดูนะครับ....มันจะมีขีดคั่นอะไรบางอย่างที่ไม่อาจนับคนพวกนี้เข้ามาเป็นพวกเดียวกันแบบเนียนๆได้....แม้จะประกาศปาวๆว่า โอ้ย+คนไทยเหมือนกัน รักกัน รักกัน แต่ถามจิงเหอะ....เหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา มันยังพิสูจน์ไม่พออีกหรือถึงความไม่เป็นเนื้อเดียวกันของคนในสังคม)
- ไฟล์แนบ
-
- จิงๆในภาพนี่เป็นถนนคนเดินนะครับ
ผมเดินจูงจักรยานนี่ ตำรวจเฝ้าทางเข้าก็เหล่แทบแย่.....
แต่พอแกเผลอ..พี่จีนแม่มขับรถเข้ามาเลย
โหดสัส - Photo0269.jpg (84.62 KiB) เข้าดูแล้ว 383 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409