รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
พอดีเห็นในกระทู้นี้มีพูดกันถึงเรื่องของ ไวตามินซี กับ หวัด
ไวตามิน ซี ไม่ใช่ Antiviral drug หรือ ยาทำลายล้างไวรัสนะครับ ดังนั้นไวตามินซีไม่ใช่ยารักษาหวัด
แต่ไวตามินซีเป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ immune system ในลักษณะที่ช่วย enhance immune system ,
ไวตามินซี ไม่ใช่ถูกเชื่อว่าลดโอกาสการติดหวัดลงได้ แต่พิสูจน์ได้ว่าสามารถช่วยลดโอกาสติดเชื้อหวัดลงได้จริง
เช่นเดียวกับการออกกำลังที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถ enhance immune system ทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อหวัดได้จริงเช่นกัน
สมัยก่อนที่โรคไอกรน ( pertussis ) ระบาดกัน (สงสัยยุคนี้ไม่มีใครรู้จักกันแล้วมั๊ง เพราะเด็กๆโดนบังคับฉีด DPT vaccine กัน ( วัคซีนรวม ป้องกัน คอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก ) คนยุคนี้ก็เลยลืมๆกันไป เด็กที่เป็นไอกรน จะไอยังกับปืนกลติดจรวด ไอจนเส้นเลือดฝอยที่ตาขาวแตก แม้ตัวโรคจะทุเลาแล้ว ก็ยังไออยู่อีกนาน สิ่งที่ช่วยได้ในยุคนั้นก็คือการฉีดไวตามินซีเข้าทางหลอดเลือดดำ ผมจำมันได้ดีเพราะตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดผ่านวอร์ดเด็ก แล้วต้องไปฉีดด้วยตัวเอง ตอนนั้นก็ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน้อตอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ดั้นด้นไปค้นการวิจัยว่ากลไกในการช่วยลดการไอของไวตามินซีอยู่ตรงไหน แต่ผลสรุปของการวิจัยในยุคนั้นพบว่ามันช่วยได้
ส่วนเรื่องแบคทีเรียกับแผลในกระเพาะอาหาร ต้องบอกก่อนว่าในฐานะแพทย์
ความรู้เรื่องแบคทีเรีย Helicobacter pylori ( H.pyroli ) กับการเกิดแผลในกระเพาะอาหารนั้น สรุปได้ว่า H. pyroli เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจริง ถึงกับเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นต้นเหตุใหญ่เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารทุกคนจะต้องเกิดจาก H. pyroli เสมอไป ซึ่งแพทย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เขาทราบดีกันมาหลายปีแล้วครับ ยิ่งแพทย์จบใหม่ๆหมาดๆด้วยแล้ว ความรู้updateมากมาย , ส่วนแพทย์ที่ไม่รู้ก็คงจะเป็นแพทย์เก่าๆ แก่ๆ ที่ไม่updateความรู้ตัวเอง หรือ ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรง เช่น แพทย์ที่เลิกอาชีพแพทย์แล้วมาทำธุรกิจ ขายทอง หรือ ขายตรง , อันนี้พูดจริง ไม่ได้เล่นลิ้นให้ขำนะครับ
การรักษาแผลในกระเพาะอาหารในปัจจุบัน จึงนิยมที่จะส่องกล้องเข้าไปดูภายในกระเพาะอาหารกันเลย ถ้าเจอแผลก็จะทำการตัดชิ้นเนื้อมาแล้วทำการตรวจ ถ้าเจอเชื้อก็ให้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาอื่นๆ
แค่นั้นแหละมั๊ง ที่เป็นสาระของเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นสาระเกี่ยวกับจานเบี้ยว vs จานกลม
ไวตามิน ซี ไม่ใช่ Antiviral drug หรือ ยาทำลายล้างไวรัสนะครับ ดังนั้นไวตามินซีไม่ใช่ยารักษาหวัด
แต่ไวตามินซีเป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ immune system ในลักษณะที่ช่วย enhance immune system ,
ไวตามินซี ไม่ใช่ถูกเชื่อว่าลดโอกาสการติดหวัดลงได้ แต่พิสูจน์ได้ว่าสามารถช่วยลดโอกาสติดเชื้อหวัดลงได้จริง
เช่นเดียวกับการออกกำลังที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถ enhance immune system ทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อหวัดได้จริงเช่นกัน
สมัยก่อนที่โรคไอกรน ( pertussis ) ระบาดกัน (สงสัยยุคนี้ไม่มีใครรู้จักกันแล้วมั๊ง เพราะเด็กๆโดนบังคับฉีด DPT vaccine กัน ( วัคซีนรวม ป้องกัน คอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก ) คนยุคนี้ก็เลยลืมๆกันไป เด็กที่เป็นไอกรน จะไอยังกับปืนกลติดจรวด ไอจนเส้นเลือดฝอยที่ตาขาวแตก แม้ตัวโรคจะทุเลาแล้ว ก็ยังไออยู่อีกนาน สิ่งที่ช่วยได้ในยุคนั้นก็คือการฉีดไวตามินซีเข้าทางหลอดเลือดดำ ผมจำมันได้ดีเพราะตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดผ่านวอร์ดเด็ก แล้วต้องไปฉีดด้วยตัวเอง ตอนนั้นก็ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน้อตอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ดั้นด้นไปค้นการวิจัยว่ากลไกในการช่วยลดการไอของไวตามินซีอยู่ตรงไหน แต่ผลสรุปของการวิจัยในยุคนั้นพบว่ามันช่วยได้
ส่วนเรื่องแบคทีเรียกับแผลในกระเพาะอาหาร ต้องบอกก่อนว่าในฐานะแพทย์
ความรู้เรื่องแบคทีเรีย Helicobacter pylori ( H.pyroli ) กับการเกิดแผลในกระเพาะอาหารนั้น สรุปได้ว่า H. pyroli เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจริง ถึงกับเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นต้นเหตุใหญ่เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารทุกคนจะต้องเกิดจาก H. pyroli เสมอไป ซึ่งแพทย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เขาทราบดีกันมาหลายปีแล้วครับ ยิ่งแพทย์จบใหม่ๆหมาดๆด้วยแล้ว ความรู้updateมากมาย , ส่วนแพทย์ที่ไม่รู้ก็คงจะเป็นแพทย์เก่าๆ แก่ๆ ที่ไม่updateความรู้ตัวเอง หรือ ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยตรง เช่น แพทย์ที่เลิกอาชีพแพทย์แล้วมาทำธุรกิจ ขายทอง หรือ ขายตรง , อันนี้พูดจริง ไม่ได้เล่นลิ้นให้ขำนะครับ
การรักษาแผลในกระเพาะอาหารในปัจจุบัน จึงนิยมที่จะส่องกล้องเข้าไปดูภายในกระเพาะอาหารกันเลย ถ้าเจอแผลก็จะทำการตัดชิ้นเนื้อมาแล้วทำการตรวจ ถ้าเจอเชื้อก็ให้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาอื่นๆ
แค่นั้นแหละมั๊ง ที่เป็นสาระของเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นสาระเกี่ยวกับจานเบี้ยว vs จานกลม
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- demolisher
- ขาประจำ
- โพสต์: 6654
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
- Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
และนี่อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบคนที่คิดและทำตัวเหมือนกับว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น รู้มากกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่น ฯลฯ ทั้งจากหน้าที่การงาน จากพื้นฐานอาชีพ หรือจากฐานะทางใดก็ตามนักอะครับ
ท่านที่พบเรื่องแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะนั้นเจอมากว่า 10 ปีแล้วนะครับถ้าหากจะมีใครพอทราบ พอดีช่วงนั้นผมถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะแล้วก็ต้องกินยาเคลือบร่ำไป หมอก็โทษเรื่องสุขนิสัยเป็นสำคัญเหมือนกับคนไข้ทั่วไป แต่ผมว่าผมมีสุขนิสัยที่ดีและมีวินัยพอสมควรคนหนึ่งนะ หมอคงคิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกมั้ง ทีนี้พอผมเอาเรื่องแบคทีเรียนี้ไปปรึกษา หึหึ หมอทำหน้าได้ซ่งติงมากๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียง... ยังไงดีล่ะ ...พอดีผมไม่ใช่หมอหรือมีพ่อแม่เป็นหมอมั้ง ประกอบกับไม่นึกฝันมาก่อนว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้จากคนที่มักจะคิดว่าอาชีพตัวเองสูงกว่าคนอื่นแบบนี้อะครับ (เฉพาะหมอบางคนนะ) ก็เลยอึ้งไปเลย 5 5 5 5
หลังจากนั้นผมได้ถามหมออีกหลายคนนะ มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ซึ่งก็แค่ยังไม่รู้หรือยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเฉยๆ ...ไม่ได้พยายามจะบอกว่าเอ็งโง่และมั่วก็ ok แระครับ ที่เทียวถามเพราะอยากได้รับการรักษา "ให้หายขาด" เสียที-เบื่อปวดท้องแล้ว เอาแต่ให้กินยาเคลือบกระเพาะจะหายได้ยังไง
ปรากฏว่าต่อมาท่านที่พบแบคทีเรียนี้ได้ Nobel Prize จากเรื่องแบคทีเรียนี้น่ะ จำได้ว่าได้ร่วมกันสองท่าน เราๆ ที่ปวดท้องจากโรคกระเพาะถึงได้มีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่ามีแบคทีเรียเป็นสาเหตุของโรคหรือเปล่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่แบคทีเรียนะครับแต่เป็นเรื่องของงานวิจัยและเป็นเรื่องของอุปนิสัยของคนครับ
ผมเองจำไม่ได้แล้วว่าไปพบเรื่องแบคทีเรียนี้จาก Journal ที่ไหนและอย่างไร กับไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นตัวเองถึงเชื่อถืองานนั้นขนาดนั้นนะครับ
ส่วนเรื่องวิตามินซี ถ้าบอกว่าการออกกำลังกายช่วยเพิ่มและพัฒนาภูมินี่คงเป็นที่ยอมรับกันโดยปราศจากข้อสงสัย แต่ถ้าบอกว่า "วิตามินซี" ช่วยได้ เอ่อ...ผมอยากเสนอลองให้มีการทดลองกินมากเท่าที่หมอซักคนกล้ารับผิดชอบก็ได้ครับ กินทุกวัน (เพราะคิดว่าร่างกายเราขับทิ้งทั้งวันอยู่แล้วเนาะ) แล้วไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสเป็นหวัดสูง (เช่น ไม่ใช่คนสุขภาพดีแข็งแรงออกกำลังกายอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ และท่ามกลางไวรัสชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหนาแน่นพอ) ผมว่ายังไงเขาก็ต้องเป็นหวัดครับ ถ้าผลเป็นอย่างนั้นแปลว่าวิตามินซีไม่ได้ช่วยอะไร "จริงๆ" เป็นไปได้ไหมครับ เพราะเท่าที่ผมทราบ คนแรกที่อ้างว่าวิตามินซีช่วยเรื่องหวัดได้นั้นเขาแค่สังเกตว่ากอริลล่าไม่เป็นหวัด เพราะกอริลล่ากินผลไม้มาก...เท่านั้นเอง แล้วคนที่สนับสนุนหรือได้ประโยชน์จากเรื่องวิตามินซีเขาก็ไม่เคยอ้างถึงกอริลล่าหรือวิธีการได้มาของงานวิจัยเลยนะครับ คนหลังๆ ก็แค่จำมาใช้เฉยๆ เลยง่ะ
ผมไม่รู้ว่างานวิจัยหลังๆ เกี่ยวกับวิตามินซีจะมีความลำเอียงหรือมีวัตถุประสงค์แอบแฝงขนาดไหนนะครับ แต่... โลกนี้หมดเปลืองวิตามินซีไปเท่าไหร่แล้วครับกับความล้มเหลวในการต่อต้านหวัดน่ะครับ ?
ยังมีเรื่อง cholesterol อีกนะ หมอบางคนโรงพยาบาลบางแห่งก็มั่วมากๆ แล้วเถียงไปก็ไม่ชนะด้วยนะ แถมใครๆ ก็เข้าข้างหรือเชื่อหมอก่อนทั้งนั้น คิดดูสิว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนในอาชีพนั้นพูดอะไรก็ถูกต้องหมดทุกอย่าง ! ถึงส่วนใหญ่จะฉลาดกว่าเราจริงๆ แต่คงไม่ต้องรีบร้อนทึกทักไปเองก่อนก็ได้มั้งว่าพวกเขาทุกคนจะฉลาดกว่าเราเสมอไปน่ะ จิงป่าว ? ...แต่พอแระ ...เหมือนบ่นเรย
และท้ายสุด ผมว่าเกือบทุกอาชีพล้วนต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด แต่แปลกมากมีอาชีพหนึ่งที่... ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ... ผู้ป่วยไม่มีสิทธิเรียกร้อง หรืออาจทำได้แต่ก็จะลำบากหรือมีข้อจำกัดหรือไงนี่แหละ (โชคดีที่ยังไม่เคยเกิดเหตุร้ายๆ กับตัวเองหรือคนใกล้ตัวจึงไม่ค่อยรู้ลึกซึ้งอะไร) ผมดูจากที่ พรบ.อะไรนะที่ยังไงก็ไม่ผ่านเสียทีน่ะครับ มีนัดกันประท้วงแต่งดำให้พรึ่บเลยด้วยนะ กร๊ากกกก หมอดีๆ น่ะมีจำนวนเกิน 99.99% อยู่แล้ว แต่คงไม่ได้หมายความว่าคนไข้ที่เสียหายจากความผิดพลาดบกพร่องจะต้องจนตรอกจากหมอส่วนน้อยมากๆ บางท่านพวกนั้นใช่ไหมครับ อาชีพหมอมีอภิสิทธิที่ตรงไหนและเพราะอะไรครับ ไม่ได้บอกว่ามีไม่ได้นะครับแต่แค่อยากเข้าใจเหตุผลเฉยๆ ครับ เสียดายเหมือนกันที่ไม่เชื่อแม่ที่เขาอยากให้ผมเป็นหมอ ฮือฮือฮือฮือ
ท่านที่พบเรื่องแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะนั้นเจอมากว่า 10 ปีแล้วนะครับถ้าหากจะมีใครพอทราบ พอดีช่วงนั้นผมถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะแล้วก็ต้องกินยาเคลือบร่ำไป หมอก็โทษเรื่องสุขนิสัยเป็นสำคัญเหมือนกับคนไข้ทั่วไป แต่ผมว่าผมมีสุขนิสัยที่ดีและมีวินัยพอสมควรคนหนึ่งนะ หมอคงคิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกมั้ง ทีนี้พอผมเอาเรื่องแบคทีเรียนี้ไปปรึกษา หึหึ หมอทำหน้าได้ซ่งติงมากๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียง... ยังไงดีล่ะ ...พอดีผมไม่ใช่หมอหรือมีพ่อแม่เป็นหมอมั้ง ประกอบกับไม่นึกฝันมาก่อนว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้จากคนที่มักจะคิดว่าอาชีพตัวเองสูงกว่าคนอื่นแบบนี้อะครับ (เฉพาะหมอบางคนนะ) ก็เลยอึ้งไปเลย 5 5 5 5
หลังจากนั้นผมได้ถามหมออีกหลายคนนะ มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ซึ่งก็แค่ยังไม่รู้หรือยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเฉยๆ ...ไม่ได้พยายามจะบอกว่าเอ็งโง่และมั่วก็ ok แระครับ ที่เทียวถามเพราะอยากได้รับการรักษา "ให้หายขาด" เสียที-เบื่อปวดท้องแล้ว เอาแต่ให้กินยาเคลือบกระเพาะจะหายได้ยังไง
ปรากฏว่าต่อมาท่านที่พบแบคทีเรียนี้ได้ Nobel Prize จากเรื่องแบคทีเรียนี้น่ะ จำได้ว่าได้ร่วมกันสองท่าน เราๆ ที่ปวดท้องจากโรคกระเพาะถึงได้มีโอกาสได้รับการวินิจฉัยว่ามีแบคทีเรียเป็นสาเหตุของโรคหรือเปล่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่แบคทีเรียนะครับแต่เป็นเรื่องของงานวิจัยและเป็นเรื่องของอุปนิสัยของคนครับ
ผมเองจำไม่ได้แล้วว่าไปพบเรื่องแบคทีเรียนี้จาก Journal ที่ไหนและอย่างไร กับไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นตัวเองถึงเชื่อถืองานนั้นขนาดนั้นนะครับ
ส่วนเรื่องวิตามินซี ถ้าบอกว่าการออกกำลังกายช่วยเพิ่มและพัฒนาภูมินี่คงเป็นที่ยอมรับกันโดยปราศจากข้อสงสัย แต่ถ้าบอกว่า "วิตามินซี" ช่วยได้ เอ่อ...ผมอยากเสนอลองให้มีการทดลองกินมากเท่าที่หมอซักคนกล้ารับผิดชอบก็ได้ครับ กินทุกวัน (เพราะคิดว่าร่างกายเราขับทิ้งทั้งวันอยู่แล้วเนาะ) แล้วไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสเป็นหวัดสูง (เช่น ไม่ใช่คนสุขภาพดีแข็งแรงออกกำลังกายอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ และท่ามกลางไวรัสชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหนาแน่นพอ) ผมว่ายังไงเขาก็ต้องเป็นหวัดครับ ถ้าผลเป็นอย่างนั้นแปลว่าวิตามินซีไม่ได้ช่วยอะไร "จริงๆ" เป็นไปได้ไหมครับ เพราะเท่าที่ผมทราบ คนแรกที่อ้างว่าวิตามินซีช่วยเรื่องหวัดได้นั้นเขาแค่สังเกตว่ากอริลล่าไม่เป็นหวัด เพราะกอริลล่ากินผลไม้มาก...เท่านั้นเอง แล้วคนที่สนับสนุนหรือได้ประโยชน์จากเรื่องวิตามินซีเขาก็ไม่เคยอ้างถึงกอริลล่าหรือวิธีการได้มาของงานวิจัยเลยนะครับ คนหลังๆ ก็แค่จำมาใช้เฉยๆ เลยง่ะ
ผมไม่รู้ว่างานวิจัยหลังๆ เกี่ยวกับวิตามินซีจะมีความลำเอียงหรือมีวัตถุประสงค์แอบแฝงขนาดไหนนะครับ แต่... โลกนี้หมดเปลืองวิตามินซีไปเท่าไหร่แล้วครับกับความล้มเหลวในการต่อต้านหวัดน่ะครับ ?
ยังมีเรื่อง cholesterol อีกนะ หมอบางคนโรงพยาบาลบางแห่งก็มั่วมากๆ แล้วเถียงไปก็ไม่ชนะด้วยนะ แถมใครๆ ก็เข้าข้างหรือเชื่อหมอก่อนทั้งนั้น คิดดูสิว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนในอาชีพนั้นพูดอะไรก็ถูกต้องหมดทุกอย่าง ! ถึงส่วนใหญ่จะฉลาดกว่าเราจริงๆ แต่คงไม่ต้องรีบร้อนทึกทักไปเองก่อนก็ได้มั้งว่าพวกเขาทุกคนจะฉลาดกว่าเราเสมอไปน่ะ จิงป่าว ? ...แต่พอแระ ...เหมือนบ่นเรย
และท้ายสุด ผมว่าเกือบทุกอาชีพล้วนต้องมีความรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด แต่แปลกมากมีอาชีพหนึ่งที่... ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ... ผู้ป่วยไม่มีสิทธิเรียกร้อง หรืออาจทำได้แต่ก็จะลำบากหรือมีข้อจำกัดหรือไงนี่แหละ (โชคดีที่ยังไม่เคยเกิดเหตุร้ายๆ กับตัวเองหรือคนใกล้ตัวจึงไม่ค่อยรู้ลึกซึ้งอะไร) ผมดูจากที่ พรบ.อะไรนะที่ยังไงก็ไม่ผ่านเสียทีน่ะครับ มีนัดกันประท้วงแต่งดำให้พรึ่บเลยด้วยนะ กร๊ากกกก หมอดีๆ น่ะมีจำนวนเกิน 99.99% อยู่แล้ว แต่คงไม่ได้หมายความว่าคนไข้ที่เสียหายจากความผิดพลาดบกพร่องจะต้องจนตรอกจากหมอส่วนน้อยมากๆ บางท่านพวกนั้นใช่ไหมครับ อาชีพหมอมีอภิสิทธิที่ตรงไหนและเพราะอะไรครับ ไม่ได้บอกว่ามีไม่ได้นะครับแต่แค่อยากเข้าใจเหตุผลเฉยๆ ครับ เสียดายเหมือนกันที่ไม่เชื่อแม่ที่เขาอยากให้ผมเป็นหมอ ฮือฮือฮือฮือ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
คำว่าช่วย หรือ เสริม นั้น ไม่ได้แปลว่า ป้องกันได้ 100 % มันก็เหมือนกับคนที่ออกกำลังกายประจำ แล้วโดนคนเป็นไข้หวัด ไอหรือจามใส่หน้าตรงๆ คิดว่า"รอด"หรือเปล่าหละครับ
คนเราจะติดเชื้อ ( infected ) ได้ ก็เพราะระบบป้องกันตัวเองของเราไม่สามารถเอาชนะเชื้อโรคได้
เชื้อโรคจะชนะเราได้ก็จะขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ
1. จำนวนของเชื้อที่ได้รับ เช่น ถูกหนามแทง สัก 1 จึก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดเชื้อหรือแผลอักเสบกันเสมอ ขึ้นกับว่าที่ปลายหนามนั้นมีเชื้อสะสมกันมากน้อยแค่ไหน
2. ความรุนแรงของเชื้อที่ได้รับ เช่น ไทฟอยด์ เป็นเชื้อที่มี virulent สูงมาก เชื้อเพียงไม่กี่ตัวก็ทำให้ติดเชื้อได้
การติดเชื้อก็เหมือนกับการทำสงครามนั่นแหละครับ ถ้าฝ่ายข้าศึกมีพวกเยอะกว่า แล้วก็เก่งกว่าเราอีก เราก็แพ้ แต่ถ้าสูสีกันก็สู้กันนานนิดหนึ่ง ถ้ากำลังเสริมเราดี เราก็กำหราบมันได้
คน 2 คน , A มีประสิทธิภาพและความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันดีกว่า B , การที่ A จะติดเชื้อตัวเดียวกันกับ B นั้น Aจะต้องได้รับเชื้อในจำนวนที่มากกว่า B หรือ เชื้อตัวเดียวกันที่มีความรุนแรงในการทำให้เกิดโรคได้ในระดับหนึ่ง อาจจะทำให้ B ติดโรค แต่ A อาจจะสามารถต่อสู้แล้วเอาชนะ แล้วไม่แสดงอาการติดโรคได้เช่นกัน
หวัด ในสายตาของชาวโลก มันคือกลุ่มของการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเกิดจากไวรัสได้หลายตัวมาก อาการมีตั้งแต่หนัก เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล อ่อนเปลี้ยเพลียแรง มีเสมหะ หนักกว่านั้นอาจจะพาลติดเชื้อลงไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง , หรืออาจจะเบาๆเพียงแค่ระคายคอ
อาการแสดงจะเป็นมากหรือน้อย จึงขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ เชื้อ และ คน ( ถ้าคนแข็งแรงดี ก็อาจจะแสดงอาการไม่มาก ถึงเป็น ก็อาจจะแสดงอาการอยู่ช่วงสั้นๆ ฟื้นตัวได้เร็ว )
ไวตามินซี ไม่ใช่ vaccine ป้องกันหวัด แต่ก็บอกแล้วว่ามันไป enhance immune system ให้ทำงานได้มากขึ้น ดีขึ้น มันก็คล้ายกับเรื่องของนาย A และ นาย B นั่นแหละครับ
ต่อให้กินประจำทุกวัน โดนคนเป็นหวัดไอหรือจามรดหน้าเต็มๆ ก็ไม่รอดเช่นกัน
แต่คำว่าทางสายกลางนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะคิดกันไว้ด้วย เพราะการกิน vitamin C ขนาดสูง ติดต่อกันนานๆ สามารถทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และ ระคายเคืองทางเดินอาหาร การผลิตVitamin C high dose เช่น 1,000 mg จึงทำออกมาในรูปของเกลือ Ascorbate ซึ่ง ตัดปัญหาการระคายกระเพาะอันเกิดจาก vitamin C ที่อยู่รูปของ Ascorbic acid และเมื่อร่วมกับการดื่มน้ำอย่างเหมาะสม ก็จะลดโอกาสการเกิดนิ่วได้เช่นกัน
**************************************************
เรื่อง พรบ. สุขภาพ ผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะครับ นอกสาระเกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬาชิ้นนี้ ผิดกับเรื่องไวตามิน C ที่สามารถให้ความรู้แก่สมาชิกทุกๆท่านได้
คนเราจะติดเชื้อ ( infected ) ได้ ก็เพราะระบบป้องกันตัวเองของเราไม่สามารถเอาชนะเชื้อโรคได้
เชื้อโรคจะชนะเราได้ก็จะขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ
1. จำนวนของเชื้อที่ได้รับ เช่น ถูกหนามแทง สัก 1 จึก ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดเชื้อหรือแผลอักเสบกันเสมอ ขึ้นกับว่าที่ปลายหนามนั้นมีเชื้อสะสมกันมากน้อยแค่ไหน
2. ความรุนแรงของเชื้อที่ได้รับ เช่น ไทฟอยด์ เป็นเชื้อที่มี virulent สูงมาก เชื้อเพียงไม่กี่ตัวก็ทำให้ติดเชื้อได้
การติดเชื้อก็เหมือนกับการทำสงครามนั่นแหละครับ ถ้าฝ่ายข้าศึกมีพวกเยอะกว่า แล้วก็เก่งกว่าเราอีก เราก็แพ้ แต่ถ้าสูสีกันก็สู้กันนานนิดหนึ่ง ถ้ากำลังเสริมเราดี เราก็กำหราบมันได้
คน 2 คน , A มีประสิทธิภาพและความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันดีกว่า B , การที่ A จะติดเชื้อตัวเดียวกันกับ B นั้น Aจะต้องได้รับเชื้อในจำนวนที่มากกว่า B หรือ เชื้อตัวเดียวกันที่มีความรุนแรงในการทำให้เกิดโรคได้ในระดับหนึ่ง อาจจะทำให้ B ติดโรค แต่ A อาจจะสามารถต่อสู้แล้วเอาชนะ แล้วไม่แสดงอาการติดโรคได้เช่นกัน
หวัด ในสายตาของชาวโลก มันคือกลุ่มของการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเกิดจากไวรัสได้หลายตัวมาก อาการมีตั้งแต่หนัก เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล อ่อนเปลี้ยเพลียแรง มีเสมหะ หนักกว่านั้นอาจจะพาลติดเชื้อลงไปถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง , หรืออาจจะเบาๆเพียงแค่ระคายคอ
อาการแสดงจะเป็นมากหรือน้อย จึงขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ เชื้อ และ คน ( ถ้าคนแข็งแรงดี ก็อาจจะแสดงอาการไม่มาก ถึงเป็น ก็อาจจะแสดงอาการอยู่ช่วงสั้นๆ ฟื้นตัวได้เร็ว )
ไวตามินซี ไม่ใช่ vaccine ป้องกันหวัด แต่ก็บอกแล้วว่ามันไป enhance immune system ให้ทำงานได้มากขึ้น ดีขึ้น มันก็คล้ายกับเรื่องของนาย A และ นาย B นั่นแหละครับ
ต่อให้กินประจำทุกวัน โดนคนเป็นหวัดไอหรือจามรดหน้าเต็มๆ ก็ไม่รอดเช่นกัน
แต่คำว่าทางสายกลางนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะคิดกันไว้ด้วย เพราะการกิน vitamin C ขนาดสูง ติดต่อกันนานๆ สามารถทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และ ระคายเคืองทางเดินอาหาร การผลิตVitamin C high dose เช่น 1,000 mg จึงทำออกมาในรูปของเกลือ Ascorbate ซึ่ง ตัดปัญหาการระคายกระเพาะอันเกิดจาก vitamin C ที่อยู่รูปของ Ascorbic acid และเมื่อร่วมกับการดื่มน้ำอย่างเหมาะสม ก็จะลดโอกาสการเกิดนิ่วได้เช่นกัน
**************************************************
เรื่อง พรบ. สุขภาพ ผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะครับ นอกสาระเกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬาชิ้นนี้ ผิดกับเรื่องไวตามิน C ที่สามารถให้ความรู้แก่สมาชิกทุกๆท่านได้
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- ray
- ขาประจำ
- โพสต์: 294
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:02
- team: bikeloves
- Bike: ฺ็BH กะโหลกกะลา
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ผมชอบกระทู้แบบนี้นะครับ ทำให้มีความเห็นสนับสนุน ความเห็นแย้ง มีเหตุผลให้เพื่อนๆได้เห็นขอดีข้อเสียไม่ว่าจะจริง หรือไม่จริงเราผู้ใช้ก็ได้ประโยชน์ ความก้าวหน้าต้องมีเรื่องความเห็นแย้ง
ผมเองก็ต้องการรู้ว่ามันมีข้อเสียอย่างไร?
มีข้อดีอย่างไร?
คุ้มค่าเงินที่จะจ่ายไหม?
แม่สอนให้คิดก่อนใช้เงิน
แต่เมื่อวานไปสอยมาแระ เพระอ่านกระทู้นี้
"อยากรู้ต้องลอง" classic !!!!!!!
ผมเองก็ต้องการรู้ว่ามันมีข้อเสียอย่างไร?
มีข้อดีอย่างไร?
คุ้มค่าเงินที่จะจ่ายไหม?
แม่สอนให้คิดก่อนใช้เงิน
แต่เมื่อวานไปสอยมาแระ เพระอ่านกระทู้นี้
"อยากรู้ต้องลอง" classic !!!!!!!
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
โฮ่ โฮ่ โฮ่ แบบนี้เดือดร้อนกันเป็นวงกว้างเลย Rayใช้จานเบี้ยวแล้ว

ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- น่องนิ่ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 296
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 พ.ย. 2008, 21:00
- Tel: 0817051288
- team: SoitanHansa
- Bike: Madone
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
โอ้ว!! เย่!! ตามอ่านตั้งแต่หน้าแรก จนถึง ณ บัดนี้ อยากเสนอความเห็นนิดหน่อยครับ ไม่ค่อยเกี่ยวกับจานเบี้ยวนะครับ แต่เห็นพูดถึงการควงขาแบบเนียน ๆ กด-ดึง-ป้าย-ไส
ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าผมเซตรถค่อนข้างลงตัว และวางตำแหน่งคลีตตามคำแนะนำหลาย ๆ สำนัก ให้จุดกึ่งกลางอยู่ตรงกระดูกส่วนนั้นของฝ่าเท้า ก็ขี่มานานเป็นปี ไม่ได้รู้สึกแปลกหรือ ลำบากประการใด แต่มาวันหนึ่งได้อ่านกระทู้การทำ bike fitting ที่คุณ Team-CSC ได้เขียนไว้ จึงได้ลองปรับรถใหม่ดู โดยผมเลื่อนตำแน่งคลีตลงมาทางส้นเท้าประมาณ 7 mm และกดหลักอานลง 1 cm ช่วง 1 อาทิตย์แรกรู้สึกไม่ค่อยชินมากนัก แต่หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ สิ่งที่จับความรู้สึกได้คือ การควงขารู้สึกง่ายกว่าเก่ามาก ทั้งการ "กด-ดึง-ป้าย-ไส"
ทำได้ดีกว่าแต่ก่อนอย่างรู้สึกได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกให้ทำตามนะครับ แต่อยากจะบอกว่าก่อนที่จะฝึกควงลูกบันไดแบบเนียน ๆ อย่างที่กล่าวกัน ลองมองดูที่การเซตรถก่อนครับว่าเซตช่วงรถเหมาะสมกับตัวท่านแ้ล้วหรือยัง
ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าผมเซตรถค่อนข้างลงตัว และวางตำแหน่งคลีตตามคำแนะนำหลาย ๆ สำนัก ให้จุดกึ่งกลางอยู่ตรงกระดูกส่วนนั้นของฝ่าเท้า ก็ขี่มานานเป็นปี ไม่ได้รู้สึกแปลกหรือ ลำบากประการใด แต่มาวันหนึ่งได้อ่านกระทู้การทำ bike fitting ที่คุณ Team-CSC ได้เขียนไว้ จึงได้ลองปรับรถใหม่ดู โดยผมเลื่อนตำแน่งคลีตลงมาทางส้นเท้าประมาณ 7 mm และกดหลักอานลง 1 cm ช่วง 1 อาทิตย์แรกรู้สึกไม่ค่อยชินมากนัก แต่หลังจากผ่านไป 2-3 สัปดาห์ สิ่งที่จับความรู้สึกได้คือ การควงขารู้สึกง่ายกว่าเก่ามาก ทั้งการ "กด-ดึง-ป้าย-ไส"
ทำได้ดีกว่าแต่ก่อนอย่างรู้สึกได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกให้ทำตามนะครับ แต่อยากจะบอกว่าก่อนที่จะฝึกควงลูกบันไดแบบเนียน ๆ อย่างที่กล่าวกัน ลองมองดูที่การเซตรถก่อนครับว่าเซตช่วงรถเหมาะสมกับตัวท่านแ้ล้วหรือยัง
!!! บุกเข้าไป บุกเข้าไป ๆ ๆ บุกเข้าปายยยยย !!!
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
โต้งหลังอนามัย เขียน:ผมให้อีก 0.25 ละกัน ขาดตัวแล้วน่ะ 555ปั่น เขียน:+1.75 ให้กุ๊กครับ วิธีการนำเสนอ ให้คำแนะนำดี และเข้าใจได้ง่ายมาก ยอดๆ
จริงๆพี่แมวแกน่าจะเอาสีทาที่ด้านข้างของหัวเขาบริเวณตำแหน่งที่รับแรงตรงๆ แล้วควงแป๊ะกับกำแพง โอ้ว วิทย์+ศิลป์ เลยน่ะนั้น...
อ๋ออออ เป็นรองเท้าคู่ที่ปั่นแล้วล้มตอนปั่น 60+ ครับ อีกอย่างมันเลอะฝุ่นลู่ดินด้วยครับlop023 เขียน:เห็นภาพเลยครับคุณแมวทอง แต่ว่ารองเท้านี่ไปปั่น Cyclo-cross มาหรอครับ
ปล
คิดถึงป๋าลูครับ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
เงยหน้ามองฟ้า
หยิบจักรยาน ออกปั่น
สัมผัสถึงเม็ดฝนที่กระหน่ำใส่ร่างกาย
เรียกความรู้สึกกลับคืนมาถึงสัมผัสของธรรมชาติ
หยิบจักรยาน ออกปั่น
สัมผัสถึงเม็ดฝนที่กระหน่ำใส่ร่างกาย
เรียกความรู้สึกกลับคืนมาถึงสัมผัสของธรรมชาติ
- ไฟล์แนบ
-
- แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจานเบี้ยวละเนี้ยยยยย
- ภาพ2331.jpg (26.33 KiB) เข้าดูแล้ว 554 ครั้ง
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
-
ก้อย
- ขาประจำ
- โพสต์: 5452
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 22:29
- Tel: 0909094825/0896896722
- team: K-45
- Bike: เสือหมอบtrek madone /mtb ritchey/fix fuji/touring darkrock
- ตำแหน่ง: ทรงกลด สงขกุล 1141ม.7 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ10270
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ขี่แม่บ้านกร่ำน้ำฝนไปกินลาบเป็ด ใส่จานเบี้ยวๆ รู้สึกถึงสัมผัสธรรมชาติของลาบเป็ดแมวทอง เขียน:เงยหน้ามองฟ้า
หยิบจักรยาน ออกปั่น
สัมผัสถึงเม็ดฝนที่กระหน่ำใส่ร่างกาย
เรียกความรู้สึกกลับคืนมาถึงสัมผัสของธรรมชาติ
อยู่ไปone one
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ท่านประธาน ช่างล้ำลึกยิ่งนัก
กินลาบเป็ดให้อร่อยทั้งที
จะใส่จานหรูๆนั่งในกระท่อมก็คงไร้ซึ่งบรรยากาศ
หลังคามุมจากฝนพรำ
มันต้องจานสังกระสีเบี้ยวๆ
ข้าวเหนียวร้อนสักกระติ๊บ
ถึงจะสัมผัสได้ถึงธรรมชาติของลาบเป็ด
กินลาบเป็ดให้อร่อยทั้งที
จะใส่จานหรูๆนั่งในกระท่อมก็คงไร้ซึ่งบรรยากาศ
หลังคามุมจากฝนพรำ
มันต้องจานสังกระสีเบี้ยวๆ
ข้าวเหนียวร้อนสักกระติ๊บ
ถึงจะสัมผัสได้ถึงธรรมชาติของลาบเป็ด
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
-
tossapon56
- ขาประจำ
- โพสต์: 796
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.พ. 2011, 01:08
- Tel: 088-971-8197
- team: CMDF
- Bike: STORCK Vision Light Matt Black
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ไม่รู้เฟ้ย
นั้นมันรูป การเรียงตัวเคลื่อนย้าย UFO กับ ยานแม่ แล้ว
นั้นมันรูป การเรียงตัวเคลื่อนย้าย UFO กับ ยานแม่ แล้ว
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
ไม่จำเป็นต้องเช่ือในสิ่งที่ผมจะอธิบายดังต่อไปนี้ เพราะบางคนมีความสุขในการจะเลือกที่จะไม่เชื่อ
ถ้าไม่เชื่อแล้วมีความสุข ผมก็พร้อมจะมุทิตาให้เสมอ เพราะยินดีในสุขของผู้อื่น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
ต่อไปนี้เป็น ความคิดเห็นส่วนตัว อิงไสยเวทย์นิดๆ อิงวิทยาศาสตร์หน่อย อิงอัตตานิยมน้อยๆ อิงฮาเป็นหลัก
ใครจะได้ประโยชน์จาก Q-ring
ห้ามตอบว่าผู้ผลิต และผู้ขาย เด็ดขาด เพราะไม่เป็นคุณาประโยชน์ต่อสาระ
ก่อนที่จะอ่านต่อ โปรดพิจารณาตัวท่านดังต่อไปนี้
1. ถ้าท่านใส่รองเท้าผ้าใบ ใช้บันไดจักรยานแบบธรรมดา
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> ไม่แตกต่าง
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบเท่าใบจานกลมธรรมดา ? --> ไม่ควรลงทุน
2. ถ้าท่านเพิ่งใช้บันได clipless รู้จักประโยชน์ของclipless ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ทำได้แค่ถีบ คือ ดึงได้ด้วย
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> ไม่แตกต่าง
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ?--> ไม่ควรลงทุน
3. ถ้าท่านเริ่มเข้าใจเรื่องการควงบันได้ รู้ว่า Cycling แตกต่างจาก Hammering หรือ push and pull อย่างไร
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> อาจจะบอกได้ หรือ ไม่ได้ ขึ้นกับ ความบอบบางแห่งสัมผัสประสาท
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? --> อาจจะไม่แตกต่างหรือดีกว่าเพียงเล็กน้อย ไม่ควรลงทุน แต่ฝึกฝนต่อไป
4. ถ้าท่านเข้าใจเรืองการควงบันไดดีพอ เริ่มเสือกไสไล่ป้ายดีขึ้น แต่ยังต้องเตือนสติตัวเองอยู่เป็นระยะๆ
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> บอกได้ถึงความแตกต่างได้ โดยเฉพาะในยามที่มีสติ ที่คอยรำลึกถึงท่่วงท่าในการปั่น
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? -->ประโยชน์ที่ได้ดีกว่าใบจานกลมธรรมดาพอสมควร ส่วนจะลงทุนหรือไม่ แล้วแต่ท่าน ก้ำกึ่งก้ำกลาง แล้วแต่กระเป๋า และกิเลสตัณหา
5. แต่ถ้าท่านควงบันไดเป็นวงกลมได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนไม่ต้องมาคอยพิจารณาว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอแล้ว ควงจน 100 RPM เป็นเรื่องปกติสามัญ รับรู้ถึงจังหวะการออกแรงได้ในทุกๆองศาที่เท้ากระทำกับลูกบันได
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> บอกถึงความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? --> ประโยชน์ที่ได้จะมากกว่าใบจานกลมอย่างมีนัยสำคัญทางไสยศาสตร์ ดังคุณไสยด้านล่างทั้ง 4บทดังต่อไปนี้
คุณไสย บทที่ 1
คิดว่าเราสามารถเทรนให้กล้ามเนื้อทุกๆมัดที่เกี่ยวข้องกับการปั่นจักรยานแข็งแรงได้เท่าๆกันไหม ?
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักๆ ได้แก่ หน้าตัดขวางของกล้ามเนื้อ และจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อ
ถ้าเราถามอับดุลว่า
" อับดุล ……. เราสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ไหม ? "- -> แน่นอน อับดุลจะต้องตอบว่า
"ได้สินายจ๋า"
งั้นถามต่อ
"อับดุล ……. เราสามารถฝึกให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่รู้จบได้หรือไม่ ? "--> ผมเชื่อว่าอับดุลจะตอบว่า
" โอวววว นายจ๋าาาาา นายคาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า "
อับดุลตอบไม่ผิดหรอกครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็มีขีดจำกัดอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เมื่อเราฝึกกล้ามเนื้อไปจนถึงจุดหนึ่ง จนถึงจุดที่มันไม่สามารถออกแรงได้มากกว่านี้อีกแล้ว นั่นก็แปลว่า มันไปถึงขีดจำกัดของมัน
คำถามง่ายๆที่ใครๆก็ตอบได้ว่า ถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กับ กล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้อมๆกัน เราคงจะไม่มีทางทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรงเท่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้
บางคนก็อาจจะคิดแหวกแนวไปอีกว่า งั้นฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างเดียว แล้วไม่ต้องฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปด้วย
อืมมมม คิดได้ดี แต่คงจะไม่มีใครเขาทำกันอย่างแน่นอน เพราะกล่้ามเนื้อมัดใหญ่มีความแข็งแรงโดยชาติกำเนิดของมันอยู่แล้ว ฝีกกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างไรก็คงจะยากที่จะทำให้มันแข็งแรงเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ แล้วการฝึกก็คงจะไม่มีใคร ที่จะงดการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นกล้ามเนื้อมัดหลัก มัดสำคัญ และสามารถออกแรงและรับภาระได้มากที่สุด , เชื่อได้เลยว่า ไม่ควรจะมีใครคิดจะทำอย่างแน่นอน
เรามาดูกันถึงเรื่องการปั่นจักรยานกันหน่อยไหม กล้ามเนื้อมัดหลัก มัดใหญ่ที่ใช้งานหลักๆในการถีบลูกบันไดให้วิ่งลงไปด้านล่าง หรือ พูดง่ายๆก็คือ การย่ำ จะประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ได้แก่
1. กลุ่ม Quadriceps ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลัก 4มัดใหญ่ทางด้านหน้าขาของเรา เมื่อมันหดตัวพร้อมๆกัน มันก็จะทำให้เกิดแรงเหยียดปลายขาในลักษณะถีบออกไป
2. กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณก้น เมื่อมันหดตัว จะทำให้เกิดแรงเหยียดต้นขาออกไป
เมื่อกล้ามเนื้อ 2 กลุ่มนี้ทำงานแบบสามัคคีกัน เราก็จะเกิดแรงถีบได้อย่างมากมาย เห็นไหม เวลาเรากำลังจะหมดแรง แล้วเราลุกยืนย่ำบันไดขึ้นเขา เรี่ยวแรงมันก็เพิ่มพูนขึ้นมาได้ ก็ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของกล้ามเนื้อเหล่านี้แล
ส่วนกล้ามเนื้อมัดหลักๆที่ทำหน้าที่ในการดึงลูกบันไดขึ้น ( เมื่อเราใช้บันไดคลิปเลส( clipless pedals ) มัดหลักๆก็คือ กล้ามเนื้อในกลุ่มหลังขาด้านบน หรือ ที่เรียกกันว่า กลุ่ม Hamstrings ซึ่งก็เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่นกัน
ดังนั้นหากพิจารณาถึงเรื่ยวแรงหลักๆที่ได้ในการดึงและดันนั้น จะเป็นภาระหลักๆของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งสิ้น
แต่การปั่นจักรยานในลักษณะที่เรียกว่า Cycling นั้น จะเป็นการออกแรงกระทำกับลูกบันไดในลักษณะปั่นวนให้เป็นวงกลม ซึ่งนั่นก็คือจะต้องมีแรงกระทำต่อลูกบันไดในทุกๆองศาของรอบการหมุน
การป้าย หรือ การดึงเท้ากลับมาด้านหลัง ( คล้ายกับเหยียบขี้หมา แล้วเราพยายามลากรองเท้าป้ายไปกับพื้นเพื่อเอาขี้หมาออกจากพื้นรองเท้านั่นแหละ )
การไส หรือ การดันเท้าวิ่งไปด้านหน้า ( คล้ายกับเหยียบขี้หมาเหมือนกัน แต่แทนที่จะลากรองเท้ากลับเข้ามา ก็เสือกไสรองเท้าไปข้างหน้า เพื่อจะเช็ดขี้หมาออกไปจากพื้นรองเท้าอีกเช่นกัน )
ทั้งการป้าย และ การไส นั้น จะเป็นการออกแรงเสริมต่อจากการถีบ และการดึง พูดง่ายๆว่า เมื่อเราปั่นจักรยาน ลูกบันไดด้านหนึ่งจะรับแรงกระทำในลักษณะ ถีบ ป้าย ดึง ไส ถึบ ป้าย ดึง ไส ……… วนไล่กันเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อย
พอฝึกไปจนถึงขั้นแตกฉาน ถีบกับป้ายจะกลมเกลียวต่อเนื่อง ป้ายกับดึงก็จะกลมเกลียวต่อเนื่อง ดึงกับไสก็จะกลมเกลียวต่อเนื่อง ไสกับถีบก็จะกลมเกลียวกันต่อเนื่อง กลายเป็นการออกแรงที่ส่งต่อกันได้ทุกๆองศาของรอบการหมุนได้ในที่สุด
แต่!!! ทั้งการป้ายและการไสนั้น เป็นการออกแรงที่ได้มาจากกล้ามเนื้อขามัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อส่วนบริเวณหน้าแข้ง กล้ามเนื้อน่อง รวมไปถึงกล้ามเนื้อบางส่วนของขาด้านบน แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือ มีพละกำลังที่อ่อนด้อยกว่ากล้ามเนื้อหลักๆที่ใช้ในการถีบและดึง แถมกระบวนท่าในการเสือกไส ป้ายถูนั้น ก็ไม่ใช่กระบวนท่าที่จะสามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กๆนั้นสามารถออกแรงได้อย่างสะใจ การหดตัวของมันก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ
ดังนั้น รอบในการปั่นลูกบันได จึงเป็นการไล่แรงจากกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก มัดใหญ่ มัดเล็ก วนเวียนกันจนครบวง
เยิ่นเย้อผ่านไป 1 บท
คุณไสย บทที่ 2
เมื่อการฝึกฝนผ่านไปจนถึงจุดที่ผู้ปั่นสามารถส่งแรงผ่านลูกบันไดเพื่อปั่นขาจานให้หมุนรอบแกนกระโหลกได้อย่างราบรื่น ราบเรียบ ไร้อาการสะดุดดั่งผ้าที่ทอไร้ตะเข็บ นั่นก็แปลว่า ณ เวลานั้น แรงที่กระทำต่อลูกบันไดในแต่ละองศาของรอบการหมุน ควรจะต้องเท่าๆกัน หรือ ใกล้เคียงกัน หรือ นวลเนียน ขา 2ข้างออกแรงเสริมกันได้อย่างลงตัว หมดจด
เป็นไปได้หรือ ที่แรงในแต่ละองศาของรอบการหมุน ที่เกิดจากกล้ามเนื้อมัดเล็กใหญ่ที่แตกต่างกัน มีพื้นฐานของความแข็งแรงที่แตกต่างกัน จะสามารถเกลี่ยแรงได้อย่างเท่าๆกันหรือใกล้เคียงกันได้
ก็ตอบได้ว่า "ทำได้ หรือ ทำได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการ" ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
1. กล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่และมัดเล็ก ยังออกแรงในระดับเบาๆ หรือ กลางๆ หรือ พูดง่ายๆว่า ออกแรงในระดับที่กล้ามเนื้อมัดเล็กสามารถออกแรงได้ และยังมีแรงอยู่ ( ยังไม่ล้า )
2. ผู้ปั่นผ่านการฝึกซ้อมมาจนเกิดความชำนาญ (ข้อนี้ไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้ แต่เพราะมันมีข้อ 1 จึงต้องมีข้อ 2 ไง )
กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ออกแรงในระดับที่ทำให้เกิดแรงกระทำกับลูกบันไดได้เท่าๆกัน หรือ ใกล้เคียงกัน ----> วงรอบการปั่นก็จะราบรื่น ราบเรียบ ไร้อาการสะดุดดั่งผ้าที่ทอไร้ตะเข็บ จะทำได้ดีและต่อเนื่องนั้น ก็ต่อเมื่อเรายังไม่ได้สั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัด รีดแรงทั้งหมดออกมา
เพราะมันก็เหมือนกับเราเอารถยนต์ กับ รถจักรยาน มาวิ่งหน้ากระดานเรียง 1 ด้วยความเร็ว 30 กม.ต่อชม. สั่งให้วิ่งไปเรื่อยๆ ห้ามเร่งไปกว่านี้ เราก็จะเห็นว่าจักรยานก็วิ่งทันรถยนต์
แต่เมื่อเราสั่งให้ทั้งคู่ รีดแรงทั้งหมดเพื่อให้รถกระโจนไปด้านหน้า เมื่อนั้น รถยนต์ก็จะพุ่งทะยานล้ำหน้าจักรยานไปในทันที ต่อให้ป๋าฟาเบียงเป็นคนปั่นจักรยานคันนั้นก็ไม่มีทางที่จะทะยานขึ้นหน้ารถยนต์ที่เหยียบคันเร่งลงไปจนจมมิดได้
นั่นก็คือ เรากำลังสั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัด ทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ รีดกำลังออกมาทั้งหมดเท่าที่มันจะมี ประเคนลงไปใส่ลูกบันไดในทุกรอบองศาของการหมุน โดยไม่ต้องกั๊กอีกต่อไป
ผ้านุ่มเนียนมือผืนนั้น ก็ชักจะเริ่มสัมผัสตะเข็บรอยต่อขึ้นมาได้ไม่ยาก
สงสัยไหมว่า เราควงบันไดด้วยรอบขา 100 รอบอยู่ดีๆ แล้วเกิดคึกสับเกียร์หนักขึ้นแล้วไล่รอบขา100รอบไปอีกทีละเกียร์ ทีละเกียร์ เราจะพบว่าจะถึงจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถควงรอบขาขึ้นไปได้ถึง 100 รอบได้ แต่เราก็ยังสามารถถีบๆดึงๆรถไปได้อยู่อีก แถมความเร็วก็ไม่ได้ตกลงด้วยซ้ำไป ดูเหมือนจะเร็วขึ้นกว่าเกียร์ที่แล้วเสียอีก แต่ออกแรงหนักขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ยังไม่สามารถควงรอบขาขึ้นไปได้อีกเท่าเดิม
เหตุผลหนึ่งก็คือ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เป็นตัวเสริมให้เกิดอาการไสและป้าย มันออกแรงตามกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ถีบใช้ดึงไม่ไหว ทำให้วงรอบการหมุนในช่วงการไสและป้ายสะดุดไป ความเร็วรอบจึงสะดุดตามไปด้วย การจะลากขึ้นไปถึง 100รอบ จึงเป็นไปได้ยากขึ้นนั่นเอง
และยิ่งเมื่อเรายังเข่นกระชากลากถูมันอยู่ กล้ามเนื้อแรงน้อย ก็ย่อมจะหมดแรงไปก่อนกล้ามเนื้อแรงมาก , ดูเวลาแข่งทัวร์ช่วงก่อนจะเข้าเส้นสิครับ นักปั่นบางคน ท่วงท่าในการปั่นจะไม่เท่เหมือนกับตอนออกสตาร์ทเลย เพราะการล้าของกล้ามเนื้อที่ไม่เท่ากันในแต่ละมัด และแรงที่เหลืออยู่ที่มีสำรองในกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่แตกต่างกัน จึงทำให้ลักษณะการออกแรงของพวกเขาดูผิดไปจากเดิม ( ก็รู้ๆกันนะ กล้ามเนื้อมัดที่แข็งแรงกว่า มันก็คือ The last man standing นั่นเอง )
หากเราพิจารณาจานกลมที่เรารู้จักกันดี จานกลมก็เปรียบได้กับคานงัดอันดับที่ 2 มีจุดหมุนอยู่ที่กระโหลก , มีจุดรับแรงกระทำจากเราที่แกนบันได , จุดส่งต่อแรงออกไปจะอยู่ที่ใบจานตรงตำแหน่งยอดเฟืองแรกที่สัมผัสกับโซ่ด้านบน ( แนวเส้นตั้งฉากบริเวณที่โซ่แรกสัมผัสกับจาน ไปยัง แกนกระโหลก , หรือ จุดที่เป็นตำแหน่งในการลากโซ่ ) อัตราส่วนของการผ่อนแรงจะมีค่าคงที่ เท่ากับ ความยาวขาจาน หาร แนวเส้นตั้งฉากบริเวณที่โซ่แรกสัมผัสกับจาน ไปยัง แกนกระโหลก หรือ รัศมีของใบจานนั่นเอง
ดังนั้นไม่ว่าขาจานจะหมุนไปอยู่ที่องศาใดของรอบการหมุน อัตราส่วนของการผ่อนแรงก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คุณไสย บทที่ 3
Put the right man on the right job เลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
"เมื่อใช้จานกลม เราจะพบว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่จะออกแรงนิดเดียว แต่กล้ามเนื้อมัดเล็กกลับต้องออกแรงมาก ( น้อย หรือ มาก เป็น การสัมพัทธ์ กับ ขีดความสามารถสูงสุดในการออกแรงของกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ) แล้วทำไมเราไม่ออกแบบใบจานที่เปลี่ยนแปลงรัศมีไปตามรอบองศาของการหมุน เพื่อเปลี่ยนอัตราผ่อนแรงให้เหมาะสมกับกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแตกต่างกันหละ " <--------- ผมว่านี่คือ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคิดของคนที่เริ่มพัฒนาใบจานเบี้ยว เพราะเท่าที่ผมจำได้ว่า ผู้ที่คิดพัฒนาใบเบี้ยวนี้ ตะแกต้องปั่นจักรยานขึ้นลงทางชันอยู่เป็นประจำ
เมื่อเราเอาจานเบี้ยวขนาด 50T มาวางเทียบกับจานกลม 50T ด้วยกัน จะพบว่า รัศมีที่มากที่สุดของจานเบี้ยวจะมีค่ามากกว่ารัศมีของจานกลม และรัศมีที่น้อยที่สุดของจานเบี้ยวก็ยังมีค่าน้อยกว่ารัศมีของจานกลมอีกเช่นกัน
ถ้าออกแบบการวางจานเบี้ยว ให้จานเบี้ยวมีรัศมีมากที่สุดในช่วงที่กำลังใช้กล้ามเนื้อมัดหลักในการถีบและดึง และให้จานเบี้ยวมีรัศมีน้อยที่สุดในช่วงที่กำลังใช้กล้ามเนื้อมัดเสริมในการไสและป้าย
ผลที่ได้ก็คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่สามารถออกแรงได้มากขึ้น และกล้ามเนื้อมัดเสริมออกแรงลดลง ซึ่งหากคิดสัมพัทธ์กับขีดความสามารถสูงสุดในการออกแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดแล้ว --- > การออกแบบในลักษณะนี้ก็อาจจะทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมด ออกแรงในเปอร์เซนต์ของความสัมพัทธ์ได้ใกล้เคียงกันมากขึ้นกว่าจานกลม
คุณไสย บทที่ 4
โอม มะลึกกึกกึ๋ย ข้าไม่สนใจหรอก เพราะข้าจะฝึกให้กล้ามเนื้อมัดเสริมของข้าแข็งแรงขึ้นมากกว่านี้อีกให้จนได้ เพราะขืนข้าฝึกด้วยจานเบี้ยวแล้ว กล้ามเนื้อมัดเสริมของข้าจะไม่พัฒนาขึ้นอีก
ด้วยภายใต้รูปลักษณ์แห่งนรชาติ ท่านไม่มีทางที่จะฝึกให้กล้ามเนื้อมัดเสริมของท่าน ให้มีความแข็งแกร่งขึ้นไปเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้หรอก
ถึงแม้ว่าท่านจะสามารถฝึกใช้แขนให้เดินต่างขาได้ แต่ท่านจะไม่มีทางเลยที่จะกระโดดด้วยแขน ให้สูงได้ทัดเทียมกับการกระโดดด้วยขา
เฉกเช่นเดียวกัน ฉันใดฉันนั้น แต่มิใช่ฉันและเธอ
ในอีกมุมที่มองได้แตกต่างกันออกไปนั้น การฝึกด้วยจานเบี้ยว กลับทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเสริม พัฒนาความแข็งแรงขึ้นไปเทียบคู่เคียงกันในลักษณะของการออกแรงในลักษณะสัมพัทธ์กับขีดจำกัดสูงสุดของมันเอง และภายใต้สภาวะที่หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม กล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่มก็จะยังถูกรีดความสามารถออกมาได้อย่างกลมกลืน ไม่สะดุดให้เห็น และในมุมมองแบบจานเบี้ยวนั้น กล้ามเนื้อมัดหลักจะได้รับการพัฒนามากกว่าการใช้จานกลมเสียด้วยซ้ำไป
ดังconcept ของการเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
เมื่อมองอีกมุมหนี่ง หากต้องการจะเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเสริมขึ้นไปอีก แล้วถ่วงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้พัฒนาช้าลง ด้วยการใส่ใบจานกลมกลับคืนไป ดังที่ซือเฮียแมวทองกล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้น เมื่อฝึกไปสักพัก แล้วกลับมาใช้จานเบี้ยว ก็ย่อมจะทำให้สามารถสัมผัสความแตกต่างอันเกิดจากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อมัดเสริมที่เพิ่มขึ้นมาอีกได้อย่างแน่นอน
แต่ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้แห่งรูปลักษณ์นรชาติ มนุษย์จึงยังมีข้อจำกัดของความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่หน้าตัดและจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้ออยู่ดังเดิม
จึงย่อมไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเสริมทั้งหลายที่มีเพียงไม่กี่มัด ให้มามีความแข็งแรงเทีียบเท่ากล้ามเนื้อมัดหลัก อันเป็นมัดใหญ่ๆหลายๆมัดได้อย่างแน่นอน
และย่อมไม่มีทางที่กล้ามเนื้อมัดหลักๆจะหมดแรงสิ้นสภาพไปก่อนกล้ามเนื้อเสริมเพียงไม่กี่มัดอย่างแน่นอน
ใบจานเบี้ยวจึงจะยังประโยชน์ให้แก่เฉพาะผู้ที่รู้จักการใช้กล้ามเนื้อมัดเสริมเท่านั้น หากรู้จักเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็จงอย่าสุ่มเสี่ยงทดลองด้วยตนเองเลย เกรงว่าจักต้องขายมันเข้าสู่ตลาดมือสองอย่างแน่นอน
โดนคุณไสยไปแล้ว 4บท หากจะแก้คุณไสยนี้ ก็จงรีบนำเงินที่มีทั้งหมดไปส่งให้ภรรยาเก็บรักษาไว้โดยดี ส่วนผู้ที่ยังมิมีภรรยา หรือเป็นใหญ่เหนือภริยา(อันยากจะพึงพบในหมู่บุรุษที่มิอยากทะเลาะกับนารี) ให้พึงเอาเงินดังกล่าวไปซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(RMF)เสียเถิด อย่างน้อยก็ผ่อนเบาภาระภาษีของท่าน แถมยังถอนออกมาไม่ได้จนกว่าจะอายุ 55ปี
อย่าลืม ถ้าท่านยังควงบันไดไม่เป็นที่แจ้งประจักษ์ ตราบนั้นจานเบี้ยวก็จะยังมิแจ้งประโยชน์อันใดให้แก่ท่านเลย
ถ้าไม่เชื่อแล้วมีความสุข ผมก็พร้อมจะมุทิตาให้เสมอ เพราะยินดีในสุขของผู้อื่น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
ต่อไปนี้เป็น ความคิดเห็นส่วนตัว อิงไสยเวทย์นิดๆ อิงวิทยาศาสตร์หน่อย อิงอัตตานิยมน้อยๆ อิงฮาเป็นหลัก
ใครจะได้ประโยชน์จาก Q-ring
ห้ามตอบว่าผู้ผลิต และผู้ขาย เด็ดขาด เพราะไม่เป็นคุณาประโยชน์ต่อสาระ
ก่อนที่จะอ่านต่อ โปรดพิจารณาตัวท่านดังต่อไปนี้
1. ถ้าท่านใส่รองเท้าผ้าใบ ใช้บันไดจักรยานแบบธรรมดา
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> ไม่แตกต่าง
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบเท่าใบจานกลมธรรมดา ? --> ไม่ควรลงทุน
2. ถ้าท่านเพิ่งใช้บันได clipless รู้จักประโยชน์ของclipless ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ทำได้แค่ถีบ คือ ดึงได้ด้วย
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> ไม่แตกต่าง
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ?--> ไม่ควรลงทุน
3. ถ้าท่านเริ่มเข้าใจเรื่องการควงบันได้ รู้ว่า Cycling แตกต่างจาก Hammering หรือ push and pull อย่างไร
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> อาจจะบอกได้ หรือ ไม่ได้ ขึ้นกับ ความบอบบางแห่งสัมผัสประสาท
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? --> อาจจะไม่แตกต่างหรือดีกว่าเพียงเล็กน้อย ไม่ควรลงทุน แต่ฝึกฝนต่อไป
4. ถ้าท่านเข้าใจเรืองการควงบันไดดีพอ เริ่มเสือกไสไล่ป้ายดีขึ้น แต่ยังต้องเตือนสติตัวเองอยู่เป็นระยะๆ
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> บอกได้ถึงความแตกต่างได้ โดยเฉพาะในยามที่มีสติ ที่คอยรำลึกถึงท่่วงท่าในการปั่น
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? -->ประโยชน์ที่ได้ดีกว่าใบจานกลมธรรมดาพอสมควร ส่วนจะลงทุนหรือไม่ แล้วแต่ท่าน ก้ำกึ่งก้ำกลาง แล้วแต่กระเป๋า และกิเลสตัณหา
5. แต่ถ้าท่านควงบันไดเป็นวงกลมได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนไม่ต้องมาคอยพิจารณาว่าซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอแล้ว ควงจน 100 RPM เป็นเรื่องปกติสามัญ รับรู้ถึงจังหวะการออกแรงได้ในทุกๆองศาที่เท้ากระทำกับลูกบันได
* * * รสสัมผัสที่แตกต่างไปจากใบกลมธรรมดา ? --> บอกถึงความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ
* * * ประโยชน์ที่ได้เทียบกับใบจานกลมธรรมดา ? --> ประโยชน์ที่ได้จะมากกว่าใบจานกลมอย่างมีนัยสำคัญทางไสยศาสตร์ ดังคุณไสยด้านล่างทั้ง 4บทดังต่อไปนี้
คุณไสย บทที่ 1
คิดว่าเราสามารถเทรนให้กล้ามเนื้อทุกๆมัดที่เกี่ยวข้องกับการปั่นจักรยานแข็งแรงได้เท่าๆกันไหม ?
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักๆ ได้แก่ หน้าตัดขวางของกล้ามเนื้อ และจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้อ
ถ้าเราถามอับดุลว่า
" อับดุล ……. เราสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ไหม ? "- -> แน่นอน อับดุลจะต้องตอบว่า
"ได้สินายจ๋า"
งั้นถามต่อ
"อับดุล ……. เราสามารถฝึกให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่รู้จบได้หรือไม่ ? "--> ผมเชื่อว่าอับดุลจะตอบว่า
" โอวววว นายจ๋าาาาา นายคาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า "
อับดุลตอบไม่ผิดหรอกครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็มีขีดจำกัดอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว เมื่อเราฝึกกล้ามเนื้อไปจนถึงจุดหนึ่ง จนถึงจุดที่มันไม่สามารถออกแรงได้มากกว่านี้อีกแล้ว นั่นก็แปลว่า มันไปถึงขีดจำกัดของมัน
คำถามง่ายๆที่ใครๆก็ตอบได้ว่า ถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ กับ กล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้อมๆกัน เราคงจะไม่มีทางทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรงเท่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้
บางคนก็อาจจะคิดแหวกแนวไปอีกว่า งั้นฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างเดียว แล้วไม่ต้องฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปด้วย
อืมมมม คิดได้ดี แต่คงจะไม่มีใครเขาทำกันอย่างแน่นอน เพราะกล่้ามเนื้อมัดใหญ่มีความแข็งแรงโดยชาติกำเนิดของมันอยู่แล้ว ฝีกกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างไรก็คงจะยากที่จะทำให้มันแข็งแรงเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ แล้วการฝึกก็คงจะไม่มีใคร ที่จะงดการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างแน่นอน เพราะมันเป็นกล้ามเนื้อมัดหลัก มัดสำคัญ และสามารถออกแรงและรับภาระได้มากที่สุด , เชื่อได้เลยว่า ไม่ควรจะมีใครคิดจะทำอย่างแน่นอน
เรามาดูกันถึงเรื่องการปั่นจักรยานกันหน่อยไหม กล้ามเนื้อมัดหลัก มัดใหญ่ที่ใช้งานหลักๆในการถีบลูกบันไดให้วิ่งลงไปด้านล่าง หรือ พูดง่ายๆก็คือ การย่ำ จะประกอบด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ ได้แก่
1. กลุ่ม Quadriceps ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลัก 4มัดใหญ่ทางด้านหน้าขาของเรา เมื่อมันหดตัวพร้อมๆกัน มันก็จะทำให้เกิดแรงเหยียดปลายขาในลักษณะถีบออกไป
2. กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณก้น เมื่อมันหดตัว จะทำให้เกิดแรงเหยียดต้นขาออกไป
เมื่อกล้ามเนื้อ 2 กลุ่มนี้ทำงานแบบสามัคคีกัน เราก็จะเกิดแรงถีบได้อย่างมากมาย เห็นไหม เวลาเรากำลังจะหมดแรง แล้วเราลุกยืนย่ำบันไดขึ้นเขา เรี่ยวแรงมันก็เพิ่มพูนขึ้นมาได้ ก็ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของกล้ามเนื้อเหล่านี้แล
ส่วนกล้ามเนื้อมัดหลักๆที่ทำหน้าที่ในการดึงลูกบันไดขึ้น ( เมื่อเราใช้บันไดคลิปเลส( clipless pedals ) มัดหลักๆก็คือ กล้ามเนื้อในกลุ่มหลังขาด้านบน หรือ ที่เรียกกันว่า กลุ่ม Hamstrings ซึ่งก็เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่เช่นกัน
ดังนั้นหากพิจารณาถึงเรื่ยวแรงหลักๆที่ได้ในการดึงและดันนั้น จะเป็นภาระหลักๆของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้งสิ้น
แต่การปั่นจักรยานในลักษณะที่เรียกว่า Cycling นั้น จะเป็นการออกแรงกระทำกับลูกบันไดในลักษณะปั่นวนให้เป็นวงกลม ซึ่งนั่นก็คือจะต้องมีแรงกระทำต่อลูกบันไดในทุกๆองศาของรอบการหมุน
การป้าย หรือ การดึงเท้ากลับมาด้านหลัง ( คล้ายกับเหยียบขี้หมา แล้วเราพยายามลากรองเท้าป้ายไปกับพื้นเพื่อเอาขี้หมาออกจากพื้นรองเท้านั่นแหละ )
การไส หรือ การดันเท้าวิ่งไปด้านหน้า ( คล้ายกับเหยียบขี้หมาเหมือนกัน แต่แทนที่จะลากรองเท้ากลับเข้ามา ก็เสือกไสรองเท้าไปข้างหน้า เพื่อจะเช็ดขี้หมาออกไปจากพื้นรองเท้าอีกเช่นกัน )
ทั้งการป้าย และ การไส นั้น จะเป็นการออกแรงเสริมต่อจากการถีบ และการดึง พูดง่ายๆว่า เมื่อเราปั่นจักรยาน ลูกบันไดด้านหนึ่งจะรับแรงกระทำในลักษณะ ถีบ ป้าย ดึง ไส ถึบ ป้าย ดึง ไส ……… วนไล่กันเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อย
พอฝึกไปจนถึงขั้นแตกฉาน ถีบกับป้ายจะกลมเกลียวต่อเนื่อง ป้ายกับดึงก็จะกลมเกลียวต่อเนื่อง ดึงกับไสก็จะกลมเกลียวต่อเนื่อง ไสกับถีบก็จะกลมเกลียวกันต่อเนื่อง กลายเป็นการออกแรงที่ส่งต่อกันได้ทุกๆองศาของรอบการหมุนได้ในที่สุด
แต่!!! ทั้งการป้ายและการไสนั้น เป็นการออกแรงที่ได้มาจากกล้ามเนื้อขามัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อส่วนบริเวณหน้าแข้ง กล้ามเนื้อน่อง รวมไปถึงกล้ามเนื้อบางส่วนของขาด้านบน แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือ มีพละกำลังที่อ่อนด้อยกว่ากล้ามเนื้อหลักๆที่ใช้ในการถีบและดึง แถมกระบวนท่าในการเสือกไส ป้ายถูนั้น ก็ไม่ใช่กระบวนท่าที่จะสามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กๆนั้นสามารถออกแรงได้อย่างสะใจ การหดตัวของมันก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ
ดังนั้น รอบในการปั่นลูกบันได จึงเป็นการไล่แรงจากกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก มัดใหญ่ มัดเล็ก วนเวียนกันจนครบวง
เยิ่นเย้อผ่านไป 1 บท
คุณไสย บทที่ 2
เมื่อการฝึกฝนผ่านไปจนถึงจุดที่ผู้ปั่นสามารถส่งแรงผ่านลูกบันไดเพื่อปั่นขาจานให้หมุนรอบแกนกระโหลกได้อย่างราบรื่น ราบเรียบ ไร้อาการสะดุดดั่งผ้าที่ทอไร้ตะเข็บ นั่นก็แปลว่า ณ เวลานั้น แรงที่กระทำต่อลูกบันไดในแต่ละองศาของรอบการหมุน ควรจะต้องเท่าๆกัน หรือ ใกล้เคียงกัน หรือ นวลเนียน ขา 2ข้างออกแรงเสริมกันได้อย่างลงตัว หมดจด
เป็นไปได้หรือ ที่แรงในแต่ละองศาของรอบการหมุน ที่เกิดจากกล้ามเนื้อมัดเล็กใหญ่ที่แตกต่างกัน มีพื้นฐานของความแข็งแรงที่แตกต่างกัน จะสามารถเกลี่ยแรงได้อย่างเท่าๆกันหรือใกล้เคียงกันได้
ก็ตอบได้ว่า "ทำได้ หรือ ทำได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการ" ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
1. กล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่และมัดเล็ก ยังออกแรงในระดับเบาๆ หรือ กลางๆ หรือ พูดง่ายๆว่า ออกแรงในระดับที่กล้ามเนื้อมัดเล็กสามารถออกแรงได้ และยังมีแรงอยู่ ( ยังไม่ล้า )
2. ผู้ปั่นผ่านการฝึกซ้อมมาจนเกิดความชำนาญ (ข้อนี้ไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้ แต่เพราะมันมีข้อ 1 จึงต้องมีข้อ 2 ไง )
กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ออกแรงในระดับที่ทำให้เกิดแรงกระทำกับลูกบันไดได้เท่าๆกัน หรือ ใกล้เคียงกัน ----> วงรอบการปั่นก็จะราบรื่น ราบเรียบ ไร้อาการสะดุดดั่งผ้าที่ทอไร้ตะเข็บ จะทำได้ดีและต่อเนื่องนั้น ก็ต่อเมื่อเรายังไม่ได้สั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัด รีดแรงทั้งหมดออกมา
เพราะมันก็เหมือนกับเราเอารถยนต์ กับ รถจักรยาน มาวิ่งหน้ากระดานเรียง 1 ด้วยความเร็ว 30 กม.ต่อชม. สั่งให้วิ่งไปเรื่อยๆ ห้ามเร่งไปกว่านี้ เราก็จะเห็นว่าจักรยานก็วิ่งทันรถยนต์
แต่เมื่อเราสั่งให้ทั้งคู่ รีดแรงทั้งหมดเพื่อให้รถกระโจนไปด้านหน้า เมื่อนั้น รถยนต์ก็จะพุ่งทะยานล้ำหน้าจักรยานไปในทันที ต่อให้ป๋าฟาเบียงเป็นคนปั่นจักรยานคันนั้นก็ไม่มีทางที่จะทะยานขึ้นหน้ารถยนต์ที่เหยียบคันเร่งลงไปจนจมมิดได้
นั่นก็คือ เรากำลังสั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัด ทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ รีดกำลังออกมาทั้งหมดเท่าที่มันจะมี ประเคนลงไปใส่ลูกบันไดในทุกรอบองศาของการหมุน โดยไม่ต้องกั๊กอีกต่อไป
ผ้านุ่มเนียนมือผืนนั้น ก็ชักจะเริ่มสัมผัสตะเข็บรอยต่อขึ้นมาได้ไม่ยาก
สงสัยไหมว่า เราควงบันไดด้วยรอบขา 100 รอบอยู่ดีๆ แล้วเกิดคึกสับเกียร์หนักขึ้นแล้วไล่รอบขา100รอบไปอีกทีละเกียร์ ทีละเกียร์ เราจะพบว่าจะถึงจุดหนึ่งที่เราไม่สามารถควงรอบขาขึ้นไปได้ถึง 100 รอบได้ แต่เราก็ยังสามารถถีบๆดึงๆรถไปได้อยู่อีก แถมความเร็วก็ไม่ได้ตกลงด้วยซ้ำไป ดูเหมือนจะเร็วขึ้นกว่าเกียร์ที่แล้วเสียอีก แต่ออกแรงหนักขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ยังไม่สามารถควงรอบขาขึ้นไปได้อีกเท่าเดิม
เหตุผลหนึ่งก็คือ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เป็นตัวเสริมให้เกิดอาการไสและป้าย มันออกแรงตามกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ถีบใช้ดึงไม่ไหว ทำให้วงรอบการหมุนในช่วงการไสและป้ายสะดุดไป ความเร็วรอบจึงสะดุดตามไปด้วย การจะลากขึ้นไปถึง 100รอบ จึงเป็นไปได้ยากขึ้นนั่นเอง
และยิ่งเมื่อเรายังเข่นกระชากลากถูมันอยู่ กล้ามเนื้อแรงน้อย ก็ย่อมจะหมดแรงไปก่อนกล้ามเนื้อแรงมาก , ดูเวลาแข่งทัวร์ช่วงก่อนจะเข้าเส้นสิครับ นักปั่นบางคน ท่วงท่าในการปั่นจะไม่เท่เหมือนกับตอนออกสตาร์ทเลย เพราะการล้าของกล้ามเนื้อที่ไม่เท่ากันในแต่ละมัด และแรงที่เหลืออยู่ที่มีสำรองในกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่แตกต่างกัน จึงทำให้ลักษณะการออกแรงของพวกเขาดูผิดไปจากเดิม ( ก็รู้ๆกันนะ กล้ามเนื้อมัดที่แข็งแรงกว่า มันก็คือ The last man standing นั่นเอง )
หากเราพิจารณาจานกลมที่เรารู้จักกันดี จานกลมก็เปรียบได้กับคานงัดอันดับที่ 2 มีจุดหมุนอยู่ที่กระโหลก , มีจุดรับแรงกระทำจากเราที่แกนบันได , จุดส่งต่อแรงออกไปจะอยู่ที่ใบจานตรงตำแหน่งยอดเฟืองแรกที่สัมผัสกับโซ่ด้านบน ( แนวเส้นตั้งฉากบริเวณที่โซ่แรกสัมผัสกับจาน ไปยัง แกนกระโหลก , หรือ จุดที่เป็นตำแหน่งในการลากโซ่ ) อัตราส่วนของการผ่อนแรงจะมีค่าคงที่ เท่ากับ ความยาวขาจาน หาร แนวเส้นตั้งฉากบริเวณที่โซ่แรกสัมผัสกับจาน ไปยัง แกนกระโหลก หรือ รัศมีของใบจานนั่นเอง
ดังนั้นไม่ว่าขาจานจะหมุนไปอยู่ที่องศาใดของรอบการหมุน อัตราส่วนของการผ่อนแรงก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คุณไสย บทที่ 3
Put the right man on the right job เลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
"เมื่อใช้จานกลม เราจะพบว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่จะออกแรงนิดเดียว แต่กล้ามเนื้อมัดเล็กกลับต้องออกแรงมาก ( น้อย หรือ มาก เป็น การสัมพัทธ์ กับ ขีดความสามารถสูงสุดในการออกแรงของกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ) แล้วทำไมเราไม่ออกแบบใบจานที่เปลี่ยนแปลงรัศมีไปตามรอบองศาของการหมุน เพื่อเปลี่ยนอัตราผ่อนแรงให้เหมาะสมกับกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแตกต่างกันหละ " <--------- ผมว่านี่คือ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวคิดของคนที่เริ่มพัฒนาใบจานเบี้ยว เพราะเท่าที่ผมจำได้ว่า ผู้ที่คิดพัฒนาใบเบี้ยวนี้ ตะแกต้องปั่นจักรยานขึ้นลงทางชันอยู่เป็นประจำ
เมื่อเราเอาจานเบี้ยวขนาด 50T มาวางเทียบกับจานกลม 50T ด้วยกัน จะพบว่า รัศมีที่มากที่สุดของจานเบี้ยวจะมีค่ามากกว่ารัศมีของจานกลม และรัศมีที่น้อยที่สุดของจานเบี้ยวก็ยังมีค่าน้อยกว่ารัศมีของจานกลมอีกเช่นกัน
ถ้าออกแบบการวางจานเบี้ยว ให้จานเบี้ยวมีรัศมีมากที่สุดในช่วงที่กำลังใช้กล้ามเนื้อมัดหลักในการถีบและดึง และให้จานเบี้ยวมีรัศมีน้อยที่สุดในช่วงที่กำลังใช้กล้ามเนื้อมัดเสริมในการไสและป้าย
ผลที่ได้ก็คือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่สามารถออกแรงได้มากขึ้น และกล้ามเนื้อมัดเสริมออกแรงลดลง ซึ่งหากคิดสัมพัทธ์กับขีดความสามารถสูงสุดในการออกแรงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดแล้ว --- > การออกแบบในลักษณะนี้ก็อาจจะทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมด ออกแรงในเปอร์เซนต์ของความสัมพัทธ์ได้ใกล้เคียงกันมากขึ้นกว่าจานกลม
คุณไสย บทที่ 4
โอม มะลึกกึกกึ๋ย ข้าไม่สนใจหรอก เพราะข้าจะฝึกให้กล้ามเนื้อมัดเสริมของข้าแข็งแรงขึ้นมากกว่านี้อีกให้จนได้ เพราะขืนข้าฝึกด้วยจานเบี้ยวแล้ว กล้ามเนื้อมัดเสริมของข้าจะไม่พัฒนาขึ้นอีก
ด้วยภายใต้รูปลักษณ์แห่งนรชาติ ท่านไม่มีทางที่จะฝึกให้กล้ามเนื้อมัดเสริมของท่าน ให้มีความแข็งแกร่งขึ้นไปเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้หรอก
ถึงแม้ว่าท่านจะสามารถฝึกใช้แขนให้เดินต่างขาได้ แต่ท่านจะไม่มีทางเลยที่จะกระโดดด้วยแขน ให้สูงได้ทัดเทียมกับการกระโดดด้วยขา
เฉกเช่นเดียวกัน ฉันใดฉันนั้น แต่มิใช่ฉันและเธอ
ในอีกมุมที่มองได้แตกต่างกันออกไปนั้น การฝึกด้วยจานเบี้ยว กลับทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเสริม พัฒนาความแข็งแรงขึ้นไปเทียบคู่เคียงกันในลักษณะของการออกแรงในลักษณะสัมพัทธ์กับขีดจำกัดสูงสุดของมันเอง และภายใต้สภาวะที่หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม กล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่มก็จะยังถูกรีดความสามารถออกมาได้อย่างกลมกลืน ไม่สะดุดให้เห็น และในมุมมองแบบจานเบี้ยวนั้น กล้ามเนื้อมัดหลักจะได้รับการพัฒนามากกว่าการใช้จานกลมเสียด้วยซ้ำไป
ดังconcept ของการเลือกคนที่เหมาะสมกับงาน
เมื่อมองอีกมุมหนี่ง หากต้องการจะเน้นพัฒนากล้ามเนื้อมัดเสริมขึ้นไปอีก แล้วถ่วงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้พัฒนาช้าลง ด้วยการใส่ใบจานกลมกลับคืนไป ดังที่ซือเฮียแมวทองกล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้น เมื่อฝึกไปสักพัก แล้วกลับมาใช้จานเบี้ยว ก็ย่อมจะทำให้สามารถสัมผัสความแตกต่างอันเกิดจากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อมัดเสริมที่เพิ่มขึ้นมาอีกได้อย่างแน่นอน
แต่ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้แห่งรูปลักษณ์นรชาติ มนุษย์จึงยังมีข้อจำกัดของความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่หน้าตัดและจำนวนเส้นใยกล้ามเนื้ออยู่ดังเดิม
จึงย่อมไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเสริมทั้งหลายที่มีเพียงไม่กี่มัด ให้มามีความแข็งแรงเทีียบเท่ากล้ามเนื้อมัดหลัก อันเป็นมัดใหญ่ๆหลายๆมัดได้อย่างแน่นอน
และย่อมไม่มีทางที่กล้ามเนื้อมัดหลักๆจะหมดแรงสิ้นสภาพไปก่อนกล้ามเนื้อเสริมเพียงไม่กี่มัดอย่างแน่นอน
ใบจานเบี้ยวจึงจะยังประโยชน์ให้แก่เฉพาะผู้ที่รู้จักการใช้กล้ามเนื้อมัดเสริมเท่านั้น หากรู้จักเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ก็จงอย่าสุ่มเสี่ยงทดลองด้วยตนเองเลย เกรงว่าจักต้องขายมันเข้าสู่ตลาดมือสองอย่างแน่นอน
โดนคุณไสยไปแล้ว 4บท หากจะแก้คุณไสยนี้ ก็จงรีบนำเงินที่มีทั้งหมดไปส่งให้ภรรยาเก็บรักษาไว้โดยดี ส่วนผู้ที่ยังมิมีภรรยา หรือเป็นใหญ่เหนือภริยา(อันยากจะพึงพบในหมู่บุรุษที่มิอยากทะเลาะกับนารี) ให้พึงเอาเงินดังกล่าวไปซื้อกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(RMF)เสียเถิด อย่างน้อยก็ผ่อนเบาภาระภาษีของท่าน แถมยังถอนออกมาไม่ได้จนกว่าจะอายุ 55ปี
อย่าลืม ถ้าท่านยังควงบันไดไม่เป็นที่แจ้งประจักษ์ ตราบนั้นจานเบี้ยวก็จะยังมิแจ้งประโยชน์อันใดให้แก่ท่านเลย
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 07 เม.ย. 2012, 20:31, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
อืมมมมม ตอนนี้ขาจาน BB30 ที่ใส่ไป มันมีเสียงดังแปลกๆน่ารำคาญแล้ว ปั่นบนเทรนเนอร์นี่ ได้ยินเสียงชัดดีจังเลย ไม่รู้ว่าข้างที่พี่ใส่ลูกปืน ดันเผลอออกแรงอัดมันแน่นไปดันแหวนตัวซีให้มันโย้ไปหรือเปล่านะ ฮ่า ฮ่าแมวทอง เขียน:
ปล
คิดถึงป๋าลูครับ
สงสัยต้องเอาไปปั่นไม่โศก โหดๆเขย่าๆ ซักหลายๆทีให้มันเงียบไปเองเหมือนที่กุ๊กทำก้ได้ครับครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
ลมรำเพย
- ขาประจำ
- โพสต์: 3382
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ก.ย. 2011, 21:18
- ติดต่อ:
Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING
อย่าลืม ถ้าท่านยังควงบันไดไม่เป็นที่แจ้งประจักษ์ ตราบนั้นจานเบี้ยวก็จะยังมิแจ้งประโยชน์อันใดให้แก่ท่านเลย
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ถึงบางอ้อ เกี่ยวกับเรื่องควงบันไดเลยครับ
ผมรู้แล้วว่า ควรจะทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก
-เปลี่ยนรองเท้า เพราะที่ใส่อยู่ทุกวันนี้ มันยาวไปนิด (กลัวรองเท้ากัด ก็เลยเผื่อซะใหญ่)ใส่แล้ว กดดูด้านปลาย ยังมีช่องว่างเหลือประมาณ ครึ่งเซนต์..(ไม่ใช่คู่ที่ใส่คลีทแล้วไม่ล๊อคนะ
)
แถมตอนนี้ ถอยคลีทมาจนสุดแล้ว
ยังดูเหมืิอนว่า ปุ่มกระดูกที่เท้า มันยังไม่ตรงกับแกนบันได
ทำไมผมถึงต้องเปลี่ยนรองเท้า...
เพราะผมกำลังฝึกควงรอบขาให้มันเนียนกว่าที่เป็นอยู่ และพยายามจะทำให้มัน " กด ป้าย ดึง ไส" ให้ครบสโตรค
ตอนกด ไม่มีปัญหา...
แต่ตอน ป้าย ดึง ไส นี่ซิ ..เหตุที่รองเท้ามันไม่กระชับ จังหวะป้าย เท้าก็ขยับถอยหลัง / ดึง ปลายเท้าก็กระดก / ไส เท้าก็เลื่อนไปด้านหน้า
เท่ากับว่า ควงบันได 1 รอบ เท้าผม จะเลื่อนไปเลื่อนมามาอยู่ในรองเท้าตลอด
ถึงว่า ทำมันปั่นไปนานๆ มันปวดๆตรงอุ้งเท้านิดๆทุกที....คิดแต่ว่าเป็นเพราะการตั้งคลีท ก็เลยปรับไปปรับมาแต่ก็ยังเหมือนเดิม.....
ขอควงบันไดกับจานกลมให้เนียนก่อนนะ ได้เจอกันแน่ จานเบี้ยว
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็ถึงบางอ้อ เกี่ยวกับเรื่องควงบันไดเลยครับ
ผมรู้แล้วว่า ควรจะทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก
-เปลี่ยนรองเท้า เพราะที่ใส่อยู่ทุกวันนี้ มันยาวไปนิด (กลัวรองเท้ากัด ก็เลยเผื่อซะใหญ่)ใส่แล้ว กดดูด้านปลาย ยังมีช่องว่างเหลือประมาณ ครึ่งเซนต์..(ไม่ใช่คู่ที่ใส่คลีทแล้วไม่ล๊อคนะ
แถมตอนนี้ ถอยคลีทมาจนสุดแล้ว
ยังดูเหมืิอนว่า ปุ่มกระดูกที่เท้า มันยังไม่ตรงกับแกนบันได
ทำไมผมถึงต้องเปลี่ยนรองเท้า...
เพราะผมกำลังฝึกควงรอบขาให้มันเนียนกว่าที่เป็นอยู่ และพยายามจะทำให้มัน " กด ป้าย ดึง ไส" ให้ครบสโตรค
ตอนกด ไม่มีปัญหา...
แต่ตอน ป้าย ดึง ไส นี่ซิ ..เหตุที่รองเท้ามันไม่กระชับ จังหวะป้าย เท้าก็ขยับถอยหลัง / ดึง ปลายเท้าก็กระดก / ไส เท้าก็เลื่อนไปด้านหน้า
ถึงว่า ทำมันปั่นไปนานๆ มันปวดๆตรงอุ้งเท้านิดๆทุกที....คิดแต่ว่าเป็นเพราะการตั้งคลีท ก็เลยปรับไปปรับมาแต่ก็ยังเหมือนเดิม.....
ขอควงบันไดกับจานกลมให้เนียนก่อนนะ ได้เจอกันแน่ จานเบี้ยว
ปั่นให้เป็น เย็นเรื่อยไป อย่าให้ใครแซง....
