รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
pskorat
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1538
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 07:13
Tel: 044-257259
Bike: TREK2300,GIANT NRS I , JAMIS XENITH

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย pskorat »

ขอบคุณ ความเห็นและมุมมองเสริมของอ.ลูฯ มากๆครับ :D

ที่ผมสงสัยหนักมากคือ ข้อมูลดิบของแต่ละบุคคลขณะทำการวิจัยก็ได้แล้ว(จานกลม vs จานเยี้ยว คนต่อคน) แต่ทำไมเอามาจับแบบ Mean เป็นกลุ่มนั่นแหละครับ :o

หรืออย่างน้อยก็น่าจะเอาข้อมูลดิบของแต่ละคนมาแสดงด้วย ก่อนเอามาเข้า Mean หรือว่าเขาจงใจให้เป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเราเห็นข้อมูลดิบของแต่ละคน อาจจะ ซ.ม.ต.พ. (ซึ่ง ไม่ ต้อง พิสูจน์) ก็เป็นไปได้ครับ

อีกอุปกรณ์หนึ่งที่กำลังเห็นอยู่เต็มแผงเมื่อวันที่ 25 มีค. สนาม MTB ที่โคราชคือ อุปกรณ์ฝึกการหายใจ เขาส่งรายการการทำวิจัยมาให้ผมตามที่ขอยาวเหยียด มีทั้ง pro และ con ยังไม่มีเสลาอ่านเลยครับ แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ทางบริษัทฯหยิบยกมาประกอบ Marketting Sheet ของเขา เอามาแต่ด้าน pro, ที่อ้างจากการวิจัย เท่าที่ผมอ่านหัวข้อดูช่วงท้ายๆก็มี 5 การวิจัยที่ con.
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย lucifer »

ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของ"ชั้นเชิง"ในการทำวิจัย :lol:

ถ้าเป็นการทำThesis ในระดับ ป.โท ถ้าผมเป็นกรรมการ ผมอัดตั้งแต่กลุ่มตัวอย่างมีแค่ 8 คนแล้วหละครับ แล้วมันก็ยังมีจุดให้ตีได้อีกหลายจุดเช่นกัน

เท่าที่อ่านแบบผ่านๆตามประสาคนขี้เกียจอ่านjournal ซึ่งเรารู้ๆกันอยู่ว่า อารัมภบท เยิ่นเย้อแค่ไหน ผมจึงมักจะอ่านแค่การเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการทดสอบ การคำนวณ และผลการทดสอบ
การทดสอบครั้งนี้จะว่าไปแล้ว มันก็มีความน่าเชื่อถือเชิงสถิติ ( statistical significant difference ) อย่างน้อยก็มีโอกาสเกิดขึ้นจากความฟลุ๊คได้น้อยกว่า 5%

ข้อสังเกตนะครับพี่
1. การใช้ mean ทำให้มันกลบเกลื่อน variation หรือ การได้ผลบวกน้อยๆในผู้ทดสอบบางคนที่น่าจะมีได้ พอจับมันเข้าmeanซะ มันก็เกลี่ยกันไป ( ชั้นเชิงในการวิจัย ) เพราะผมเชื่อว่า ผู้ทำการศึกษาคงจะไม่สามารถหาผู้ทดสอบที่มีค่า power profile ( watt per weight ) ที่ใกล้เคียงกันมาทำการศึกษาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นกลุ่มผู้ถูกทดสอบทั้ง 8 คน จึงเป็นไปได้ว่าบางคนที่มี power profile ค่อนข้างต่ำ ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก คือ จะจานกลม จานเบี้ยว ฉันก็แย่หมด ยิ่งกลุ่มกล้ามเนื้อquadricepsและHamstringsไม่ได้แข็งแรงด้วยแล้ว หรือ ปั่นจักรยานไม่ได้ประสิทธิภาพดีด้วยแล้ว โอกาสที่จานเบี้ยวไม่ได้ผลบวกอย่างชัดเจน ก็น่าจะมีให้เห็นได้เช่นกัน
2. จำนวนครั้งในการที่แต่ละผู้ถูกทดสอบมันมีเพียง แค่ 6 ครั้ง ( ห่างกัน 1 สัปดาห์ , เข้าใจว่าเพื่อตัดเรื่องผลของการฝึกออกไป , ผลของการฝึกจะลดลงหลังจากผ่านไปแล้ว 72 ชม​ , ดังนั้นใครจะหวังผลในด้านการฝึกหละก้อ อย่าใส่เกียร์ว่างเกินกว่า 3 วันนะครับ อันนี้แนะนำเชิงวิทยาศาสตร์การกีฬา เผื่อแผ่คนอ่าน )( จริงๆ ดูเหมือนจะเป็น 7 แต่ผมอาจจะอ่านข้ามไปว่า pretestทำห่างจาก week 0 เท่าไหร่ ) การเปรียบเทียบเฉพาะในแต่ละผู้ทดสอบ มันจะมีจำนวนsampling ที่น้อยเกินไป เพราะ จานกลม 3 ครั้ง จานเบี้ยว 3 ครั้ง หากเปรียบเทียบกันโดยหาmeanเฉพาะจานกลม และ จานเบี้ยว ก็อาจจะได้กลุ่มข้อมูลที่น้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปเข้าสูตรคำนวณหาส่วนค่า p ได้อย่างน่าเชื่อถือ
3. มันเป็นแค่งานthesis ของเด็ก ป.ตรี ซึ่งเป็นงานในระดับต้น และน่าจะเป็นงานที่สามารถนำมาทำต่อยอดได้
4. ทำไมไม่มีข้อมูลดิบ ของผู้ทดสอบแต่ละคน ในแต่ละweekที่ทำการทดสอบมาให้ดู , สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การตีความข้อมูลดิบ โดยไม่สามารถเปรียบเทียบกันทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับวิชาสถิติ ผมว่าผู้ทำการศึกษาคงจะเกรงว่ามันจะลดทอนความน่าเชื่อถือของผลที่ได้หรือเปล่า อันนี้ผมไม่สามารถคาดการได้เหมือนกัน
5. จริงๆแล้ว การออกแบบการทดสอบครั้งนี้ก็ไม่เลวนักนะครับ รัดกุมดีพอสมควร และอย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนต้นๆแล้วว่า ผู้ทำการศึกษา จงใจสร้าง protocol ที่เอื้อต่อผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งเชื่อว่าใครก็ตามที่เอาprotocolนี้ไปทำต่อโดยไม่ดัดแปลงอะไรเลย ก็คงจะได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ
6. ถ้ามีใครเอาไปขยายผลทดสอบต่อ เช่น เลือกกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่านี้ กลุ่มตัวอย่างที่มีpower profile ที่ไม่แตกต่างกัน หรือ คัดแยกเป็นกลุ่มๆ ตามpower profile แล้วนำมาศึกษา ก็น่าจะได้ผลลัพทธ์ที่สนับสนุนมากกว่านี้

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทราบวิธีการออกแบบของผู้ผลิต และconceptของการออกแบบของผู้ผลิตที่อิงต่อbiomechanicsในรอบการหมุนของบันไดแล้ว ก็ย่อมจะมีbiasไปในทางเชื่อถือผลการทดลองนี้ หรือ คิดไปในทางบวกตั้งแต่เริ่มต้นอ่านabstractแล้วหละครับ :mrgreen:

****************************
เรื่องเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจนั้น ผมเองก็ยังไม่ค่อยจะมั่นใจกับconceptของเขานัก แต่สิ่งที่ผมทราบก็คือ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายในลักษณะเพิ่ม work of breathing ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือ การปั่นจักรยาน กลุ่มนี้ก็จะสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อในส่วนที่เป็นตัวเสริม อันได้แก่ กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง กล้ามเนื้อหหน้าอก และท้อง ส่วนกล้ามเนื้อกระบังลมนั้น ผมจำไม่ได้จริงๆว่ามันสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้อีกหรือไม่ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นกล้ามเนื้อพิเศษที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้มี reserve อะไรมากมายนัก ประมาณว่าก็ทำได้แค่ tidal volume เฉลี่ยๆก็ 500ml ครั้นจะเพิ่มความจุปอดด้านอื่น ก็ต้องพัฒนากล้ามเนื้อช่วยเสริมตัวอื่นๆ ซึ่งตรงนี้คนที่ออกกำลังกายในลักษณะที่ผมกล่าวไปแล้วนั้นก็จะมีการพัฒนาอยู่แล้ว

ถ้าจะทำการวิจัย ก็ควรจะต้องแบ่งกลุ่มทดสอบออกเป็นทั้งพวก un-trained , Amature และ well-trained แล้วมาศึกษาเปรียบเทียบกันระหว่างผลลัพท์ที่ได้
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
Team-CSC
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 834
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 10:56
team: จักรยานตราจรเข้
Bike: จักรยานตราจรเข้

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Team-CSC »

ผมขอวิจารณ์เรื่องการมองงานวิจัยหน่อยนะครับ (ไม่เกี่ยวกับจานดีไม่ดี ถ้าท่านไม่ชอบเนื้อหาหนักข้ามความเห็นนี้ด่วน) อาจจะขัดแย้งหรือดูแล้วค้านกับความเห็นจากปรมาจารย์ของเวปนี้ แต่ก็ถือว่าให้เอาไปคิดกันเล่นๆก็แล้วกัน ความเห็นผมประเด็นเรื่อง ทำไมต้องใช้ค่า mean มีดังนี้:

ผมเข้าใจว่าหลักการง่ายๆที่สุดของการใช้สถิติก็คือ การพยายามอธิบายประชากร (population) โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง (sample) คำถามคือ ทำไมต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง ทำตอบก็คือ บางครั้งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปวิจัยกับประชากรทั้งหมด ตัวอย่างมีให้เห็นตามโพลบ้านเรา ที่ชอบมาบอกว่า คนมีความเห็นเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร แต่นอน เขาคงไม่ได้ถามทุกคน แต่เลือกกลุ่มตัวอย่างมาตอบ แล้วใช้หลักการทางสถิติเพื่อจะบอกว่า จากกลุ่มตัวอย่างนี้ ทำให้เราน่าจะสามารถสรุปได้ว่า ประชากร เป็นอย่างไร โดยมีการระบุค่าความเชื่อมั่นทางสถิติไวั (p value) ดังนั้น การเลือกกลุ่มตัวอย่างจึงมีความสำคัญมาก เพราะกลุ่มตัวอย่างต้องมีความหลากหลายมากพอที่จะเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดได้ และต้องมีจำนวนมากพอด้วย จึงมีวิธีการคำนวนกลุ่มตัวอย่างออกมาอย่างชัดเจน

การจะหาค่าสัก 1 ค่าเพื่อมาเป็นตัวแทนคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง แน่นอนง่ายที่สุดก็คือค่าเฉลี่ย (mean) การเอาข้อมูลของแต่ละคนมาดู แยกจากการโดยไม่ใช้ mean หรือไม่ได้ aggregrate ข้อมูล ก็แปลว่า เขาไม่ได้พยายามจะอธิบายกลุ่มประชากร แค่กำลังอธิบาย คนคนนั้นโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้อธิบายประชากร ซึ่งมันไม่ใช่จุดประสงค์ของงายวิจัยโดยใช้สถิติอยู่แล้ว

โยงเข้าเรื่องจาน Rotor บ้าง ถ้าเกิดนักวิจัย ดันไปทำแต่ละคนแยกกันโดยไม่หาค่าเฉลี่ย ผลที่ได้ก็คือ จะได้ข้อมูลสำหรับแต่ละคน และบอกได้แค่ว่า จาน Rotor เหมาะกับคนคนนั้นหรือไม่ ซึ่งแน่นอน มันคงโคตรตลกเพราะนักวิจัยกำลังพยายามจะบอกว่า "ใครๆ" (ประชากรนักปั่น) ก็ใช้ได้ มาซื้อเถอะดีแน่ สำหรับคนส่วนใหญ่ (Average) แต่อาจจะให้โคตรดีมาก หรือ ไม่ได้ผลเอามากๆเลย ถ้าคุณเบี่ยงเบนออกไปจากค่าเฉลี่ยมากเกินไป (ปกติก็คงเป็น +- 2 SD) หรือ ถ้าคนเป็นพวก outliners (แปลง่ายๆคือ ฟ้าประทาน เทพสุดหนือมนุษย์ทั่วไป หรือพวก นรกสาป คือห่วยกว่าคนทั่วไปแบบว่าหมดอนาคต) คุณ Lucifer ได้วิจารณ์ตรงนี้ไว้อย่างถูกต้องแล้ว ว่า
1) จำนวนกลุ่มตัวอย่างมันน้อยไป ก็แปลว่า มันไม่น่าจะเป็นตัวแทนของประชากรนักปั่นได้ การเหมาว่า จาน Rotor ดีสำหรับประชากรนักปั่น จึงเป็นการด่วนสรุปไปหน่อย
2) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาแบบ well-trained ดังนั้นจะเป็นตัวแทนของประชากรนักปั่นทุกกลุ่มไม่ได้ แต่พวกที่คิดว่า ตัวเอง well-trained ก็อาจจะพอกล้อมแกล้ม เอางานนี้ไปเป็นข้ออ้างในการเสียเงินซื้อ Rotor ได้

ส่วนเรื่องที่ว่าไปจับปั่นมาก่อน 45 นาที แล้วค่อยมาปั่น TT 1 km อันนี้ผมว่ากลับเอื้อต่อ Rotor เพราะในความเป็นจริง นักปั่นแบบแข่งขัน หรือ ระยะไกล ก็คงปั่นนานกว่า 45 นาทีแน่ๆ ยิ่งผลบอกว่า พอกล้ามเนื้อล้า จาน Rotor ยิ่งให้ผลดี อันนี้ยิ่งน่าซื้อเข้าไปใหญ่

เสริมให้ก่อนจบไว้ก็คือ
1) การใช้ความรู้สึกของนักปั่นวัดว่าอะไรดีไม่ดี ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ ความรู้สึก หรือ ผัสสะ ของคนเรานั้นในทางวิทยาศาสตร์มันไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือ ใครที่เคยทดลองทางวิทยาศาสตร์สมัยมัธยมมาคงพอรู้ ว่ามันเชื่อถือไม่ได้ แต่คนเราไม่มีทางแยกตัวเองจากความรู้สึกได้ หลายๆครั้งแม้จะมีคนมาบอกว่าตัวเลขจากเครื่องมือที่น่าเชื่อถือกว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่มันก็ไม่สามารถชนะความรู้สึกของเราไปได้ ทุกวันนี้อาจจะยังมีคนเชื่อว่าโลกแบนอยู่ก็ได้ ใครจะรู้
2) การบอกว่า "ถ้าอยากรู้ ต้องลอง" อันนี้คลาสสิค ผมว่าหลายคนคงอย่างลอง ถ้าต้นทุนมันไม่เกินจะรับได้ หลายคนอาจจะชั่งใจ ว่าไอ้เงิน 7-8 พันนี้มันจะคุ้มไหม ก็เลยต้องมาถาม "ความรู้สึก" ของคนเคยใช้ ซึ่งก็ต้องกลับไปมองข้อ 1 เพราะสุดท้ายจะจบที่ว่า ความเห็นหลากหลาย จนตัดสินใจไม่ได้เหมือนเดิม จะไปพึ่งงานวิจัยแบบ "กึ่งโฆษณา" ก็ยิ่งไปกันใหญ่ คือ เชื่อไม่ค่อยได้ ถ้ามีงานวิจัยที่จับนักจักรยานมากสัก 200-300 คน แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วทดลองโดยมีเครื่องมือวัดแน่นอนอะไรแบบนี้คงดี (ว่าแล้วท่านใดเป็นนักวิจัยลองหา sponsor แถวนี้น่าจะมีโอกาส)

แค่ลองแย้งๆดูนะครับ อาจจะผิดโดยสิ้นเชิงก็ได้ :?
--Human Knowledge Belongs to the World--
รูปประจำตัวสมาชิก
ray
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 294
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:02
team: bikeloves
Bike: ฺ็BH กะโหลกกะลา

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย ray »

Team-CSC เขียน:ผมขอวิจารณ์เรื่องการมองงานวิจัยหน่อยนะครับ (ไม่เกี่ยวกับจานดีไม่ดี ถ้าท่านไม่ชอบเนื้อหาหนักข้ามความเห็นนี้ด่วน) อาจจะขัดแย้งหรือดูแล้วค้านกับความเห็นจากปรมาจารย์ของเวปนี้ แต่ก็ถือว่าให้เอาไปคิดกันเล่นๆก็แล้วกัน ความเห็นผมประเด็นเรื่อง ทำไมต้องใช้ค่า mean มีดังนี้:

ผมเข้าใจว่าหลักการง่ายๆที่สุดของการใช้สถิติก็คือ การพยายามอธิบายประชากร (population) โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง (sample) คำถามคือ ทำไมต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง ทำตอบก็คือ บางครั้งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปวิจัยกับประชากรทั้งหมด ตัวอย่างมีให้เห็นตามโพลบ้านเรา ที่ชอบมาบอกว่า คนมีความเห็นเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร แต่นอน เขาคงไม่ได้ถามทุกคน แต่เลือกกลุ่มตัวอย่างมาตอบ แล้วใช้หลักการทางสถิติเพื่อจะบอกว่า จากกลุ่มตัวอย่างนี้ ทำให้เราน่าจะสามารถสรุปได้ว่า ประชากร เป็นอย่างไร โดยมีการระบุค่าความเชื่อมั่นทางสถิติไวั (p value) ดังนั้น การเลือกกลุ่มตัวอย่างจึงมีความสำคัญมาก เพราะกลุ่มตัวอย่างต้องมีความหลากหลายมากพอที่จะเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดได้ และต้องมีจำนวนมากพอด้วย จึงมีวิธีการคำนวนกลุ่มตัวอย่างออกมาอย่างชัดเจน

การจะหาค่าสัก 1 ค่าเพื่อมาเป็นตัวแทนคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง แน่นอนง่ายที่สุดก็คือค่าเฉลี่ย (mean) การเอาข้อมูลของแต่ละคนมาดู แยกจากการโดยไม่ใช้ mean หรือไม่ได้ aggregrate ข้อมูล ก็แปลว่า เขาไม่ได้พยายามจะอธิบายกลุ่มประชากร แค่กำลังอธิบาย คนคนนั้นโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้อธิบายประชากร ซึ่งมันไม่ใช่จุดประสงค์ของงายวิจัยโดยใช้สถิติอยู่แล้ว

โยงเข้าเรื่องจาน Rotor บ้าง ถ้าเกิดนักวิจัย ดันไปทำแต่ละคนแยกกันโดยไม่หาค่าเฉลี่ย ผลที่ได้ก็คือ จะได้ข้อมูลสำหรับแต่ละคน และบอกได้แค่ว่า จาน Rotor เหมาะกับคนคนนั้นหรือไม่ ซึ่งแน่นอน มันคงโคตรตลกเพราะนักวิจัยกำลังพยายามจะบอกว่า "ใครๆ" (ประชากรนักปั่น) ก็ใช้ได้ มาซื้อเถอะดีแน่ สำหรับคนส่วนใหญ่ (Average) แต่อาจจะให้โคตรดีมาก หรือ ไม่ได้ผลเอามากๆเลย ถ้าคุณเบี่ยงเบนออกไปจากค่าเฉลี่ยมากเกินไป (ปกติก็คงเป็น +- 2 SD) หรือ ถ้าคนเป็นพวก outliners (แปลง่ายๆคือ ฟ้าประทาน เทพสุดหนือมนุษย์ทั่วไป หรือพวก นรกสาป คือห่วยกว่าคนทั่วไปแบบว่าหมดอนาคต) คุณ Lucifer ได้วิจารณ์ตรงนี้ไว้อย่างถูกต้องแล้ว ว่า
1) จำนวนกลุ่มตัวอย่างมันน้อยไป ก็แปลว่า มันไม่น่าจะเป็นตัวแทนของประชากรนักปั่นได้ การเหมาว่า จาน Rotor ดีสำหรับประชากรนักปั่น จึงเป็นการด่วนสรุปไปหน่อย
2) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาแบบ well-trained ดังนั้นจะเป็นตัวแทนของประชากรนักปั่นทุกกลุ่มไม่ได้ แต่พวกที่คิดว่า ตัวเอง well-trained ก็อาจจะพอกล้อมแกล้ม เอางานนี้ไปเป็นข้ออ้างในการเสียเงินซื้อ Rotor ได้

ส่วนเรื่องที่ว่าไปจับปั่นมาก่อน 45 นาที แล้วค่อยมาปั่น TT 1 km อันนี้ผมว่ากลับเอื้อต่อ Rotor เพราะในความเป็นจริง นักปั่นแบบแข่งขัน หรือ ระยะไกล ก็คงปั่นนานกว่า 45 นาทีแน่ๆ ยิ่งผลบอกว่า พอกล้ามเนื้อล้า จาน Rotor ยิ่งให้ผลดี อันนี้ยิ่งน่าซื้อเข้าไปใหญ่

เสริมให้ก่อนจบไว้ก็คือ
1) การใช้ความรู้สึกของนักปั่นวัดว่าอะไรดีไม่ดี ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ ความรู้สึก หรือ ผัสสะ ของคนเรานั้นในทางวิทยาศาสตร์มันไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือ ใครที่เคยทดลองทางวิทยาศาสตร์สมัยมัธยมมาคงพอรู้ ว่ามันเชื่อถือไม่ได้ แต่คนเราไม่มีทางแยกตัวเองจากความรู้สึกได้ หลายๆครั้งแม้จะมีคนมาบอกว่าตัวเลขจากเครื่องมือที่น่าเชื่อถือกว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่มันก็ไม่สามารถชนะความรู้สึกของเราไปได้ ทุกวันนี้อาจจะยังมีคนเชื่อว่าโลกแบนอยู่ก็ได้ ใครจะรู้
2) การบอกว่า "ถ้าอยากรู้ ต้องลอง" อันนี้คลาสสิค ผมว่าหลายคนคงอย่างลอง ถ้าต้นทุนมันไม่เกินจะรับได้ หลายคนอาจจะชั่งใจ ว่าไอ้เงิน 7-8 พันนี้มันจะคุ้มไหม ก็เลยต้องมาถาม "ความรู้สึก" ของคนเคยใช้ ซึ่งก็ต้องกลับไปมองข้อ 1 เพราะสุดท้ายจะจบที่ว่า ความเห็นหลากหลาย จนตัดสินใจไม่ได้เหมือนเดิม จะไปพึ่งงานวิจัยแบบ "กึ่งโฆษณา" ก็ยิ่งไปกันใหญ่ คือ เชื่อไม่ค่อยได้ ถ้ามีงานวิจัยที่จับนักจักรยานมากสัก 200-300 คน แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วทดลองโดยมีเครื่องมือวัดแน่นอนอะไรแบบนี้คงดี (ว่าแล้วท่านใดเป็นนักวิจัยลองหา sponsor แถวนี้น่าจะมีโอกาส)

แค่ลองแย้งๆดูนะครับ อาจจะผิดโดยสิ้นเชิงก็ได้ :?




ปรกติไม่ค่อยเล่น Face book เลยไม่ค่อยกด แต่วันนี้เอาไปเลยพี่ :mrgreen:
ไฟล์แนบ
logo1.png
logo1.png (12.44 KiB) เข้าดูแล้ว 599 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย lucifer »

ขอบคุณคุณ Team-CSC มากๆเลยครับ ช่วยเคาะสนิมการทำวิจัยแบบสถิติให้ผมได้นึกภาพอะไรออกขึ้นมาอีกเยอะเลย

โดยเฉพาะบทสรุปก่อนจบนี่แหละ ที่สำคัญมาก "ความรู้สึก" ของคนเราเชื่ออะไรไม่ได้ และอยู่เหนือเหตุผล


จิ๊ก like ของ Ray มาให้ คุณTeam-CSC ด้วยละกัน

:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
ไฟล์แนบ
logo1.png
logo1.png (12.44 KiB) เข้าดูแล้ว 596 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
แมวทอง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8671
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย แมวทอง »

lucifer เขียน:ขอบคุณคุณ Team-CSC มากๆเลยครับ ช่วยเคาะสนิมการทำวิจัยแบบสถิติให้ผมได้นึกภาพอะไรออกขึ้นมาอีกเยอะเลย

โดยเฉพาะบทสรุปก่อนจบนี่แหละ ที่สำคัญมาก "ความรู้สึก" ของคนเราเชื่ออะไรไม่ได้ และอยู่เหนือเหตุผล


จิ๊ก like ของ Ray มาให้ คุณTeam-CSC ด้วยละกัน

:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
ไฟล์แนบ
logo1.png
logo1.png (12.44 KiB) เข้าดูแล้ว 592 ครั้ง
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
รูปประจำตัวสมาชิก
ชิน
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4152
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 09:27
Tel: 083-248-5558
team: Nich-100Plus
Bike: Nich
ตำแหน่ง: อ่อนนุช
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย ชิน »

ผมขอแบบไทยๆล่ะกันนะครับ :D

รูปภาพ
www.nichcycling.com
รูปประจำตัวสมาชิก
SekRanger
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 677
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ต.ค. 2011, 12:11
team: ห่อหมกทีม
Bike: หมอบ Masi Alare สีดำเดิมๆ
ตำแหน่ง: ถ.เทพารักษ์ กม.3 สมุทรปราการ

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย SekRanger »

ชิน เขียน:ผมขอแบบไทยๆล่ะกันนะครับ :D

รูปภาพ

ผมขอจิ๊กรูปพี่ชินอีกต่อนึงครับ
เป้าหมายแรกของมือใหม่ แซงขาแรงที่สนามบินฯ ด้วยรถเดิมๆ

[เอ็น - ดู - หลาน]
รูปประจำตัวสมาชิก
แมวทอง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8671
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย แมวทอง »

เอาใหม่
รูปภาพ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
รูปประจำตัวสมาชิก
ไอ้มดแดง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 9030
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 12:07
Tel: 083-000 2260
team: DINO BIKE ...กาฬสินธุ์
Bike: กำ-ลัง-มอง-หา-อยู่
ตำแหน่ง: ธนันชัย พูนสุขศิริวัฒนะ 152/30 ถ.กาฬสินธุ์ อ. เมือง จ. กาฬสินธุ์ 46000
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย ไอ้มดแดง »

ตัวเลขจากเครื่องมือที่น่าเชื่อถือกว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่มันก็ไม่สามารถชนะความรู้สึกของเราไปได้ ทุกวันนี้อาจจะยังมีคนเชื่อว่าโลกแบนอยู่ก็ได้ ใครจะรู้

...ประโยคนี้สุดยอดจริงๆครับ :!:
ซ้อมตามเวลาที่มี แรงหรือไม่แรง ก็ตามเวลา ที่ได้ซ้อม...

เมื่อก่อน รถต้องเป๊ะๆ...แต่เดี๋ยวนี้อะไรก็ได้...ขอให้มีเวลาปั่นก็พอ...

วันนี้คุณใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหรือยัง ?

คุยสนุกๆกับผมที่ https://www.facebook.com/profile.php?id ... ef=tn_tnmn
รูปประจำตัวสมาชิก
มอญ_304ปราจีน
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 954
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:09
Tel: 0830159764
team: 304bikeปราจีน
Bike: ไม่มีปั่น ขายกินหมดแล้ว

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย มอญ_304ปราจีน »

ปักครับ


ความรู้ทั้งนั้น
รูปประจำตัวสมาชิก
p.canแขนเดี่ยว
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1216
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 21:26
Tel: 084-113-1234
team: ทีม SPECIALIZED PUMBIKE LUPBURI
Bike: Road SPECIALIZED venge limited edition MTB SPECIALIZED EPIC limited edition

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย p.canแขนเดี่ยว »

จากการใช้มาประมาณปีหนึง ในส่วนตัวผม ได้เวลาที่ดีขึ้น จากเส้นทางซ้อมเดิมๆ :D :D
อย่าตีค่าความเป็นเพื่อนด้วย"เงิน"และ"ตรา"

[youtube]sgwjCcHhYhE&feature=c4-overview&list=UURAJ4nl-Js845MMFoYwenJQ[/youtube]
รูปประจำตัวสมาชิก
demolisher
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6654
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย demolisher »

p.canแขนเดี่ยว เขียน:จากการใช้มาประมาณปีหนึง ในส่วนตัวผม ได้เวลาที่ดีขึ้น จากเส้นทางซ้อมเดิมๆ :D :D


ขออนุญาตนะครับ เทียบกับการใช้จานกลมด้วยหรือเปล่าอะครับ คือเป็นไปได้ไหมว่าใช้จานกลมก็อาจจะได้ผลการซ้อมที่ดีขึ้นได้ในลักษณะที่ไม่ต่างกันกับการใช้จานเบี้ยวน่ะครับ


-------------------------------------

(ส่วนต่อจากนี้ไม่ได้เกี่ยวกับที่ "อ้างถึง" ข้างต้นนะขอรับ ขออภัยล่วงหน้าครับ)


ผมนึกฝันไปเองนะครับ ผมว่าจานเบี้ยวน่าจะให้อารมณ์ไม่ต่างจากท่านที่ใช้ขาจานยาวเพื่อลดการใช้แรงของเรา (ในเรื่องของแรงบิด คานดีดคานงัด หรืออื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน) แต่ว่าเหมือนมีขาจาน 2 ความยาว เพียงแต่ทำขาจาน 2 ความยาวมันยากกว่าหรือเป็นไปไม่ได้หรือไม่คุ้มหรืออื่นๆ และแน่นอน จานเบี้ยวจะเอื้อกว่าเนื่องจากมันไม่มีผลต่อรอบขาเฉลี่ย (เคย 95 rpm ก็ยังรักษาไว้ได้อยู่ ไม่เหมือนใช้ขาจานยาวขึ้นหรือสั้นลงที่รอบขาอาจเปลี่ยนไป) ...ประมาณนั้นเท่านั้นเองแหละ และท้ายที่สุด ถ้าแบบส่วนตัวมากๆ เลยผมว่าเป็นอุปกรณ์ที่ "ช่วย" ให้เราสบายมากขึ้น อาจจะเหมาะ (หรือก็คือจานเบี้ยวนี้ดีจริงๆ แหละ...กับบางภารกิจ) กับการช่วยให้ชนะ ช่วยให้สถิติดีขึ้น ช่วยให้ถึงเป้าหมายอันยากยิ่งได้ง่ายขึ้น ในช่วงเวลาการใช้ที่จำกัด ไม่ได้เหมาะกับการเอาไว้ซ้อมเพื่อพัฒนา ดังนั้นจึงน่าจะขัดแย้งกับวัตถุประสงค์เพื่อการออกกำลังกายและการพัฒนาตัวเองเป็นอย่างยิ่งครับ


ส่วนเรื่องงานวิจัย หึหึ ผมว่างานวิจัยแม้กระทั่งงานวิจัยทางการแพทย์ งานวิจัยทางโภชนาการ งานวิจัยทางยา ฯลฯ ผู้อ่านหรือผู้ศึกษาล้วนต้องใช้วิจารณญานอย่างมากในการเอาไปใช้ประโยชน์นะครับ นักวิจัยบางคนก็พยายามใช้วิธีการผลิตงานวิจัยที่ "เผื่อจะฮือฮา" หรือ "ตามกระแส" หรืออื่นๆ ในการสร้างชื่อ อย่างเฉพาะเรื่องกาแฟอย่างเดียวเคยได้ยินมาว่ามีงานวิจัยทั้งด้านบวกและลบเป็นแสนฉบับทุกภาษาทั่วโลกนะ :o :o :o :o :o แต่ไม่ได้ถึงขนาดเราต้องคอยจับผิดอะไร-ขอแค่เข้าใจว่ามันมีเรื่องของ "ดีกรี" ของความน่าเชื่อถือที่มี scale ตั้งแต่บวกร้อยจนถึงลบร้อย ;) ;) ;) ;) ;) เพราะผมคิดว่างานวิจัยพวกนี้เขามักจะบอกรายละเอียดเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือหรือความลำเอียงของงานเขาอยู่พอสมควรอยู่แล้วแหละ คนที่พอมีความรู้ก็คงจะแยกแยะและให้แต้มเองได้ และเราเองบางทีก็มองด้วยความเข้าใจว่าเขาประเมินมาโดยมีเป้าประสงค์อย่างไร ตั้งธงไว้ก่อนหรือไม่ บางทีแค่อ่านไม่กี่ประโยคก็ไม่ต้องอ่านที่เหลือแล้วก็มีเยอะไป (ผมว่างานวิจัยเกือบทั้งหมดเป็นประมาณนี้นะ) ก็ถ้าผมถูกจ้างให้วิจัยโดยบริษัทหนึ่ง ผมจะไม่โกหกหรอกแต่ว่าจะทำยังไงให้ผลมันออกมาดูดีหรือเอื้อต่อธุรกิจโดยแค่อาจจะไม่ได้บอกบางเรื่องที่อาจจะมีผลลบหรือเบาหน่อยก็พวกที่ไม่ได้ให้ผลดีกับธุรกิจ หรือในทางกลับกัน ถ้าอยากสร้างชื่อมากๆ ก็อาจจะทำงานวิจัยที่โจมตีธุรกิจใหญ่ๆ มันเต็มเหนี่ยวไปเล้ย ถ้าดังก่อนตายก็ถือว่าเป็นกำไรแย้ว... และยิ่งในยุคที่ InterNet เฟื่องฟู ข้อมูลข่าวสารระบาดเหมือนโรค ยิ่งต้องระมัดระวังในการอ่าน การเอามาใช้ การเอามาเผยแพร่ต่อ และโดยเฉพาะในเรื่องของ "จังหวะเวลา" หรือ "ความน่าเชื่อถือของผู้ทำงานวิจัย" ที่บางฉบับก็เก๊าเก่า บางฉบับคนทำก็อาศัยตำแหน่งหน้าที่มากำกับให้ดูขลัง เรื่องของจักรยานนี่ผมยังเห็นของที่ดีจริงเชื่อถือได้จริงใช้ประโยชน์ได้จริงไม่มากเลยไม่ว่าจะเรื่องแหล่งผลิตเรื่องความยาวขาจานสัมพันธ์กับส่วนสูงหรืออื่นๆ ที่...อะนะ...ก็แล้วแต่ใครจะเชื่อและเอาไปใช้ยังไงก็แล้วกัน ดังนั้นบางทีผมถึงรู้สึกแปลกแยกบ้างกับการเป็น "นักวิชาการ" หรือแม้แต่การเป็น "นักวิจัย" หรือเลยเถิดขนาดเป็น "ครูบาอาจารย์" ไปโน่น มันไม่ใช่เรื่องของเงินนะแต่บางทีมันมีเหตุผลและความจำเป็นอื่นที่ทำให้ผลงานวิจัยมีความน่าเชื่อถือจำกัดทั้งๆ ที่มีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างมากอะครับ


และโดยส่วนตัวอีกเหมือนกัน จานเบี้ยวมันจะต่างอะไรจากทฤษฎีแรงบิดแนวเดียวกับคานดีดคานงัด ? โดยไม่ต้องวิจัยหลายท่านก็นึกภาพออกอยู่แล้วมั้งว่ามันจะเหมาะกับลักษณะการปั่นของเรา (เฉพาะบุคคล) จริงๆ หรือไม่ครับ


ปล.
เคยได้ยินและหลายท่านคงเชื่อว่าวิตามินซีช่วยป้องกันหวัด ถ้าข้อมูลยังไม่เปลี่ยนนะ เคยทราบกันไหมครับว่าเขาสรุปผลนี้มาได้ยังไง ? แล้วแพทย์หลายคนก็ยังเชื่อและสั่งให้ผู้คนบริโภควิตามินซีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวอยู่เยอะนะ พอๆ กับเรื่องโรคกระเพาะที่ผมเชื่อว่าแพทย์หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "แบคทีเรีย" เป็นสาเหตุหนึ่งของโรค ไม่ใช่แค่ให้การรักษาไม่ถูกนะ-ถามแล้วไม่รู้ก็มี :twisted: :twisted: :twisted: :twisted: :twisted: เรื่องถั่วเหลือง เรื่องมะพร้าว เรื่องนมโค แม้แต่เรื่องสารพิษ สารให้ประโยชน์ ฯลฯ ก็ด้วย
แก้ไขล่าสุดโดย demolisher เมื่อ 06 เม.ย. 2012, 11:48, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง
Cycling B®y
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 19808
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:41
team: RAWAI Criterium Team. Phuket.

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Cycling B®y »

ผมก็ใช้มา 1 ปีกับ 2 เดือน ได้ผลดีมากทั้งทางเรียบและทางเขา....ผมใช้ขี่แบบเอาจริงเอาจัง..ตั้งใจจดทำสถิติบันทึก..เปรียบเทียบกับจานกลมที่ใช้ด้วย.....ในเส้นทางเดิมๆ...ทำแบบนี้มาตลอด .....จนมั่นใจว่ามันให้ความแตกต่างกับจานกลม ได้ผลในทางที่ดี...จาน ​ROTOR มันเหมาะกับการขี่แบบผม..ผมดีใจที่ตัดสินใจซื้อมาใช้..

แต่ก็มีเพื่อนบางคนอยากใช้ ผมก็ไม่เคยเชียร์ให้ซื้อ ผมจะบอกว่าให้ลองศึกษาดูก่อน ว่ามันเหมาะกับตัวเราหรือเปล่า..หรือไม่ผมก็แนะให้ขี่จานกลมที่มีอยู่ให้ได้รอบขา จับความรู้สึกให้แน่ใจ ทำความเข้าใจเรื่องการใช้รอบขาให้ได้ก่อน.....ถ้าเข้าใจแล้ว จากนั้นก็ค่อยตัดสินใจลองจาน ROTOR .....

ของแบบนี้มันต้องศึกษาทำความเข้าใจในการใช้งานครับ..มันไม่ได้มีเมนูสอนวิธีใช้แบบตายตัว..แต่ตัวเราต้องทำความเข้าใจเอง.. สอนตัวเราเอง.....ในรูปแบบของเรา...
▄▀▄▀ รายงายสด ผลการแข่ง พร้อมวีดีโอ การแข่งจักรยานโปรทัวร์ https://www.facebook.com/groups/183810108467489/ ▄▀▄▀
__________________________________________________________________________________
รูปประจำตัวสมาชิก
demolisher
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6654
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย demolisher »

หมายเหตุ

ถ้าใช้จานกลมแล้วใช้เวลา X นาทีในสถานการณ์หนึ่ง พอเปลี่ยนไปใช้จานเบี้ยวปุ๊บเวลาลดลงปั๊บไป 2 วินาที/km เมื่อเทียบกับจานกลมเดิม ดังนั้นถ้าซ้อมด้วยจานกลม+พัฒนาด้วยจานกลมแต่เก็บจานเบี้ยวเป็น "อาวุธลับ" ตอนแข่งเพื่อให้ได้ 2 วินาที/km นั้นมาแถม ...มันจะดีกว่าไหมอะครับเมื่อเทียบกับการซ้อมด้วยจานเบี้ยวแล้วก็แข่งด้วยจานเบี้ยว...ที่ไม่ได้แถมเวลาลดลง 2 วินาที/km อันนั้นง่ะ ?


คือโดยคณิตศาสตร์ก็น่าจะประมาณข้างต้นเนาะ คล้ายๆ นักวิ่งก็มักจะถ่วงขาให้หนักหรือนักมวยก็ถ่วงแขนให้หนักตอนซ้อมหรือเปล่าครับ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”