ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของ"ชั้นเชิง"ในการทำวิจัย
ถ้าเป็นการทำThesis ในระดับ ป.โท ถ้าผมเป็นกรรมการ ผมอัดตั้งแต่กลุ่มตัวอย่างมีแค่ 8 คนแล้วหละครับ แล้วมันก็ยังมีจุดให้ตีได้อีกหลายจุดเช่นกัน
เท่าที่อ่านแบบผ่านๆตามประสาคนขี้เกียจอ่านjournal ซึ่งเรารู้ๆกันอยู่ว่า อารัมภบท เยิ่นเย้อแค่ไหน ผมจึงมักจะอ่านแค่การเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการทดสอบ การคำนวณ และผลการทดสอบ
การทดสอบครั้งนี้จะว่าไปแล้ว มันก็มีความน่าเชื่อถือเชิงสถิติ ( statistical significant difference ) อย่างน้อยก็มีโอกาสเกิดขึ้นจากความฟลุ๊คได้น้อยกว่า 5%
ข้อสังเกตนะครับพี่
1. การใช้ mean ทำให้มันกลบเกลื่อน variation หรือ การได้ผลบวกน้อยๆในผู้ทดสอบบางคนที่น่าจะมีได้ พอจับมันเข้าmeanซะ มันก็เกลี่ยกันไป ( ชั้นเชิงในการวิจัย ) เพราะผมเชื่อว่า ผู้ทำการศึกษาคงจะไม่สามารถหาผู้ทดสอบที่มีค่า power profile ( watt per weight ) ที่ใกล้เคียงกันมาทำการศึกษาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นกลุ่มผู้ถูกทดสอบทั้ง 8 คน จึงเป็นไปได้ว่าบางคนที่มี power profile ค่อนข้างต่ำ ก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก คือ จะจานกลม จานเบี้ยว ฉันก็แย่หมด ยิ่งกลุ่มกล้ามเนื้อquadricepsและHamstringsไม่ได้แข็งแรงด้วยแล้ว หรือ ปั่นจักรยานไม่ได้ประสิทธิภาพดีด้วยแล้ว โอกาสที่จานเบี้ยวไม่ได้ผลบวกอย่างชัดเจน ก็น่าจะมีให้เห็นได้เช่นกัน
2. จำนวนครั้งในการที่แต่ละผู้ถูกทดสอบมันมีเพียง แค่ 6 ครั้ง ( ห่างกัน 1 สัปดาห์ , เข้าใจว่าเพื่อตัดเรื่องผลของการฝึกออกไป , ผลของการฝึกจะลดลงหลังจากผ่านไปแล้ว 72 ชม , ดังนั้นใครจะหวังผลในด้านการฝึกหละก้อ อย่าใส่เกียร์ว่างเกินกว่า 3 วันนะครับ อันนี้แนะนำเชิงวิทยาศาสตร์การกีฬา เผื่อแผ่คนอ่าน )( จริงๆ ดูเหมือนจะเป็น 7 แต่ผมอาจจะอ่านข้ามไปว่า pretestทำห่างจาก week 0 เท่าไหร่ ) การเปรียบเทียบเฉพาะในแต่ละผู้ทดสอบ มันจะมีจำนวนsampling ที่น้อยเกินไป เพราะ จานกลม 3 ครั้ง จานเบี้ยว 3 ครั้ง หากเปรียบเทียบกันโดยหาmeanเฉพาะจานกลม และ จานเบี้ยว ก็อาจจะได้กลุ่มข้อมูลที่น้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปเข้าสูตรคำนวณหาส่วนค่า p ได้อย่างน่าเชื่อถือ
3. มันเป็นแค่งานthesis ของเด็ก ป.ตรี ซึ่งเป็นงานในระดับต้น และน่าจะเป็นงานที่สามารถนำมาทำต่อยอดได้
4. ทำไมไม่มีข้อมูลดิบ ของผู้ทดสอบแต่ละคน ในแต่ละweekที่ทำการทดสอบมาให้ดู , สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ การตีความข้อมูลดิบ โดยไม่สามารถเปรียบเทียบกันทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับวิชาสถิติ ผมว่าผู้ทำการศึกษาคงจะเกรงว่ามันจะลดทอนความน่าเชื่อถือของผลที่ได้หรือเปล่า อันนี้ผมไม่สามารถคาดการได้เหมือนกัน
5. จริงๆแล้ว การออกแบบการทดสอบครั้งนี้ก็ไม่เลวนักนะครับ รัดกุมดีพอสมควร และอย่างที่ผมกล่าวไว้ตอนต้นๆแล้วว่า ผู้ทำการศึกษา จงใจสร้าง protocol ที่เอื้อต่อผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งเชื่อว่าใครก็ตามที่เอาprotocolนี้ไปทำต่อโดยไม่ดัดแปลงอะไรเลย ก็คงจะได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ
6. ถ้ามีใครเอาไปขยายผลทดสอบต่อ เช่น เลือกกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่านี้ กลุ่มตัวอย่างที่มีpower profile ที่ไม่แตกต่างกัน หรือ คัดแยกเป็นกลุ่มๆ ตามpower profile แล้วนำมาศึกษา ก็น่าจะได้ผลลัพทธ์ที่สนับสนุนมากกว่านี้
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ทราบวิธีการออกแบบของผู้ผลิต และconceptของการออกแบบของผู้ผลิตที่อิงต่อbiomechanicsในรอบการหมุนของบันไดแล้ว ก็ย่อมจะมีbiasไปในทางเชื่อถือผลการทดลองนี้ หรือ คิดไปในทางบวกตั้งแต่เริ่มต้นอ่านabstractแล้วหละครับ
****************************
เรื่องเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจนั้น ผมเองก็ยังไม่ค่อยจะมั่นใจกับconceptของเขานัก แต่สิ่งที่ผมทราบก็คือ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายในลักษณะเพิ่ม work of breathing ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือ การปั่นจักรยาน กลุ่มนี้ก็จะสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อในส่วนที่เป็นตัวเสริม อันได้แก่ กล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง กล้ามเนื้อหหน้าอก และท้อง ส่วนกล้ามเนื้อกระบังลมนั้น ผมจำไม่ได้จริงๆว่ามันสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้อีกหรือไม่ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นกล้ามเนื้อพิเศษที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้มี reserve อะไรมากมายนัก ประมาณว่าก็ทำได้แค่ tidal volume เฉลี่ยๆก็ 500ml ครั้นจะเพิ่มความจุปอดด้านอื่น ก็ต้องพัฒนากล้ามเนื้อช่วยเสริมตัวอื่นๆ ซึ่งตรงนี้คนที่ออกกำลังกายในลักษณะที่ผมกล่าวไปแล้วนั้นก็จะมีการพัฒนาอยู่แล้ว
ถ้าจะทำการวิจัย ก็ควรจะต้องแบ่งกลุ่มทดสอบออกเป็นทั้งพวก un-trained , Amature และ well-trained แล้วมาศึกษาเปรียบเทียบกันระหว่างผลลัพท์ที่ได้