ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

คำถามพูดคุยเกี่ยวกับจักรยานเสือภูเขาหรืออุปกรณ์ต่างๆ

ผู้ดูแล: seven@klein, Cycling B®y, tntm, เสือ Spectrum

ตอบกลับ
Nuschon
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ม.ค. 2012, 18:00
Tel: 0852802720
team: อิสระ
Bike: soma saga suly lht jamis

ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Nuschon »

ผมขอถามท่านผู้รู้นะครับสงสัยว่าอัตราการเต้นของหัวใจวัดโดยฮาร์ทเรทมีความสัมพันธ์กับระคับความดันโลหิตหรือไม่อย่างไร ในกรณีว่าพอจะประเมินความดันโลหิตว่าสูงหรือต่ำเกินไปจากการดูฮาร์ทเรทได้หรือไม่อย่างไรครับ คือมันจะได้เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
as35912077
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 320
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ธ.ค. 2011, 21:44
team: เด็กแวนซ์
Bike: Trek 3900 V
ตำแหน่ง: กรุงเทพฯ

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย as35912077 »

ตามปกติเวลาที่เราออกกำลัง ความดันโลหิต มันขึ้นสูงอยู่แล้วครับ ส่วนผู้ที่มีปัญหาความดันสูง ท่านต้องดูด้วยว่าสูงขนาดไหน ตัวผมเองก็มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงนะ แต่ของผมสูงไม่มาก ประมาณ 135-150 แต่ผมก็ออกกำลังกายอยู่ในระดับ Heart Rate อยู่ที่โซน 2 นะครับ ก็เล่นติดต่อกันได้เป็นเวลา 60-90 นาที ไม่มีปัญหาอะไรนะ ยังไงต้องขอให้ผู้ที่มีความรู้มาตอบกันอีกรอบในแง่ของวิชาการ ส่วนที่ผมอธิบายไปมันเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงเหมือนกัน
คิดจะอัพรถให้ดีๆ ถ้าแรงไม่มีก็เท่านั้น
รูปประจำตัวสมาชิก
Blue Planet
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 315
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มิ.ย. 2011, 17:36
Bike: Trek 8500 & Intense Carbine

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Blue Planet »

ความดันโลหิต(BP): BP = CO x SVR
CO: cardiac output คือปริมาตรของเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจในเวลา1นาที
SVR: systemic vascular resistance คือค่าความต้านทานของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ถ้าหลอดเลือดแดงหดตัวหรือตีบจะยิ่งมีค่าความต้านทานมากขึ้น ถ้าหลอดเลือดแดงขยายตัวค่าความต้านทานจะลดลง (ในภาวะปกติร่างกายเราจะมีค่าความต้านทานอยู่ระดับหนึ่ง)
Cardiac output: CO = SV x HR
SV: stroke volume คือปริมาตรของเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกมาในขณะที่หัวใจบีบตัวหนึ่งครั้ง
HR: heart rate คืออัตราการเต้าของหัวใจในหนึ่งนาที
เพราะฉะนั้นจะได้ว่า
BP (ความดันโลหิต) = SV x HR x SVR
นั่นคือค่าความดันจะแปรผันตรงกับ
1. ปริมาตรของเลือดที่สูบฉีดออกมาจากหัวใจ ซึ่งสะท้อนถึงปริมาณเลือดที่มีอยู่ในร่างกาย ถ้าเสียเลือดหรือขาดน้ำปริมาณของเลือดในร่างกายจะลดลง
2. อัตราการเต้นของหัวใจ ถ้าหัวใจเต้นเร็วมากจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
3. ค่าความต้่านทานของหลอดเลือดแดง ถ้าหลอดเลือดตีบจากไขมันเกาะผนังเส้นเลือดหรือเส้นเลือดแข็งขาดความยืดหยุ่น จะไม่สามารถขยายเพื่อปรับค่าความต้านทานของเส้นเลือดได้ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (พบได้ในผู้ที่เป็นโรคความดันทั่วๆไป)
การรักษาก็รักษาตามสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ความดันสูงขึ้น
หวังว่าการที่ผมอธิบายเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆจะพอทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ
Nuschon
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ม.ค. 2012, 18:00
Tel: 0852802720
team: อิสระ
Bike: soma saga suly lht jamis

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Nuschon »

[quote="Blue Planet"]ความดันโลหิต(BP): BP = CO x SVR
CO: cardiac output คือปริมาตรของเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจในเวลา1นาที
SVR: systemic vascular resistance คือค่าความต้านทานของหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย ถ้าหลอดเลือดแดงหดตัวหรือตีบจะยิ่งมีค่าความต้านทานมากขึ้น ถ้าหลอดเลือดแดงขยายตัวค่าความต้านทานจะลดลง (ในภาวะปกติร่างกายเราจะมีค่าความต้านทานอยู่ระดับหนึ่ง)
Cardiac output: CO = SV x HR
SV: stroke volume คือปริมาตรของเลือดที่หัวใจสูบฉีดออกมาในขณะที่หัวใจบีบตัวหนึ่งครั้ง
HR: heart rate คืออัตราการเต้าของหัวใจในหนึ่งนาที
เพราะฉะนั้นจะได้ว่า
BP (ความดันโลหิต) = SV x HR x SVR
นั่นคือค่าความดันจะแปรผันตรงกับ
1. ปริมาตรของเลือดที่สูบฉีดออกมาจากหัวใจ ซึ่งสะท้อนถึงปริมาณเลือดที่มีอยู่ในร่างกาย ถ้าเสียเลือดหรือขาดน้ำปริมาณของเลือดในร่างกายจะลดลง
2. อัตราการเต้นของหัวใจ ถ้าหัวใจเต้นเร็วมากจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
3. ค่าความต้่านทานของหลอดเลือดแดง ถ้าหลอดเลือดตีบจากไขมันเกาะผนังเส้นเลือดหรือเส้นเลือดแข็งขาดความยืดหยุ่น จะไม่สามารถขยายเพื่อปรับค่าความต้านทานของเส้นเลือดได้ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น (พบได้ในผู้ที่เป็นโรคความดันทั่วๆไป)
การรักษาก็รักษาตามสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ความดันสูงขึ้น
หวังว่าการที่ผมอธิบายเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ง่ายๆจะพอทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะครับ[/qu


ขอบคุณครับสรุปว่าหัวใจเต้นกับความดันโลหิตมีความเกี่ยวเนี่องกันตามหลักวิชาการ ทีนี้การที่นักจักรยานที่มีปัญหาความดัน (ค่อนข้างมากเกิน150ขึ้นไปหรือมากกว่า) จะสามารถออกกำลังโดยมีระดับการเต้นของหัวใจทะลุขึ้นไปถึงโซน4-5ได้นานมากแค่ไหนที่จะไม่อันตรายกับตัวเอง หรือมีอาการทางร่างกายเตือนอย่างไรบ้าง เช่นวิงเวียนหรืออื่นๆก่อนที่ตัวเองจะน๊อคหมดสติ ผมคิดว่าปัญหาที่ผมถามท่านผู้รู้จะมีประโยชน์ต่อคนออกกำลังกายทั่วไปค่อนข้างมากครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
Blue Planet
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 315
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มิ.ย. 2011, 17:36
Bike: Trek 8500 & Intense Carbine

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Blue Planet »

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรต้องตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาให้ตรงกับสาเหตุเพราะการปล่อยให้มีความดันโลหิตสูงมากและเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบกับอวัยวะอื่นๆโดยเฉพาะหัวใจ ถ้าความดันสูงจากหัวใจเต้นเร็วมากเช่นภาวะคอพอกเป็นพิษ(thyrotoxicosis) หัวใจจะทำงานหนักมากจนอาจเกิดการรวนและเต้นผิดจังหวะได้และการที่หัวใจเต้นเร็วมากๆจะทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงจนอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แต่ถ้าความดันโลหิตสูงเป็นผลจากการที่เส้นเลือดตีบลงหรือขาดความยืดหยุ่น หัวใจก็ต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดสู้กับค่าความต้านทานที่มากขึ้น จนทำให้ตัวใจโตขึ้นจากภาวะกล้ามเนื้อผนังหัวใจหนาขึ้นซึ่งก็ไม่เป็นผลดีกับหัวใจ จะเห็นว่าทั้งHRและSVRจะส่งผลกระทบกับหัวใจมาก การออกกำลังกายจนHRสูงขึ้นมากๆจึงถือว่าเป็นการเสี่ยงมาก ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงและเริ่มการรักษาจนกว่าจะสามารถคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายหนักๆ และการออกกำลังกายก็ต้องไม่หักโหมและควรปรึกษาแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่อย่างใกล้ชิด การออกกำลังกายแบบaerobic exerciseอย่างเหมาะสมมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของแพทย์(โดยเฉพาะแพทย์ด้่านโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง)
อาการที่บ่งบอกว่าควรหยุดออกกำลังกายคืออาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม อาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วและแรงกว่าที่เคยเป็นจนรู้สึกผิดปกติ อาการอ่อนล้ามากกว่าปกติ เท้าหรือบริเวณหน้าแข้งบวมกดเป็นรอยบุ๋ม ถ้าพบอาการแบบนี้ควรหยุดออกกำลังกายทันที่และควรไปพบแพทย์ทันทีที่ทำได้
การขี่จักรยานเป็นการออกกำลังกายที่ดีและมีประโยชน์ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ต้องอย่าหักโหมและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์และไม่ควรขี่ในขณะที่อากาศร้อนหรือเย็นจนเกินไป
ขอให้มีความสุขและสนุกกับการขี่จักรยานครับ
แก้ไขล่าสุดโดย Blue Planet เมื่อ 01 เม.ย. 2012, 12:58, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
Nuschon
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ม.ค. 2012, 18:00
Tel: 0852802720
team: อิสระ
Bike: soma saga suly lht jamis

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Nuschon »

Blue Planet เขียน:ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรต้องตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาให้ตรงกับสาเหตุเพราะการปล่อยให้มีความดันโลหิตสูงมากและเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบกับอวัยวะอื่นๆโดยเฉพาะหัวใจ ถ้าความดันสูงจากหัวใจเต้นเร็วมากเช่นภาวะคอพอกเป็นพิษ(thyrotoxicosis) หัวใจจะทำงานหนักมากจนอาจเกิดการรวนและเต้นผิดจังหวะได้และการที่หัวใจเต้นเร็วมากๆจะทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงจนอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แต่ถ้าความดันโลหิตสูงเป็นผลจากการที่เส้นเลือดตีบลงหรือขาดความยืดหยุ่น หัวใจก็ต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดสู้กับค่าความต้านทานที่มากขึ้น จนทำให้ตัวใจโตขึ้นจากภาวะกล้ามเนื้อผนังหัวใจหนาขึ้นซึ่งก็ไม่เป็นผลดีกับหัวใจ จะเห็นว่าทั้งHRและSVRจะส่งผลกระทบกับหัวใจมาก การออกกำลังกายจนHRสูงขึ้นมากๆจึงถือว่าเป็นการเสี่ยงมาก ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงและเริ่มการรักษาจนกว่าจะสามารถคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายหนักๆ และการออกกำลังกายก็ต้องไม่หักโหมและควรปรึกษาแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่อย่างใกล้ชิด


ขอบพระคุณมากครับสำหรับคำแนะนำดีๆที่มอบให้ครับ สรุปถ้าค่าความดันโลหิตยังค่อนข้างสูงไม่ควรปล่อยให้หัวใจเต้นขึ้นไปที่โซนสูงๆ ควรควบคุมระดับความดันให้อยู่ในระดับไม่สูงมากก็อาจปล่อยการเต้นของหัวใจให้ขึ้นไปที่โซน4-5ได้บ้างเป็นครั้งคราว ถูกต้องนะครับรับทราบ
dmesg
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1305
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ย. 2011, 10:20
Bike: Cannondale Supersix

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย dmesg »

ขอขอบคุณด้วยครัย ข้อมูลดีมากๆ :mrgreen:
รูปประจำตัวสมาชิก
porn43
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 269
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มี.ค. 2012, 16:18
ตำแหน่ง: หาดใหญ่ สงขลา 90110

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย porn43 »

ขอบคุณครับ
blitzs
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 130
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ต.ค. 2011, 13:38
team: ไร้สังกัด
Bike: nirone 7 , fixed gear สีแดง

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย blitzs »

ความดันกะ hr เกี่ยวกันในบางกรณีเท่านั้น ดูแทนกันไม่ได้ ต้องดูคู่กันไป
เวลาออกกำลังกาย กระบวนการต่างๆในร่างกาย มันจะเพิ่มทั้ง HR และ BP (ความดันโลหิต) ไม่ใช่ว่า HRเพิ่ม ทำให้ ความดันเพิ่ม
มันเพิ่มพร้อมกันไป กระบวนการมันเยอะอย่าสนใจมาก แต่ง่ายๆก็คือ

ความดันสูงก็ต้องรักษาให้ปกติ ก่อน คือ ความดันน้อยกว่า 140/90 mmHg
แล้วค่อยมาออกกำลังกาย โดยวัด HR ไม่เกิน 70% MHR( บางเล่มแนะนำแค่ 55-65 MHR) ทำไม ไม่ให้ไปโซนหนักๆ ก้ ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ท่านไม่ได้ไปแข่งเป็นอาชีพ เอาแค่ร่างกายเเข็งแรงขึ้นก็โอแล้วครับ ดังนั้นการคุม HR ในช่วงเอโรบิค มันสร้างความแข็งแรง และป้องกันโรคแทรกอื่นๆได้แล้ว แล้วจะเสี่ยงอัดไปที่โซนสี่ห้า ให้มันเสี่ยงบาดเจ็บหรือมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ทำไม(กรณีมีโรคหัวใจซ่อนอยู่) ที่สำคัญต้องดื่มน้ำให้บ่อยๆ ห้ามปล่อยให้หิวน้ำ เพราะ คนเป็นความดันเสี่ยงหลอดเลือดตีบอยู่แล้ว ถ้าเสียน้ำมากๆ เลือดมันจะข้น หลอดเลือดที่เกือบๆตีบมันจะตีบเอา (คงเคยได้ยินว่าคนออกแรง แล้วหัวใจกำเริบทำนองนั้นแหละครับ)
รูปประจำตัวสมาชิก
Blue Planet
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 315
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มิ.ย. 2011, 17:36
Bike: Trek 8500 & Intense Carbine

Re: ฮาร์ทเรทกับความดันโลหิต

โพสต์ โดย Blue Planet »

blitzs เขียน: เวลาออกกำลังกาย กระบวนการต่างๆในร่างกาย มันจะเพิ่มทั้ง HR และ BP (ความดันโลหิต) ไม่ใช่ว่า HRเพิ่ม ทำให้ ความดันเพิ่ม มันเพิ่มพร้อมกันไป
จากสมการ
BP = CO x SVR
BP = SV x HR x SVR
ร่างการจะมีกระบวนการที่จะควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์คงที่โดยมีศูนย์ควบคุมอยู่ที่บริเวณก้านสมอง เมื่อ HRเพิ่มขึ้น ค่า BPก็จะเพิ่มขึ้นแต่ร่างกายเราจะปรับให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงมากจนเป็นอันตรายโดยการปรับค่า SVR ซึ่งเป็นกระบวนการที่เร็วและเห็นผลทันที ในกรณีที่ร่างกายปกติจะพบว่า HRอาจเพิ่มขึ้นมากแต่BPแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงได้
HR จะเพิ่มขึ้นได้ในหลายกรณีเช่น
- ร่างกายขาดน้ำหรือเสียเลือดในปริมาณหนึ่ง(จะเริ่มเห็นชัดว่าHRเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายเสียเลือดหรือขาดน้ำมากกว่า15%ของปริมาณเลือดในร่างกาย) จะส่งผลกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพื่อรักษาระดับBPไว้แต่เราจะเริ่มรู้สึกมีอาการหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า(Orthostatic hypotension) ถ้าเสียเลือดหรือขาดน้ำมากกว่า30%จะพบว่าBPต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หรือที่เรียกว่า Shock ความรุนแรงของshockขึ้นกับปริมาณของการเสียเลือดหรือขาดน้ำ
- มีสารมากระตุ้นทั้งจากภายในร่างกายและที่ได้รับจากภายนอก เช่น Thyroid hormone, adrenaline หรือยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจชนิดต่างๆ เป็นต้น
- ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจบางประเภท เช่น Supraventricular tachycardia; SVT
เพราะฉะนั้นการที่HRเพิ่ม เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ แต่ร่างการจะมีกระบวนการในการปรับและควบคุมความดันไม่ให้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แต่ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาที่เส้นเลือดแข็งขาดความยืดหยุ่นหรือตีบแคบ ทำให้การปรับดวามดันโลหิตทำได้ไม่ดีเท่าคนปกติ จึงจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา
โดยยาที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะแบ่งเป็นกลุ่มๆเพื่อออกฤทธิ์ในแต่ละจุดในสมการ BP = SV x HR x SVR
- ยาที่ออกฤทธิ์เพื่อลดSVR เช่นยาในกลุ่มที่ขยายหลอดเลือด
- ยาที่ออกฤทธิ์เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น กลุ่ม beta blockerต่างๆ
- ยาที่ออกฤทธิ์ลดปริมาณเลือด เช่นยากลุ่มยาขับปัสสาวะ
ภาวะเลือดข้นจากการขาดน้ำไม่ได้ทำให้เส้นเลือดที่ตีบมีอาการตีบมากขึ้น (ไม่ใช่ขาดน้ำจนเข้าสู่ภาวะshock เพราะภาวะshockร่างกายจะสั่งการให้เส้นเลือดทั่วร่างการหดตัวตีบลงเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดที่จะไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญๆคือ ไต หัวใจ และ สมอง) แต่ภาวะเลือดข้นจะทำให้ค่าความหนืดของเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการไหลผ่านรูแคบๆของเลือดเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น
สรุป ในผู้ที่ป่วยเป็นโลคความดันโลหิตสูงจะต้องหาสาเหตุของอาการความดันโลหิตสูงและทำการรักษา มีหลายโรคที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นที่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ จะโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุมอาหาร หรือการใช้ยารักษา
ตอบกลับ

กลับไปยัง “อุปกรณ์จักรยานทั่วไป (MTB)”