เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ ๆ ทุกท่าน คิดตั้งนานค่ะ ว่าจะนำกระทู้อะไรมาให้พี่ ๆ ได้อ่านแล้วได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกท่าน จะทำเคล็ดลับเกี่ยวกับการปั่น ก็มีความรู้แค่หางอึ่ง จะเขียนบทความรึก็ท่าจะแย่ กลัวสมองไม่แล่น จะเขียนบทความนวนิยาย หรือประวัติศาสตร์ก็กลัวถูกฟ้องร้องเรียกค่าลิขสิทธิ์ (เลียนแบบดาราคริคริ) พอดีช่วงนี้ต้องดูแลคนป่วย ได้อ่านหนังสือเกี่ยวสุขภาพ และอาหาร ซึ่งจริงแล้วทุกท่านก็พอจะทราบกันดีอยู่บ้างแล้ว แต่บางท่านก็อาจจะนึกไม่ถึง ก็เลยคิดจะทำกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ชาวจักรยานค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ได้มาจากการอ่านค่ะ .......
มีข้อผิดพลาดประการใด รบกวนพี่ ๆ ช่วยแนะนำด้วยนะคะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
เริ่มปฐมฤกษ์สำหรับกระทู้นี้ด้วย.............
กินพอดี หนีอัลไซเมอร์
ในบั้นปลายชีวิต คุณตาคุณยาย ลูกหลานนิยมสรรหาของอร่อยมาบำรุงกำลัง แต่หารู้ไม่ว่า การกินมากไปกลับสร้างปัญหา
การประชุมสมาคมประสาทวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาประจำปี ครั้งที่ ๖๔ โดยบรรดาแพทย์ผู้ศึกษาพบว่าหากผู้ที่มีอายุ ๗๐ ปีเป็นต้นไปได้รับพลังงานจากการกินอาหารเกินวันละ ๒,๑๐๐ แคลอรี่ จะมีแนวโน้มเกิดภาวะบกพร่องการรับรู้ระยะแรก หรือ เอ็มซีไอ (MCI : Mild Cognitive Impairment) ซึ่งทำให้ความจะเสื่อมเพิ่มขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นสู้โรคอัลไซเมอรฺ์
การทดลองแบ่งกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุออกเป็น ๓ กลุ่ม แล้วตามติดพฤติกรรมการกิน และการดื่ม โดยกลุ่มแรกได้รับพลังงานวันละ ๖๐๐-๑,๕๒๖ แคลอรี่ กลุ่มที่สองวันละ ๑,๕๒๖-๒,๑๔๓ แคลอรี่ และกลุ่มที่สามวันละ ๒,๑๔๓-๖,๐๐๐ แคลอรี่
ผู้สูงอายุกลุ่มสุดท้ายนี้เองที่เกิดภาวะเอ็มซีไอมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ถึงสองเท่า คุณหมอสันนิษฐษนว่า เป็นเพราะเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ไขมันจะไปขัดขวางและเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง ฉะนั้นควรกินอาหารสุขภาพที่ให้พลังงานต่ำให้เป็นนิสัย
กินไม่บันยะบันยัง ต่อให้อยู่ในวัยไหนก็ทำร้ายสุขภาพไม่ต่างกันค่ะ
ขอบคุณ นิตยสาร ชีวจิต ฉบับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ (ทันโลกสุขภาพ)
กินพอดี หนีอัลไซเมอร์
ในบั้นปลายชีวิต คุณตาคุณยาย ลูกหลานนิยมสรรหาของอร่อยมาบำรุงกำลัง แต่หารู้ไม่ว่า การกินมากไปกลับสร้างปัญหา
การประชุมสมาคมประสาทวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาประจำปี ครั้งที่ ๖๔ โดยบรรดาแพทย์ผู้ศึกษาพบว่าหากผู้ที่มีอายุ ๗๐ ปีเป็นต้นไปได้รับพลังงานจากการกินอาหารเกินวันละ ๒,๑๐๐ แคลอรี่ จะมีแนวโน้มเกิดภาวะบกพร่องการรับรู้ระยะแรก หรือ เอ็มซีไอ (MCI : Mild Cognitive Impairment) ซึ่งทำให้ความจะเสื่อมเพิ่มขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นสู้โรคอัลไซเมอรฺ์
การทดลองแบ่งกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุออกเป็น ๓ กลุ่ม แล้วตามติดพฤติกรรมการกิน และการดื่ม โดยกลุ่มแรกได้รับพลังงานวันละ ๖๐๐-๑,๕๒๖ แคลอรี่ กลุ่มที่สองวันละ ๑,๕๒๖-๒,๑๔๓ แคลอรี่ และกลุ่มที่สามวันละ ๒,๑๔๓-๖,๐๐๐ แคลอรี่
ผู้สูงอายุกลุ่มสุดท้ายนี้เองที่เกิดภาวะเอ็มซีไอมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ถึงสองเท่า คุณหมอสันนิษฐษนว่า เป็นเพราะเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป ไขมันจะไปขัดขวางและเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง ฉะนั้นควรกินอาหารสุขภาพที่ให้พลังงานต่ำให้เป็นนิสัย
กินไม่บันยะบันยัง ต่อให้อยู่ในวัยไหนก็ทำร้ายสุขภาพไม่ต่างกันค่ะ
ขอบคุณ นิตยสาร ชีวจิต ฉบับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ (ทันโลกสุขภาพ)
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
คุณรู้หรือไม่?......อาหารเมดิเตอร์เรเนียนลดสมองป่วย ไม่เพียงช่วยลดน้ำหนัก การวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Neurology พบข้อดีอีกว่า ช่วยป้องกันโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากอุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันจึงไม่อุดตันเส้นเลือดซึ่งไปเลี้ยงสมอง ดังเช่นในคนที่ชื่นชอบอาหารอุดมด้วยไขมัน โดยเฉพาะจำพวกเนื้อสัตว์สีแดง
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (mediterranean food) เป็นอาหารกลุ่มประเทศรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี กรีซ สเปน ฯลฯ เน้นผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ ถั่ว ปลา นัท (เมล็ดพืชเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก) น้ำมันมะกอก
(1). เพิ่มโอกาสอายุยืน
•การศึกษารายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดโอกาสตายก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะจากมะเร็งและโรคหัวใจ 17%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งทำในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคหัวใจมาก่อนพบว่า ลดโอกาสตายลง 18%
(2). ลดเสี่ยงเบาหวาน
•การศึกษาในสเปนติดตามคน 13,000 คนไปนานกว่า 4 ปีพบว่า ลดเสี่ยงเบาหวานได้ประมาณ 83%
(3). ลดความอ้วน
•คณะวิจัยจากอิสราเอลและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 322 คนพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าอาหารไขมันต่ำ หรือคาร์โบไฮเดรต (แป้ง-น้ำตาล) ต่ำ
(4). ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2,258 คนพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ประมาณ 40%
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงโรคมือสั่นพาร์คินสัน ผลการวิจัยอีกรายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ชะลอความเสื่อมของสมองในด้านการคิดอ่านให้ช้าลง
(5). ลดเสี่ยงโรคปอด
•การศึกษาหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่คุณแม่กินอาหารแบบนี้ (หมายถึงคุณลูกมักจะได้กินแบบนี้ไปด้วย) หอบหืด หรือมีเสียง "วี๊ซ (wheeze)" เรื้อรังลดลง 88%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่กินอาหารแบบนี้เป็นโรคหอบหืดน้อยลง 40%
(6). ลดข้ออักเสบ
•น้ำมันมะกอกชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin = บีบเย็นครั้งแรก ไม่ได้ใช้ความร้อนช่วยสกัดน้ำมัน) มีสารโอลีโอแคนตาลิน (oleocanthalin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ปรับอาหารไทยหรืออาหารอื่นๆ ให้คล้ายอาหาร "เมดฯ" ได้ไหม คำตอบคือ น่าจะได้ ท่านอาจารย์ลินดา อันติโนโรแนะนำให้ปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
(1). กินพืชผักเป็นหลักได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีทหรือขนมปังเติมรำ ฯลฯ) ผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ถั่ว เมล็ดพืชเปลือกแข็ง (ที่ไม่ผ่านการทอด) นัท (ถั่วเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก)
(2). ใช้เครื่องเทศ สมุนไพรปรุงรส
(3). ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acids) สูง น้ำมันที่อาหารเมดฯ ใช้เป็นหลักคือ น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin) น้ำมันบ้านเรามีมีคุณสมบัติใกล้เคียงคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง
(4). กินปลาทะเล (ไม่ควรผ่านการทอด เนื่องจากน้ำมันปลาจะซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดจะซึมเข้า) อย่างน้อย 2 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 ส่วนบริโภค = เนื้อประมาณเท่าแผ่นไพ่ หนาประมาณนิ้วก้อย)
(5). ดื่มน้ำให้มากพอทุกวัน หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำหวาน และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
(6). ออกแรง-ออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที ทุกวันหรือเกือบทุกวัน
(7). ทำอาหารให้อร่อย (อาหารทำเองส่วนใหญ่ดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารซื้อ) นั่งลง และกินช้าๆ
ขอบคุณ.....ที่มาของเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ด้วยค่ะ
http://www.thaiblogonline.com
แล้วมาติดตามกันต่อนะคะว่าจะมีเกร็ดสาระเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องอะไรมาฝากกันอีก .....ขอบพระคุณที่ติดตามค่ะ
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (mediterranean food) เป็นอาหารกลุ่มประเทศรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี กรีซ สเปน ฯลฯ เน้นผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ ถั่ว ปลา นัท (เมล็ดพืชเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก) น้ำมันมะกอก
(1). เพิ่มโอกาสอายุยืน
•การศึกษารายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดโอกาสตายก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะจากมะเร็งและโรคหัวใจ 17%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งทำในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคหัวใจมาก่อนพบว่า ลดโอกาสตายลง 18%
(2). ลดเสี่ยงเบาหวาน
•การศึกษาในสเปนติดตามคน 13,000 คนไปนานกว่า 4 ปีพบว่า ลดเสี่ยงเบาหวานได้ประมาณ 83%
(3). ลดความอ้วน
•คณะวิจัยจากอิสราเอลและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 322 คนพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าอาหารไขมันต่ำ หรือคาร์โบไฮเดรต (แป้ง-น้ำตาล) ต่ำ
(4). ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2,258 คนพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ประมาณ 40%
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงโรคมือสั่นพาร์คินสัน ผลการวิจัยอีกรายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ชะลอความเสื่อมของสมองในด้านการคิดอ่านให้ช้าลง
(5). ลดเสี่ยงโรคปอด
•การศึกษาหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่คุณแม่กินอาหารแบบนี้ (หมายถึงคุณลูกมักจะได้กินแบบนี้ไปด้วย) หอบหืด หรือมีเสียง "วี๊ซ (wheeze)" เรื้อรังลดลง 88%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่กินอาหารแบบนี้เป็นโรคหอบหืดน้อยลง 40%
(6). ลดข้ออักเสบ
•น้ำมันมะกอกชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin = บีบเย็นครั้งแรก ไม่ได้ใช้ความร้อนช่วยสกัดน้ำมัน) มีสารโอลีโอแคนตาลิน (oleocanthalin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ปรับอาหารไทยหรืออาหารอื่นๆ ให้คล้ายอาหาร "เมดฯ" ได้ไหม คำตอบคือ น่าจะได้ ท่านอาจารย์ลินดา อันติโนโรแนะนำให้ปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
(1). กินพืชผักเป็นหลักได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีทหรือขนมปังเติมรำ ฯลฯ) ผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ถั่ว เมล็ดพืชเปลือกแข็ง (ที่ไม่ผ่านการทอด) นัท (ถั่วเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก)
(2). ใช้เครื่องเทศ สมุนไพรปรุงรส
(3). ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acids) สูง น้ำมันที่อาหารเมดฯ ใช้เป็นหลักคือ น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin) น้ำมันบ้านเรามีมีคุณสมบัติใกล้เคียงคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง
(4). กินปลาทะเล (ไม่ควรผ่านการทอด เนื่องจากน้ำมันปลาจะซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดจะซึมเข้า) อย่างน้อย 2 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 ส่วนบริโภค = เนื้อประมาณเท่าแผ่นไพ่ หนาประมาณนิ้วก้อย)
(5). ดื่มน้ำให้มากพอทุกวัน หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำหวาน และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
(6). ออกแรง-ออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที ทุกวันหรือเกือบทุกวัน
(7). ทำอาหารให้อร่อย (อาหารทำเองส่วนใหญ่ดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารซื้อ) นั่งลง และกินช้าๆ
ขอบคุณ.....ที่มาของเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ด้วยค่ะ
http://www.thaiblogonline.com
แล้วมาติดตามกันต่อนะคะว่าจะมีเกร็ดสาระเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องอะไรมาฝากกันอีก .....ขอบพระคุณที่ติดตามค่ะ
- βlue$ushi™
- ขาประจำ
- โพสต์: 2606
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ธ.ค. 2008, 14:43
- Tel: 081 612 9753,02 589 0804
- team: กลุ่มรวมมิตร/LT BIKE/KUKOT/ThaiNCC
- Bike: Jamie(Jamis XC2)/Jinny(Giant DS1 Warp)/Indy(JAVA Fit)/แม่บ้าน/LA Terrano หักไปแร้ววว/เสือเหมา(Mosso676)/BlueZombie(Asama Tandem)/TrinX TandeM 26"/น้องเอก(เขนก) Greenspeed Tadpole Recumbent Trike
- ตำแหน่ง: หลัง ม.ธุรกิจฯ
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
────────────────────░███░
───────────────────░█░░░█░
──────────────────░█░░░░░█░
─────────────────░█░░░░░█░
──────────░░░───░█░░░░░░█░
─────────░███░──░█░░░░░█░
───────░██░░░██░█░░░░░█░
──────░█░░█░░░░██░░░░░█░
────░██░░█░░░░░░█░░░░█░
───░█░░░█░░░░░░░██░░░█░
──░█░░░░█░░░░░░░░█░░░█░
──░█░░░░░█░░░░░░░░█░░░█░
──░█░░█░░░█░░░░░░░░█░░█░
─░█░░░█░░░░██░░░░░░█░░█░
─░█░░░░█░░░░░██░░░█░░░█░
─░█░█░░░█░░░░░░███░░░░█░
░█░░░█░░░██░░░░░█░░░░░█░
░█░░░░█░░░░█████░░░░░█░
░█░░░░░█░░░░░░░█░░░░░█░
░█░█░░░░██░░░░█░░░░░█░
─░█░█░░░░░████░░░░██░
─░█░░█░░░░░░░█░░██░█░
──░█░░██░░░██░░█░░░█░
───░██░░███░░██░█░░█░
────░██░░░███░░░█░░░█░
──────░███░░░░░░█░░░█░
──────░█░░░░░░░░█░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░░█░
████──░█░████░░░░░░░░█░
█──█──████──████░░░░░█░
█──█──█──█──█──████████
█──█──████──█──█──────█
█──█──█──█────██──██──█
█──████──█──█──█──────█
█─────█──█──█──█──█████
███████──████──█──────█
──────████──██████████
───────────────────░█░░░█░
──────────────────░█░░░░░█░
─────────────────░█░░░░░█░
──────────░░░───░█░░░░░░█░
─────────░███░──░█░░░░░█░
───────░██░░░██░█░░░░░█░
──────░█░░█░░░░██░░░░░█░
────░██░░█░░░░░░█░░░░█░
───░█░░░█░░░░░░░██░░░█░
──░█░░░░█░░░░░░░░█░░░█░
──░█░░░░░█░░░░░░░░█░░░█░
──░█░░█░░░█░░░░░░░░█░░█░
─░█░░░█░░░░██░░░░░░█░░█░
─░█░░░░█░░░░░██░░░█░░░█░
─░█░█░░░█░░░░░░███░░░░█░
░█░░░█░░░██░░░░░█░░░░░█░
░█░░░░█░░░░█████░░░░░█░
░█░░░░░█░░░░░░░█░░░░░█░
░█░█░░░░██░░░░█░░░░░█░
─░█░█░░░░░████░░░░██░
─░█░░█░░░░░░░█░░██░█░
──░█░░██░░░██░░█░░░█░
───░██░░███░░██░█░░█░
────░██░░░███░░░█░░░█░
──────░███░░░░░░█░░░█░
──────░█░░░░░░░░█░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░░█░
──────░█░░░░░░░░░░░░░█░
████──░█░████░░░░░░░░█░
█──█──████──████░░░░░█░
█──█──█──█──█──████████
█──█──████──█──█──────█
█──█──█──█────██──██──█
█──████──█──█──█──────█
█─────█──█──█──█──█████
███████──████──█──────█
──────████──██████████
สรุปทริป พี่น้อง สองน่อง ปี๖/๑...ราชภักดิ์ - ชั่งหัวมัน กดครับ
TrinX TandeM 26" กดครับ
facebook>CaseyKasem BlueSushi
TrinX TandeM 26" กดครับ
facebook>CaseyKasem BlueSushi
-
สันติภาพ เเว่นเเก้ว
- ขาประจำ
- โพสต์: 848
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 10:17
- team: ปั่นกินกาเเฟ
- Bike: CAAD
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
พี่ต้องรีบหามากินเเล้วหละพี่ ปั่นกะไม่ได้ช่วงนี้บานเเน่paravatee เขียน:คุณรู้หรือไม่?......อาหารเมดิเตอร์เรเนียนลดสมองป่วย ไม่เพียงช่วยลดน้ำหนัก การวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Neurology พบข้อดีอีกว่า ช่วยป้องกันโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากอุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันจึงไม่อุดตันเส้นเลือดซึ่งไปเลี้ยงสมอง ดังเช่นในคนที่ชื่นชอบอาหารอุดมด้วยไขมัน โดยเฉพาะจำพวกเนื้อสัตว์สีแดง
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (mediterranean food) เป็นอาหารกลุ่มประเทศรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี กรีซ สเปน ฯลฯ เน้นผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ ถั่ว ปลา นัท (เมล็ดพืชเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก) น้ำมันมะกอก
(1). เพิ่มโอกาสอายุยืน
•การศึกษารายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดโอกาสตายก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะจากมะเร็งและโรคหัวใจ 17%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งทำในคนอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคหัวใจมาก่อนพบว่า ลดโอกาสตายลง 18%
(2). ลดเสี่ยงเบาหวาน
•การศึกษาในสเปนติดตามคน 13,000 คนไปนานกว่า 4 ปีพบว่า ลดเสี่ยงเบาหวานได้ประมาณ 83%
(3). ลดความอ้วน [/size]
•คณะวิจัยจากอิสราเอลและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 322 คนพบว่า อาหารแบบนี้ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าอาหารไขมันต่ำ หรือคาร์โบไฮเดรต (แป้ง-น้ำตาล) ต่ำ
(4). ลดเสี่ยงอัลไซเมอร์
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 2,258 คนพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ประมาณ 40%
•คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า อาหารแบบนี้ลดเสี่ยงโรคมือสั่นพาร์คินสัน ผลการวิจัยอีกรายงานหนึ่งพบว่า อาหารแบบนี้ชะลอความเสื่อมของสมองในด้านการคิดอ่านให้ช้าลง
(5). ลดเสี่ยงโรคปอด
•การศึกษาหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่คุณแม่กินอาหารแบบนี้ (หมายถึงคุณลูกมักจะได้กินแบบนี้ไปด้วย) หอบหืด หรือมีเสียง "วี๊ซ (wheeze)" เรื้อรังลดลง 88%
•การศึกษาอีกรายงานหนึ่งพบว่า เด็กๆ ที่กินอาหารแบบนี้เป็นโรคหอบหืดน้อยลง 40%
(6). ลดข้ออักเสบ
•น้ำมันมะกอกชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin = บีบเย็นครั้งแรก ไม่ได้ใช้ความร้อนช่วยสกัดน้ำมัน) มีสารโอลีโอแคนตาลิน (oleocanthalin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ปรับอาหารไทยหรืออาหารอื่นๆ ให้คล้ายอาหาร "เมดฯ" ได้ไหม คำตอบคือ น่าจะได้ ท่านอาจารย์ลินดา อันติโนโรแนะนำให้ปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
(1). กินพืชผักเป็นหลักได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีทหรือขนมปังเติมรำ ฯลฯ) ผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) ถั่ว เมล็ดพืชเปลือกแข็ง (ที่ไม่ผ่านการทอด) นัท (ถั่วเปลือกแข็งกระเทาะเปลือก)
(2). ใช้เครื่องเทศ สมุนไพรปรุงรส
(3). ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acids) สูง น้ำมันที่อาหารเมดฯ ใช้เป็นหลักคือ น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะชนิดสีเขียวเข้ม (extra virgin) น้ำมันบ้านเรามีมีคุณสมบัติใกล้เคียงคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง
(4). กินปลาทะเล (ไม่ควรผ่านการทอด เนื่องจากน้ำมันปลาจะซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดจะซึมเข้า) อย่างน้อย 2 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 ส่วนบริโภค = เนื้อประมาณเท่าแผ่นไพ่ หนาประมาณนิ้วก้อย)
(5). ดื่มน้ำให้มากพอทุกวัน หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำหวาน และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล
(6). ออกแรง-ออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที ทุกวันหรือเกือบทุกวัน
(7). ทำอาหารให้อร่อย (อาหารทำเองส่วนใหญ่ดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารซื้อ) นั่งลง และกินช้าๆ
ขอบคุณ.....ที่มาของเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ด้วยค่ะ
http://www.thaiblogonline.com
แล้วมาติดตามกันต่อนะคะว่าจะมีเกร็ดสาระเกี่ยวกับสุขภาพเรื่องอะไรมาฝากกันอีก .....ขอบพระคุณที่ติดตามค่ะ![]()
![]()
![]()
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
วันนี้เราจะมาบอกเล่า 9-10 ของเรื่องการกินที่ช่วยลดการอักเสบกันค่ะ
"กินลดอักเสบ ชะลอวัย"
เมื่อกล่าวถึงการอักเสบ หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลสุขภาพอาจจะคิดว่าหมายถึงการอักเสบภายนอก ซึ่งมีอาการร้อนและบวมแดงบริเวณแผลแท้จริงแล้ว การอักเสบที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ (ก่อนวัย) เกิดขึ้นภายใน ซึ่งเป็นผลมาจากการสลายของเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา
นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ ผู้เขี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า
"การอักเสบเรื้อรังภายในเป็นรากเหง้าของโรคที่ก่อให้ร่างกายเสื่อม เช่น โรคข้ออักเสบ โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ดังนั้น หากรู้จักเลือกกินอาหารที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบ จะลดโรคข้างต้น และช่วยชะลอวัย"
4 กลุ่มอาหารต่อไปนี้ช่วยลดการอักเสบ และคืนความเป็นหนุ่มสาวให้คุณได้ค่ะ
ข้าว : รำข้าว และจมูกข้าวสาลี มีบีเทอีน (Betaine) ช่วยลดระดับโฮโมชีสเทอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นกรดแอมิโนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณเยี่อบุผิวหนังหลอดเลือด สาเหตุของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ
ปลา : ปลาค้อด และปลาแซลมอนมีโคลีน (Choline) ใช้สร้างไขมันในเซลล์เมมเบรน ช่วยให้ผิวเต่งตึง และช่วยลดระดับโฮโมชีสเทอีน
ถั่ว : ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และวอลนัท มีสังกะสี ช่วยลด และควบคุมการอักเสบ
ผัก : คะน้า ผักโขม ตำลึง กวางตุ้ง และบรอกโคลี มีใยอาหารสูง ช่วยดักจับไขมัน สาเหตุของโรคเรื้อรัง และการอักเสบภายในร่างกาย
นอกจากกินให้ถูกหลัก อย่าลืมสร้างสมดุลโดยการนอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานร่วมด้วย เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และชะลอวัยอย่างแท้จริง
ปล. กระหล่ำปลีดอก, คะน้า, กวางตุ้ง และบรอกโคลี ยังช่วยถนอมเต้า และป้องกันมะเร็งเต้านมอีกด้วยนะคะ
ขอบพระคุณอย่างสูง : (เกร็ดสุขภาพ ชีวจิตมือใหม่) โดยคุณธิษณา จรรยาชัยเลิศ นิตยสารชีวจิต
"กินลดอักเสบ ชะลอวัย"
เมื่อกล่าวถึงการอักเสบ หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลสุขภาพอาจจะคิดว่าหมายถึงการอักเสบภายนอก ซึ่งมีอาการร้อนและบวมแดงบริเวณแผลแท้จริงแล้ว การอักเสบที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ (ก่อนวัย) เกิดขึ้นภายใน ซึ่งเป็นผลมาจากการสลายของเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา
นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ ผู้เขี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกกล่าวว่า
"การอักเสบเรื้อรังภายในเป็นรากเหง้าของโรคที่ก่อให้ร่างกายเสื่อม เช่น โรคข้ออักเสบ โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ดังนั้น หากรู้จักเลือกกินอาหารที่มีสรรพคุณต้านการอักเสบ จะลดโรคข้างต้น และช่วยชะลอวัย"
4 กลุ่มอาหารต่อไปนี้ช่วยลดการอักเสบ และคืนความเป็นหนุ่มสาวให้คุณได้ค่ะ
ข้าว : รำข้าว และจมูกข้าวสาลี มีบีเทอีน (Betaine) ช่วยลดระดับโฮโมชีสเทอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นกรดแอมิโนที่ทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณเยี่อบุผิวหนังหลอดเลือด สาเหตุของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ
ปลา : ปลาค้อด และปลาแซลมอนมีโคลีน (Choline) ใช้สร้างไขมันในเซลล์เมมเบรน ช่วยให้ผิวเต่งตึง และช่วยลดระดับโฮโมชีสเทอีน
ถั่ว : ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และวอลนัท มีสังกะสี ช่วยลด และควบคุมการอักเสบ
ผัก : คะน้า ผักโขม ตำลึง กวางตุ้ง และบรอกโคลี มีใยอาหารสูง ช่วยดักจับไขมัน สาเหตุของโรคเรื้อรัง และการอักเสบภายในร่างกาย
นอกจากกินให้ถูกหลัก อย่าลืมสร้างสมดุลโดยการนอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานร่วมด้วย เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และชะลอวัยอย่างแท้จริง
ปล. กระหล่ำปลีดอก, คะน้า, กวางตุ้ง และบรอกโคลี ยังช่วยถนอมเต้า และป้องกันมะเร็งเต้านมอีกด้วยนะคะ
ขอบพระคุณอย่างสูง : (เกร็ดสุขภาพ ชีวจิตมือใหม่) โดยคุณธิษณา จรรยาชัยเลิศ นิตยสารชีวจิต
- น้าเป็ด...
- ขาประจำ
- โพสต์: 7114
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
เข้าท่า แฮะ หึหึ
- คุณขวัญแก้ว
- ขาประจำ
- โพสต์: 17732
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2010, 13:32
- team: Highway Bike Thailand
- Bike: Trek, Peugeot, Dr.hon , Bianchi
- ตำแหน่ง: 382 ซ.12 ม.เลคการ์เด้น ถ.ขุมทอง-ลำต้อยติ่ง แขวงขุมทอง ลาดกระบัง กทม.
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
...สุข ทุกข์ ล้วนใจกำหนด...
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ได้ความรู้มากมายนำมาใช้กับชีวิต ขอให้กำลังใจคนเขียนกระทู้ดี ๆ ครับ ให้กำลังใจต่อกันครับ ขอบคุณมากครับ

- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ขอบพระคุณทุกกำลังใจค่ะ คิดไว้ว่าจะพยายามตอบกระทู้ให้ได้ทุกวัน เพื่อจะได้นำความรู้และข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ทั้งสาเหตุ อาการ และข้อควรปฏิบัติ ทั้งอาหารที่มีประโยชน์ วิธีการรักษา เพื่อจะได้ให้พี่ ๆ ทุกท่านได้นำความรู้และเกร็ดสาระนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และอาจจะนำความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ไปใช้กับบุคคลใกล้ชิด หรือเพื่อน ๆ ได้ค่ะ ......ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
มีเกร็ดสาระเกี่ยวกับ "โรคเกาต์" มาฝากกันค่ะ
โรคเกาต์ เกิดจากอะไร ?
โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ผลึกยูเรต คั่งอยู่ในร่างกาย โดยที่มาของผลึกยูเรตนี้เกิดจาก กรดยูริค ซึ่งเป็นกรดชนิดหนึ่งในกระแสเลือด มีปริมาณมากผิดปกติทำให้เกิดการรวมตัวกลายเป็นผลึกยูเรต ตกอยู่ตามกระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันตามข้อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมักจะสะสมเป็นปริมาณมากในตำแหน่งของร่างกายที่มีอุณภูมิต่ำ เช่น ปลายเท้า กระดูกอ่อนของใบหู เป็นต้น
สาเหตุใหญ่ที่ทำให้กระยูริคในเลือดสูงเกิดจากความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวข้องกับ
* กรรมพันธุ์
* โรคไตวาย
* การได้รับสารเคมีบางชนิด
* มีการสร้างกรดยูริคมากขึ้น
* ขับกรดยูริคน้อยลงผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคเกาต์มีอายุตั้งแต่ 41-60 ปี อ้วน เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงในอัตราส่วน 10:1
ระดับกรดยูริคในเลือด
* ผู้ชาย ค่าปกติ 3.4-7.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
* ผู้หญิง ค่าปกติ 2.4-5.7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ระดับกรดยูริคในเลือดที่สูงเกินค่าปกติ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์แล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไตด้วย
อาการของโรคเกาต์
1. ระยะที่มีกรดยูริคในเลือดสูงแต่ยังไม่มีอาการข้ออักเสบ ผู้ชายที่เป็นโรคเกาต์มักจะเริ่มมีระดับกระยูริคในเลือดสูงตั้งแต่อายุประมาณ 14-16 ปี ส่วนผู้หญิงที่เป็นเกาต์จะมีกระยูริคในเลือดสูงหลังหมดประจำเดือน
2. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลันในโรคเกาต์มัก ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณข้อเท้า ข้อหัวแม่เท้า และข้อเข่า อาการอักเสบข้องข้อจะปวดรุนแรงที่สุดใน 24-48 ชั่วโมงแรก ต่อมาจะค่อย ๆ ทุเลาลงไปใน 3-5 วัน และหากไม่ได้รับการักษาที่ถูกต้องจะเกิดอาการอักเสบซ้ำใหม่ได้
3. ระยะไม่อักเสบ และระยะเป็นซ้ำ ในช่วงเวลาที่ไม่มีข้ออักเสบผู้ป่วยจะมีอาการเป็นปกติ การอักเสบครั้งต่อไปจะกินเวลาเป็นเดือน ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการอักเสบจะเป็นถี่ขึ้น และกินเวลานานขึ้น จนในที่สุดจะมีอาการอักเสบพร้อมกันหลาย ๆ ข้อ
4. ระยะอักเสบเรื้อรัง นอกจากจะมีข้ออักเสบพร้อมกันหลาย ๆ ข้อแล้ว จะมีปุ่มก้อนโตนูนขึ้นตามบริเวณข้อ และใต้ผิวหนัง บางครั้งจะแตกออกมีสารสีขาวคล้ายชอล์ค หรือยาสีฟัน
ข้อควรปฏิบัติ
ในปัจจุบันโรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ โดยหายจากอาการเจ็บปวด รวมทั้งสามารถป้องกันไม่ให้อักเสบขึ้นอีก โดยควรปฏิบัติดังนี้
1. ควรควบคุมน้ำหนัก และอาหาร การลดน้ำหนักจะช่วยลดระดับกระยูริคในเลือดได้ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในโรคเกาต์ได้แก่ เครื่องในสัตว์ต่าง ๆ สัตว์ปีก หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก สุราทุกชนิด เบียร์ และของหมักดองจากยีสต์
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3. เมื่อมีอาการข้ออักเสบ ควรไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
4. ไม่ควรนวดหรือคลึงบริเวณที่บวม จะทำให้ผลึกยูเรตกระจายไปตามข้อ และเนื้อเยื่อ จะทำให้เจ็บปวดมาก
5. ในผู้ที่ได้รับยาลดกรดยูริค และยาที่ใช้ในการป้องกันข้ออักเสบ อาจจะต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นปี ดังนั้นจึงไม่ควรหยุดเอง และควรติดต่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ขอบพระคุณข้อมูลจาก.......โรงพยาบาลธนบุรี 2 ค่ะ
โรคเกาต์ เกิดจากอะไร ?
โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ผลึกยูเรต คั่งอยู่ในร่างกาย โดยที่มาของผลึกยูเรตนี้เกิดจาก กรดยูริค ซึ่งเป็นกรดชนิดหนึ่งในกระแสเลือด มีปริมาณมากผิดปกติทำให้เกิดการรวมตัวกลายเป็นผลึกยูเรต ตกอยู่ตามกระดูกอ่อน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันตามข้อต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมักจะสะสมเป็นปริมาณมากในตำแหน่งของร่างกายที่มีอุณภูมิต่ำ เช่น ปลายเท้า กระดูกอ่อนของใบหู เป็นต้น
สาเหตุใหญ่ที่ทำให้กระยูริคในเลือดสูงเกิดจากความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวข้องกับ
* กรรมพันธุ์
* โรคไตวาย
* การได้รับสารเคมีบางชนิด
* มีการสร้างกรดยูริคมากขึ้น
* ขับกรดยูริคน้อยลงผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคเกาต์มีอายุตั้งแต่ 41-60 ปี อ้วน เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงในอัตราส่วน 10:1
ระดับกรดยูริคในเลือด
* ผู้ชาย ค่าปกติ 3.4-7.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
* ผู้หญิง ค่าปกติ 2.4-5.7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ระดับกรดยูริคในเลือดที่สูงเกินค่าปกติ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์แล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไตด้วย
อาการของโรคเกาต์
1. ระยะที่มีกรดยูริคในเลือดสูงแต่ยังไม่มีอาการข้ออักเสบ ผู้ชายที่เป็นโรคเกาต์มักจะเริ่มมีระดับกระยูริคในเลือดสูงตั้งแต่อายุประมาณ 14-16 ปี ส่วนผู้หญิงที่เป็นเกาต์จะมีกระยูริคในเลือดสูงหลังหมดประจำเดือน
2. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลันในโรคเกาต์มัก ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณข้อเท้า ข้อหัวแม่เท้า และข้อเข่า อาการอักเสบข้องข้อจะปวดรุนแรงที่สุดใน 24-48 ชั่วโมงแรก ต่อมาจะค่อย ๆ ทุเลาลงไปใน 3-5 วัน และหากไม่ได้รับการักษาที่ถูกต้องจะเกิดอาการอักเสบซ้ำใหม่ได้
3. ระยะไม่อักเสบ และระยะเป็นซ้ำ ในช่วงเวลาที่ไม่มีข้ออักเสบผู้ป่วยจะมีอาการเป็นปกติ การอักเสบครั้งต่อไปจะกินเวลาเป็นเดือน ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการอักเสบจะเป็นถี่ขึ้น และกินเวลานานขึ้น จนในที่สุดจะมีอาการอักเสบพร้อมกันหลาย ๆ ข้อ
4. ระยะอักเสบเรื้อรัง นอกจากจะมีข้ออักเสบพร้อมกันหลาย ๆ ข้อแล้ว จะมีปุ่มก้อนโตนูนขึ้นตามบริเวณข้อ และใต้ผิวหนัง บางครั้งจะแตกออกมีสารสีขาวคล้ายชอล์ค หรือยาสีฟัน
ข้อควรปฏิบัติ
ในปัจจุบันโรคเกาต์เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ โดยหายจากอาการเจ็บปวด รวมทั้งสามารถป้องกันไม่ให้อักเสบขึ้นอีก โดยควรปฏิบัติดังนี้
1. ควรควบคุมน้ำหนัก และอาหาร การลดน้ำหนักจะช่วยลดระดับกระยูริคในเลือดได้ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในโรคเกาต์ได้แก่ เครื่องในสัตว์ต่าง ๆ สัตว์ปีก หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก สุราทุกชนิด เบียร์ และของหมักดองจากยีสต์
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3. เมื่อมีอาการข้ออักเสบ ควรไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
4. ไม่ควรนวดหรือคลึงบริเวณที่บวม จะทำให้ผลึกยูเรตกระจายไปตามข้อ และเนื้อเยื่อ จะทำให้เจ็บปวดมาก
5. ในผู้ที่ได้รับยาลดกรดยูริค และยาที่ใช้ในการป้องกันข้ออักเสบ อาจจะต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นปี ดังนั้นจึงไม่ควรหยุดเอง และควรติดต่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ขอบพระคุณข้อมูลจาก.......โรงพยาบาลธนบุรี 2 ค่ะ
- เนิ่ม ชมภูศรี
- ขาประจำ
- โพสต์: 6385
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 21:02
- Tel: 081 7533298
- team: ศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 PBC PHITSANULOK
- Bike: connago....KAZA...GIANT...GT....
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ขออนุญาติคุณภารวตีก๊อปข้อมูลก็บไว้เป็นความรู้ในการเสริมเรืื่องสุขภาพของตนเอง ครับ ขอบพระคุณมากครับที่ให้ความรู้กับทุก ๆ คน ครับ

- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
ด้วยความยินดีค่ะ ดีใจมาก ๆ ค่ะ ที่เกร็ดเล็ก ๆ นี้มีประโยชน์กับทุก ๆ ท่านค่ะ ขอบคุณนะคะที่ติดตาม เรื่องต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ติดตาม และติชมด้วยนะคะ............เนิ่ม ชมภูศรี เขียน:ขออนุญาติคุณภารวตีก๊อปข้อมูลก็บไว้เป็นความรู้ในการเสริมเรืื่องสุขภาพของตนเอง ครับ ขอบพระคุณมากครับที่ให้ความรู้กับทุก ๆ คน ครับ![]()
![]()
- paravatee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1220
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2011, 16:36
- Tel: OTU OFT PSKR
- team: cool70
Re: เกร็ดสุขภาพสั้น ๆ ง่าย ๆ กับ Paravatee ค่ะ
วันนี้จะเป็นเรื่องของมะเร็งลำไส้ใหญ่ค่ะ บทความนี้อาจจะยาวไปนิดนะคะ แต่ด้วยเนื้อหาแล้วตัดออกไม่ได้เลยค่ะ เพราะเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น .....
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาหารช่วยได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่นับว่าเป็นภัยเงียบเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่ออาการเข้าขั้นรุนแรงแล้ว อาหารจะช่วยป้องกันให้ห่างไกลจากมะเร็งชนิดนี้ได้หรือไม่ ผศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ กรรมการมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และแพทย์ประจำโรงพยาลาลมาราธิบดี จะเป็นผู้ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ค่ะ
อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง
จริง ๆ ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นชัดยังไม่มีมาก อย่างแรกคือ อายุ ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยง เพราะพบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากมักมีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในคนอายุน้อยลง เช่น พบในคนอายุ 40 มากขึ้น หรือ อายุ 30 กว่า ๆ ก็เริ่มพบบ้าง อย่างที่สองคือกรรมพันธุ์ หากมีญาติพี่น้องใกล้ชิดเคยเป็นมะเร็ง ก็เพิ่มโอกาสการเป็นด้วย
อาการที่ส่อเค้าว่าน่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอะไรบ้าง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรก ๆ ตอนเป็นน้อย ๆ มักจะไม่มีอาการฉะนั้นจึงไม่มีทางทราบเลยว่าเป็น โดยอาการที่พบบ่อย ๆ คือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ขนาดของอุจจาระเล็กลง คล้ายแท่งดินสอ เพราะผ่านรูลำไส้ที่ตีบ ผู้ป่วยบางรายก็มีอาการซีดเพราะเลือดออกในลำไส้ นอกจากนั้นก็จะมีอาการของมะเร็งทั่วไป เช่นอ่อนเพลีย น้ำหนักลด แต่ในคน ๆ เดียวไม่ได้มีหมดทุกอาการบางรายมีอาการไม่รุ่นแรง บางรายรุนแรง ขึ้นกับตัวโรคว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่อยากให้ตกใจว่าถ้าถ่ายเป็นเลือดแล้วจะต้องเป็นมะเร็ง เพราะอาจเป็นโรคริดสีดวงทวารก็ได้ แต่ความแตกต่างคือ ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เลือดจะปนมากับเนื้ออุจจาระแต่ถ้าเป็นริดสีดวงทวารพอถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วค่อยมีเลือดออกมา หรือมีเลือดเคลือบอยู่ด้านนอกเพราะจุดที่เลือดออกอยู่ตรงปลายรูทวารหนักไม่ปนเป็นเนื้อเดียวเหมือนอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจพบติ่งเนื้อในลำไส้ซึ่งติ่งเนื้อจะใช้เวลาประมาณ5-10ปีพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่ามีติ่งเนื้ออยู่ในลำไส้ นอกจากตรงติ่งเนื้อจะมีเลือดออกถึงสงสัย แล้วไปส่องกล้องดูจึงพบ
แพทย์สามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะแรกหรือไม่
โชคดีว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทราบได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนมีอาการว่าเป็นหรือไม่ด้วยการคัดกรองซึ่งมีหลายวิธี ตั้งแต่การนำอุจจาระไปตรวจ แพทย์ใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก การสวนแป้งเข้าไปในลำไส้แล้วเอกซเรย์การส่องกล้องดูในลำไส้ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และล่าสุดคือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
รับประทานผัก และผลไม้ป้องกันได้หรือไม่
เรื่องผัก และผลไม้ที่เขาสนใจกันมี 2 ประเด็น คือ กากใยหรือไฟเบอร์ เพราะมีข้อมูลว่าเท่าที่ผ่านมาชาวตะวันออกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าชาวตะวันตกอันน่าจะมาจากสาเหตุของอาหาร โดยชาวตะวันออกรับประทานผักและผลไม้ซึ่งมีกากใยมากกว่าชาวตะวันตก และยังมีข้อมูลสนับสนุนอีกว่าลูกหลานชาวเอเชียที่บรรพบุรุษอพยพไปตั้งรกรากในยุโรปหรืออเมริกามีอุบัติการณ์เกิดมะเร็งสูงกว่าชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้ก็เลยคิดว่าอาหารน่าจะมีส่วนในการทำให้เกิดมะเร็ง แต่จะจำเพราะเจาะจงว่ามาจากกากใยหรือเปล่ายังไม่มีข้อมูลชัด ๆ
ส่วนอีกเรื่องคือในผัก ผลไม้มีวิตามินต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเรื่องอนุมูลอิสระเป็นทฤษฏีหนึ่งที่เชื่อกันว่าถ้าเราได้รับสารตัวนี้นาน ๆ และบ่อย ๆ จะไปเปลี่ยนเซลล์ของเราให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง แต่ยังไม่มีการระบุชัด ๆ ว่าผัก และผลไม้อะไรที่ช่วยลดมะเร็งได้เพียงแต่มีข้อมูลโดยรวมว่าผัก และผลไม้ช่วยได้ แต่เรื่องที่ค่อนข้างมีข้อมูลมากหน่อยคือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน รวมทั้งพบว่า การสูบบุหรี่ควบคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย
รับประทานเนื้อสัตว์ทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่
อีกเรื่องที่ค่อนข้างสรุปได้ยากหน่อยคือเรื่องเนื้อสัตว์เพราะมีการพูดกันเยอะว่า การรับประทานเนื้อสัตว์จะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง หรือทำให้เซลล์มะเร็งโตขึ้น จริง ๆ การรับประทานเนื้อสัตวฺ์ไม่ได้เป็นข้อห้ามว่าจะทำให้เป็นมะเร็งแต่ว่าต้องรับประทานอย่างพอเหมาะ อย่ารับประทานมาก และเป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่อย่างนั้นอาจเสี่ยงได้เหมือนกัน แต่เนื้อที่ไม่ค่อยมีปัญหามาก ก็คือ เนื้อไก่ เนื้อปลา สรุปก็คือ พยายามรับประทานอาหารให้หลากหลายอย่ารับประทานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เลือกอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม
ความอ้วนมีผลต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่
ความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทำงานออฟฟิศในปัจจุบันยิ่งทำให้อ้วน เพราะต้องนั่งอยู่กับโต๊ะ ไม่ได้เดินเหินไปไหน ไม่ได้ออกกำลังกาย และก็ไม่ได้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดังนั้นหนุ่มสาวออฟฟิศจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ไม่ก่อให้เกิดโรคอ้วน
ผู้ที่ท้องผูกเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
ยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่ท้องผูกมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนถ่ายปกติ แต่ก็พยายามอย่าให้ท้องผูกเพราะอาจก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวารได้ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ
การสวนทวารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่
การสวนทวารไม่ได้ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่นอกจากนั้นการมีแรงดันเข้าไปในลำไส้ หากควบคุมไม่ได้ก็ส่งผลให้ลำไส้แตกได้ แล้วอุจจาระก็จะไหลเข้าไปในช่องท้องจนเกิดการอักเสบรุนแรงบางรายอาจต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ถึงแม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ก็น่ากลัวเหมือนกัน ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง
ทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมใส่ใจรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น รวมถึงรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อป้องกันร่างกายจากมะเร็งนานาชนิด โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่
ขอบพระคุณนิตยสาร Health Today ค่ะ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาหารช่วยได้
มะเร็งลำไส้ใหญ่นับว่าเป็นภัยเงียบเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์เมื่ออาการเข้าขั้นรุนแรงแล้ว อาหารจะช่วยป้องกันให้ห่างไกลจากมะเร็งชนิดนี้ได้หรือไม่ ผศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ กรรมการมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย และแพทย์ประจำโรงพยาลาลมาราธิบดี จะเป็นผู้ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ค่ะ
อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง
จริง ๆ ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นชัดยังไม่มีมาก อย่างแรกคือ อายุ ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยง เพราะพบว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนมากมักมีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในคนอายุน้อยลง เช่น พบในคนอายุ 40 มากขึ้น หรือ อายุ 30 กว่า ๆ ก็เริ่มพบบ้าง อย่างที่สองคือกรรมพันธุ์ หากมีญาติพี่น้องใกล้ชิดเคยเป็นมะเร็ง ก็เพิ่มโอกาสการเป็นด้วย
อาการที่ส่อเค้าว่าน่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอะไรบ้าง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรก ๆ ตอนเป็นน้อย ๆ มักจะไม่มีอาการฉะนั้นจึงไม่มีทางทราบเลยว่าเป็น โดยอาการที่พบบ่อย ๆ คือถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ขนาดของอุจจาระเล็กลง คล้ายแท่งดินสอ เพราะผ่านรูลำไส้ที่ตีบ ผู้ป่วยบางรายก็มีอาการซีดเพราะเลือดออกในลำไส้ นอกจากนั้นก็จะมีอาการของมะเร็งทั่วไป เช่นอ่อนเพลีย น้ำหนักลด แต่ในคน ๆ เดียวไม่ได้มีหมดทุกอาการบางรายมีอาการไม่รุ่นแรง บางรายรุนแรง ขึ้นกับตัวโรคว่าเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่อยากให้ตกใจว่าถ้าถ่ายเป็นเลือดแล้วจะต้องเป็นมะเร็ง เพราะอาจเป็นโรคริดสีดวงทวารก็ได้ แต่ความแตกต่างคือ ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เลือดจะปนมากับเนื้ออุจจาระแต่ถ้าเป็นริดสีดวงทวารพอถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วค่อยมีเลือดออกมา หรือมีเลือดเคลือบอยู่ด้านนอกเพราะจุดที่เลือดออกอยู่ตรงปลายรูทวารหนักไม่ปนเป็นเนื้อเดียวเหมือนอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาจพบติ่งเนื้อในลำไส้ซึ่งติ่งเนื้อจะใช้เวลาประมาณ5-10ปีพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็ง แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่ามีติ่งเนื้ออยู่ในลำไส้ นอกจากตรงติ่งเนื้อจะมีเลือดออกถึงสงสัย แล้วไปส่องกล้องดูจึงพบ
แพทย์สามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะแรกหรือไม่
โชคดีว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทราบได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนมีอาการว่าเป็นหรือไม่ด้วยการคัดกรองซึ่งมีหลายวิธี ตั้งแต่การนำอุจจาระไปตรวจ แพทย์ใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก การสวนแป้งเข้าไปในลำไส้แล้วเอกซเรย์การส่องกล้องดูในลำไส้ การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ และล่าสุดคือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
รับประทานผัก และผลไม้ป้องกันได้หรือไม่
เรื่องผัก และผลไม้ที่เขาสนใจกันมี 2 ประเด็น คือ กากใยหรือไฟเบอร์ เพราะมีข้อมูลว่าเท่าที่ผ่านมาชาวตะวันออกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าชาวตะวันตกอันน่าจะมาจากสาเหตุของอาหาร โดยชาวตะวันออกรับประทานผักและผลไม้ซึ่งมีกากใยมากกว่าชาวตะวันตก และยังมีข้อมูลสนับสนุนอีกว่าลูกหลานชาวเอเชียที่บรรพบุรุษอพยพไปตั้งรกรากในยุโรปหรืออเมริกามีอุบัติการณ์เกิดมะเร็งสูงกว่าชาวเอเชียที่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้ก็เลยคิดว่าอาหารน่าจะมีส่วนในการทำให้เกิดมะเร็ง แต่จะจำเพราะเจาะจงว่ามาจากกากใยหรือเปล่ายังไม่มีข้อมูลชัด ๆ
ส่วนอีกเรื่องคือในผัก ผลไม้มีวิตามินต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเรื่องอนุมูลอิสระเป็นทฤษฏีหนึ่งที่เชื่อกันว่าถ้าเราได้รับสารตัวนี้นาน ๆ และบ่อย ๆ จะไปเปลี่ยนเซลล์ของเราให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง แต่ยังไม่มีการระบุชัด ๆ ว่าผัก และผลไม้อะไรที่ช่วยลดมะเร็งได้เพียงแต่มีข้อมูลโดยรวมว่าผัก และผลไม้ช่วยได้ แต่เรื่องที่ค่อนข้างมีข้อมูลมากหน่อยคือการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน รวมทั้งพบว่า การสูบบุหรี่ควบคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย
รับประทานเนื้อสัตว์ทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่
อีกเรื่องที่ค่อนข้างสรุปได้ยากหน่อยคือเรื่องเนื้อสัตว์เพราะมีการพูดกันเยอะว่า การรับประทานเนื้อสัตว์จะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง หรือทำให้เซลล์มะเร็งโตขึ้น จริง ๆ การรับประทานเนื้อสัตวฺ์ไม่ได้เป็นข้อห้ามว่าจะทำให้เป็นมะเร็งแต่ว่าต้องรับประทานอย่างพอเหมาะ อย่ารับประทานมาก และเป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่อย่างนั้นอาจเสี่ยงได้เหมือนกัน แต่เนื้อที่ไม่ค่อยมีปัญหามาก ก็คือ เนื้อไก่ เนื้อปลา สรุปก็คือ พยายามรับประทานอาหารให้หลากหลายอย่ารับประทานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เลือกอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม
ความอ้วนมีผลต่อการเกิดมะเร็งหรือไม่
ความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทำงานออฟฟิศในปัจจุบันยิ่งทำให้อ้วน เพราะต้องนั่งอยู่กับโต๊ะ ไม่ได้เดินเหินไปไหน ไม่ได้ออกกำลังกาย และก็ไม่ได้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดังนั้นหนุ่มสาวออฟฟิศจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้ไม่ก่อให้เกิดโรคอ้วน
ผู้ที่ท้องผูกเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
ยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่ท้องผูกมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนถ่ายปกติ แต่ก็พยายามอย่าให้ท้องผูกเพราะอาจก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวารได้ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ
การสวนทวารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่
การสวนทวารไม่ได้ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่นอกจากนั้นการมีแรงดันเข้าไปในลำไส้ หากควบคุมไม่ได้ก็ส่งผลให้ลำไส้แตกได้ แล้วอุจจาระก็จะไหลเข้าไปในช่องท้องจนเกิดการอักเสบรุนแรงบางรายอาจต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ถึงแม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ก็น่ากลัวเหมือนกัน ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง
ทราบอย่างนี้แล้ว อย่าลืมใส่ใจรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น รวมถึงรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อป้องกันร่างกายจากมะเร็งนานาชนิด โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่
ขอบพระคุณนิตยสาร Health Today ค่ะ