ด้วยอากาศที่ร้อนจนผมแทบไม่มีอารมณ์อยากจะควักกล้องออกมาถ่ายรูป คิดแค่อยากจะปั่นไปให้พ้นๆ จากทะเลทรายนี่เร็วๆ
จากการแวะพักที่ร้านค้า แล้วเปรยๆ ว่าร้อนเนอะ พี่เจ้าของร้านบอก นี่ยังเด็กๆ นะคุณ เมษายิ่งกว่านี้อีก
บ่ายสองกว่าผมก็ถึงบ้านแม่นาจร แม่แจ่มถัดไปอีกไม่ไกลแล้ว เส้นทางจากแม่นาจรจนถึงบ้านสบวาก ทางแย่มาก เหมือนถนนราดยาง เอ่อ ยางไปใหน
ป่าสองข้างทาง ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ลงเอยที่น้ำตาลก่อนจะร่วงลงดิน เป็นปุ๋ย หรือถูกเผาไหม้ต่อไป เหมือนชีวิตคนจากหนุ่มเป็นแก่ชรา ก่อนจะถูกฝังหรือเผา
ต้นไม้ยังให้ร่มเงา ให้อ๊อกซิเจน ให้ประโยชน์มากมาย ส่วนคนเราเล่าก่อนตายทำอะไรไว้ให้แผ่นดินเกิดบ้าง
เพ้อไปงั้นล่ะครับ ก่อนจะเป็นบ้าเพราะแดด
และช่วงนี้นี่เองที่เนินลูกนึง เนินที่มีความสูงชัน อากาศร้อนตับแล่บ ผมกำลังจะงัดเนินข้างหน้านั่น คงจะผ่านมันไปได้ไม่ยากนัก
หากแต่เพียงเพราะว่าข้างทางเนินนั้น มีไฟ ไฟจริงๆ ไม่ใช่ไฟราคะ ไฟที่เกิดจากการเผา หรือจากก้นบุหรี่ของคนมักง่ายที่ขับรถผ่านไปมา
ไฟกำลังลุกโหมลามเลียขึ้นไปบนยอดเนินข้างซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นที่โล่งไร้เงา ด้านบนรึ ดวงอาทิตย์กำลังแผดแสงแรงจ้าแบบเต็มสตีม
มายก๊อด... หยุดพักไม่ได้เลยสินะ
เนินนรก! ผมเรียกมันว่าแบบนั้น หลังจากที่ค่อยๆ ปั่นขึ้นมาจนผ่านมันมาได้ด้วยสภาพที่ลิ้นห้อย สีข้างแทบสุก
นาทีนั้นผมไม่ได้คิดว่าจะต้องบันทึกภาพมันไว้เลยแม้แต่น้อย แต่พอนาทีนี้ผมอยากได้รูปตอนนั้นไว้ซักใบ เสียดายจริงๆ แต่ถ้าให้ไปเจอแบบนั้นอีก ก็ไม่เอาแล้วนะ
