เจ็บมากๆเลยครับเพื่อนก็หิ้วปีกพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหมอวินิจฉัยเบื้องต้นว่ากล้ามเนื้ออักเสบครับ ทำการประกอบร้อน-เย็นเเล้วหยุดเดินไป 1 อาทิตย์ได้ หลังจาก
นั้น ก็เริ่มกลับมาเดินด้วยไม้เท้าได้ อีกประมาณ 1 เดือนต่อมาก็ สามารถกลับมาเดินได้ตามปกติครับ แต่ แต่ อาการเจ็บหัวเข่าแปล๊บๆเข้ามาแทนครับ พร้อมด้วยวิ่ง+กระโดดไม่
ได้เลย ก็กลับไปหาหมอคนเดิม คุณหมอก็ส่งไปทำการกายภาพบำบัดครับ แต่ไม่ใช่แบบไปฝึกเดินนะครับ ไปเข้าเครื่อง short wave กับ ultra sound ครับ พ่อแม่ผม โดย
เฉพาะพ่อ ตกใจกับเหตุการณ์นี้มากครับเเละก็ได้ติติงผมเล็กน้อย(คุณพ่อเป็นนักปั่นจักรยานเสือหมอบครับ แกต่อต้านไม่ให้ผมเล่นกีฬาปะทะมาเเต่ผมเด็กๆเเล้วครับ แต่ผมดันไม่
ฟัง) พร้อมขอให้ผมเลิกเล่นกีฬาปะทะเด็ดขาด ถ้าคนที่เล่นกีฬาเป็นปกติเหมือนผมจะเข้าใจครับว่าตอนเย็นที่ไม่ได้ออกกำลังกายนั้น มันทรมานมากๆ สุดท้ายไปได้จักรยานจากพี่
ข้างๆบ้านครับ แกไม่ปั่นเเล้ว เป็น Trek รุ่น อะไรไม่ทราบครับรู้แต่ว่าเก่ามากครับ ก็ขอยืมเขามาปั่นครับ ปั่นมันเดิมๆเลยครับ ตอนนี้ไม่มีความรู้เรื่องจักรยานเลยครับ ปรับเกียร์
หนักอย่างเดียวเลย ผลที่ตามมาคือ ผมยิ่งปวดหัวเข่ามากครับ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เอะใจอะไร ก็ปั่นพร้อมกายภาพบำบัด ไป จนจักรยานพี่เค้าพังเลยครับ(ปั่นจนพัง เพราะมันก็
เก่ามากๆเลยครับ) พักอยู่ 2-3 วันพ่อรู้เข้าแทนที่จะว่า แกดีใจใหญ่เลยครับที่เราหันมาปั่นจักรยาน แกลงทุนถอยให้เลยครับ เป็น Wheeler Pro 10 ตัว 2011 ครับ ราคาตอน
นั้นเกือบๆ 3 หมื่น ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกครับว่าเป็นรถจักรยานระดับเริ่มต้น รู้เเค่ว่ามันโคตรสวยเลยครับ เบรคเป็นดิสด้วย(ปกติเห็นแต่ในรถเครื่อง) พ่อก็ซื้ออุปกรณ์เริ่มต้นให้ครับ
พวก หมวก กางเกง แฮนตรง เบาะ(แบบไม่เจ็บก้น) ไมค์ พร้อมเซ็ทรถให้เหมาะกับ สรีระของผม หลังจากนั้นจับไปปั่นครั้งแรก ก็ติดใจมากๆครับ รถมันพุ่งจริงๆ ใช้เกียร์หนัก
อย่างเดียว อ่านความเร็วจากไมท์ ได้ 24-26 ก็ดีใจเเล้วครัีบ นึกๆในใจตรูนี่เทพเเล้วว ปั่นวันแรกได้ซัก 10 - 15 กม. นี่เเหละครับ กลับมาถึงบ้าน เจ็บก้น + ปวดขามากเลย
ครับ นอนระบม อดปั่นไป 1 วัน มาอีกวันเจอพี่คนนึงครับปั่น เสือภูเขามา ด้วยความเกรียนในตอนนั้นนึกว่าตัวเองเทพเเล้ว ก็ปั่นตามเค้าไปครับ ไม่ดูดท้ายด้วยครับเพราะตอนนั้น
ไม่รู้หรอกวิธีพวกนี้ตีคู่กันไปได้ไม่ถึง 2 กิโลเลยครับ สปีดน่าจะ 28 - 30 ครับ ผมเริ่มมีอาการ "หายใจไม่ทันครับ" หอบแด๊กขึ้นมาดื้อๆ จากนั้นก็ เห็นแต่หลังพี่เค้า ลับไป ลับ
ไป จนหายไปเลยครับ อาการวันนั้นเจ็บใจมาก
ก็ เริ่มหาข้อมูลครับ ถึงบางอ้อ ว่าปั่นมันต้องแบบ รอบขานะ ก็เริ่มฝึกใหม่หมดตั้งแต่ต้นเลยครับ หลังจากนั้นการปั่นของผมก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆครับ ปลายปี 2011 ความเร็วคงที่
ผมก็อยู่ประมาณ 30-32 ครับ พร้อมอุปกรณ์รถทีดีขึ้น เเข็งเเรงมากขึ้น ผมเล่นเวทเทรนนิ่งไปด้วย แต่อาการเข่าของผมไม่ได้ลดลงเลยทั้งๆที่ไปกายภาพตลอดๆ เดือน
พฤศจิกายนปลายเดือนปีที่เเล้ว ปั่นออกทริปสั้นๆ ระยะประมาณ 60 กม ก่อนถึงที่หมายไม่ถึง 3 นาที อาการเข่าผมปวดรุนแรงมากๆครับ จนสุดท้ายต้องไปโรงพยาบาลใกล้
บ้าน จากนั้นผมถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าในเมืองครับ เพื่อดูอาการหัวเข่า แพทย์ศัยกรรมกระดูกให้ผมเข้าเคื่อง MRI (เอ็ก-เรย์) คลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้า รอ 1 วันผลก็
ออกมาครับสรุปว่าเอ็นไข้หน้าหัวเข่า เส้น PCL ขาดอย่างสิ้นเชิงครับ ต้องรับการผ่าตัด โดนคุณหมอดุว่า ล้มแรกๆทำไมไม่รีบมาตรวจ ปล่อยไว้เกือบปี จากที่ฉีกเฉยๆก็กลายเป็น
ขาดเลยครับเเถมเย็บต่อไม่ได้ด้วยเพราะว่ากล้ามเนื้อเส้นเอ็นหดตัวไปเเล้ว ต้องเอาเส้น ACL มาต่อครับ(ACL น่าจะเป็นอีกเส้นนึง ของอีกข้างครับ) เข้ารับการผ่าวันที่ 22
ธันวาคม 2011ครับ ตอนนี้ยังใช้ไม้เท้าเดินอยู่ ตอนเย็นๆทุกวันนั่งจ้องรถตัวเองตลอดครับ อยากปั่นใจจะขาด อยู่ข้างหน้าเเท้ๆเเต่ทำอะไรไม่ได้ เมื่อวานลองถอดเหล็กดามขา
เเล้ว ปั่นดูนิดเดียวปรากฏว่าร้องจ๊ากเลยครับ เจ็บน้ำตาไหลเลยครับ....เฮ้อ...ก่อนผ่าน้ำหนัก 77 ตอนนี้น่าจะ 82 เเล้วครับ อยากปั่นเต็มแก่เเล้วครับ มองเห็นคนอื่นปั่นๆก็อิจฉา
ครับ.....โดน ผบทบ. วีนไป 1 ดอกเมื่อวานข้อหาซ่าห์ ตอนนี้ขาซ้ายเริ่มลีบเเล้วครับ มีขนาดเล็กลงเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจน อยากออกไปปั่นไปทักทายเพื่อน mtb ตามท้องถนน
เเล้วครับ...คิดถึงไอ หงิง ที่มันตามไล่ทุกครั้งๆๆ มันคงคิดถึงผมน่าดูเหมือนกัีน
ขอบคุณพื้นที่บอร์ดที่ให้ผมมาระบายครับ ยาวไปหน่อย ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ พิมพ์วนไปวนมาหน่อยนะ แฮ่ๆ