lucifer เขียน:ความจริงเนี่ย เรื่องเหวี่ยงนี่ มันก็พูดกันจนฟังแล้ว งงๆ
ผมว่ามันขึ้นกับ เรี่ยวแรง และวิธีการปั่น ตลอดจนถึงความต้องการในการจะรักษารอบขาด้วย
เพราะเอาเข้าจริงๆ เรื่องแบบนี้มันก็คล้ายกับ Flywheelของเครื่องยนต์ครับ ขอบล้อมวลสูง (ไม่ได้บอกว่าขอบสูงเสมอไปนะครับ) เมื่อมันหมุนแล้ว มันก็ไม่อยากจะหยุดหมุน และเมื่อมันหยุดหมุน มันก็ไม่อยากจะหมุน
ซึ่งตรงกันข้ามกับขอบล้อมวลเบาที่เมื่อหมุนแล้วก็อยากจะหยุดหมุน เมื่อหยุดหมุนก็ง่ายต่อการจะทำให้หมุนอีก
ขอบล้อมวลสูง มันก็ไต่รอบได้ช้าหน่อย ถ้าจะต้องการให้มันไต่รอบได้เร็วก็ต้องแข็งแรงมากหน่อย พอมันหมุนไปถึงจุดๆหนึ่ง มันก็มีความเฉื่อยเชิงมุมที่จะรักษาการหมุนของมันไปได้ต่อๆไป ถ้ามันหมุนได้เร็วมาก แรงเฉื่อยก็จะมากพอจะเติมการหมุนไปได้ครับ ร่วมกับแรงที่เราส่งลงไปที่บันได ก็จะช่วยให้มันหมุนต่อไปได้เรื่อยๆ
ระหว่างที่รถวิ่งไปข้างหน้า ก็จะพบกับแรงต้านทานอยู่ 2 อย่างใหญ่ๆ คือ แรงต้านทานต่อการหมุนของล้อ ( ความฝืดของยางต่อพื้นถนน + ความฝืดของจุดหมุนและระบบขับเคลื่อนทั้งหลาย + ความเฉื่อยเชิงมุมของการหมุนของล้อในกรณีที่ต้องการเร่งความเร็ว ) กับ สิ่งที่หนักหนาที่สุดก็คือแรงต้านอากาศ ซึ่งจะบรรเทาลงด้วยท่าร่าง และตัวจักรยาน ( เอาเข้าจริงๆแล้ว ตัวคนปั่นเองมีพื้นที่หน้าตัดมากกว่าตัวจักรยานเยอะ ผลจากตัวคนปั่นจึงโดดเด่นที่สุด ดังนั้นหากท่าร่างดี ปรับตัวได้ลู่ลมดี ค่านี้ก็จะลดลง )
สิ่งที่ตรงข้ามกับแรงต้านทาน ก็คือ แรงขับเคลื่อน ซึ่งจะประกอบด้วย แรงของผู้ปั่นที่จะส่งลงไปที่บันไดไปหมุนล้อ + ความเฉื่อยของรถเอง ซึ่งประกอบด้วยตัวรถและความเฉื่อยเชิงมุมอันเกิดจากความเร็วของล้อ
น้ำหนักของล้อก็เปรียบเหมือนน้ำหนักของFlyWheel หากหนักแต่เครื่องยนต์แรงน้อย มันก็ไต่รอบได้ช้า แล้วก็มีรอบที่จำกัด คล้ายกับล้อที่มีมวลของขอบมาก แต่ถ้าเครื่องยนต์มีแรงมาก ถึงแม้ว่าFlywheelจะหนักหน่อย แต่เมื่อลากรอบขึ้นไปได้สูงมาก ความเฉื่อยเชิงมุมที่รอบการหมุนสูงๆก็จะมีมากตามไปด้วย ทำให้มันยังคงรักษารอบต่อไปได้
เรื่องทั้งหมดจึงมาตกอยู่ที่แรงของผู้ปั่นเองเป็นสำคัญ เพราะหากจะต้องปั่นให้ล้อหมุนขึ้นไปจนถึงความเร็วที่มากกว่า 35 กม/ชม. ได้ ผู้ปั่นต้องแข็งแรงพอที่จะต้องเอาชนะแรงเฉื่อยเชิงมุมต่อการหมุนเพิ่มรอบของล้อที่มีมวลของขอบมากๆ + ต้องเอาชนะแรงต้านของลมที่จะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลัง2ของความเร็วที่เพิ่มขึ้น ( เร่งจาก 20 กม/ชม เป็น 40กม/ชม ความเร็วเพิ่มขึ้น 2เท่า แรงต้านอากาศเพิ่มขึ้น 4 เท่านะครับ )
ดังนั้นคนที่แข็งแรงมาก ขาแข็ง ขาเทพ จึงรู้สึกว่าพวกล้อขอบสูงนั้นมันจะเหวี่ยงที่ความเร็วสูงๆ เพราะที่ความเร็วสูงๆนั้น ตัวเองมีแรงมากพอจะปั่นขึ้นไปให้ถึงได้ และที่ความเร็วสูง ความเฉื่อยเชิงมุมในการรักษารอบการหมุนของล้อขอบมวลมากก็จะมีค่ามากตามไปด้วย มันจึงช่วยรักษาความเร็วเอาไว้ได้นั่นเอง
แต่สำหรับคนที่มีความแข็งแรงอยู่ในระดับเฉลี่ย ก็อาจจะไม่สามารถพาล้อขอบมวลสูงขึ้นไปหมุนที่ความเร็วสัก 35 -40 ได้นานๆ เพราะกว่าจะขึ้นไปถึงก็เจอแรงต้านมากมายซึ่งบั่นทอนเรี่ยวแรงไปมาก พอไปถึงความเร็วที่ 35 ขึ้นไป ก็เอาชนะแรงต้านอากาศไม่ไหว ความเฉื่อยของการหมุนของล้อก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
การช่วยรักษารอบการหมุนของล้ออันเป็นผลมาจากมวลของขอบล้อนั้น ตามหลักฟิสิกส์แล้ว มันจึงมีผลทุกๆความเร็วครับ แรงไม่มากพอจะฝ่าลมขึ้นไปได้ ก็ใช้ความเร็วแค่ 30 ไปเรื่อยๆ ไม่เร่งความเร็ว ไม่กดดันตัวเอง แรงเหวี่ยงของล้อขอบสูงมวลมากก็ช่วยส่งเสริมตรงนี้ได้เช่นกัน
ตรงนี้ผมสัมผัสได้จากการที่เริ่มกลับมาปั่นจักรยานใหม่ ลองมันหมดทั้งขอบ 32mm ขอบ 50mm สิ่งที่ผมพบก็คือ ในตอนแรกๆที่ไม่ค่อยจะฟิตเลยนั้น ล้อขอบ 32 mm จะไปได้ราวๆ 27-28 เจอลมเข้าหน่อยก็ร่วง ถ้าไม่มีลมส่งท้ายไม่มีลมดันหน้า ก็เลี้ยงสบายๆไปที่ 27-28 ได้สบาย เร็วกว่านั้นชักจะเหนื่อย พอเอาล้อ 52mm มาใช้ ตัวล้อเองก็หนัก ขอบก็หนัก ( อลู + คาร์บอน ) ผมกัดฟันขึ้นไปถึง 30ได้ จากนั้นก็ไปเรื่อยๆ เพราะล้อมันหนัก มันหมุนไปด้วยตัวของมันได้ง่ายขึ้น โดนลมดันหน้าก็ร่วงช้าหน่อย โดนลมดันหลังก็ไหลขึ้นไปและคงความเร็วไว้ได้นานขึ้น
ความแข็งแรงของผู้ปั่นนั่นแหละครับที่มีผลต่อเรื่องนี้ ยิ่งแข็งแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งปั่นต้านลมปะทะขึ้นไปได้มาก ยิ่งเร็วเท่าไหร่แรงเฉื่อยในการรักษารอบการหมุนก็ยิ่งมากขึ้น มันเป็นเรื่องที่วิ่งไปด้วยกันแหละครับ
คิดกันดีๆ มองกันรอบๆ แล้วจะได้เลิกพูดกันถึงเรื่องเหวี่ยงๆ เขวี้ยงๆ พวกนี้กันซะที
มือใหม่มาอ่านดู ก็เล่นขอบสูงกันเลย บอกว่ามันเหวี่ยงดี แต่ปั่นได้ไม่กี่ทีก็ท้อ เพราะอัดยังไงๆก็ไปไม่ถึงความเร็วนั้น ทั้งๆที่ลองปั่นธรรมดาๆ เอาแค่aerobicไปก่อน แล้วก็จะพบว่าล้อขอบสูงมวลมาก มันก็ยังไหลไปได้เรื่อยๆอยู่ดี แต่อัดแล้วไม่ขึ้นหรือขึ้นช้า ก็เท่านั้นแหละ ( เคยเจอขอบ 80 - 90 ที่ร้านชิน เด็กมือใหม่อยากได้ บอกสวยดี บอกเหวี่ยงดี ปั่นได้พักหนึ่งก็เอามาฝากขาย

)
