ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ผู้ดูแล: seven@klein, Cycling B®y, tntm, เสือ Spectrum
-
poohpig
- สมาชิก
- โพสต์: 90
- ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2008, 18:33
- Bike: LA,merida,NICH
- ติดต่อ:
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ผมก็ไอพอดชัฟเฟิลฟังประจำก็ไม่เห็นจะมีปัญหาไรเลยครับ(แต่ผมเปิดเบานะครับ)
ปลูกคนละต้นก็เป็นป่า
-
เจษฎา
- ขาประจำ
- โพสต์: 3331
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 05:44
- Bike: surly :karate monkey
- ติดต่อ:
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ตัวล่าสุดที่มีรีโมทที่สายน่ะครับ ลองดูตามลิงค์ ด่ากันตรึม
http://discussions.apple.com/thread.jsp ... 9&tstart=0
http://discussions.apple.com/thread.jsp ... 9&tstart=0
- tan
- สมาชิก
- โพสต์: 25
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:11
- Tel: 0817613xxx
- Bike: hfs 4000
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ผมก็ฟังครับถ้าไม่ฟังจะพะวงแต่ขา พอฟังแล้วเพลินไม่ค่อยเหนื่อยเร็วครับ แต่ฟังเบา เบานะ
การหยุดเป็นจุดเริ่มต้นของการถอย
-
ไก่ คลอง6
- สมาชิก
- โพสต์: 2
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 00:20
- Tel: 081-8448160
- team: -
- Bike: MERIDA MATT5
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ของผมเปิดจาก โทรศัพท์มือถือใส่ไว้กระเป๋าหลังเสื้อ หรือไม่ก็กระเป๋าหน้าแฮน ก็ปกติดีครับ ไม่มีเสียสมาธิครับ
- ong_jung
- สมาชิก
- โพสต์: 10
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ย. 2008, 09:09
- team: Bike to work BST/E
- Bike: Merida MATTS 40 '09
- ตำแหน่ง: ระยอง
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ชอบฟังเพลงเวลาปั่นเหมือนกันค่ะ แก้เหงาได้
จาใส่หูซ้ายข้างเดียว แล้วก้อเปิดแค่พอได้ยิน
ไม่ได้ใช้หูฟังแบบยัดหูด้วย
ส่วนสายที่มันเหลือยาวๆก้อเอาใส่ไว้ในเสื้อ รูดซิปเสื้อปิดถึงคอสายก้อไม่ออกมาแล้วจ้า

จาใส่หูซ้ายข้างเดียว แล้วก้อเปิดแค่พอได้ยิน
ไม่ได้ใช้หูฟังแบบยัดหูด้วย
ส่วนสายที่มันเหลือยาวๆก้อเอาใส่ไว้ในเสื้อ รูดซิปเสื้อปิดถึงคอสายก้อไม่ออกมาแล้วจ้า
- จุ๋ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 970
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:34
- Tel: 0818075060
- Bike: MONGOOSE, Specialized
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
แต่ก่อนก็ฟังจากมือถือเหมือนกัน แต่ปั่นนานๆแล้วแบตหมดครับ เลยเปลี่ยนมาใช้ลำโพงกับ MP3 แทนไก่ คลอง6 เขียน:ของผมเปิดจาก โทรศัพท์มือถือใส่ไว้กระเป๋าหลังเสื้อ หรือไม่ก็กระเป๋าหน้าแฮน ก็ปกติดีครับ ไม่มีเสียสมาธิครับ
- peporing
- สมาชิก
- โพสต์: 63
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.พ. 2009, 13:29
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ก็ฟังครับ แต่เปิดไม่ดังมาก เอาคลอๆเป็นจังหวะ
ตัวเครื่องผมก็ใส่ไว้ที่กระเป๋าใต้อาน
เนียนๆเลย
ใช้ Samsung U3 เครื่องถูกๆ ลุยได้ทุกที่ ไม่ต้องกลัวเปื้อนเหงื่อ
ตัวเครื่องผมก็ใส่ไว้ที่กระเป๋าใต้อาน
เนียนๆเลย
ใช้ Samsung U3 เครื่องถูกๆ ลุยได้ทุกที่ ไม่ต้องกลัวเปื้อนเหงื่อ
-
notesk8
- สมาชิก
- โพสต์: 13
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ม.ค. 2009, 06:34
- Tel: 086-568-6612
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ผมก็ฟังนะครับ เวลาปั่นแต่จะเปิดไม่ดังมากครับ พอฟังเพลินๆครับ
เดี๋ยวไม่ได้ยินเสียงรถที่มาข้างหลัง แล้วก็ใช้หูฟังแบบคาดกับใบหูครับ
ถ้าแบบ ยัดเข้าไปในหูมันจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยครับ
เดี๋ยวไม่ได้ยินเสียงรถที่มาข้างหลัง แล้วก็ใช้หูฟังแบบคาดกับใบหูครับ
ถ้าแบบ ยัดเข้าไปในหูมันจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยครับ
-
panjap
- ขาประจำ
- โพสต์: 607
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ย. 2008, 14:45
- team: No
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
อย่าฟังเลยครับ อันตรายมากๆ ยกเว้นขับในสถานที่ปิดครับ เช่นในลู่
- Ghostor
- สมาชิก
- โพสต์: 23
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 03:37
- Tel: 0897258383
- team: ยังไม่มีครับ
- Bike: เก็บเงินอยู่ครับ
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
ประเภทของหูฟังนั้นหลักๆ แล้วถ้าแบ่งตามรูปแบบลักษณะการสวมใส่จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)
2. แบบแปะหูหรือแนบหู
3. แบบสวมหัว
ซึ่งแต่ละประเภทมีหน้าตาและข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ
1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)

หู ฟังรูปแบบนี้จะมีจุกยางเสียบเข้าไปในรูหู โดยส่วนใหญ่จะให้จุกยางมาหลายขนาดเพื่อความเหมาะสมของสรีระของแต่ละคน ขนาดของหูฟังประเภทนี้จะมีขนาดเล็กที่สุด
ข้อดี
การใช้งาน: ข้อดีของหูฟังแบบแยงหูในแง่ของการใช้งานจะอยู่ที่ความเบา ไม่เจ็บหู และมีขนาดเล็กสะดวกต่อการพกพาติดตัว
คุณภาพ เสียง: ข้อดีของหูฟังแบบนี้จะให้เสียงกลางและแหลมที่มีรายละเอียดดี มีความเพี้ยนต่ำ เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังจะมีขนาดที่เล็กและอยู่ใกล้กับโครงสร้างของหูใน ส่วนที่ใช้รับเสียงมากกว่าหูฟังแบบอื่น ทำให้ไม่ต้องเปิดดังมากจนเกิดความเพี้ยนของเสียงเกิดขึ้น และหูฟังประเภทนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหูฟังที่ให้ “มิติเสียง” ได้ ดีที่สุดด้วย ทำให้การแยกแยะชิ้นดนตรีชัดเจน และเนื่องจากว่าตอนใช้งานต้องแยงลงไปในรูหู ซึ่งทำให้ช่วยบล็อกเสียงจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปรบกวนได้มาก
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: หูฟังประเภทนี้อยู่ที่ความอันตราย เนื่องจากตอนใช้งานจะต้องแยงเข้าไปในรูหูจนแน่น ทำให้คุณอาจจะไม่ได้ยินเสียงแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว จึงไม่ควรใช้งานในขณะทำกิจกรรมอื่นๆ บางอย่าง อาทิ ขณะขับรถ, ขณะเดินหรือวิ่งในที่สาธารณะที่มีการจราจรหนาแน่น
คุณภาพ เสียง: จะมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของเสียง ซึ่งหูฟังแบบแยงหูนี้จะให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตัวไดเวอร์ของหูฟังพวกนี้จะมีพื้นที่ไดอะแฟรมที่ใช้ในการผลักอากาศ น้อย คุณจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ “ลมกระแทกหู” เวลาเปิดเสียงเบสต่ำๆ
1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)
2. แบบแปะหูหรือแนบหู
3. แบบสวมหัว
ซึ่งแต่ละประเภทมีหน้าตาและข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ
1. แบบแยงหู (In-Ear หรือ Ear-Plug)

หู ฟังรูปแบบนี้จะมีจุกยางเสียบเข้าไปในรูหู โดยส่วนใหญ่จะให้จุกยางมาหลายขนาดเพื่อความเหมาะสมของสรีระของแต่ละคน ขนาดของหูฟังประเภทนี้จะมีขนาดเล็กที่สุด
ข้อดี
การใช้งาน: ข้อดีของหูฟังแบบแยงหูในแง่ของการใช้งานจะอยู่ที่ความเบา ไม่เจ็บหู และมีขนาดเล็กสะดวกต่อการพกพาติดตัว
คุณภาพ เสียง: ข้อดีของหูฟังแบบนี้จะให้เสียงกลางและแหลมที่มีรายละเอียดดี มีความเพี้ยนต่ำ เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังจะมีขนาดที่เล็กและอยู่ใกล้กับโครงสร้างของหูใน ส่วนที่ใช้รับเสียงมากกว่าหูฟังแบบอื่น ทำให้ไม่ต้องเปิดดังมากจนเกิดความเพี้ยนของเสียงเกิดขึ้น และหูฟังประเภทนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหูฟังที่ให้ “มิติเสียง” ได้ ดีที่สุดด้วย ทำให้การแยกแยะชิ้นดนตรีชัดเจน และเนื่องจากว่าตอนใช้งานต้องแยงลงไปในรูหู ซึ่งทำให้ช่วยบล็อกเสียงจากภายนอกไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปรบกวนได้มาก
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: หูฟังประเภทนี้อยู่ที่ความอันตราย เนื่องจากตอนใช้งานจะต้องแยงเข้าไปในรูหูจนแน่น ทำให้คุณอาจจะไม่ได้ยินเสียงแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว จึงไม่ควรใช้งานในขณะทำกิจกรรมอื่นๆ บางอย่าง อาทิ ขณะขับรถ, ขณะเดินหรือวิ่งในที่สาธารณะที่มีการจราจรหนาแน่น
คุณภาพ เสียง: จะมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของเสียง ซึ่งหูฟังแบบแยงหูนี้จะให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตัวไดเวอร์ของหูฟังพวกนี้จะมีพื้นที่ไดอะแฟรมที่ใช้ในการผลักอากาศ น้อย คุณจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ “ลมกระแทกหู” เวลาเปิดเสียงเบสต่ำๆ
- Ghostor
- สมาชิก
- โพสต์: 23
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 03:37
- Tel: 0897258383
- team: ยังไม่มีครับ
- Bike: เก็บเงินอยู่ครับ
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
2. แบบแปะหูหรือแนบหู

เป็นรูปแบบของหูฟังที่มีความแตกต่างไปจากแบบแยงหูหรือ In-Ear คือ เวลาใช้งาน ตัวลำโพงจะวางแปะติดอยู่กับรูหูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ดีไซน์ของหูฟังประเภทนี้มีลักษณะแตกต่างไปจากหูฟังแบบแยงหู สิ่งที่แตกต่างอย่างแรกคือตัวลำโพงที่ใช้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า และต้องมีตัวช่วยประคองตัวลำโพงให้แนบติดกับหูตลอดเวลาด้วย โดยมากจะใช้วิธีคล้องกับหลังหู
ข้อดี
การ ใช้งาน: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแยงหูอยู่บ้าง แต่มันก็ยังถือว่ามีน้ำหนักเบากว่าแบบสวมหัวมาก และเนื่องจากตัวหูฟังทั้งสองข้างไม่ได้ถูกเชื่อมติดกันเหมือนหูฟังแบบสวมหัว ทำให้สะดวกต่อการพกพา
คุณภาพ เสียง: เนื่องจากหูฟังพวกนี้จะใช้ตัวไดเวอร์ (หรือดอกลำโพง) ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบแยงหูมาก ทำให้มันสามารถตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างกว่าแบบแยงหูอย่างที่คุณจะรู้สึก ไดัชัด แม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะยังไม่สามารถทำให้คุณสัมผัสกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ลมกระแทกหู” เหมือนหูฟังแบบสวมหัว แต่มันก็จะทำให้คุณได้ยินมิติเสียงในย่านกลางและทุ้มที่มากกว่าแบบแยงหูขึ้นมาระดับหนึ่ง
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: เนื่องจากมันใช้วิธีคล้องแนบกับหูทางด้านหลังหู จึงอาจจะทำให้รู้สึกรำคาญเมื่อใช้ไปนานๆ และบางยี่ห้ออาจจะไม่แนบแน่นมากพอ อาจจะหลุดหรือเคลื่อนได้ง่ายเวลาเคลื่อนไหวตัวอย่างรวดเร็ว
คุณภาพ เสียง: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะให้การตอบสนองย่านเสียงที่กว้างขวางกว่าแบบแยงหูมากแล้ว แต่ก็ยังพบว่ายังมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของ เสียงอยู่ดี ซึ่งหูฟังแบบแนบหูนี้ก็ยังให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วตัวบอดี้ของหูฟังประเภทนี้จะเป็นแบบ “ปิด” (Closed Box) ทำ ให้ด้านหลังของตัวไดเวอร์มีพื้นที่จำกัด ไม่มากพอในการที่จะใช้ปั๊มเสียงทุ้มออกมาเยอะๆ และลงได้ไม่ลึกสุด อีกทั้งเนื่องจากมันใช้วิธีคล้องหลังหู ซึ่งไม่แนบแน่นมาก บางยี่ห้อนั้นจะมีเสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้

เป็นรูปแบบของหูฟังที่มีความแตกต่างไปจากแบบแยงหูหรือ In-Ear คือ เวลาใช้งาน ตัวลำโพงจะวางแปะติดอยู่กับรูหูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ดีไซน์ของหูฟังประเภทนี้มีลักษณะแตกต่างไปจากหูฟังแบบแยงหู สิ่งที่แตกต่างอย่างแรกคือตัวลำโพงที่ใช้จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า และต้องมีตัวช่วยประคองตัวลำโพงให้แนบติดกับหูตลอดเวลาด้วย โดยมากจะใช้วิธีคล้องกับหลังหู
ข้อดี
การ ใช้งาน: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าแบบแยงหูอยู่บ้าง แต่มันก็ยังถือว่ามีน้ำหนักเบากว่าแบบสวมหัวมาก และเนื่องจากตัวหูฟังทั้งสองข้างไม่ได้ถูกเชื่อมติดกันเหมือนหูฟังแบบสวมหัว ทำให้สะดวกต่อการพกพา
คุณภาพ เสียง: เนื่องจากหูฟังพวกนี้จะใช้ตัวไดเวอร์ (หรือดอกลำโพง) ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบแยงหูมาก ทำให้มันสามารถตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างกว่าแบบแยงหูอย่างที่คุณจะรู้สึก ไดัชัด แม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะยังไม่สามารถทำให้คุณสัมผัสกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ลมกระแทกหู” เหมือนหูฟังแบบสวมหัว แต่มันก็จะทำให้คุณได้ยินมิติเสียงในย่านกลางและทุ้มที่มากกว่าแบบแยงหูขึ้นมาระดับหนึ่ง
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: เนื่องจากมันใช้วิธีคล้องแนบกับหูทางด้านหลังหู จึงอาจจะทำให้รู้สึกรำคาญเมื่อใช้ไปนานๆ และบางยี่ห้ออาจจะไม่แนบแน่นมากพอ อาจจะหลุดหรือเคลื่อนได้ง่ายเวลาเคลื่อนไหวตัวอย่างรวดเร็ว
คุณภาพ เสียง: แม้ว่าหูฟังแบบนี้จะให้การตอบสนองย่านเสียงที่กว้างขวางกว่าแบบแยงหูมากแล้ว แต่ก็ยังพบว่ายังมีความจำกัดในแง่ของแบนด์วิดธ์หรือย่านความถี่ตอบสนองของ เสียงอยู่ดี ซึ่งหูฟังแบบแนบหูนี้ก็ยังให้ความถี่ในย่านต่ำที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วตัวบอดี้ของหูฟังประเภทนี้จะเป็นแบบ “ปิด” (Closed Box) ทำ ให้ด้านหลังของตัวไดเวอร์มีพื้นที่จำกัด ไม่มากพอในการที่จะใช้ปั๊มเสียงทุ้มออกมาเยอะๆ และลงได้ไม่ลึกสุด อีกทั้งเนื่องจากมันใช้วิธีคล้องหลังหู ซึ่งไม่แนบแน่นมาก บางยี่ห้อนั้นจะมีเสียงจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้
แก้ไขล่าสุดโดย Ghostor เมื่อ 13 พ.ค. 2009, 23:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- Ghostor
- สมาชิก
- โพสต์: 23
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 03:37
- Tel: 0897258383
- team: ยังไม่มีครับ
- Bike: เก็บเงินอยู่ครับ
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
3. แบบสวมหัว

เป็น รูปแบบของหูฟังที่โพรเฟสชั่นแนลในวงการบันทึกเสียงนิยมใช้ ซึ่งถือว่าเป็นแบบที่มีขนาดใหญ่และมีรูปแบบเทอะทะที่สุดในจำนวนหูฟังทั้งหมด ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นหูฟังที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงคุณภาพเสียงเป็นอันดับแรก รูปแบบภายนอกนั้นตัวลำโพงทั้งสองข้างจะถูกยึดโยงเข้าด้วยกันด้วยโครงพลาสติก โค้งที่รับกับลักษณะศีรษะของคนใส่ (บางรุ่นอาจจะมีสอดไส้ในด้วยลวดโลหะเพื่อความแข็งแรงด้วย) และมีกลไกให้สามารถปรับระยะตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบพอดีกับสรีระของหูของ ผู้ใช้แต่ละคนได้ หูฟังแบบนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ “แบบตู้ปิด” คือใช้บอดี้ที่ครอบอยู่ด้านหลังของตัวไดเวอร์เป็นแบบที่ซีลสนิท ไม่มีช่องอากาศ กับ “แบบตู้เปิด” คือ ตัวบอดี้ที่ใช้ครอบด้านหลังของไดเวอร์จะมีช่องอากาศ เปิดโอกาสให้อากาศด้านหลังของตัวไดเวอร์สามารถถ่ายออกมาด้านนอกได้ (และดึงอากาศจากข้างนอกเข้าไปช่วยดันตัวไดเวอร์ในการปั๊มเสียงได้)
ข้อดี
การ ใช้งาน: ส่วนมากแล้วหูฟังประเภทนี้จะมีฟองน้ำหนุนครอบหูเอาไว้ ทำให้ตัวลำโพงไม่ต้องกดกับใบหูมาก ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บใบหูเวลาใช้งานไปนานๆ และโครงที่คาดศีรษะจะช่วยรัดตรึงตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบกับหูได้สนิทมาก ขึ้น
คุณภาพ เสียง: หูฟังประเภทนี้ที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ไดเวอร์ที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่ จะทำได้ และเนื่องจากมันมีสายโครงรัดศีรษะ ทำให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบตัวบอดี้ของไดเวอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่มากพอสำหรับ กักเก็บปริมาตรอากาศได้ตามสเป็กของไดเวอร์เพื่อให้ไดเวอร์ที่เลือกมาใช้ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ผลคือทำให้คุณได้ยินฮาร์มอนิกของเสียงที่ครบถ้วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับหู ฟังทุกประเภทที่มีอยู่ในท้องตลาด และโดยเฉพาะกับหูฟังบางรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์แบบตู้เปิด จะทำให้คุณได้ยินเสียงทุ้มที่ลงได้ลึกกว่าหูฟังทุกประเภทอีกด้วย และเป็นหูฟังประเภทเดียวที่จะทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์ “ลมกระแทกหู” เมื่อฟังเพลงที่มีเสียงเบสลึกๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เหมือนจริง อย่างที่ได้สัมผัสจากลำโพงบ้านชั้นดี อีกทั้งยังได้ “ไดนามิก-เรนจ์” ของเสียงที่กว้างขวางกว่าเมื่อเทียบกับหูฟังรูปแบบอื่นๆ
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: ถึงแม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะมีโครงรัดศีรษะช่วยให้ลำโพงทั้งสองข้างแนบกับหู ได้มาก แต่บางรุ่นบางยี่ห้อนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บหูได้เมื่อใช้งานติดต่อ กันเป็นเวลานานๆ และโครงสร้างของมันค่อนข้างจะเทอะทะ มีน้ำหนักเยอะ ไม่เหมาะกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ (ถ้าไม่ใช่เพื่องานระดับมืออาชีพจริงๆ) ข้อเสียอีกประการหนึ่งของหูฟังประเภทนี้ก็คือว่ามันมักจะมีความไวค่อนข้าง ต่ำ ต้องการกำลังขับจากแอมป์ค่อนข้างสูง ลำพังกำลังขับของเครื่องเล่น MP3 หรือจากอุปกรณ์ประเภทดิจิตอลเพลเยอร์ตัวเล็กๆ จะไม่พอต่อการขับหูฟังประเภทนี้ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดี ต้องอาศัยแอมป์ขยาย (Headphone Amp) มา ช่วย หรือฟังผ่านช่องหูฟังของเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดีขนาดใหญ่จึงจะออกมาดี ข้อด้อยในการใช้งานของหูฟังประเภทนี้ยังมีอยู่อีกข้อหนึ่ง โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์เป็นแบบตู้เปิด นั่นคือเวลาฟังจะมีเสียงดังเล็ดลอดออกไปรบกวนคนข้างๆ ด้วย ยิ่งเปิดดังก็ยิ่งลอดออกไปมาก และข้อด้อยอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ราคาสูงครับ
คุณภาพ เสียง: ข้อด้อยในแง่คุณภาพเสียงของหูฟังประเภทนี้มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับหูฟัง ประเภทอื่น ที่ดูจะชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของความเพี้ยนของเสียง เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังประเภทนี้จะอยู่ในตำแหน่งที่ถอยห่างออกมาจากหูของ ผู้ฟังมากกว่าหูฟังแบบแยงหูและแบบแปะหูอยู่พอสมควร ทำให้มีโอกาสจะเกิดความเพี้ยนได้ง่ายกว่าหูฟังสองประเภทนั้น แต่ถ้าเป็นยี่ห้อและรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับงานโพรเฟสชั่นแนลแล้ว ปัญหาในเรื่องดังกล่าวก็แทบจะลืมไปได้เลย

เป็น รูปแบบของหูฟังที่โพรเฟสชั่นแนลในวงการบันทึกเสียงนิยมใช้ ซึ่งถือว่าเป็นแบบที่มีขนาดใหญ่และมีรูปแบบเทอะทะที่สุดในจำนวนหูฟังทั้งหมด ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นหูฟังที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงคุณภาพเสียงเป็นอันดับแรก รูปแบบภายนอกนั้นตัวลำโพงทั้งสองข้างจะถูกยึดโยงเข้าด้วยกันด้วยโครงพลาสติก โค้งที่รับกับลักษณะศีรษะของคนใส่ (บางรุ่นอาจจะมีสอดไส้ในด้วยลวดโลหะเพื่อความแข็งแรงด้วย) และมีกลไกให้สามารถปรับระยะตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบพอดีกับสรีระของหูของ ผู้ใช้แต่ละคนได้ หูฟังแบบนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ “แบบตู้ปิด” คือใช้บอดี้ที่ครอบอยู่ด้านหลังของตัวไดเวอร์เป็นแบบที่ซีลสนิท ไม่มีช่องอากาศ กับ “แบบตู้เปิด” คือ ตัวบอดี้ที่ใช้ครอบด้านหลังของไดเวอร์จะมีช่องอากาศ เปิดโอกาสให้อากาศด้านหลังของตัวไดเวอร์สามารถถ่ายออกมาด้านนอกได้ (และดึงอากาศจากข้างนอกเข้าไปช่วยดันตัวไดเวอร์ในการปั๊มเสียงได้)
ข้อดี
การ ใช้งาน: ส่วนมากแล้วหูฟังประเภทนี้จะมีฟองน้ำหนุนครอบหูเอาไว้ ทำให้ตัวลำโพงไม่ต้องกดกับใบหูมาก ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บใบหูเวลาใช้งานไปนานๆ และโครงที่คาดศีรษะจะช่วยรัดตรึงตัวลำโพงทั้งสองข้างให้แนบกับหูได้สนิทมาก ขึ้น
คุณภาพ เสียง: หูฟังประเภทนี้ที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ไดเวอร์ที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่ จะทำได้ และเนื่องจากมันมีสายโครงรัดศีรษะ ทำให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบตัวบอดี้ของไดเวอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่มากพอสำหรับ กักเก็บปริมาตรอากาศได้ตามสเป็กของไดเวอร์เพื่อให้ไดเวอร์ที่เลือกมาใช้ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ผลคือทำให้คุณได้ยินฮาร์มอนิกของเสียงที่ครบถ้วนมากที่สุดเมื่อเทียบกับหู ฟังทุกประเภทที่มีอยู่ในท้องตลาด และโดยเฉพาะกับหูฟังบางรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์แบบตู้เปิด จะทำให้คุณได้ยินเสียงทุ้มที่ลงได้ลึกกว่าหูฟังทุกประเภทอีกด้วย และเป็นหูฟังประเภทเดียวที่จะทำให้คุณได้พบกับประสบการณ์ “ลมกระแทกหู” เมื่อฟังเพลงที่มีเสียงเบสลึกๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เหมือนจริง อย่างที่ได้สัมผัสจากลำโพงบ้านชั้นดี อีกทั้งยังได้ “ไดนามิก-เรนจ์” ของเสียงที่กว้างขวางกว่าเมื่อเทียบกับหูฟังรูปแบบอื่นๆ
ข้อด้อย
การ ใช้งาน: ถึงแม้ว่าหูฟังประเภทนี้จะมีโครงรัดศีรษะช่วยให้ลำโพงทั้งสองข้างแนบกับหู ได้มาก แต่บางรุ่นบางยี่ห้อนั้นก็อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บหูได้เมื่อใช้งานติดต่อ กันเป็นเวลานานๆ และโครงสร้างของมันค่อนข้างจะเทอะทะ มีน้ำหนักเยอะ ไม่เหมาะกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ (ถ้าไม่ใช่เพื่องานระดับมืออาชีพจริงๆ) ข้อเสียอีกประการหนึ่งของหูฟังประเภทนี้ก็คือว่ามันมักจะมีความไวค่อนข้าง ต่ำ ต้องการกำลังขับจากแอมป์ค่อนข้างสูง ลำพังกำลังขับของเครื่องเล่น MP3 หรือจากอุปกรณ์ประเภทดิจิตอลเพลเยอร์ตัวเล็กๆ จะไม่พอต่อการขับหูฟังประเภทนี้ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดี ต้องอาศัยแอมป์ขยาย (Headphone Amp) มา ช่วย หรือฟังผ่านช่องหูฟังของเครื่องเล่นซีดีหรือดีวีดีขนาดใหญ่จึงจะออกมาดี ข้อด้อยในการใช้งานของหูฟังประเภทนี้ยังมีอยู่อีกข้อหนึ่ง โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบบอดี้ของไดเวอร์เป็นแบบตู้เปิด นั่นคือเวลาฟังจะมีเสียงดังเล็ดลอดออกไปรบกวนคนข้างๆ ด้วย ยิ่งเปิดดังก็ยิ่งลอดออกไปมาก และข้อด้อยอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ ราคาสูงครับ
คุณภาพ เสียง: ข้อด้อยในแง่คุณภาพเสียงของหูฟังประเภทนี้มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับหูฟัง ประเภทอื่น ที่ดูจะชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของความเพี้ยนของเสียง เนื่องจากตัวลำโพงของหูฟังประเภทนี้จะอยู่ในตำแหน่งที่ถอยห่างออกมาจากหูของ ผู้ฟังมากกว่าหูฟังแบบแยงหูและแบบแปะหูอยู่พอสมควร ทำให้มีโอกาสจะเกิดความเพี้ยนได้ง่ายกว่าหูฟังสองประเภทนั้น แต่ถ้าเป็นยี่ห้อและรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับงานโพรเฟสชั่นแนลแล้ว ปัญหาในเรื่องดังกล่าวก็แทบจะลืมไปได้เลย
- Ghostor
- สมาชิก
- โพสต์: 23
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 03:37
- Tel: 0897258383
- team: ยังไม่มีครับ
- Bike: เก็บเงินอยู่ครับ
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
จะเลือกซื้ออย่างไร?
การเลือกซื้อหูฟังก็ขอแนะนำให้ใช้หลักคิดที่คำนึงถึง “ประโยชน์ใช้สอย” มา เป็นอันดับแรกคือคุณต้องจำไว้เสมอว่าไม่มีหูฟังแบบไหนดีที่สุด และหูฟังที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็คือหูฟังที่ตอบสนองการใช้งานของคุณได้อย่าง ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อหูฟังทุกครั้ง ขอให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าลักษณะการใช้งานที่คุณต้องการนั้นเป็น อย่างไร อาทิ ถ้าคุณต้องการนำไปใช้ขณะวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อย่างนี้ก็ควรจะเลือกแบบแยงหูจะเหมาะที่สุด เพราะในลักษณะการใช้งานแบบที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเช่นนี้ ควรจะเน้นหูฟังที่มีน้ำหนักเบาและไม่หลุดง่าย แต่ถ้าคุณต้องการนำไปใช้งานสำหรับฟังเป็นมอนิเตอร์ในการแต่งเพลงหรือบันทึก เสียง ก็ควรจะเลือกแบบสวมหัวจะเหมาะสมที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะมีน้ำหนักเยอะและเทอะทะแต่ก็ให้คุณภาพเสียงที่ดีในหลายๆ ด้าน จะทำให้คุณทำงานได้อย่างตรงตามที่ควรจะเป็น ตัวแปรอีกประการหนึ่งที่ควรจะคำนึงถึงในการเลือกซื้อหูฟังก็คือ “ราคาขาย” ไม่ ว่าจะเป็นหูฟังแบบไหนก็ตาม ในแต่ละแบบก็จะมีทั้งรุ่นที่มีราคาถูกและรุ่นที่มีราคาแพงให้เลือกพอๆ กัน ซึ่งก็ขอให้คุณตระหนักในสัจธรรมความเป็นจริงไว้ข้อนึงนั่นคือ ของดีไม่มีถูก... และของถูกไม่มีทางดีกว่าของแพงครับ
การเลือกซื้อหูฟังก็ขอแนะนำให้ใช้หลักคิดที่คำนึงถึง “ประโยชน์ใช้สอย” มา เป็นอันดับแรกคือคุณต้องจำไว้เสมอว่าไม่มีหูฟังแบบไหนดีที่สุด และหูฟังที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็คือหูฟังที่ตอบสนองการใช้งานของคุณได้อย่าง ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุดนั่นเอง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อหูฟังทุกครั้ง ขอให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าลักษณะการใช้งานที่คุณต้องการนั้นเป็น อย่างไร อาทิ ถ้าคุณต้องการนำไปใช้ขณะวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ อย่างนี้ก็ควรจะเลือกแบบแยงหูจะเหมาะที่สุด เพราะในลักษณะการใช้งานแบบที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาเช่นนี้ ควรจะเน้นหูฟังที่มีน้ำหนักเบาและไม่หลุดง่าย แต่ถ้าคุณต้องการนำไปใช้งานสำหรับฟังเป็นมอนิเตอร์ในการแต่งเพลงหรือบันทึก เสียง ก็ควรจะเลือกแบบสวมหัวจะเหมาะสมที่สุด เพราะถึงแม้ว่าจะมีน้ำหนักเยอะและเทอะทะแต่ก็ให้คุณภาพเสียงที่ดีในหลายๆ ด้าน จะทำให้คุณทำงานได้อย่างตรงตามที่ควรจะเป็น ตัวแปรอีกประการหนึ่งที่ควรจะคำนึงถึงในการเลือกซื้อหูฟังก็คือ “ราคาขาย” ไม่ ว่าจะเป็นหูฟังแบบไหนก็ตาม ในแต่ละแบบก็จะมีทั้งรุ่นที่มีราคาถูกและรุ่นที่มีราคาแพงให้เลือกพอๆ กัน ซึ่งก็ขอให้คุณตระหนักในสัจธรรมความเป็นจริงไว้ข้อนึงนั่นคือ ของดีไม่มีถูก... และของถูกไม่มีทางดีกว่าของแพงครับ
- Ghostor
- สมาชิก
- โพสต์: 23
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 03:37
- Tel: 0897258383
- team: ยังไม่มีครับ
- Bike: เก็บเงินอยู่ครับ
Re: ใครฟัง mp 3 ขณะปั่นบ้างครับ ?
หมดแล้วครับ
ส่วนตัวนะครับ หูฟังแบบ "แนบหูยี่ห้อถูกๆ" ย้ำว่ายี่ห้อถูกๆ ที่ขายทั่วไปราคาประมาณร้อยกว่าบาทไม่เกินสองร้อย ถ้าเปิดเสียงให้พอเหมาะก็ใช้งานได้ สามารถได้ยินเสียงรอบข้างได้ดี (ดีกว่าตอนขับรถยนต์แบบไม่เปิดเพลงเสียอีก)
ส่วนตัวนะครับ หูฟังแบบ "แนบหูยี่ห้อถูกๆ" ย้ำว่ายี่ห้อถูกๆ ที่ขายทั่วไปราคาประมาณร้อยกว่าบาทไม่เกินสองร้อย ถ้าเปิดเสียงให้พอเหมาะก็ใช้งานได้ สามารถได้ยินเสียงรอบข้างได้ดี (ดีกว่าตอนขับรถยนต์แบบไม่เปิดเพลงเสียอีก)