ผมอ่านกระทู้นี้ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีจักรยานครับ ก็คือ ประมาณกลางเดือนธันวา 54
ซึ่งตอนนั้น ผมกำลังอยากจะหางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำครับ อยากออกกำลังกายที่ไม่น่าเบื่อ ไม่จำเจ
คือผมเคยทั้งเป็นสมาชิกฟิตเนส และที่คอนโดที่พักอยู่ ก็มีฟิตเนส และสระว่ายน้ำ
สำหรับผม ฟิตเนส น่าเบื่อมากครับ มีแต่กล้ามปู ไปใหม่ ๆ ก็ขยันดีหรอกครับ ดูสาว ๆ ไปด้วย
พอหลัง ๆ ก็เลิกไป วิ่งอยู่แต่บนลู่ ภาพวิวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีลมประทะหน้า ฟังเพลงก็ไม่สนุก เลยไม่เอาแล้ว
ร่างกายก็เริ่มอ้วนขึ้นมาเรื่อย ๆ จริง ๆแล้วผมเป็นคนผอมครับ เพิ่งมาอวบ ๆ ในช่วงหลัง
จากน้ำหนักประมาณ 62 ซึ่งผมคิดว่ากำลังดี มีพุงน้อย ๆ พอ sexy
ตอนนี้กลายเป็นเกือบ ๆ 70 เสื้อผ้าที่ใส่ก็ต้องเปลี่ยนไป เสียดายของอ่ะครับ
ประกอบกับงานที่ผมทำอยู่ ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายมาก (ในบางครั้ง)
ผมเป็นช่างภาพอิสระครับ บางครั้งรับงานถ่ายภาพกีฬา เช่น Golf ต้องแบกเลนส์หนัก ๆ เดินเยอะ
บางทีก็ยุบ ตกเย็นก็ดื่มสังสรรค์อีก กลายเป็นหุ่นเหมือน ลุงเท่ง ด้านบนผอม แต่มีพุงโต ๆ
ผมเริ่มศึกษาจักรยานประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะไปซื้อคันแรกของตัวเอง
ตอนแรก คิดว่า เราอยู่คอนโด พื้นที่มีน้อย รถพับน่าจะตอบโจทย์ในทุกอย่าง ผมจึงมุ่งไปหาแต่รถพับอย่างเดียวครับ
โดยอ่านไปเรื่อย ๆ ดูในร้านออนไลน์บ้าง ถ้าวันไหนว่าง ๆ ผมก็จะไปดูตัวจริงที่ร้าน แบบว่า ร้านไกลแค่ไหนก็ไป
ดูอยู่ 3 - 4 ครั้ง ก็ตกลงปลงใจ กับ Dahon Speed P8 ...
เหตุที่ตัดสินใจซื้อตัวนี้ ก็เพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรักจักรยานรึเปล่า หรือว่าจะปั่นไปได้นานหรือไม่
คิดว่า ตัวนี้น่าจะซื้อง่ายขายคล่อง เพราะตามร้านต่าง ๆ ไม่ค่อยมี ถ้าไม่ชอบกันแล้ว ก็อาจจะขายต่อก็ไม่เจ็บตัวนัก
อีกอย่างที่คิดจะซื้อรถพับ เพราะว่าแฟนจะได้เอาไปปั่นด้วย มันสามารถปรับเบาะได้
ผมซื้อ Dahon มาหลังคริสมาสครับ .... ตอนนั้นอยากปั่นเต็มที่แล้ว ก็เลยไปได้มาร้านนึง ราคากลาง ๆ ไม่ได้ถูก ไม่ได้แพงมาก
แล้วก็ยังซื้ออุปกรณ์อื่น ๆ มาอีก เช่น หมวก (สำคัญมาก) กางเกงปั่น ไฟหน้า ไฟท้าย ส่วนไมล์ที่ร้านไม่มีแบบไร้สาย ก็เลยยังไม่ได้ซื้อ
ผมมาซื้อตอนหลังจากปั่นไปได้ 2 ครั้ง
จากตอนนั้น มาถึงตอนนี้ ผมเปรียบเหมือนเด็กหัดเดินในเรื่องจักรยาน
ไม่รู้เลยว่า ไอ้เฟรมที่มัน พุ่ง มันไหล กดเป็นพุ่ง ลื่น เติม ไม่เติม ไม่รู้เลยครับ
เคยปั่นอยู่ก็มีคนมาถามเหมือนกันว่าที่ปั่นอยู่ (dahon) มันดีมั้ย พุ่งรึเปล่า
ก็ตอบไปว่า คันแรกครับ ไม่รู้จะเทียบกับอะไร พุ่งรึเปล่าก็ไม่รู้
ผมว่า ผมชอบความรู้สึกในการปั่นจักรยานมาก ๆ ครับ เพราะเราต่อสู้กับตัวเอง
ยิ่งรถเป็นรถเดิม ๆ มาจากโรงงาน ผมว่ามันปั่นได้ดีในระดับหนึ่ง ในทุก ๆ ยี่ห้อ
และส่วนสำคัญที่สุดของการปั่นจักรยานคือ "แรง" กับ "ใจ"
ตอนนี้ผมยังไม่สามารถพูดได้ว่า การ up อุปกรณ์ จะช่วยให้ปั่นได้ดีขึ้นรึเปล่า เพราะไม่รู้ว่าจะไปเทียบกับตัวไหน
เกริ่นมายาวมาก เข้าเรื่องเลยนะครับ
จาก กม 0 ปั่นในวันแรก ผมไม่รู้ระยะทางว่าปั่นไปยาวเท่าไหร่ เพราะไม่มีไมล์ และไม่รู้ app ใน iphone ว่ามีอะไรบ้าง
ไปปั่นที่สวนรถไฟแถว ๆ บ้านน่ะครับ ปั่นไปหลายรอบอยู่ คิดว่าปั่นแบบชมนกชมไม้ ไม่เหนื่อย เหงื่อไม่ออก
ผมก็คิดว่า ต้องมีอะไรผิดพลาดละ ก็เลยมาหากระทู้ อ่านหลาย ๆ กระทู้เข้า ก็ได้คำตอบว่า ต้องมีไมล์ และ ที่วัดรอบขา
จะได้รู้ว่า รอบขาตัวเองเป็นยังไง ปั่นไปได้ระยะทางเท่าไหร่แล้ว
หลังจากเริ่มไม่กี่วัน ผมก็มีไมล์วัดรอบขาเรียบร้อย พร้อมปั่น พร้อมลุย
พอติดไมล์ก็รู้ว่า ที่เราปั่น มันชิวเกินไป เหงื่อไม่ออก ชมนกชมไม้มาก ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 17 - 19 kmh เท่านั้น
ความเร็วสูงสุดไม่ต้องพูดกัน เกิน 28 นี่ก็ถือว่าดีแล้วครับ
ก็มาหาข้อมูลอีกครั้ง ก็ตัดสินใจซื้อ HRM อีกตัวนึงครับ ตอนนี้พร้อมเลย อะไหล่ผมไม่ up
ผมซื้อแต่อะไรที่เกี่ยวกับการสร้างพื้นฐานของร่างกายก่อน ผมคิดว่าถ้าแรงเราถึงจริง ๆ รถอะไรก็ปั่นได้ไวครับ
หลังจากนั้น ถ้าไม่มีงาน ผมพยายามออกไปปั่นตอนเช้า โดยเฉลี่ย วันละ 30 KM ขึ้นไปครับ ก็สมควรแก่เวลา
แต่จะมี 1 วันในสัปดาห์ที่ปั่นยาว ๆ แตะ 40 กิโลขึ้นไปครับ
ความรู้สึกหลังจากปั่นได้มาประมาณ เกิน 200 โลแรก
ชอบมากครับ รู้สึกอยากปั่นทุกวันเท่าที่จะปั่นได้ ได้ตื่นเช้า นอนเร็ว ร่างกายดีขึ้น สดชื่นขึ้น
วันไหนที่ปั่นยาว ๆ และปั่นได้ตามโปรแกรมที่ตัวเองตั้งเอาไว้ จะรู้สึกดีมาก อารมณ์ดีจริง ๆ
ผมใช้วิธีการปั่นอยู่ใน 90 - 100 รอบ ในเกียร์ที่สามารถปั่นได้กำลังดี ไม่เบา ไม่หนักเกินไป
ความเร็วคงที่อยู่ประมาณ 25kmh แล้วก็ปั่นยาวเกิน 45 นาที ถ้าไม่อัด ไม่ไปซ่าตามชาวบ้านเค้า
HR ของผมไม่เกิน 16x ซึ่งไม่ถึง Zone 4 พอพัก 2 นาทีในการปั่นเบา ๆ HR ลดลงมาอย่างรวดเร็ว
ซึ่งช่วงแรก ๆ ผมทำไม่ได้ เหนื่อยยังไง ก็ยังเหนื่อยอยู่อย่างนั้นตลอด
จาก กม 0 - 480 โดยประมาณ ผมปั่นโดยที่ไม่ใช้รองเท้าคลีท เพราะว่าทางแถวบ้านรถเยอะ กลัวว่าจะปลดไม่ทัน
แต่พอกลับไปอ่านกระทู้อีกรอบ คิดว่าต้องมี และเพิ่งตัดสินใจซื้อไม่นานครับ ปั่นแบบติดคลีทได้ 2 วันเอง
การใส่คลีท ผมว่าดีมาก ๆ ครับ มันใช้แรงจากกล้ามเนื้อทุกส่วน ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อที่กดลูกบันไดอย่างเดียว มีจังหวะของการดึงขึ้นด้วย
ซึ่งผมว่า มันไม่เสียแรง และสามารถปั่นได้เร็วขึ้น แรงขึ้น ผมได้ความเร็วสูงสุด ก็มาจากการใส่คลีทนี่แหละครับ
วันนี้ ผมปั่นยาวที่สุดอีกครั้ง ประมาณ 57 กิโล โดยวัดจาก app Strava ครับ
แต่วันนี้ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ คัดจมูกและเจ็บคอมาก
ตอนนี้ความเร็วเฉลี่ยของผมอยู่ที่ 24 - 25 กับรถพับ Dahon ล้อ 20 ซึ่งผมคิดว่า ดีมาก ๆ
ความเร็วสูงสุด ได้ประมาณ 38 - 39 เคยไปปั่นดูดกับเสือหมอบมา ผมเกาะได้ในระยะหนึ่ง แต่ถ้าพี่เสือหมอบเค้ากดหนักกว่านี้ คงทิ้งกระจาย
แต่พอพักแป๊ปเดียว HR ก็ลงมาอย่างรวดเร็ว ปั่นต่อเนื่องได้นานครับ
สุดท้าย 0 - 500 กม แรกของผม ปั่นไปทั้งหมด 18 ครั้ง ได้ระยะเกิน 500 กิโลแรกมาแล้ว
ตอนนี้กำลังมอง ๆ เสือหมอบอยู่ครับ อยากจะปั่นไปกับก๊วน กับกลุ่มบ้าง ผมยังปั่นชายเดี่ยวอยู่ แต่ช่วงหลังมีเพื่อน ดึงไปเข้ากลุ่มปั่นใน Facebook ซึ่งก็แนะนำกันอย่างดีครับ
แต่ด้วยเนื้อที่ของคอนโดที่ผมอยู่ มันไม่ได้ใหญ่นัก ต้องหาที่ไว้อีกทีนึง อีกอย่างก็รองบประมาณด้วยครับ
สรุปว่า ผมหลงรักจักรยานเข้าให้อย่างเต็มที่ ไว้ถ้าถึง 1000 km แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกรอบนะครับ
ปอลิง .. ตอนนี้ใส่ คลีท ไป 2 วันแล้ว ยังไม่ล้ม มีเกือบ ๆ อยู่ 2 - 3 หน ฝึกสติให้ดีมากขึ้น ใจไม่ลอย
ปั่นหมอบแล้วปวดเนื้อ เมื่อยตัว .. อาจจะเกิดมาจากการ Fitting ที่ผิดพลาด
แนะนำครับ ช่าง Jumm : Fitting ได้ดีเหลือหลาย
ช่างJummซ่อมบำรุงจักรยานนอกสถานที่ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน
Call: 087-813-7117 Jumm