พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
- fifaff
- ขาประจำ
- โพสต์: 1657
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.พ. 2011, 22:11
- Tel: 0819635717
- team: ชมรมล้อเล็ก - ไตรกีฬา
- Bike: fuji d-6
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลดีๆ
- Son of Liberty
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มี.ค. 2010, 06:32
- team: PMC Cycling
- Bike: BMC teammachine , LDG
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
รออะไรแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันครับ ผมเองก็คิดว่าวิทยาศาสตร์การกีฬาในบ้านเรายังไม่พัฒนาไปในทางที่ถูกต้อง
อยากรู้เหมือนกันว่า"นักกีฬาอาชีพ"เค้ากินอย่างไร ทำไมต้องกินแบบนี้ ผมว่ามันเป็นประโยชน์มากเลยนะครับ ถึงเราจะไม่ได้ไปเป็นนักกีฬาอาชีพ
แต่การปฏิบัติตามมืออาชีพในเรื่องการกินเท่าที่ทำได้ แน่นอนว่าประโยชน์ต้องมีมากมาย การมีข้อมูลถูกต้องมาให้ศึกษาแบบนี้ต่อไปจะได้เลือกกินให้ถูกมากขึ้นซะที
อยากรู้เหมือนกันว่า"นักกีฬาอาชีพ"เค้ากินอย่างไร ทำไมต้องกินแบบนี้ ผมว่ามันเป็นประโยชน์มากเลยนะครับ ถึงเราจะไม่ได้ไปเป็นนักกีฬาอาชีพ
แต่การปฏิบัติตามมืออาชีพในเรื่องการกินเท่าที่ทำได้ แน่นอนว่าประโยชน์ต้องมีมากมาย การมีข้อมูลถูกต้องมาให้ศึกษาแบบนี้ต่อไปจะได้เลือกกินให้ถูกมากขึ้นซะที
ล้านเหตุผลที่คนจะชอบปั่นจักรยาน จะน้อยมาก เวลานานหรือสั้น ก็หาใช่สำคัญไม่
- ปูเป้
- ขาประจำ
- โพสต์: 1068
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 11:29
- Tel: -----------
- team: -----------
- Bike: -----------
- ติดต่อ:
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
รบกวนถามต่อ ถ้าเกิดว่าตอนเช้าก่อนออกปั่นไม่ได้ดื่มกาแฟ ถ้าเราดื่มหลังปั่น ต้องเว้นระยะกี่ชม. หรือช่วงพักเพื่อจะออกปั่นต่อopenroad เขียน:ก่อนผมจะวิ่งหรือออกปั่น ผมจะกินกาแฟ คาราเมล แมคคิอาโตร้อนหนึ่งแก้วครับ คาแฟอีนในกาแฟ(กาแฟภาษาไทย=คาแฟอีน 555 หรือ คอฟฟี่ ภาษาอังกฤษ)ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายให้สูงขึ้น มาช่วงหลังๆนิยมใช้คาแฟอีนเข้มข้นสูงสกัดเม็ดแคปซูลซึ่งอันตรายมาก ในวงการลดน้ำหนัก เรียกว่า hydroxy cut ครับ ทานกาแฟได้แต่ควรทานก่อนออกปั่นประมาน 1.30ปูเป้ เขียน:ถามนิดนึง กาแฟควรดื่่มก่อนปั่นไหมครับ
ชม. อย่างต่ำเพื่อให้ฤทธิ์ของคาแฟอีนมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน แต่ถ้าอ้วนลดน้ำตาลกับนมลงบ้างนะครับ
ควรดื่มกาแฟไหมครับ ขอบคุณครับ
ตื่นเช้าได้ปั่นหลาย ตื่นสายได้ปั่นน้อย
https://www.facebook.com/bikeandrunthailand/
https://www.facebook.com/bikeandrunthailand/
- พล 347
- ขาประจำ
- โพสต์: 1101
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:24
- team: 347 Cycling Team
- Bike: Cannondale EVO
- ติดต่อ:
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
เยี่ยมยอดครับ ขอสนับสนุนและติดตามอ่านอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณคุณไก่มาก ๆ ครับ
ขอบคุณคุณไก่มาก ๆ ครับ
- kiat
- ขาประจำ
- โพสต์: 1089
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:05
- Tel: 08-3255-4321
- team: RANONGMTB
- Bike: voodoo,mini zyden,ARAYA,JAVA X1
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ขอบคุณ คุณไก่ ที่นำของดีๆมาฝาก คอยติดตามอยู่ตลอดแหละครับ แต่ไม่ได้เข้ามาทักทาย คงจำกันได้นะครับ
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
จำได้ครับ ขอบคุณที่เข้ามาทักทายและติดตามนะครับkiat เขียน:ขอบคุณ คุณไก่ ที่นำของดีๆมาฝาก คอยติดตามอยู่ตลอดแหละครับ แต่ไม่ได้เข้ามาทักทาย คงจำกันได้นะครับ
Believe?
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
“พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา Sports Nutrition Fundamental” ตอนที่ 4 พลังงาน
ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องของอาหารว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร และทานอย่างไร เราควรมาทำความรู้จักกับ “การเตรียม/การจัดการกับพลังงาน” ภายในร่างกายก่อนว่าเราใช้พลังงานอะไรกันแน่ในการเล่นกีฬา คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าร่างกายใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน หรือ บางทีอาจใช้ไขมัน แต่ถ้านักกีฬาอาชีพเราต้องรู้ลึกกว่านั้น ทำความเข้าใจกับพลังงานชนิดนี้ให้มากกว่านั้น การเตรียมและจัดการพลังงานเราอาจเรียกว่า “การเผาผลาญพลังงาน” หรือ “Metabolism (เมตาบอลิซึ่ม)หรือภาษาง่ายๆว่าการ “Burning” (เบิร์นนิ่ง) การเข้าใจถึงระบบการเผาผลาญพลังงานจะทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบของอาหารที่ร่างกายต้องการให้เหมาะสมกับชนิดของกีฬาได้ดีขึ้น
ATP หรือ เอ ที พี ย่อมาจาก อะดีโนซีน ไตรฟอสเฟต (Adenosine triphosphate) คือ พลังงานหน่วยย่อยที่สุดที่เซลล์ภายในร่างกายของเราใช้เป็นพลังงาน เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เมื่อเราทานอาหารเข้าไป และอาหารที่ทานเป็นกลุ่มของอาหารหลัก คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อาหารจะผ่านขบวนการย่อยอาหารทำให้อาหารที่ทานมีหน่วยที่เล็กลง โดย คาร์โบไฮเดรตกลายเป็นน้ำตาล โปรตีนกลายเป็นกรดอะมิโน และไขมันกลายเป็นกรดไขมัน นำไปสะสมที่ส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ร่างกายจะแปลงสารพวกนี้กลายไปเป็น “ATP” โดย ATP เป็นพลังงานที่สำคัญมากที่สุดต่อทุกๆส่วนของร่างกาย ต่อทุกๆเซลล์อวัยวะภายในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่มี ATP เป็นพลังงานจะทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย เรามาดูหน้าที่หลักของ ATP กันดีกว่าครับ
ATP มีหน้าที่หลักอยู่ 3 อย่าง คือ
1)ทำหน้าที่ขนส่งแร่ธาตุที่มีความสำคัญมาก คือ โซเดียม(Sodium) แคลเซียม(Calcium) และ โพแทสเซียม(Potassium) ให้สามารถผ่านเนื้อเยื่อของเซลล์ได้(เนื้อเยื่อของเซลล์ทุกเซลล์จะมีผนังเซลล์ที่ทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปภายในเซลล์ การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเซลล์อาจทำให้เกิดอันตราย เกิดความเสียหาย ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพได้ เช่น แบคทีเรีย หรือ ไวรัส)
2)ATP ร่วมในกระบวนการสังเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กระบวนการสร้างโปรตีน
3)ATP เป็นแหล่งพลังงานให้กับกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางกายภาพ(ของร่างกาย) ดังนั้น ATP คือ แหล่งพลังงานที่เซลล์ต่างๆภายในร่างกายต้องการ ATP จะปล่อยพลังงานให้แก่ร่างกายโดยผ่าน “กระบวนการไฮโดรไลซีส (Hydrolysis)” โดยมีน้ำเป็นตัวเชื่อม(หมายเหตุ : กระบวนการไฮโดรไลซีสไว้จะกล่าวในตอนต่อไปทีหลังนะครับ)
ใน ATP จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ อะดีโนซีน และ ฟอสเฟต ตัวของฟอสเฟตจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดพลังงานออกมา หรือที่เรียกว่า ฟอสเฟต แอคทีพ รีเจี้ยน (Phosphate Active Region) เมื่อเกิดกระบวนการไฮโดรไลซีส ATP จะปลดปล่อยฟอสเฟตออกมาหนึ่งตัวทำให้เกิดพลังงานถึง 12,000 แคลอรี่(Calories) เลยทีเดียว (กระบวนการไฮโดรไลซีสเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก เดียวผมจะมาเล่าให้ฟังในตอน การย่อย และการดูดซึม สารอาหาร ครับ) เดียวตอนต่อไปเรามาต่อกันที่ การใช้พลังงานในการออกกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน หรือ Anaerobic energy และ การใช้พลังงานในการออกกำลังแบบใช้ออกซิเจน หรือ Aerobic energy
ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องของอาหารว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร และทานอย่างไร เราควรมาทำความรู้จักกับ “การเตรียม/การจัดการกับพลังงาน” ภายในร่างกายก่อนว่าเราใช้พลังงานอะไรกันแน่ในการเล่นกีฬา คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าร่างกายใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน หรือ บางทีอาจใช้ไขมัน แต่ถ้านักกีฬาอาชีพเราต้องรู้ลึกกว่านั้น ทำความเข้าใจกับพลังงานชนิดนี้ให้มากกว่านั้น การเตรียมและจัดการพลังงานเราอาจเรียกว่า “การเผาผลาญพลังงาน” หรือ “Metabolism (เมตาบอลิซึ่ม)หรือภาษาง่ายๆว่าการ “Burning” (เบิร์นนิ่ง) การเข้าใจถึงระบบการเผาผลาญพลังงานจะทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบของอาหารที่ร่างกายต้องการให้เหมาะสมกับชนิดของกีฬาได้ดีขึ้น
ATP หรือ เอ ที พี ย่อมาจาก อะดีโนซีน ไตรฟอสเฟต (Adenosine triphosphate) คือ พลังงานหน่วยย่อยที่สุดที่เซลล์ภายในร่างกายของเราใช้เป็นพลังงาน เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เมื่อเราทานอาหารเข้าไป และอาหารที่ทานเป็นกลุ่มของอาหารหลัก คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน อาหารจะผ่านขบวนการย่อยอาหารทำให้อาหารที่ทานมีหน่วยที่เล็กลง โดย คาร์โบไฮเดรตกลายเป็นน้ำตาล โปรตีนกลายเป็นกรดอะมิโน และไขมันกลายเป็นกรดไขมัน นำไปสะสมที่ส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ร่างกายจะแปลงสารพวกนี้กลายไปเป็น “ATP” โดย ATP เป็นพลังงานที่สำคัญมากที่สุดต่อทุกๆส่วนของร่างกาย ต่อทุกๆเซลล์อวัยวะภายในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่มี ATP เป็นพลังงานจะทำให้เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย เรามาดูหน้าที่หลักของ ATP กันดีกว่าครับ
ATP มีหน้าที่หลักอยู่ 3 อย่าง คือ
1)ทำหน้าที่ขนส่งแร่ธาตุที่มีความสำคัญมาก คือ โซเดียม(Sodium) แคลเซียม(Calcium) และ โพแทสเซียม(Potassium) ให้สามารถผ่านเนื้อเยื่อของเซลล์ได้(เนื้อเยื่อของเซลล์ทุกเซลล์จะมีผนังเซลล์ที่ทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปภายในเซลล์ การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเซลล์อาจทำให้เกิดอันตราย เกิดความเสียหาย ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพได้ เช่น แบคทีเรีย หรือ ไวรัส)
2)ATP ร่วมในกระบวนการสังเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมีของสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กระบวนการสร้างโปรตีน
3)ATP เป็นแหล่งพลังงานให้กับกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางกายภาพ(ของร่างกาย) ดังนั้น ATP คือ แหล่งพลังงานที่เซลล์ต่างๆภายในร่างกายต้องการ ATP จะปล่อยพลังงานให้แก่ร่างกายโดยผ่าน “กระบวนการไฮโดรไลซีส (Hydrolysis)” โดยมีน้ำเป็นตัวเชื่อม(หมายเหตุ : กระบวนการไฮโดรไลซีสไว้จะกล่าวในตอนต่อไปทีหลังนะครับ)
ใน ATP จะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ อะดีโนซีน และ ฟอสเฟต ตัวของฟอสเฟตจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดพลังงานออกมา หรือที่เรียกว่า ฟอสเฟต แอคทีพ รีเจี้ยน (Phosphate Active Region) เมื่อเกิดกระบวนการไฮโดรไลซีส ATP จะปลดปล่อยฟอสเฟตออกมาหนึ่งตัวทำให้เกิดพลังงานถึง 12,000 แคลอรี่(Calories) เลยทีเดียว (กระบวนการไฮโดรไลซีสเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก เดียวผมจะมาเล่าให้ฟังในตอน การย่อย และการดูดซึม สารอาหาร ครับ) เดียวตอนต่อไปเรามาต่อกันที่ การใช้พลังงานในการออกกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน หรือ Anaerobic energy และ การใช้พลังงานในการออกกำลังแบบใช้ออกซิเจน หรือ Aerobic energy
- ไฟล์แนบ
-
- รูปภาพ แสดงโครงสร้างของอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต
- atpmol.gif (8.12 KiB) เข้าดูแล้ว 1514 ครั้ง
Believe?
-
chaikasem
- สมาชิก
- โพสต์: 46
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 15:55
- Bike: bianchi
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ใส่ดาว ปักหมุดแล้วครับ ขอขอบพระคุณยิ่ง
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ในกาแฟมี "คาเฟอีน" เป็นส่วนประกอบหนึ่ง ตัวของคาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางของสมองให้ตื่นตัว และมีผลไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจทำให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกายสูงตามไปด้วย เพิ่มปริมาณการเผาผลาญพลังงานให้แก่ร่างกาย พบใน ชา กาแฟ และน้ำอัดลมที่ขายอยู่ในตลาด ในอเมริกาพบว่าผู้ใหญ่เกือบ 90% บริโภคคาเฟอีนต่อวัน คาเฟอีนถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะถือว่าเป็นสารพิษมีโทษต่อร่างกาย แต่ถ้าบริโภคในระดับที่พอดี หรือประมาณไม่เกินสองแก้วต่อวัน จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย (ในกรณีที่แพ้ มีอาการหัวใจสั่น หน้ามืดไม่แนะนำให้ทานนะครับ) ประโยชน์ต่อสมองทำให้มีสมาธิมากขึ้น, เพิ่มความสามารถในการจดจำ, ผลต่อหัวใจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ, ผลต่อกล้ามเนื้อช่วยในการพักฝื้นของกล้ามเนื้อและลดความตึงเครียดของร่างกาย, ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับ ต่อคำถามว่าถ้ากินหลังออกกำลังกายจะมีผลอย่างไร จะช่วยลดการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ลดการเกิดตะคริว เพิ่มแรงกระตุ้นให้แก่กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายทำงานประสานกันมากขึ้น ดังนั้นหลังจากออกปั่นสามารถทานกาแฟได้ครับ จะร้อนจะเย็นก็ตามแต่ที่ชอบขอให้เป็นทานกาแฟ ไม่ใช่ทานนมหรือน้ำตาลที่ชงในกาแฟนะครับ 5555 เวลาผมสั่งตามร้านขายทั่วไปเวลาตักนมข้นกับน้ำตาลนี่ไม่กล้ามมองเลยทีเดียว สามสี่ช้อนยังว่าน้อยไปครับ โดยส่วนตัวผมชอบทานกาแฟสดของทรูครับปูเป้ เขียน:รบกวนถามต่อ ถ้าเกิดว่าตอนเช้าก่อนออกปั่นไม่ได้ดื่มกาแฟ ถ้าเราดื่มหลังปั่น ต้องเว้นระยะกี่ชม. หรือช่วงพักเพื่อจะออกปั่นต่อopenroad เขียน:ก่อนผมจะวิ่งหรือออกปั่น ผมจะกินกาแฟ คาราเมล แมคคิอาโตร้อนหนึ่งแก้วครับ คาแฟอีนในกาแฟ(กาแฟภาษาไทย=คาแฟอีน 555 หรือ คอฟฟี่ ภาษาอังกฤษ)ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายให้สูงขึ้น มาช่วงหลังๆนิยมใช้คาแฟอีนเข้มข้นสูงสกัดเม็ดแคปซูลซึ่งอันตรายมาก ในวงการลดน้ำหนัก เรียกว่า hydroxy cut ครับ ทานกาแฟได้แต่ควรทานก่อนออกปั่นประมาน 1.30ปูเป้ เขียน:ถามนิดนึง กาแฟควรดื่่มก่อนปั่นไหมครับ
ชม. อย่างต่ำเพื่อให้ฤทธิ์ของคาแฟอีนมีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน แต่ถ้าอ้วนลดน้ำตาลกับนมลงบ้างนะครับ
ควรดื่มกาแฟไหมครับ ขอบคุณครับ
Believe?
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
“พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา Sports Nutrition Fundamental” ตอนที่ 5 “การใช้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน” หรือ แอนแอโรบิค ซิสเต็ม(Anaerobic System)
แอนแอโรบิค ซิสเต็ม(Anaerobic system) คือ ระบบการใช้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ร่างกายจะได้รับพลังงานอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทันด่วน เช่น การวิ่ง 100 เมตร การยกน้ำหนัก การสปรินทร์จักรยาน การตีเทนนิส การเตะฟุตบอล เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาสั้นนี้ ร่างกายจะใช้ ATP เป็นพลังงานโดยมี ครีเอติน ฟอสเฟตเป็นพระเอกเข้ามาดึงพลังงานจาก ATP มาให้ร่างกายใช้เพื่อตอบสนองต่อการสั่งงานของระบบประสาทอย่างทันท่วงที ถ้าใครเคยเล่นบอลหรือตีเทนนิสแล้วเรากำลังจะตีลูกนี้ หรือเตะฟุตบอลให้เข้าประตูแต่ร่างกายไม่ทำตามที่เราสั่ง หรือเตะวืด หรือตีไม่โดนลูกเทนนิส นั่นคือ ระบบ Anaerobic system (ในตลาดจึงมีการผลิตอาหารเสริมในกลุ่มครีเอตินออกมาขายกันมากมาย ให้กับนักกีฬาสมัครเล่นหรือในแวดวงฟิตเนส) แต่ถ้าร่างกายเคลื่อนไหวในระดับปกติและค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะเริ่มปรับระบบการใช้พลังงานแบบปกติไปเป็นแบบ ไกลโคไลซิส ไปสู่ ฟาสต์ไกลโคไลซิส(fast glycolysis) และสุดท้ายจะเข้าสู่ระบบ Anaerobic system
การปรับเปลี่ยนระบบการใช้พลังงาน จะขึ้นอยู่กับปริมาณของพลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นสำคัญ ถ้าไม่มีพลังงานก็จะไม่สามารถใช้ระบบ Anaerobic system ได้เช่นกัน พลังงานดังกล่าวคือ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของกลูโคสนั่นเอง ระบบ Anaerobic system จะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆประมาณ 30 วินาที ถึง 2 นาที เป็นอย่างมาก โดยทั่วไปจะพบว่าคนธรรมดาจะไม่สามารถใช้ระบบ Anaerobic ได้ยาวนาน หรืออาจจะไม่สามารถใช้ได้เลยเพราะเมื่อร่างกายใช้พลังงานจากระบบ Anaerobic ร่างกายจะผลิตสารชิดหนึ่งขึ้นมา คือ “กรดแลกติก” นั่นเอง กรดแลกติกจะทำให้ร่างกายเกิดการเมื่อยล้า ตะคริว หรือ อาจถึงขั้นที่ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย การจะขจัดกรดแลกติกออกจากร่างกายๆจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเข้าในระดับที่สูงมากจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหลังจากออกกำลังกายที่มีระบบ Anaerobic สูงจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้นการที่เราจะสามารถใช้ระบบ Anaerobic ได้ดี ต่อเนื่อง ยาวนาน และไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายมากๆ จำเป็นต้องมีปัจจัย 2 ข้อ คือ 1. ได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ 2. ต้องได้รับการฝึกฝนให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ ทนทานต่อกรดแลกติกด้วย ที่เราเรียกว่า แลกติก เธริสโฮลด์(Lactic Thershold) ตอนที่ 5 ยังไม่จบนะครับ เดียวเรามาว่ากันต่อที่ระบบ “การใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน” หรือ Aerobic system
แอนแอโรบิค ซิสเต็ม(Anaerobic system) คือ ระบบการใช้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ร่างกายจะได้รับพลังงานอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันทันด่วน เช่น การวิ่ง 100 เมตร การยกน้ำหนัก การสปรินทร์จักรยาน การตีเทนนิส การเตะฟุตบอล เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาสั้นนี้ ร่างกายจะใช้ ATP เป็นพลังงานโดยมี ครีเอติน ฟอสเฟตเป็นพระเอกเข้ามาดึงพลังงานจาก ATP มาให้ร่างกายใช้เพื่อตอบสนองต่อการสั่งงานของระบบประสาทอย่างทันท่วงที ถ้าใครเคยเล่นบอลหรือตีเทนนิสแล้วเรากำลังจะตีลูกนี้ หรือเตะฟุตบอลให้เข้าประตูแต่ร่างกายไม่ทำตามที่เราสั่ง หรือเตะวืด หรือตีไม่โดนลูกเทนนิส นั่นคือ ระบบ Anaerobic system (ในตลาดจึงมีการผลิตอาหารเสริมในกลุ่มครีเอตินออกมาขายกันมากมาย ให้กับนักกีฬาสมัครเล่นหรือในแวดวงฟิตเนส) แต่ถ้าร่างกายเคลื่อนไหวในระดับปกติและค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะเริ่มปรับระบบการใช้พลังงานแบบปกติไปเป็นแบบ ไกลโคไลซิส ไปสู่ ฟาสต์ไกลโคไลซิส(fast glycolysis) และสุดท้ายจะเข้าสู่ระบบ Anaerobic system
การปรับเปลี่ยนระบบการใช้พลังงาน จะขึ้นอยู่กับปริมาณของพลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นสำคัญ ถ้าไม่มีพลังงานก็จะไม่สามารถใช้ระบบ Anaerobic system ได้เช่นกัน พลังงานดังกล่าวคือ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของกลูโคสนั่นเอง ระบบ Anaerobic system จะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆประมาณ 30 วินาที ถึง 2 นาที เป็นอย่างมาก โดยทั่วไปจะพบว่าคนธรรมดาจะไม่สามารถใช้ระบบ Anaerobic ได้ยาวนาน หรืออาจจะไม่สามารถใช้ได้เลยเพราะเมื่อร่างกายใช้พลังงานจากระบบ Anaerobic ร่างกายจะผลิตสารชิดหนึ่งขึ้นมา คือ “กรดแลกติก” นั่นเอง กรดแลกติกจะทำให้ร่างกายเกิดการเมื่อยล้า ตะคริว หรือ อาจถึงขั้นที่ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย การจะขจัดกรดแลกติกออกจากร่างกายๆจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเข้าในระดับที่สูงมากจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหลังจากออกกำลังกายที่มีระบบ Anaerobic สูงจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้นการที่เราจะสามารถใช้ระบบ Anaerobic ได้ดี ต่อเนื่อง ยาวนาน และไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายมากๆ จำเป็นต้องมีปัจจัย 2 ข้อ คือ 1. ได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ 2. ต้องได้รับการฝึกฝนให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ ทนทานต่อกรดแลกติกด้วย ที่เราเรียกว่า แลกติก เธริสโฮลด์(Lactic Thershold) ตอนที่ 5 ยังไม่จบนะครับ เดียวเรามาว่ากันต่อที่ระบบ “การใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน” หรือ Aerobic system
Believe?
- อมยิ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 1330
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 20:34
- Tel: 089-5096117
- team: ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพมหาวิทยาลัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา(SCC)
- Bike: YT capra AL1 2015
- ตำแหน่ง: โพธิ์สามต้น ฝั่งธนบุรี
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ขออนุญาตคัดลอกข้อมูลเก็บไว้นะครับ สำหรับเผื่อแผ่กับสมาชิกในกลุ่มท่านอื่นๆ และขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆด้วยครับ
ปั่นตามใจ ไม่ไหวก็จูง
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ยินดีครับพี่ ถ้าบทความผมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จะดีใจมากเลยครับอมยิ้ม เขียน:ขออนุญาตคัดลอกข้อมูลเก็บไว้นะครับ สำหรับเผื่อแผ่กับสมาชิกในกลุ่มท่านอื่นๆ และขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆด้วยครับ
Believe?
- aaoonn
- สมาชิก
- โพสต์: 71
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 พ.ย. 2011, 12:17
- Lek-Lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 377
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2009, 14:17
- Tel: 0865641187
- team: 347 Cycling
- Bike: Colnago, Bianchi,Spe
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
ขอบคุณมากนะครับคุณไก่ ยอดเยี่ยมครับ
- openroad
- ขาประจำ
- โพสต์: 384
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2010, 23:30
- Tel: 08-3090-2004
- team: No Team
- Bike: colnago
- ตำแหน่ง: กรุงเทพมหานคร
Re: พื้นฐานของโภชนาการอาหารสำหรับนักกีฬา (Sports Nutrition Fundamental)
“การใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน” หรือ แอโรบิค ซิสเต็ม(Aerobic System)
Aerobic system คือ การใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน การออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวที่ความเข้นข้นต่ำ เมื่อเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในระดับความเร็วที่สม่ำเสมอพลังงานภายในเซลล์กล้ามเนื้อ คือ ATP จะผลิตอย่างพอเพียงต่อความต้องการของร่างกายโดยเปลี่ยนพลังงานมาจากคาร์โบไฮเดรตในรูป ไกลโคเจน(Glycogen) กลูโคส(Glucose) และไขมัน(Fat) โดยมีออกซิเจนร่วมในการสร้างพลังงาน รูปแบบของกีฬาที่จำเป็นต้องใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน เช่น การวิ่งระยะกลาง(1,500-5,000 เมตร) การวิ่งระยะไกล(10-42 กิโลเมตร) ปั่นจักรยานทางไกล การว่ายน้ำ การเดิน หรือ การเล่นกีฬาประเภททีมที่ใช้เวลาในการแข่งขันนานกว่า 30 นาที เช่น ฟุตบอล เทนนิส วอลเล่ย์บอล แต่บางครั้งในการเคลื่อนไหวก็จะต้องใช้พลังงานทั้งสองระบบ คือ Anaerobic และ Aerobic ควบคู่กัน เช่น ปั่นจักรยานทางไกลที่ความเร็วคงที่ร่างกายจะใช้พลังงาน Aerobic System แต่เมื่อต้องการเพิ่มความเร็วเพื่อทิ้งกลุ่มหรือฉีกหนีร่างกายจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานแบบ Anaerobic System แหล่งพลังงานที่ใช้ในระบบ Aerobic System คือ ไขมันและคาร์โบไฮเดรต โดยมีปัจจัยของระยะทางและความเข้มข้นของการเคลื่อนไหวเป็นตัวกำหนดแหล่งพลังงาน
ไขมัน(Fat) เป็นแหล่งพลังงานที่มีความเข้มข้นสูงถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัม คือ ใน 1 กรัมของไขมันจะสามารถให้พลังงานได้ถึง 9 แคลอรี่ และร่างกายของคนปกติสามารถสะสมไขมันในเซลล์ไขมันได้ถึง 5,000 -10,000 กรัม( 1 กิโลกรัม = 100 กรัม x 10 ขีด= 1000 กรัม) หรือ 5-10 กิโลกรัม ดังนั้นเราจะมีพลังงานจากไขมันได้ถึง 50,000-100,000 แคลอรี่(จากการวัดแคลอรี่ของผมเมื่อวิ่งในสวนสาธารณะ 10 กิโลเมตร ที่ความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานได้ 646 กิโลแคลอรี่ ความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานได้ 978 กิโลแคลอรี่ น้ำหนักตัวของผม 86 กิโลกรัม) และพลังงานระดับนี้สามารถนำไปใช้เดินหรือวิ่งได้ไกลถึง 800-1,600 กิโลเมตรเลยทีเดียว(แต่ที่วิ่งไม่ถึงเพราะกล้ามเนื้อล้าจากการสะสมกรดแลกติกเสียก่อน) และยังพบว่าในเซลล์กล้ามเนื้อจะมีไขมันเก็บสะสมอยู่ประมาณ 2,000-3,000 แคลอรี่ ไขมันที่พบในเซลล์กล้ามเนื้อนั้นร่างกายจะสามารถนำไปใช้ได้ง่ายกว่าไขมันที่สะสมในเซลล์ไขมัน แต่ถ้าเราต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วหรือในทันทีทันใดเพื่อตอบสนองต่อการสั่งการของระบบประสาท ร่างกายจะไม่สามารถนำเอาไขมันเป็นพลังงานได้เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานแบบใช้ออกซิเจน และการเผาผลาญไขมันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน(Slow process) ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อการสั่งการได้ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อร่างกายต้องเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวและต้องการ ATP ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วร่างกายจะเปลี่ยนระบบการเผาผลาญพลังงานแบบใช้ออกซิเจน โดยใช้กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานแทน
กลูโคส(Glucose) คือพลังงานหลักของกล้ามเนื้อที่ใช้เพื่อเกิดการเคลื่อนไหวในทุกๆระดับ รวมถึงการเคลื่อนไหวระดับสูงด้วย ในร่างกายจะมีไกลโคเจนสะสมในกล้ามเนื้อประมาณ 300-400 กรัม หรือประมาณ 1,400 แคลอรี่ มีในตับ 90-100 กรัม หรือประมาณ 350-400 แคลอรี่ และที่ไหลเวียนในระบบเลือด 5 กรัม หรือประมาณ 20 แคลอรี่ แสดงให้เห็นว่าไกลโคเจนเป็นพลังงานหลักของร่างกายที่ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังงานหลักในช่วงระยะเวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง ของการออกกำลังกาย(ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความเข้นข้นของการเคลื่อนไหวด้วย) เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อลดลงสู่ระดับต่ำมากๆร่างกายจะเริ่มหมดแรง เคลื่อนไหวช้าลง หรืออาจหยุดการเคลื่อนไหวไปเลย เมื่อเราไม่สามารถที่จะเพิ่มเนื้อที่ในการสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ ตับ และกระแสเลือด ได้มากไปกว่านี้แล้ว เราต้องมาวางแผนการกินคาร์โบไฮเดรตเพื่อเพิ่มระดับของไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อให้สูงที่สุดก่อนเริ่มการแข่งกีฬา ส่วนใหญ่ไกลโคเจนในตับจะเป็นแหล่งกลูโคสให้กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ในขณะที่ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อจะเป็นแหล่งพลังงานต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย อัตราส่วนของการเปลี่ยนไกลโคเจนในตับไปเป็นระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างการแข่งขันขึ้นกับระดับความเข้นข้นของการเคลื่อนไหวเป็นหลัก ระดับการเคลื่อนไหวที่สูงจะกระตุ้นให้ไกลโคเจนในตับเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในเลือดได้เร็วขึ้น ในการเคลื่อนไหวระดับสูงร่างกายจะใช้คาร์โบไฮเดรตได้ดีกว่าไขมันส่วนในการเคลื่อนไหวที่ระดับต่ำและใช้เวลานาน ในภาวะอากาศร้อน เย็น หรือพื้นที่สูง ร่างกายจะใช้ไขมันได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรต
ถ้าร่างกายใช้คาร์โบไฮเดรตหรือที่เรียกว่าไกลโคเจนใน กล้ามเนื้อ ตับ เลือด จนหมดระหว่างการแข่งขันหรือออกกำลัง ร่างกายจะเปลี่ยนโปรตีนให้กลายไปเป็นกลูโคสและใช้เป็นพลังงาน ATP ในเซลล์กล้ามเนื้อได้ แต่ภายหลังจากการแข่งขันจะเกิดผลเสียต่อร่างกายในระดับสูง นักกีฬาจะสูญเสียความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้สมรรถภาพของร่างกายลดลง ฟื้นตัวได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นการแข่งแบบทัวร์นาเมนต์จะทำให้โอกาสแพ้ในวันต่อไปมีสูงมาก เราจึงควรมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะดีกว่า
คาร์โบไฮเดรตจึงกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างมากต่อ “โภชนาการอาหารของนักกีฬา” เพื่อที่จะให้นักกีฬาสามารถฝึกฝนและแข่งขันได้ดีเต็มสมรรถภาพ ในตอนต่อไปเราจะมาเน้นในรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับพลังงานที่จำเป็นต่อการ “บำรุง” “รักษา” และ “เพิ่ม” ประสิทธิภาพของร่างกายกันครับ
Aerobic system คือ การใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน การออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวที่ความเข้นข้นต่ำ เมื่อเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในระดับความเร็วที่สม่ำเสมอพลังงานภายในเซลล์กล้ามเนื้อ คือ ATP จะผลิตอย่างพอเพียงต่อความต้องการของร่างกายโดยเปลี่ยนพลังงานมาจากคาร์โบไฮเดรตในรูป ไกลโคเจน(Glycogen) กลูโคส(Glucose) และไขมัน(Fat) โดยมีออกซิเจนร่วมในการสร้างพลังงาน รูปแบบของกีฬาที่จำเป็นต้องใช้พลังงานแบบใช้ออกซิเจน เช่น การวิ่งระยะกลาง(1,500-5,000 เมตร) การวิ่งระยะไกล(10-42 กิโลเมตร) ปั่นจักรยานทางไกล การว่ายน้ำ การเดิน หรือ การเล่นกีฬาประเภททีมที่ใช้เวลาในการแข่งขันนานกว่า 30 นาที เช่น ฟุตบอล เทนนิส วอลเล่ย์บอล แต่บางครั้งในการเคลื่อนไหวก็จะต้องใช้พลังงานทั้งสองระบบ คือ Anaerobic และ Aerobic ควบคู่กัน เช่น ปั่นจักรยานทางไกลที่ความเร็วคงที่ร่างกายจะใช้พลังงาน Aerobic System แต่เมื่อต้องการเพิ่มความเร็วเพื่อทิ้งกลุ่มหรือฉีกหนีร่างกายจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานแบบ Anaerobic System แหล่งพลังงานที่ใช้ในระบบ Aerobic System คือ ไขมันและคาร์โบไฮเดรต โดยมีปัจจัยของระยะทางและความเข้มข้นของการเคลื่อนไหวเป็นตัวกำหนดแหล่งพลังงาน
ไขมัน(Fat) เป็นแหล่งพลังงานที่มีความเข้มข้นสูงถึง 9 แคลอรี่ต่อกรัม คือ ใน 1 กรัมของไขมันจะสามารถให้พลังงานได้ถึง 9 แคลอรี่ และร่างกายของคนปกติสามารถสะสมไขมันในเซลล์ไขมันได้ถึง 5,000 -10,000 กรัม( 1 กิโลกรัม = 100 กรัม x 10 ขีด= 1000 กรัม) หรือ 5-10 กิโลกรัม ดังนั้นเราจะมีพลังงานจากไขมันได้ถึง 50,000-100,000 แคลอรี่(จากการวัดแคลอรี่ของผมเมื่อวิ่งในสวนสาธารณะ 10 กิโลเมตร ที่ความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานได้ 646 กิโลแคลอรี่ ความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเผาผลาญพลังงานได้ 978 กิโลแคลอรี่ น้ำหนักตัวของผม 86 กิโลกรัม) และพลังงานระดับนี้สามารถนำไปใช้เดินหรือวิ่งได้ไกลถึง 800-1,600 กิโลเมตรเลยทีเดียว(แต่ที่วิ่งไม่ถึงเพราะกล้ามเนื้อล้าจากการสะสมกรดแลกติกเสียก่อน) และยังพบว่าในเซลล์กล้ามเนื้อจะมีไขมันเก็บสะสมอยู่ประมาณ 2,000-3,000 แคลอรี่ ไขมันที่พบในเซลล์กล้ามเนื้อนั้นร่างกายจะสามารถนำไปใช้ได้ง่ายกว่าไขมันที่สะสมในเซลล์ไขมัน แต่ถ้าเราต้องเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วหรือในทันทีทันใดเพื่อตอบสนองต่อการสั่งการของระบบประสาท ร่างกายจะไม่สามารถนำเอาไขมันเป็นพลังงานได้เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานแบบใช้ออกซิเจน และการเผาผลาญไขมันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน(Slow process) ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อการสั่งการได้ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อร่างกายต้องเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวและต้องการ ATP ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วร่างกายจะเปลี่ยนระบบการเผาผลาญพลังงานแบบใช้ออกซิเจน โดยใช้กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานแทน
กลูโคส(Glucose) คือพลังงานหลักของกล้ามเนื้อที่ใช้เพื่อเกิดการเคลื่อนไหวในทุกๆระดับ รวมถึงการเคลื่อนไหวระดับสูงด้วย ในร่างกายจะมีไกลโคเจนสะสมในกล้ามเนื้อประมาณ 300-400 กรัม หรือประมาณ 1,400 แคลอรี่ มีในตับ 90-100 กรัม หรือประมาณ 350-400 แคลอรี่ และที่ไหลเวียนในระบบเลือด 5 กรัม หรือประมาณ 20 แคลอรี่ แสดงให้เห็นว่าไกลโคเจนเป็นพลังงานหลักของร่างกายที่ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังงานหลักในช่วงระยะเวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง ของการออกกำลังกาย(ระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับความเข้นข้นของการเคลื่อนไหวด้วย) เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อลดลงสู่ระดับต่ำมากๆร่างกายจะเริ่มหมดแรง เคลื่อนไหวช้าลง หรืออาจหยุดการเคลื่อนไหวไปเลย เมื่อเราไม่สามารถที่จะเพิ่มเนื้อที่ในการสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ ตับ และกระแสเลือด ได้มากไปกว่านี้แล้ว เราต้องมาวางแผนการกินคาร์โบไฮเดรตเพื่อเพิ่มระดับของไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อให้สูงที่สุดก่อนเริ่มการแข่งกีฬา ส่วนใหญ่ไกลโคเจนในตับจะเป็นแหล่งกลูโคสให้กับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ในขณะที่ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อจะเป็นแหล่งพลังงานต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย อัตราส่วนของการเปลี่ยนไกลโคเจนในตับไปเป็นระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างการแข่งขันขึ้นกับระดับความเข้นข้นของการเคลื่อนไหวเป็นหลัก ระดับการเคลื่อนไหวที่สูงจะกระตุ้นให้ไกลโคเจนในตับเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในเลือดได้เร็วขึ้น ในการเคลื่อนไหวระดับสูงร่างกายจะใช้คาร์โบไฮเดรตได้ดีกว่าไขมันส่วนในการเคลื่อนไหวที่ระดับต่ำและใช้เวลานาน ในภาวะอากาศร้อน เย็น หรือพื้นที่สูง ร่างกายจะใช้ไขมันได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรต
ถ้าร่างกายใช้คาร์โบไฮเดรตหรือที่เรียกว่าไกลโคเจนใน กล้ามเนื้อ ตับ เลือด จนหมดระหว่างการแข่งขันหรือออกกำลัง ร่างกายจะเปลี่ยนโปรตีนให้กลายไปเป็นกลูโคสและใช้เป็นพลังงาน ATP ในเซลล์กล้ามเนื้อได้ แต่ภายหลังจากการแข่งขันจะเกิดผลเสียต่อร่างกายในระดับสูง นักกีฬาจะสูญเสียความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้สมรรถภาพของร่างกายลดลง ฟื้นตัวได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นการแข่งแบบทัวร์นาเมนต์จะทำให้โอกาสแพ้ในวันต่อไปมีสูงมาก เราจึงควรมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับการได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะดีกว่า
คาร์โบไฮเดรตจึงกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างมากต่อ “โภชนาการอาหารของนักกีฬา” เพื่อที่จะให้นักกีฬาสามารถฝึกฝนและแข่งขันได้ดีเต็มสมรรถภาพ ในตอนต่อไปเราจะมาเน้นในรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับพลังงานที่จำเป็นต่อการ “บำรุง” “รักษา” และ “เพิ่ม” ประสิทธิภาพของร่างกายกันครับ
Believe?