
แค่ผมบอกว่า ผมชักเบรคมือปัดท้ายเจ้า S4 ซะ เลยยาวเลย
บางทีหนะนะ คนเราก็ชอบลองของ ชอบลองดี ทั้งๆที่เป็นรถที่เขาให้เอามาลองขับ ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า Quattro มันเก่งจริงเหมือนกับที่เราคิดหรือเปล่า วันนั้นนั่งกัน 4 คนด้วย หน้า2หลัง2 บอกข้างหลังแล้วว่าจะชักเบรคมือ อยากจะลองอะไรเล่นบ้างตามประสาพวกมีความมั่นใจในตัวเอง ( สาขาอาชีพผมมันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้ามั่นใจว่าทำได้ ก็จะทำ, ถ้าไม่เคยทำ ไม่มั่นใจ ก็จะไม่เสี่ยงด้วย , แล้วถ้าจะทำอะไร ก็ต้องทำแบบมีPlan B รองรับด้วย เช่น ชักเบรคมือแล้วท้ายมันปัด ถ้าเกิดเอามันไม่อยู่ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นที่ที่ปลอดภัยพอ ไม่ใช่ปัดไปฟาดข้างทาง แบบนี้ก็ไม่เล่นด้วย ) ( จริงๆในสมัยผมเป็นนศ. ผมตามข่าวแรลลี่โลก แล้วผมเองก็เป็นแฟนของ Audi Quattro มาตลอด ) อยากผมถึงบอกไงว่า ต่อให้ผู้ออกแบบเก่งยังไงก็ตาม มันก็ยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของฟิสิกส์
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมข้องใจมากเกี่ยวกับรถนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เรามั่นใจได้อย่างไรว่าช่วงล่างของมันจะเหมือนกับที่มันจำหน่ายในประเทศอื่น อย่าง A4ที่ผมบอกว่าชอคหน้า กับ สปริงมันไม่แมทช์กับน้ำหนักตัวของมัน เพราะผมเคยเจอชอคหน้ายุบจนสุดแกนมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเจอคอสะพานที่คาดไม่ถึงว่ามันจะหักลงได้ขนาดนี้ แล้วไม่ได้ขับมาเร็วด้วย เพราะใช้ความเร็วในลักษณะขับตามๆกันไป ที่นึกไม่ถึงก็คือ เส้นทางนี้เคยขับมาก่อนด้วยรถคันอื่น ครั้งที่สองเจอบนถนนสายวงแหวนตะวันตก วิ่งข้ามสะพานคลองควาย ซึ่งจริงๆคอสะพานมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย ขับมาก็ไม่ได้เร็วกว่าความเร็วผ่อนผันของตร.ทล.ด้วยซ้ำไป
เพราะสปริงคือตัวรับน้ำหนัก ชอคแอบซอบเบอร์คือแดมเปอร์สำหรับซับความสั่นสะเทือน และต้านอาการเด้งของสปริงและหน่วงการยุบตัวของสปริง , combination ของมันจะเหมาะสมกับสภาพใดสภาพหนึ่งเพียงช่วงแคบๆ คือ จะเหมาะกับถนนแบบหนึ่ง ความเร็วช่วงหนึ่ง และน้ำหนักรถระดับหนึ่ง ถ้ามันอยู่นอกช่วงที่มันถูกออกแบบมา มันก็จะเริ่มทำหน้าที่ของมันได้ไม่ตามเป้าประสงค์ของการออกแบบ
การเลือกช่วงล่าง ยังไงๆมันก็เป็นอัตตานิยมอยู่แล้วครับ เพราะถ้าเราทนกับมันไม่ได้ มันก็ต้องถูกอัปเปหิออกไปจากรถเรา ทนไม่ได้มันมีหลายสาเหตุ เช่น แข็งไป กระด้างไป นุ่มเกินไป ซึ่งตรงนี้กับผมไม่ค่อยมีความหมายนัก เพราะกระด้างแบบขับไปพยักหน้าไปก็เคย นุ่มแบบนั่งสบายๆ ยวบยาบแบบชอคยุบจนสุดได้ ก็ทนใช้ได้
แต่ที่ทนใช้ไม่ได้ ก็เห็นจะเป็นอาการของรถ ที่เราเริ่มจะไม่ไว้วางใจมากกว่าครับ ( ไม่ไว้ใจ ไม่ได้แปลว่าไม่ปลอดภัย แต่พอไม่ไว้ใจก็ไม่มีความสุขที่จะใช้ ) เพราะถ้ามันทำช่วงล่างมาสำหรับความเร็วสูง แน่นอนว่ามันก็คงจะถูกนิสัยผมในสมัยนั้นมากพอสมควร แต่บังเอิญมันทำช่วงล่างมาให้ถูกนิสัยของคนแก่ที่ไม่นิยมขับรถเร็วๆ ไม่นิยมเข้าโค้งแรงๆ ไม่นิยมวิ่งข้ามสะพานที่ความเร็วเกินกว่า 90 กม/ชม ( เพราะลองมาหลายความเร็วแล้ว พบว่าที่สะพานที่ใจร้ายที่สุด อาการมันน่ารักที่สุดที่ความเร็วเท่านี้ , สมัยก่อนถนนสายปิ่นเกล้า-นครชัยศรี หรือ บรมราชชนนีในปัจจุบัน มีคอสะพานโค้งๆ แต่ไม่หัก แต่ก็ไม่ราบเรียบ ถ้ามาเร็วๆ แล้วชอคแอบซอบเบอร์ไม่สามารถหน่วงการยืดของสปริงที่เกิดจากแรงเฉื่อยของรถได้ ก็จะสัมผัสกับอาการโยนตัวมากมายของรถ ซึ่งก่อนหน้านั้นขับ 200SX ที่ทำช่วงล่างง่ายๆด้วยการใส่แค่ชอค GAB กับล้อแค่ขอบ 16 สะพานเหล่านั้นสามารถขับข้ามไปด้วยความเร็ว 120 - 140 กม. ต่อชม. ( โดยเริ่มๆจะสัมผัสได้ว่า เร็วกว่านี้จะเริ่มโยน ) พอมาใช้คันนี้ในระยะแรก ก็ต้องทำใจหละว่ามันไม่ใช่รถแบบที่เคยใช้งาน อยากจะขับรถแบบครอบครัวให้ลูกนั่งสบาย ไม่ต้องไปขดที่เบาะหลัง แต่นิสัย(สันดาน)ชอบขับรถเร็ว ก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้ง เพราะด้วยศักดิ์ศรีของมัน มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้
ขับรถเร็วหนะ มันไม่ปลอดภัยอยู่แล้วหละ แต่ถ้าเข้าใจว่าขับรถเร็วมันไม่ปลอดภัยอย่างไร สถานะการณ์แบบไหนไม่ควรขับเร็ว มันก็โอเคอยู่หรอก
พูดถึงเซอร์กิตเนี่ย ไม่มีวาสนาได้เข้าไปเรียนหรอกครับ สมัยเรียนใกล้จะจบ พีระเซอร์กิตก็เปิด พอเปิดเราก็ต้องทำงาน แล้วงานก็หนักเหลือเกิน จะเอาเวลาไปทำอะไรได้อีก พอเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็มาเรียนต่อเฉพาะทางอีก พอเริ่มมีฐานะ ก็เริ่มเล่นรถแพงขึ้น แต่งแรงขึ้น แต่คราวนี้ไม่เหมือนตอนจบใหม่ๆแล้ว เพราะแค่โฉบรถเข้าไปแข่งแบรคเก็ตกลับมา ก็ยังโดนซะหูชา ( คงไม่ต้องบอกหรอกนะครับว่าใคร บางครั้งก็ต้องหัดยอมรับผิดบ้าง ( ทั้งๆที่ไม่ผิด ) ต้องหัดขอโทษบ้าง ( ทั้งๆที่ไม่ผิด ) ชีวิตมันถึงจะมีความผาสุกได้ครับ ) สุดท้ายผมก็ต้องเล่นมวยวัดต่อไปเรื่อยๆนี่แหละ เรียนขับรถจากในตำราต่อไป ( ยุคก่อน เข้าโค้งก็นอก-ใน-นอก ตอนนี้เขาเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยังครับ

) , ตอนใช้รถขับหน้าก็ผ่อน-เร่งส่ง , พอมาใช้ขับหลังก็ระวังนิดหนึ่งจะซ่าก็ต้องดูให้ดีๆ จะเร่งก็ต้องระวังหน่อย อะไรพวกนี้ ล้อหลังมี LSD ขับยังไง , ไม่มีLSDขับยังไง เรียนรู้กันไม่นานก็เข้าใจ ( แต่เขียนเป็นตัวหนังสือไม่ได้ เพราะความรู้สึกล้วนๆ )
เมื่อเล่นมวยวัด มันก็ต้องอาศัยความรู้สึกอย่างเดียวหละครับ จากนั้นมันก็ต้องลากเอาประสพการณ์จากฐานข้อมูลในสมองจะถูกนำมาเรียบเรียงและประยุกต์เสมอ หนักๆเข้ามันก็กลายเป็นพฤติกรรม กลายเป็นเรื่องธรรมดาของเรา แน่นอนครับ เมื่อประสพการณ์มันสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ( ขับรถมาเกิน 800,000 กม. กับ 30ปีที่ขับรถมา ) มันก็น่าจะนำมาเรียบเรียงใช้ในชีวิตจริงไปเรื่อยๆแหละครับ ดังนั้นอะไรก็ตามที่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน จะต้องไม่มีสุรามาเกี่ยวข้อง ไม่มีความอ่อนล้าของสังขารมาเกี่ยวข้อง ไม่สดจริงก็อย่าขับเร็ว
พูดถึง S4 นี่ มันก็คล้ายกับ A4 ซึ่งผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า ช่วงล่างมันเหมือนกับของที่ขายในประเทศอื่นๆหรือเปล่า รถที่มีรากฐานมาจากรถพวงมาลัยซ้าย แล้วทำรถพวงมาลัยขวามาส่งขายในประเทศโลกที่สามอย่างบ้านเรา ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้นำเข้า ผู้ส่งออกทำอะไรกับมันหรือเปล่า เปลี่ยนสเปคโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือเปล่า ( เพราะประเทศแบบบ้านเราไม่มีออโต้บาห์นให้หวดแบบจัดหนักได้ ) แต่แน่ๆ พี่ที่เป็นเจ้าของ 850 turbo แกลองขับแบบคนเดียวแล้ว แกบอกคำเดียวว่าไม่ชอบ แล้วก็ไม่ซื้อ ทัั้งๆที่แกชอบขับรถแรงๆ ช่วงล่างแน่นๆ ( แบบว่ารวย แล้วชอบอะไรแบบสำเร็จ ไม่ต้องลงทุนแต่งเพิ่ม ) ( ความจริงเซลล์ตั้งใจจะให้แกทดลองคนเดียว เพราะรู้ศักยภาพว่าแกซื้อได้สบายๆ แต่พวกเราได้อานิสงค์ไปด้วย ) ก็อัตตานิยมอยู่แล้วหละครับ รถยนต์ราคาเท่ากับบ้านเดียวหลังย่อมๆในยุคนั้น ถ้ามันไม่ถูกจริต ก็คงจะไม่จ่ายเงินอย่างแน่นอน
แต่ถ้าไปขับและใช้ที่เยอรมัน มันอาจจะไม่เหมือนคันที่เอามาขายในบ้านเราก็ได้นะครับ
ลูกเล่นของผู้นำเข้า และผู้ส่งออก เราอาจจะยังเข้าไม่ถึงก็ได้
** เพิ่มเติมนิดหนึ่ง จำได้ว่าช่วงนั้นกม.นำเข้ารถCBUผ่านไปนานแล้ว ดูเหมือนรถแรงๆบางคันจะมีการเปลี่ยนสเปคเพื่อลดแรงม้าลง เพื่อจะได้เสียภาษีนำเข้าลดลง ผมจำไม่ได้ว่ารถคันที่ทดสอบเจอแบบนี้หรือเปล่านะครับ แรงหนะแรง แต่ไม่รู้สึกว่ามันแรงเป็นพิเศษ **
ยาวไปหน่อยแล้ว แต่สำหรับผม ถ้าถูกชะตา รับรองว่าคุยกันได้ยาว ผมชอบคุยกับคนที่เป็นมวยจริงๆ คุยแล้วผมได้ประโยชน์ด้วย ถึงแก่แล้วก็ยังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาครับ ผมมันมวยวัด อาศัยพื้นฐานพอไปได้เท่านั้นแหละ