

นิโคลัส เพอรี่ มายเออร์ Nicolas Pierre Magnan คือชื่อเสียงเรียงนามเขาครับ ผมจะเรียกเขาในบทความนี้ว่า “นิค” นะครับ ปีนี้นิคอายุ 37 ปีแล้ว เป็นชาวแคนาดา แต่พูดภาษาฝรั่งเศษ คือเกิดใน คิวเบค ที่เป็นชุมชนฝรั่งเศษ ในแคนาดาครับ ตอนเด็กแกเล่าให้ผมฟังว่า แกรู้ตัวว่าเป็นคนขี้เกียจที่สุดในโลก และพอโตมาก็ไม่รู้จะทำอะไร พ่อสอนให้เล่นหุ้น ไม่ถนัดไปทำงาน และพอคนถามเยอะๆ ว่าทำงานอะไร ก็เลยคิดว่าต้องหาอะไรทำ เอาอะไรดีหว่า? แกก็คิดได้ว่าน่าจะไป เป็นทหารนี่แหละวะ มีชุดเครื่องแบบให้ใส่ มีเงินเดือนให้ใช้ (นอกจากเงินเล่นหุ้น)มีข้าวให้กิน ในช่วงนั้นยังไม่มีสงคราม อยู่แบบสบายๆ แน่ๆ อีกทั้งได้แต่งเครื่องแบบอวดสาวๆ อีก ตำรวจก็ไม่กล้าแหยม..555 เป็นทหารนี่แหละ ลงตัวสุดๆ สำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา พอดำเนินการตามแผนเสร็จบรรจุเป็นทหารบกในกองทัพ แคนาดา ซักพักก็เกิดเรื่อง "ตูมมม.." เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึก!!! 911 เอาล่ะสิ งานเข้า อเมริกา โมโหจัด ทุบโต๊ะเปรี้ยง ..ไปพวกเรา ไปซัดกับมัน ไอ้พวก ตาลีบัน

นิค เลยถูกส่งไปประจำการอยู่ที่ อัฟกานิสถาน ในปีนั้นเอง เอาล่ะชีวิตเปลี่ยนล่ะทีนี้ จากที่คิดว่าจะได้อยู่สบาย กลับกลายเป็น ต้องออกลาดตระเวณ อยู่บนรถถัง สายตาจับอยู่ที่เลนส์ปืน ท้ายรถถัง เหนี่ยวไกไปเรื่อย ถ้ามีการประทะกัน ใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้เกือบปี ได้พักร้อน หกเดือน เงินก็ไม่ได้ใช้มานาน ไปไหนดีหว่า เปิดแผนที่ดู เอานิ้วจิ้ม ระหว่าง ไทย ลาว เวียดนาม พม่า นิ้วเจ้ากรรมดันมาจิ้มที่เมืองไทย นิคไม่รอช้า แพ้กกระเป๋า และจักรยานคันโปรด จองตั๋วเครื่องบิน มาแก้ประสาทเสียที่เมืองไทยทันที ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้ ไม่คิดจะได้มาเอเชียด้วยช้ำ มาเที่ยวแรก ขายังดีอยู่ ก็รอนแรมไปเรื่อย เปื่อย ข้ามไปมาระหว่าง ไทย ลาว กัมพูชา และหลงเสน่ห์ เอเชียใต้ซะแล้ว..
จากนั้น กลับไปประจำการอีกที่ กลางทะเลทราย ในอัฟกานิสถาน เรื่องของดวงและ ความตาย กำลังจะมาเยือน วันต่อวัน เขาเห็นเพื่อน ที่คุยกันอยู่ แป้ปๆ ร่วงลงทีละคนสองคน ที่นั่นมันโหดร้ายจริงๆ เพราะว่าไม่รู้ว่ารบอยู่กับใคร สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ นิคประจำการอยู่ท้ายรถถัง เหมือนเช่นทุกวัน ออกลาดตระเวน และเกิดเรื่องที่ไม่น่าเกิด คือด้ามกระบอกปืนใหญ่ บนรถถัง ปรับทิศมาฟาดใส่หมวกกันน๊อคของนิค ทำให้หน้าบาดเจ็บ และแว่นกันทราย หลุดกระเด็น นิคถูกส่งตัวไปรักษา ในศูนย์พยาบาล ในแคมป์ ในขณะที่นิค อยู่ในนั้น แกได้ยินเสียงร้อง โอดโอย ของทหารที่โดนยิง โดนระเบิด และแกคิดว่า ตูจะไม่เข้ามาที่นี่อีกเป็นครั้งที่ สอง...แต่
หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ใบหน้าที่บวมช้ำ ยังไม่หายดี นิคก็ต้องไปประทับปืนประจำตำแหน่งอีกครั้ง บนรถถังลาดตระเวน คราวนี้ของจริงมาเยือนครับ รถคันของนิค เหยียบระเบิด “ตู้ม” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตัวแกลอยขึ้นไปบนอากาศ และนิคเล่าให้ฟังถึงรายละเอียดตอนนั้นว่า “ผมรู้ตัวตลอดเวลา ว่าผมลอยขึ้นไปจากรถถัง แต่มันช่างยาวนานจริงๆ กว่าจะตกลงมาใน ที่ๆ ผมอยู่ ผมเห็นแล้วว่า ผมโดน พยายามมองลงไปที่ ขาทั้งสองข้างของผม ซึ่งตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย หูอื้อ ไม่ได้ยินเสียง อะไรด้วย แต่สิ่งที่ผมเห็น มาว่า ขาซ๊าย และขวาของผม มันไม่ควรจะอยู่ในลักษณะที่มันควรจะเป็น ผมคลำดู น้องชายของผม ว่ายังอยู่รึไม่ ปรากฏว่า มันยังอยู่ดี แต่ว่า เลือดมันออกเยอะ ผมขยับตัวไม่ได้ มีเพื่อนทหาร ของรถถังอีกคัน ที่ไม่โดนระเบิด ซึ่งต้องยิงคุ้มกันก่อน เพราะว่า ถ้าเหยียบลักษณะนี้ เราอาจกำลังโดนซุ่มโจมตีอยู่ เขารีบวิ่งเข้ามาลาก ผมออกไป และโยนผมขึ้นรถจิ๊ป กลับฐาน ซึ่งตอนนั้น ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 10 นาที แต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยาวนานมากๆ ผมมองไปที่รถที่ผมโดนระเบิด มันยับเยิน เป็นซาก และข่าวร้าย ที่เพื่อนทหารประจำรถคันนี้ จากไปทั้งหมด เหลือแต่ผมที่รอดมาคนเดียว ด้วยอาการ ที่คิดว่าต้องถูกตัดขาทิ้งอย่างแน่นอน ผมถูกส่งกลับมาที่ฐาน และ เป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต ร้องก็ร้องไม่ออก มันเจ็บปวดจน คิดว่า ตายน่าจะดี เพราะว่ามันเจ็บเกินไป ผมต้องนอนรอ เฮลิคอปเตอร์ อีกเกือบ หนึ่งชั่วโมง เพราะว่ายังประทะกันอยู่ ฮ. บินไม่ได้ ต้องรอให้เคลียร์ก่อน โชคดีที่ไม่ใช่เวลากลางคืน ไม่งั้นผมต้องร้องโอดโอย จนถึงเช้า และอาจตายเพราะที่เขาว่า ทนพิษบาดแผลไม่ไหวก่อนที่จะถูกส่งตัวไปรักษา” ...
นิคนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ในเมือง การดาร์ฮา อยู่หลายวัน ก่อนถูกส่งกลับบ้านไปรักษาต่อที่ แคนาดา ถึงตรงนี้นิครู้ตัวแล้ว ล่ะ ว่ารอดตายแล้ว แต่สิ่งที่กังวลในตอนนั้น คือ นิคอาจจะถูกตัดขาทิ้งทั้งสองข้าง และ จะกลับมาปั่นจักรยานไม่ได้อีกแล้ว ในช่วงวิกฤต ในการรักษา ขาข้างขวา ถูกจับเข้าที่ ต่อเส้นเอ็น ต่อกระดูก ดูแล้วถ้าไม่ติดเชื้อคงไม่ต้องตัด แต่อีกข้างนึง ซึ่งมันโดนแบบเละเทะ กระดูกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เนื้อเยื่อหายไปหลายเปอร์เซ็นต์ หมอ 5 คนลงความเห็นว่า ควรตัด 2 คน อีก 3 คนยังไม่อยากให้ตัด จะลองรักษาดู ถือเป็นโชคดีของนิค ที่ยังมีอีก 1 เสียง ยื้อขาไว้ได้อีกข้างนึง ด้วยความที่เป็นคนร่างกายแข็งแรง เพราะเป็นนักจักรยาน นิคฟื้นตัวเร็วมากๆ แต่ก็ต้องนั่งรถเข็น ไปไหนมาไหนยังไม่ได้ แต่ด้วยความเป็นคนไฮเปอร์ พอเริ่มขยับได้ แกก็นั่งวีลแชร์ แล้วปีนขึ้นบนเทรนเนอร์ ปั่นสปินนิ่ง ทุกวัน โดยให้ขาหมุนไปเรื่อยๆ แต่ไม่ออกแรงกด ทำให้การฟื้นตัว เร็วขึ้นกว่าเดิม จวบจนเวลาผ่านไป 6 เดือน คุณหมอก็บอกข่าวดี ว่า นิค คุณกลับบ้านได้แล้ว ขาคุณกลับมาเป็นปกติ แต่ยังเดินไม่ได้ ต้องกายภาพบำบัดอีก จนกว่าจะเดินได้ แต่เส้นเอ็นที่ยึด หลังจากถูกต่อกันในการรักษา จะทำให้คุณเดินได้ไม่ ร้อยเปอร์เซ็นต์นัก นิคก็ถามหมอว่า ผมพอจะมีทางกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ หมอตอบว่า ได้ นิค ถ้าคุณดูแลตัวเองดีๆ ใช้เวลาสัก 6 เดือนคุณจะกลับมาใช้ชีวิตปกติ และปั่นจักรยานที่คุณรักได้ ..


ตั้งแต่วันนั้น นิค ออกจากโรงพยาบาลไป นิคพอจะเดินได้ ด้วยไม้เท้า กระย่องกระแย่งไป แต่ยังลงน้ำหนักไม่ได้ แต่ออกไปปั่นจักรยานทุกวัน จนทำให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ 1 เดือนผ่านไป คุณหมอคนที่ว่า ใช้เวลา 6 เดือน โทรศัพท์มาสอบถามอาการ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่..เชื่อหรือไม่ครับในขณะที่ นิครับโทรศัพท์ เขาเพิ่งปั่นพิชิตยอดเขา Tour malet อยู่ที่ฝรั่งเศษ!!!!!
ชีวิตเปลี่ยนไป ไม่ต้องไปรบอีกแล้ว มีเงินสวัสดิการให้ใช้ทุกเดือน ปลดประจำการ กลับมาอยู่บ้าน เหรียญกล้าหาญ ได้รับมันทุกเหรียญ เพราะเป็นวีรบุรุษสงคราม กินข้าวกับนายพล ตั้งแต่ระดับ ลูกกระจ๊อก จนถึงระดับ ผู้บัญชาการ ชีวิตน่าเบื่ออีกแล้ว เอาไงดี ไม่มีอะไรทำ กลับไปเอเชียดีกว่า จุดหมาย คือ เมืองไทย..
ว่าแล้วก็จัดตั๋วเที่ยวเดียว บินข้ามโลก พร้อมจักรยานมาเมืองไทยอีกเป็นครั้งที่สอง ทีนี้ชีวิตหลังเกิดใหม่ ที่ไหนยังไม่เห็น ยังไม่เคยไป ต้องไปเห็น และ ปั่นจักรยานที่นั่นให้ได้ นิคมาเมืองไทยคราวนี้ มีเวลาคิด และไตร่ตรองดูแล้ว เขาสามารถใช้ชีวิตที่สองของเขาที่นี่ได้อย่างสบาย ค่าใช้จ่ายไม่แพง มีเงินบำนาญพอเลี้ยงชีพได้ เงินลงทุนในตลาดหุ้นก็ ยังมีอีก ตัดสินใจ เลือกแผ่นดิน ที่จะปักหลักแน่ๆ หลังจากรอนแรมไปมาหลายที่ เรียกว่าไปมาทั่วเอเชียใต้แล้ว นิคเลือก ” เชียงใหม่” เพราะว่า ที่นี่สงบ ไม่ค่อยแสงสีเหมือนที่อื่นเช่นกรุงเทพ หรือ ภูเก็ต อิสานก็ไม่เลว แต่ไม่มีภูเขาสูงๆ ให้ไต่มากนัก ที่เชียงใหม่มีครบทุกรสชาติที่นิคต้องการ ..
นิคอยู่ที่เชียงใหม่มากว่าสามปีแล้ว แผลที่ขาก็หายดี เดินได้แต่วิ่งไม่ได้ ประกอปกับในช่วงที่มาเมืองไทยครั้งแรก ได้พบรักกับ สาวไทยคนหนึ่ง ซึ่งเจอกันโดยบังเอิญ ที่จังหวัด อุดรธานี ก็ชอบพอกัน แต่พอหลังจากเกิดเรื่อง และรอดตายมาได้ นิคจึงเลือกที่จะกลับมาแต่งงานมีครอบครัวไปเลยที่เมืองไทย และพาครอบครัว มาปักหลักอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ ปลูกบ้านของตัวเอง สร้างครอบครัวด้วยกันจนมีทายาท 2 คนแล้ว แต่เป้าหมายหลักที่มาอยู่ที่นี่คือ “มาปั่นจักรยาน”
ผมเจอกับ นิค เมื่อปีที่แล้ว ชวนมาปั่นด้วยกัน และดูออกว่า หมอนี่ไม่ธรรมดา ด้วยหัวใจนักรบ ไม่กลัวความเหนื่อยจึงเป็นนักไต่เขาที่ดีคนนึงทีเดียว หลังจากนั้น ปลายปีที่แล้ว มีรายการแข่ง ทัวร์ออฟลานนา 6 วัน 6 เสตจ ผมส่งชื่อนักแข่งทีมซอยตันหรรษา ที่จำกัดแค่ 7 คนไปแล้ว นิค บอกว่า อยากลองแข่งด้วย ทั้งๆ ที่หยุดแข่งไปเกือบสิบปี ก็เลยพาไปฝากไว้กับทีม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนิคก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้าแชมป์ เสตจได้ 3 เสตจ และได้รางวัลโอเวอร์ออล และเจ้าภูเขามาครอง

ในรุ่น 30 ปี ต่อจากนั้น ผมและนิคก็เป็นคู่หู ชวนกันนัดปั่นจักรยาน เรื่อยมา จนมาถึงรายการ ทัวร์ออฟเฟรนชิพ เมื่อเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผมได้กรับการติดต่อ จากทีม Entro Cycles สิงค์โปร์ ว่าสนใจไปแข่งมั๊ย เขาจะช่วยสปอนเซอร์ให้ ผมกับ นิค ตอบรับไปแข่งกันสองคนในทีมนี้ ในรุ่น 30 ปี และในระหว่างเกมส์การแข่งขัน นิคกับผม สามารถเล่นกันสองคน ได้อย่างสนุก และมีรสชาติมากๆ เรียกว่า ยิงดอกแรก ต้องมีดอกสองตามมาติดๆ ระเบิดกลุ่มแตกกระจาย ขี่สนุกกันทุกวันเพราะว่านิคกับผม เข้าใจเกมส์ โดยไม่ต้องพูดกันมาก ตกเย็นมานั่งหัวเราะกัน เบียร์คนละขวด เข้าตื่นขึ้นมาออกไปใส่ไม่ยั้งอีก จบการแข่งขันที่ผมได้แชมป์โอเวอร์ออล ทิ้งที่สอง หลายนาที นิคจบอันดับที่ 5 เรียกว่าแก สละเครื่องเพื่อช่วยผมอย่างเต็มที่ หลังจากที่ผมทำเวลามาเป็นผู้นำในเสตจที่ 2 นิคก็เป็นองค์รักษ์ ประจำตัว ใครยิงหนี นิคจะลากผมไปส่ง บางช่วงผมบอกให้ นิค ยิงกลุ่มทิ้ง เพื่อสลายตัวป่วน แกยิงออกไปทันที ไม่มีอิดออด และแต่ละดอก กลุ่มมีอาการสำลักกันเป็นแถว พอเราเริ่มหยุดเล่น ก็มีฝรั่งบางคน มาตบหลังเบาๆ ขอบอกขอบใจที่จะได้พักสักที
เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ มีจับเวลาไทม์ไทรอัล ขึ้นดอยสุเทพ นิคคว้าอันดับ 3 โอเวอร์ออล ทำเวลาได้ 33.13 นาที ถ้าไม่นับน้องทีมชาติลาวสองคนแรก ที่มาเก็บตัวฝึกซ้อมอยู่กับผมที่เชียงใหม่แล้ว นิคทำเวลาดีที่สุดในกลุ่มที่ซ้อมๆ กันอยู่

ครับ เขียนมาซะยาว จุดมุ่งหมาย แค่อยากให้กำลังใจกับคนที่คิดว่า ทำไม่ได้ และยังไม่ได้ทำกันน่ะครับ ผมคิดว่าเรื่องราวแบบนี้น่าสนใจดี และสัมผัสได้ เพราะว่าอยู่ไกล้ตัว เลยจับมาเล่าให้พี่น้องได้เป็น แรงบันดาลใจ ใครอยากมาซ้อมที่เชียงใหม่ คุยกับนิคหรือผมต่อมาซ้อมมาปั่นด้วยกัน ได้เลยนะครับ เราซ้อมกัน 9 ครั้งต่อสัปดาห์ 555 (บางวัน เข้า-เย็น) มาขี่กับเรานะครับ ผมว่าคุณจะได้อะไรมากกว่าความแข็งแรงกลับไปอย่างน้อยมาปั่นกับ “นิโคซัด” คุณจะรู้ว่า คนปั่นจักรยานแบบไม่กลัวความเหนื่อย มันปั่นยังไง ขาขาดยังมาเป็นแชมป์ได้ .. จบแบบนี้ล่ะครับ สวัสดี.....

