พรหม แปลว่า ประเสริฐ วิหาร แปลว่าที่อยู่ ดังนั้นพรหมวิหาร ๔ จึงแปลว่า ที่อยู่อันประเสริฐของใจ ๔ ประการ ได้แก่
๑. เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดีมีความสุขอย่างมีปัญญาและบริสุทธิ์ใจ เมตตา เกิดจาก การมองเห็นคุณงามความดีของผู้อื่น เห็นคุณค่า...เห็นคุณธรรม..ที่แสดงออกจากจิตที่ดีงาม จึงไม่คำนึงถึงรูปร่างฐานะ เมตตา ทำลายพยาบาทปองร้าย อันเป็นจิตที่คิดประทุษร้ายเกลียดชัง แช่งชัก เพราะมองเห็นแต่ด้านไม่ดีของผู้อื่น เห็นความไม่มีคุณธรรม เพ่งโทษ จับผิด ระวัง เมตตาปลอม คือความรักใคร่เสน่หา ลำเอียงเพราะรักใคร่ชอบพอ อันเกิดจากการหลงเพลิดเพลินติดใจชอบมากในกามคุณ ๕ คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสกายที่ถูกใจ อันเป็นจิตราคะอกุศล ดังนั้นถ้าขาดปัญญา จึงมักจะหลงเกิดเมตตาปลอมแทนเมตตาตัวจริง
๒. กรุณา คือ ความปรารถนา ที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์อย่างมีปัญญาและบริสุทธิ์ใจ กรุณา เกิดจากการรับรู้และมีปัญญา เห็นว่าผู้อื่นเป็นทุกข์เดือดร้อน แล้วเกิดความเห็นอกเห็นใจจึงคิดจะช่วยเหลือ กรุณาจิต ทำลายการเบียดเบียนทั้งทางกาย วาจา ใจ ระวัง กรุณาตัวปลอม คือ ความเศร้าใจ เสียใจ เมื่อเห็นว่าตน คน หรือสิ่งของของตน จะต้องเป็นทุกข์ เดือดร้อนมีอันตราย สูญเสียความเศร้าโศรกเสียใจเป็น โทสะจิต จึงเป็นบาปอกุศล ขาดปัญญาในการแก้ปัญหา
๓. มุทิตา คือ ความชื่นชมยินดีในกุศลคุณงามความดี ความสุข ความเจริญ ความไม่โลภ ไม่โกรธ และมีปัญญารู้ทั่วถึงทั้งหมด ในอริยสัจ ๔ ของผู้อื่นอย่างจริงใจและมีปัญญา มุทิตาเกิดจาก การเห็นผู้อื่นได้ดี มีความสุข ความเจริญ จากการทำกุศล ไม่โลภ ไม่โกรธ และมีปัญญา มุทิตา ทำลาย ริษยา เพราะริษยาเป็นจิตที่เร่าร้อน ทนไม่ได้ที่เห็นผู้อื่น ได้ดี มีความสุข ความเจริญมากกว่าตน ระวัง มุทิตาปลอม คือความลิงโลดใจยินดีเฉพาะในความดี ความสุข ความเจริญ ของบุคคลที่ตนจะพลอยมีส่วนได้รับผลประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นโลภะจิต (มีอาการเล็งผลจากการชื่นชมยินดี) จึงก่อให้เกิดการแบ่งพรรค แบ่งพวก แข่งดี ยกตนข่มท่าน นินทา ส่อเสียด ตามมา
๔. อุเบกขา คือ ความเป็นกลางของจิตอย่างมีปัญญา วางเฉยได้ในกรณีที่ควรวางเฉย แต่คอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม ในการช่วยเหลือ หรือกระทำดีใด ๆ อุเบกขาเกิดจาก ก.เกิดจากปัญญาเห็นตามจริง เรื่องกฏแห่งกรรมว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามเจตนา(กรรม)" ข.เกิดจากการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ภาวนาจนเกิดวิปัสสนาญาณเห็นธาตุ ขันธ์ อายตนะว่า ล้วน....อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ อย่างมีปัญญา อุเบกขา ทำลาย ความลำเอียง ที่เกิดจากความอคติ (คือลำเอียงเพราะรัก หรือลำเอียงเพราะชัง) ที่ฝังใจไว้ก่อน ด้วยอำนาจแห่งกิเลสคือ ความพอใจหรือความไม่พอใจภายในว่าคนนี้ต้องดี หรือคนนั้นต้องเลวแน่ ๆ ระวัง อุเบกขาปลอม คือการวางเฉยอย่างไม่มีปัญญาอย่างแท้จริง เฉยไม่ฉลาด มี ๔ อย่าง คือ ก.เฉย + ฟุ้งซ่าน ข.เฉย + สงสัยลังเล ค.เฉย + ง่วง ง.เฉย + โลภ
ขอทุกท่านได้รับอานิสงค์ มีความสุข ความเจริญ จากการได้ศึกษาเรื่องนี้และพร้อมจะน้อมนำใส่จิตใส่ใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้เกิด มรรคผล คือความสุขอย่างแท้จริงต่อไป


